สงครามระหว่างสี : เมื่อตาซ้ายมืดบอด
เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองของเราในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ยังมีออกมาให้อ่านกันอยู่เรื่อยๆ ตัวเองเลี่ยงจะไม่อ่านมาพักใหญ่ๆ แล้ว
แต่สำหรับหนังสือชุด "สงครามระหว่างสี" ของ openbooks นี่อดใจไม่ไหวจริงๆ
เริ่มตั้งแต่สองเล่มเหลืองแดง ภาพหน้าปก ไปจนถึงชื่อตอน มันโดนใจจริงๆ
ส่วนผู้เขียนนั้น คือ อ.เกษียร เตชะพีระ บอกตามตรงว่าแม้จะอ่านมติชนอยู่บ่อยครั้ง
แต่แทบไม่เคยอ่านงานของ อ.เกษียร เลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
จริงๆ แล้ว openbooks มีหนังสืออีกชุดของ อ.นิธิ ที่ออกมาคู่กันที่ชวนอ่านมากๆ เหมือนกัน
แต่ที่เลือกหนังสือชุดนี้มาอ่านก่อน ก็เพราะบังเอิญได้ดูคลิปงานเปิดตัวหนังสือชุดนี้
ได้เห็น อ.เกษียร ตัวเป็นๆ แล้วโดนใจกับประโยคที่ว่า
"อย่ามาบอกให้กูเลือกสี ไม่ว่าจะสีเหลืองสีแดง มึงเป็นใครกัน
ถึงจะมาบังคับให้กูเลือก กูไม่เลือก...."
โหย.. อยากกด Like ให้ล้านที เพราะกูเบื่อมากพวกที่มาชี้ มาถามว่ากูสีอะไรเหมือนกัน
---------------------------------------------------------------------------------------
งานของอ.เกษียร เป็นงานที่ค่อนข้างวิชาการมาก (นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งล่ะมั้งที่ทำให้ผมมองผ่าน)
มีการอ้างอิงข้อมูลในการเขียนถึงอย่างชัดเจน
ใช้คำศัพท์ในแบบที่เป็นทางการ ในการอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ
ทำให้เราเห็น ฉากหลัง ของ"ปรากฏการณ์" ได้แจ่มชัดขึ้น
ฝ่ายหนึ่ง ขณะผูกผ้าพันคอสีฟ้า ป่าวประกาศเรียกร้องเสียงดังฟังชัดว่าต้องการ "การมืองใหม่" หรือนัยหนึ่ง ระบอบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ใช่ระบอบรัฐธรรมนูญ
อีกฝ่ายหนึ่ง ก็แสดงปฏิกิริยาตอบกลับโดยยกระดับการโจมตีตอบโต้สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวทางการเรียกร้อง "ระบอบปรชาธิปไตยของปวงประชามหาชน" โดยไม่ปรากฎชัดว่าที่ทางฐานะบทบาทของสถาบันกษัตริย์อยู่ตรงไหน? อย่างไร? ในระบอบนี้
เมื่อมองทะลุไปถึงฉากหลัง เราจึงจะไม่ตื่นตาตื่นใจ ละเมอ
ไปกับฉากหน้าที่แสนจะเร้าใจ และมันส์เหลือเกิน
กับการสู้ตามอุดมการณ์ที่(ดูเหมือนว่า) แสนจะยิ่งใหญ่
หากถูกปลุกให้ตื่นตัวทางการเมืองแล้วมันก็เหมือนเกิดใหม่ มองโลกใหม่และมันสสส์อย่าบอกใคร มันคึกคักกระปรี้กระเปร่ากระตือรือร้น รู้สึกชีวิตมีค่ามีความหมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดีใจสุขใจที่ได้ไปร่วมชุมนุมต่อสู้ตากแดดตากฝน เหมือนได้ทำความดีหรือทำบุญใหญ่ให้กับส่วนรวมทุกวัน ไม่กลัวเหนื่อยไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย
พร้อมกันนั้นก็ค่อยๆ ละลายตัวเอง ลืมตัวเอง หลอมรวมอัตลักษณ์ตัวตนอารมณ์ความรู้สึกเข้ากับฝูงชน มีอารมณ์ร่วมไปกับเขา ทำให้พื้นที่ของโลกการเมืองในสายตายิ่งแจ้งกระจ่างสว่างไสวชัดเจนขึ้นๆ ขณะที่มุมมองทางการเมืองยิ่งโฟกัสแคบลงๆ ไปพร้อมๆ กัน เลือกฟังเลือกเชื่อแต่สื่อ-เสียง ผู้นำของพวกเรา เลิกฟังเลิกเชื่อสื่อ-เสียง ผู้นำของ "พวกมัน"
อันตรายที่สุดก็คือ ทำให้เชื่อมั่นยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายตนเองโดยสิ้นสงสัย จนพร้อมจะยอมตายและยอมฆ่าเพื่อความถูกต้องดังกล่าว
"ก็ในเมื่อเราถูก ไอ้พวกนั้นก็ต้องผิด ฆ่ามัน!!"
การอธิบายปรากฏการณ์ด้วยสายตาที่เป็นกลาง อาจจะไม่ใช่คำที่ถูกนัก สำหรับงานของ อ.เกษียร
หากแต่เป็นการมองและคิดอย่างคนที่อยู่บนความเป็นจริง และมองคนเป็นคน ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องเอากันให้ตาย
มองคนอย่าง "สัตว์" ที่ต้องร่วมทุกข์กันไป
ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายต้องไม่จินตนาการสิ่งที่สุดโต่งตกขอบอันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของการเมืองวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องความ "สมานฉันท์" อย่างไร้เดียงสา, ทำ "สงครามครั้งสุดท้าย" รุนแรงถึงขั้นแตกหัก หรือระบอบการเมืองที่ไม่มีพลังฝ่ายตรงข้ามดำรงอยู่
ลองคิดดูเถิดว่าในสภาพที่ต่างฝ่ายต่างก็มีจำนวนกำลังผู้ยืนหยัดสนับสนุน .. จะกวาดล้างพ่อแม่พี่น้องเพื่อนคนไทย "ฝ่ายตรงข้าม" นับล้านคนออกไปจากเมืองไทยอย่างไร ? "ฆ่ามัน" ให้หมดหรือ ?
ตรงข้ามเราควรจินตนาการถึงอนาคตทางการเมืองที่พลังทั้งสองฝ่ายต้องดำรงอยู่ด้วยกัน คำถามคือจะอยู่ด้วยกันแบบไหนที่เป็นไปได้และไม่ทำลายตัวสังคมไทยเองลงไป? แล้วจะทะเลาะกันอย่างสันติเพื่อไปสู่จุดนั้นอย่างไรต่างหาก?
--------------------------------------------------------------------------------------------
ฉบับปกเหลืองหรือเล่มหนึ่งนี้บันทึกเรื่องราวบ้านเมืองช่วงก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยา ไปจนถึงช่วงแรกๆ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลายครั้งหลายครา ที่ผู้เขียนพยายามจะเสนอทางออก ที่ไม่ต้องมุ่งไปสู่การแตกหัก
แต่เหมือนกับเวลาเราดูหนังตอนจบไปแล้ว จึงได้แต่คิดย้อนไปว่า ทำไมตอนนั้น ไอ้คนนั้นไม่ทำอย่างนี้นะ ถ้าทำอย่างนั้นป่านนี้ก็คงจะไม่เป็นแบบนี้
และยิ่งเวลาผ่านไปก็ดูเหมือนบ้านเมืองเรากำลังเดินไปสู่ จุดที่ไม่อาจหวนกลับ ไปแล้ว


