
แปลจาก “A World Without Islam” ตีพิมพ์ในวารสาร Foreign Policy ฉบับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2008 เขียนโดย Graham E. Fuller แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล
โลกที่ไม่เคยมีอิสลามจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ความคิดนี้ทำให้บางคนรู้สึกดี พวกเขามองว่าโลกแบบนั้นจะไม่มีการปะทะกันระหว่างอารยธรรม ไม่มีสงครามศาสนา ไม่มีผู้ก่อการร้าย ศาสนาคริสต์จะครอบงำโลกแบบนั้นหรือเปล่า? ทวีปตะวันออกกลางจะเป็นประทีปแห่งประชาธิปไตยอันสงบสุขหรือไม่? โศกนาฏกรรม 9/11 จะเกิดขึ้นหรือไม่? ในความเป็นจริง ถ้าเราลบอิสลามออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ โลกก็จะยังดำเนินมาถึงจุดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่มีผิดเพี้ยน
ลองนึกภาพโลกที่ปราศจากอิสลาม ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโลกที่เราแทบจะจินตนาการไม่ออก เมื่อคำนึงว่าอิสลามครอบครองพื้นที่พาดหัวข่าวประจำวันเพียงใด ดูเหมือนว่าอิสลามจะอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายระหว่างประเทศที่มีขอบเขตกว้างขวางมาก ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีแบบพลีชีพ การระเบิดรถ การบุกยึดพื้นที่ด้วยกำลังทหาร สงครามต่อต้าน การจลาจล ฟัตวา (fatwas) จิฮาด (jihad) สงครามกองโจร วีดีโอขู่ขวัญ และโศกนาฏกรรม 9/11 ทำไมเหตุการณ์เหล่านี้จึงเกิดขึ้น? ดูเหมือนว่า “อิสลาม” จะกลายเป็นคำตอบที่สำเร็จรูปไม่ซับซ้อน ที่ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจกับโลกทุกวันนี้ที่ดิ้นรนไม่อยู่นิ่ง และอันที่จริง คนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมใหม่ (neoconservatives) บางคนก็เชื่อว่า “Islamofascism” (ลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์อิสลาม) ได้กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเราใน “สงครามโลกครั้งที่สาม” ที่ส่อแววว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
แต่ขอให้ลองหยุดฟังผมสักครู่นะครับ ถ้าสมมุติว่าอิสลามไม่เคยเกิดขึ้นเลยล่ะ? ถ้าสมมุติว่าโลกไม่เคยมีศาสดาชื่อโมฮัมหมัด ไม่มีเรื่องราวของการเผยแผ่อิสลามไปสู่ทวีปตะวันออกกลาง เอเชีย และแอฟริกา?
ความหมกมุ่นของเราทุกวันนี้ในประเด็นการก่อการร้าย สงคราม และลัทธิต่อต้านอเมริกัน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นระดับโลกที่สั่นสะเทือนอารมณ์ทั้งสิ้น ทำให้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจต้นเหตุที่แท้จริงของวิกฤตเหล่านี้ อิสลามเป็นต้นเหตุของปัญหาจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าต้นเหตุแท้จริงคือปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่ลึกกว่าและมองเห็นยากกว่า? เพื่อให้เราอภิปรายประเด็นนี้กันง่ายขึ้น ลองนึกดูว่า ทวีปตะวันออกกลางที่ไม่เคยมีอิสลามจะเป็นอย่างไร ในโลกแบบนั้น เราจะสามารถหลบเลี่ยงปัญหาหลายประการที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่? ตะวันออกกลางจะมีความสงบสุขกว่านี้หรือไม่? ความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออก-ตะวันตกในกรณีนั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ถ้าไม่มีอิสลาม แน่นอนว่าระเบียบโลกจะมีหน้าตาแตกต่างจากที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เราจะแน่ใจได้หรือเปล่า?
ถ้าไม่มีอิสลาม จะมีอะไร?
ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของทวีปตะวันออกกลาง ดูเหมือนว่าอิสลามจะเป็นเค้าโครงปทัสถานทางวัฒนธรรม (cultural norms) และแม้กระทั่งรสนิยมทางการเมืองของผู้นับถือศาสนานี้ ดังนั้นเราจะแยกอิสลามออกจากตะวันออกกลางได้อย่างไร? ในความเป็นจริง เรื่องนี้ไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด
ลองเริ่มที่ชาติพันธุ์ก่อน ถ้าไม่มีอิสลาม ตะวันออกกลางก็จะยังคงเป็นทวีปที่มีความซับซ้อนและความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์อันหลากหลาย กลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ๆ ในทวีปนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ เปอร์เซีย ตุรกี เคิร์ด ยิว เบอร์เบอร์ และพาชทุน ก็จะยังคงครอบงำการเมืองในภูมิภาค ลองยกกรณีของเปอร์เชียเป็นตัวอย่างก็ได้ – นานก่อนที่อิสลามจะเกิด อาณาจักรเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ยุคแล้วยุคเล่าก็ได้ขยายขอบเขตไปถึงธรณีประตูของเอเธนส์ (เมืองหลวงอาณาจักรกรีกโบราณ – ผู้แปล) และเป็นคู่ปรับตลอดกาลของใครก็ตามที่ตั้งรกรากในเขตอนาโตเลีย (Anatolia คือคาบสมุทรตุรกีในปัจจุบัน) นอกจากนั้น ชนชาติยิวโบราณก็สู้รบกับชาวเปอร์เซียตลอดบริเวณ “Fertile Crescent” และอิรัก ยังไม่นับชนเผ่าเร่ร่อนและพ่อค้าชาวอาหรับที่ทั้งขยับขยายและโยกย้ายถิ่นฐานเข้าไปในบริเวณอื่นๆ ที่ชาวยิวอาศัยอยู่ในทวีปตะวันออกกลาง นานก่อนอิสลามจะเกิด ชาวมองโกลจะยังคงบุกโจมตีและทำลายอารยธรรมทั้งหมดในเอเชียกลางและอารยธรรมส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางในคริสตศตวรรษที่ 13 ตุรกีจะยังคงยึดครองคาบสมุทรอนาโตเลียและคาบสมุทรบัลข่านจนถึงกรุงเวียนนา และทวีปตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด การปะทะกันเหล่านี้เพื่อแย่งชิงอำนาจ ดินแดน อิทธิพล และการค้า ดำรงอยู่เนิ่นนานก่อนที่อิสลามจะเข้าถึง
อย่างไรก็ตาม อาจเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลถ้าเราจะแยกศาสนาทุกศาสนาออกจากสมการ ถ้าโลกไม่มีอิสลาม คนในตะวันออกกลางแทบทั้งหมดก็จะยังคงนับถือคริสต์นิกายต่างๆ เหมือนกับที่เคยนับถือก่อนอิสลามจะเกิด เพราะไม่มีศาสนาหลักอื่นใดนอกจากโซโรแอสเตรียน (Zoroastrian) และยิวซึ่งเป็นที่นับถือในหมู่ชนกลุ่มน้อยเท่านั้น
แต่ถ้าตะวันออกกลางทั้งทวีปยังนับถือศาสนาคริสต์อยู่ ทวีปนี้จะปรองดองกับโลกตะวันตกได้จริงหรือ? ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นความฝันเท่านั้น เพราะกรณีนั้นเราต้องสมมุติว่า โลกตะวันตกยุคกลางที่อยู่ไม่สุขและชอบขยายดินแดน จะไม่แผ่อำนาจและอิทธิพลเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกในการเสาะหาที่มั่นทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สงครามครูเสด (Crusades) คืออะไรเล่า หากไม่ใช่การผจญภัยของโลกตะวันตกที่ขับดันด้วยความต้องการทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ? ธงศาสนาคริสต์เป็นเพียงสัญลักษณ์อันทรงพลัง เป็นสัญญาณระดมพลที่สร้างความชอบธรรมให้กับความต้องการทางโลกย์ของชาวยุโรปผู้ครองอำนาจ ในความเป็นจริง ศาสนาของ “ชนพื้นเมือง” ไม่เคยเป็นที่สนใจของการกรีฑาทัพของโลกตะวันตกที่ปรารถนาจะเป็นเจ้าโลก ยุโรปอาจใช้ถ้อยคำที่ฟังดูสูงส่งว่ากำลัง “นำคุณธรรมของชาวคริสต์ไปสู่ชนพื้นเมือง” แต่เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาคือการก่อตั้งด่านอาณานิคมทั่วโลก ให้เป็นแหล่งผลิตความมั่งคั่งสำหรับศูนย์กลางอำนาจ และเป็นฐานที่มั่นสำหรับการแผ่อิทธิพลของโลกตะวันตกออกไปเรื่อยๆ
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ชาวคริสต์ผู้อาศัยอยู่ในทวีปตะวันออกกลางจึงไม่น่าจะยินดีต้อนรับกองทัพเรือและพ่อค้าชาวยุโรปที่มีปืนตะวันตกหนุนหลังอยู่ ลัทธิล่าอาณานิคมคงจะยังเจริญรุ่งเรืองท่ามกลางชาติพันธุ์อันหลากหลายและขัดแย้งกันในภูมิภาคนั้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการเล่นเกม “แบ่งแยกให้แตกหักแล้วค่อยปกครอง” (divide and rule) และชาวยุโรปก็จะยังคงแต่งตั้งคนพื้นเมืองที่ว่านอนสอนง่ายเป็นผู้ปกครองประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา
ทีนี้ลองหมุนเข็มนาฬิกาเข้าสู่ยุคแห่งน้ำมันในตะวันออกกลาง รัฐในตะวันออกกลางทั้งหลาย ถ้าสมมุติว่ายังเป็นคริสต์อยู่ จะต้อนรับ “การอารักขา” (protectorate) ของยุโรปเหนือดินแดนของพวกเขาหรือไม่? ไม่มีทาง โลกตะวันตกจะยังต้องสร้างและควบคุมชัยภูมิสำคัญๆ เช่น คลองสุเอซ อิสลามไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้รัฐตะวันออกกลางต่อต้านโครงการล่าอาณานิคมของยุโรป ซึ่งชอบวาดพรมแดนระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ตามความต้องการของตัวเอง นอกจากนั้น ชาวคริสต์ในตะวันออกกลางก็จะยังไม่ยินดีต้อนรับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากตะวันตก ซึ่งถูกหนุนหลังโดยผู้สำเร็จราชการ นักการทูต สายลับ และกองทัพ มากไปกว่าถ้าพวกเขาเป็นชาวมุสลิม ลองดูประวัติการต่อต้านอเมริกาของชาวอเมริกาใต้ ที่ต่อต้านการครอบงำของอเมริกาในธุรกิจน้ำมัน เศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศ ทวีปตะวันออกกลางจะยังคงอยากสร้างขบวนการเคลื่อนไหวชาตินิยมที่ต่อต้านนักล่าอาณานิคม เพื่อแย่งชิงดินแดน ตลาด อธิปไตย และชะตาชีวิตกลับคืนมาจากเงื้อมมือของชาวต่างชาติ ไม่ต่างจากขบวนการลักษณะเดียวกันในอินเดียที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู, ประเทศจีน (ขงจื๊อ), เวียดนาม (พุทธ), และแอฟริกา (คริสต์และผี)
นอกจากนี้ แน่นอนว่าฝรั่งเศสจะยังคงขยายอาณาเขตเข้าไปในอัลจีเรีย (ประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นคริสต์) เพื่อยึดครองผืนดินอันอุดมสมบูรณ์และก่อตั้งอาณานิคม เช่นเดียวกัน การที่คนเอธิโอเปียส่วนใหญ่นับถือคริสต์ก็ไม่เคยหยุดอิตาลีจากการเปลี่ยนประเทศนั้นให้เป็นเมืองขึ้นที่อิตาลีปกครองอย่างเหี้ยมโหด กล่าวโดยสรุป ไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะทำให้เชื่อได้ว่า ปฏิกิริยาของรัฐในตะวันออกกลางต่อมหกรรมการล่าอาณานิคมของยุโรป จะแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายใต้การนับถือศาสนาอิสลาม
แต่บางที ตะวันออกกลางอาจเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ถ้าไม่มีอิสลาม? ประวัติศาสตร์ของระบอบเผด็จการในยุโรปเองทำให้คำตอบนี้น่ากังขา ระบอบเผด็จการอันโหดร้ายในสเปนและโปรตุเกสยุติลงได้เพียงเมื่อกลางทศวรรษ 1970 เท่านั้น กรีซเองก็เพิ่งโผล่พ้นระบอบเผด็จการที่เกี่ยวโยงกับคริสตจักรเพียงเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา รัสเซีย (ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือคริสต์) ยังไม่เป็นประชาธิปไตย และจวบจนเมื่อไม่นานมานี้ ทวีปอเมริกาใต้ก็เต็มไปด้วยเผด็จการทหารผู้มักจะปกครองประเทศด้วยแรงหนุนจากอเมริกา โดยมีคริสตจักรนิกานแคทอลิกเป็นพันธมิตร ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกาที่นับถือคริสต์ก็ไม่ได้มีประวัติดีไปกว่ากัน ทำไมทวีปตะวันออกกลางถ้าเป็นคริสต์จะดูแตกต่างไปจากนี้?
และแล้วเราก็มาถึงปาเลสไตน์ แน่นอน ชาวคริสต์คือกลุ่มคนที่จองล้างจองผลาญชาวยิวอย่างไร้ยางอายมานานนับพันปี จนถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดใน Holocaust (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวของนาซีภายใต้ฮิตเลอร์ – ผู้แปล) ตัวอย่างอันร้ายกาจของลัทธิเกลียดชังยิว (anti-Semitism) เหล่านี้มีรากมาจากผืนดินและวัฒนธรรมของชาวคริสต์ในโลกตะวันตก ดังนั้นถึงแม้ไม่มีอิสลาม ชาวยิวก็จะยังคงต้องแสวงหาประเทศใหม่นอกทวีปยุโรป ขบวนการปลดปล่อยยิว (Zionist movement) จะยังคงอุบัติขึ้น และเสาะหาที่มั่นในปาเลสไตน์ และรัฐยิวใหม่ก็จะยังคงขับไล่ชาวอาหรับกว่า 750,000 คนที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจเป็นชาวคริสต์ (ซึ่งอันที่จริงชาวอาหรับหลายคนก็เป็นคริสต์) ชาวอาหรับในปาเลสไตน์เหล่านี้จะไม่ต่อสู้เพื่อปกป้องหรือช่วงชิงดินแดนของพวกเขากลับคืนมาหรือ? หัวใจของปัญหาระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ คือความขัดแย้งเกี่ยวกับประเทศ ชาติพันธุ์ และอาณาเขต ซึ่งถูกเสริมด้วยสโลแกนทางศาสนาเพียงเมื่อไม่นานมานี้เอง และเราก็ไม่ควรลืมว่า ชาวอาหรับที่นับถือคริสต์ก็มีบทบาทสำคัญในการอุบัติขึ้นของขบวนการชาตินิยมอาหรับขบวนการแรกๆ ในตะวันออกกลาง ยกตัวอย่างเช่น มิเชล อัฟลัค (Michel Aflaq) ผู้ก่อตั้งพรรคบาธ (Ba’th) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองระดับภูมิภาค (pan-Arab) พรรคแรก เป็นชาวซีเรียนับถือคริสต์ที่จบการศึกษาจากซอร์บอนน์ (Sorbonne – หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศส)
แต่ชาวคริสต์ในตะวันออกกลางน่าจะโน้มเอียงไปทางโลกตะวันตก อย่างน้อยก็ในแง่ของศาสนา เราจะหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างศาสนาไม่ได้เลยหรือ? ในความเป็นจริง คริสตจักรเองก็ถูกสั่นคลอนด้วย “ความคิดนอกรีต” (heresies) มากมายนับตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่เริ่มมีอิทธิพล และความคิดนอกรีตเหล่านั้นก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ต่อต้านอำนาจของอาณาจักรโรมันหรือไบแซนทีน สงครามทางศาสนาในโลกตะวันตกเปรียบเสมือนผ้าม่านที่ปกคลุมความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ยุทธศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่ต้องการช่วงชิงอำนาจ ผู้ไม่ได้สมัครสมานสามัคคีกันแม้ว่าจะนับถือศาสนาเดียวกันก็ตาม
แม้กระทั่งคำว่า “คริสต์ตะวันออกกลาง” (Christian Middle East) เองก็ปิดบังความเป็นอริที่น่าเกลียดเอาไว้ ถ้าไม่มีอิสลาม ประชากรในตะวันออกกลางก็จะยังคงเป็นเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นก่อนที่อิสลามจะเกิด นั่นคือ คนส่วนใหญ่คงจะนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออก (Eastern Orthodox) เป็นเรื่องง่ายที่เราจะหลงลืมความขัดแย้งระหว่างคริสตจักรของนิกายแคทอลิกในกรุงโรม กับคริสตจักรของนิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออกในกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople เมืองหลวงของอาณาจักรไบแซนทีน คู่ปรับของอาณาจักรโรมันตะวันตก – ผู้แปล) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ขัดแย้งทางศาสนาที่อยู่ยงคงกระพัน รุนแรง และขมขื่นที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และก่อให้เกิดความเคียดแค้นในหมู่ผู้นับถือศาสนามาจนถึงทุกวันนี้ ชาวคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออกไม่เคยลืมหรือให้อภัยกับการบุกเผากรุงคอนสแตนติโนเปิลของกองทัพครูเสดตะวันตกในปี ค.ศ. 1204 เวลาผ่านไปเกือบ 800 ปี จนถึงปี 1999 พระสันตะปาปา จอห์น พอล ที่สอง ก็พยายามริเริ่มก้าวเล็กๆ สู่ความสมานฉันท์ ด้วยการเยือนโลกออร์โทดอกซ์ นับเป็นการเยือนครั้งแรกของพระสันตะปาปานิกายแคทอลิกในรอบหนึ่งพันปี นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความไม่ลงรอยกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตกในโลกคริสต์ในตะวันออกกลางก็คงจะยังเป็นเหมือนกับที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ ลองยกกรีซขึ้นมาเป็นตัวอย่างก็ได้ – นิกายออร์โทดอกซ์เป็นแรงผลักดันอันทรงพลังที่อยู่เบื้องหลังกระแสชาตินิยมและความรู้สึกต่อต้านโลกตะวันตก และกระแสต่อต้านตะวันตกในการเมืองกรีซเพียงหนึ่งทศวรรษที่แล้วก็สะท้อนความหวาดระแวงและมุมมองต่อโลกตะวันตกที่รุนแรงไม่ต่างจากที่เราได้ยินจากผู้นำในโลกมุสลิมปัจจุบัน
วัฒนธรรมของคริสตจักรนิกายออร์โทดอกซ์นั้นมีความแตกต่างอย่างมากจากวัฒนธรรมของโลกตะวันตกหลังยุครู้แจ้ง (post-Enlightenment) ซึ่งเน้นการแบ่งแยกระหว่างทางธรรมและทางโลก ระบอบทุนนิยม และความสำคัญของปัจเจกชน คริสตจักรออร์โทดอกซ์ยังมีความกลัวโลกตะวันตกหลายประการที่ตกค้างมาจากยุคก่อนๆ และความกลัวเหล่านี้ก็มีส่วนคล้ายกับความรู้สึกไม่ปลอดภัยของชาวมุสลิมปัจจุบัน กล่าวคือ ความกลัวว่ามิชชันนารีจากตะวันตกจะมาหว่านล้อมให้คนเปลี่ยนศาสนา แนวโน้มที่จะมองศาสนาว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องและอนุรักษ์ชุมชนและวัฒนธรรม และความหวาดระแวงว่าโลกตะวันตกนั้น “เสื่อมทราม” (corrupted) และยังไม่ละทิ้งลัทธิล่าอาณานิคม ดังนั้นถึงแม้โลกจะไม่มีอิสลาม กรุงมอสโคว์ก็จะยังคงมีอิทธิพลเป็นพิเศษในพื้นที่ตะวันออกกลางที่คนนับถือคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ ในฐานะ “ศูนย์กลาง” นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออกแห่งสุดท้ายในโลก โลกออร์โทดอกซ์จะยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการชิงดีชิงเด่นระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตกในสงครามเย็น แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel Huntington ผู้ประพันธ์หนังสือขายดีที่เต็มไปด้วยอคติเรื่อง The Clash of Civilizations – ผู้แปล) เองก็พูดถึงโลกคริสต์ออร์โทดอกซ์ว่าเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่อยู่ระหว่างการ “ปะทะ” ทางวัฒนธรรมกับโลกตะวันตก
การยึดครองอิรักของอเมริกาปัจจุบันไม่มีวันเป็นที่ต้อนรับของชาวอิรักมากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าชาวอิรักเหล่านั้นนับถือศาสนาคริสต์ สหรัฐอเมริกาไม่ได้โค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน (ผู้นำที่ชาตินิยมอย่างรุนแรงและไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น) เพราะเขาเป็นชาวมุสลิม ชนชาติอื่นๆ ในโลกอาหรับจะยังคงสนับสนุนชาวอาหรับในอิรักในความพยายามที่จะดำรงชีวิตอย่างเจ็บช้ำภายใต้การยึดครอง ไม่มีประเทศใดในโลกต้อนรับการยึดครองของชาวต่างชาติ และการฆ่าสังหารพลเมืองของประเทศตัวเองด้วยน้ำมือของทหารต่างชาติ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กลุ่มคนที่ถูกข่มขู่จากกองกำลังต่างชาติมักจะดิ้นรนหาอุดมการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมและสรรเสริญการลุกฮือขึ้นต่อต้านของพวกเขา ศาสนาก็เป็นหนึ่งในอุดมการณ์ทำนองนั้น
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นภาพของ “โลกไร้อิสลาม” ภายใต้การสันนิษฐานของผม มันคือตะวันออกกลางที่ถูกครอบงำด้วยคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ตะวันออก โลกที่หวาดระแวงและแม้กระทั่งเป็นปฏิปักษ์ต่อโลกตะวันตก ทั้งในประวัติศาสตร์และโดยจิตวิทยา ออร์โทดอกซ์ตะวันออกมีอิทธิพลเหนือดินแดนที่ยังมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์สูง มีจิตสำนึกและความไม่พอใจโลกตะวันตกอย่างรุนแรง เคยถูกกองทัพล่าอาณานิคมจากตะวันตกรุกรานซ้ำซาก ทรัพยากรถูกควบคุมจัดการ พรมแดนถูกมหาอำนาจตะวันตกวาดใหม่ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตัวเอง ระบอบการปกครองถูกจัดตั้งให้สยบยอมต่ออำนาจตะวันตก ปาเลสไตน์จะยังคงถูกเผาต่อไป อิหร่านจะยังคงเป็นประเทศชาตินิยมจัด เราจะยังคงเห็นชาวปาเลสไตน์ต่อต้านชาวยิว ชาวเชเช็น (Chechen) ต่อต้านชาวรัสเซีย ชาวอิหร่านต่อต้านชาวอังกฤษและอเมริกัน ชาวแคชเมียร์ต่อต้านชาวอินเดีย ชาวทมิฬต่อต้านชาวสิงหลในศรีลังกา และชาวอุยเกอร์ (Uighur) และชาวทิเบตต่อต้านชาวจีน ทวีปตะวันออกกลางจะยังคงเห็นโมเดลที่น่ายกย่องจากหน้าประวัติศาสตร์ นั่นคืออาณาจักรไบแซนทีนที่ดำรงอยู่ได้นานกว่า 2,000 ปี เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาที่พวกเขาใช้แสดงอัตลักษณ์ ในหลายแง่มุม แนวคิดเช่นนี้จะทำให้รอยร้าวระหว่างตะวันออก-ตะวันตก ดำรงอยู่ต่อไป
นี่ไม่ใช่ภาพแห่งสันติภาพที่น่าสบายใจเลย
แน่นอน ผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระหากจะเถียงว่าการดำรงอยู่ของอิสลามไม่ส่งผลกระทบอย่างเป็นเอกเทศใดๆ เลยต่อตะวันออกกลางหรือความสัมพันธ์ตะวันออก-ตะวันตก อิสลามเป็นพลังที่สร้างความสมัครสมานสามัคคีอย่างเหนียวแน่นในระดับภูมิภาค ในฐานะศาสนาสากลระดับโลก อิสลามได้สร้างอารยธรรมอันกว้างขวางที่มีหลักการร่วมกันมากมาย ทั้งในด้านปรัชญา ศิลปะ และสังคม ตลอดจนทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตที่เปี่ยมศีลธรรม สำนึกในความยุติธรรม ระบอบกฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล ทั้งหมดนี้ในวัฒนธรรมชั้นสูงที่ฝังรากลึก ในฐานะพลังทางวัฒนธรรมและศีลธรรม อิสลามได้ช่วยสร้างสะพานเชื่อมความแตกต่างทางชาติพันธุ์ในหมู่ชาวมุสลิมที่หลากหลาย สนับสนุนให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอารยธรรมมุสลิมระดับโลก เพียงข้อนี้ข้อเดียวก็ทำให้อิสลามมีน้ำหนักมากแล้ว นอกจากนี้ อิสลามยังส่งผลกระทบต่อภูมิศาสตร์การเมืองด้วย กล่าวคือ ถ้าโลกไม่มีอิสลาม ประเทศอิสลามในทวีปเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกวันนี้ โดยเฉพาะปากีสถาน บังคลาเทศ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็จะอยู่ในโลกของฮินดูแทน
อารยธรรมอิสลามสร้าง “อุดมการณ์ร่วม” ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกสามารถใช้ในการร้องขอความช่วยเหลือในการต่อต้านอิทธิพลของโลกตะวันตกที่คืบคลานเข้ามา ถึงแม้ว่าคำอุทธรณ์นั้นจะไม่สามารถยับยั้งกระแสการล่าอาณานิคมของตะวันตกได้ มันก็สร้าง “ความทรงจำทางวัฒนธรรม” (cultural memory) ว่าชาวมุสลิมทั้งมวลมีโชคชะตาร่วมกัน ซึ่งเป็นความทรงจำที่ไม่เคยลบเลือน มหาอำนาจยุโรปสามารถใช้กลยุทธ์ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ในการปกครองชาวแอฟริกัน เอเชีย และอเมริกาใต้จำนวนมาก ที่ล้วนตกอยู่ใต้อำนาจตะวันตกทีละราย การต่อต้านที่สามัคคีกันในระดับข้ามชาติระหว่างผู้คนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากจะทำให้สำเร็จ ในเมื่อพวกเขาไม่มีสัญลักษณ์ร่วมทางชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมใดๆ ที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านได้
ในโลกไร้อิสลาม มหกรรมล่าอาณานิคมของโลกตะวันตกจะพบว่าสามารถแบ่งแยก ยึดครอง และปกครองทวีปตะวันออกกลางและเอเชียได้อย่างง่ายดายกว่าเดิม ประชากรในดินแดนเหล่านี้จะไม่มีความทรงจำร่วมทางวัฒนธรรมใดๆ ที่บันทึกความอดสูและความพ่ายแพ้ในภูมิภาค หลงเหลืออยู่อีกต่อไป นี่เป็นเหตุผลหลักที่อธิบายว่าเหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงกำลังถูกถอดเขี้ยวเล็บในโลกมุสลิม เทคโนโลยีโทรคมนาคมและภาพถ่ายผ่านดาวเทียมในปัจจุบันช่วยสร้างสำนึกแห่งตัวตน (self-consciousness) ที่เข้มข้นมากในหมู่ชาวมุสลิม และความรู้สึกว่าโลกตะวันตกกำลังรุกรานวัฒนธรรมอิสลาม การรุกรานนี้ไม่เกี่ยวกับความเป็นสมัยใหม่ แต่เกี่ยวกับความกระหายไม่มีวันสิ้นสุดของโลกตะวันตกที่อยากครอบงำพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ ทรัพยากร และแม้กระทั่งวัฒนธรรมของโลกมุสลิม ซึ่งอาจเรียกรวมๆ ว่าเป็นความพยายามที่จะสร้างทวีปตะวันออกกลางที่ “สนับสนุนอเมริกา” (pro-American) แต่โชคร้ายที่สหรัฐอเมริกาคิดเอาเองอย่างไร้เดียงสาว่า อิสลามคือสิ่งเดียวที่ยืนอยู่ระหว่างอเมริกากับเป้าหมายดังกล่าว
แต่ถ้าเราพูดถึงการก่อการร้ายล่ะ? นี่เป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่โลกตะวันตกชอบผูกโยงเข้ากับอิสลามในปัจจุบัน ถ้าจะกล่าวอย่างรวบรัดที่สุด โศกนาฏกรรม 9/11 จะเกิดขึ้นหรือไม่ถ้าโลกไม่มีอิสลาม? ถ้าความเจ็บแค้นของตะวันออกกลาง ซึ่งมีรากมาจากความโกรธแค้นต่อนโยบายและพฤติกรรมของอเมริกาที่บ่มเพาะมานานหลายสิบปี ถูกห่อหุ้มด้วยธงที่ไม่ใช่อิสลาม เหตุการณ์จะออกมาไม่เหมือนเดิมหรือไม่? กรณีนี้ก็เหมือนกับกรณีอื่นๆ คือ เราต้องจำให้ได้ว่าเป็นเรื่องง่ายเพียงใดที่จะยกศาสนาขึ้นมาบังหน้า ทั้งๆ ที่ต้นเหตุจริงๆ คือความเจ็บแค้นเรื่องอื่นที่มีมานานหลายสิบปี สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน 2001 ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเรื่อง สำหรับผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ที่จี้เครื่องบินในวันนั้น อิสลามเปรียบเสมือนแว่นขยายในแสงแดดจ้าที่รวบรวมความเจ็บแค้นร่วมหลายๆ ประการเข้าด้วยกัน แล้วนำความเจ็บแค้นเหล่านั้นมาขมวดเข้ากัน โฟกัสเป็นรังสีรุนแรง เป็นชั่วขณะแห่งความชัดเจนว่าจะต้องจัดการกับผู้บุกรุกชาวต่างชาติอย่างไร
ในโฟกัสของโลกตะวันตกที่มองการก่อการร้ายว่าเป็น “ฝีมือ” ของอิสลาม ความทรงจำทั้งหลายมีอายุสั้นมาก ทหารกองโจรของอิสราเอลใช้วิธีก่อการร้ายกับชาวอังกฤษในปาเลสไตน์ ชาวทมิฬ “ไทเกอร์” ในศรีลังกาผู้นับถือศาสนาฮินดู เป็นผู้คิดค้นศิลปะแห่งการใช้เสื้อเกราะติดระเบิดพลีชีพ และทำสถิตินำหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มอื่นๆ ในการใช้วิธีระเบิดพลีชีพนานนับทศวรรษ รวมทั้งในการสังหารราจีฟ คานธี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ผู้ก่อการร้ายชาวกรีกสังหารเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันหลายครั้งในกรุงเอเธนส์ ขบวนการก่อการร้ายชาวซิกข์ที่ทำงานอย่างเป็นระบบสังหารนางอินธิรา คานธี ก่อจลาจลในอินเดีย ก่อตั้งฐานที่มั่นข้ามทวีปในแคนาดา และทำให้เครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์อินเดียตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก ผู้ก่อการร้ายชาวมาซีโดเนีย (Macedonia ดินแดนตอนใต้ของกรีซ) เป็นที่หวาดผวาไปทั่วคาบสมุทรบัลข่านในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การลอบสังหารผู้นำหลายสิบครั้งในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เป็นฝีมือของ “นักอนาธิปไตย” ชาวยุโรปและอเมริกัน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่ว กองทัพกู้ชาติไอริช (Irish Republican Army หรือ IRA) ใช้วิธีก่อการร้ายอันโหดเหี้ยมนานัปการในการต่อสู้กับอังกฤษต่อเนื่องนานหลายสิบปี เช่นเดียวกับที่กองโจรคอมมิวนิสต์และกลุ่มผู้ก่อการร้ายในเวียดนามใช้ในการต่อสู้กับทหารอเมริกัน คอมมิวนิสต์ในมลายูใช้ต่อสู้กับทหารอังกฤษในทศวรรษ 1950 ผู้ก่อการร้ายชาวเมาเมา (Mau Mau) ใช้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่อังกฤษในเคนยา และกรณีอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ผู้ก่อการร้ายไม่จำเป็นต้องเป็นชาวมุสลิมเท่านั้น
ประวัติการก่อการร้ายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็ให้ภาพที่ไม่แตกต่างกันมากนัก สถิติของยูโรโปล (Europol หน่วยงานตำรวจของสหภาพยุโรป) ระบุว่า เกิดเหตุก่อการร้าย 498 ครั้งในสหภาพยุโรปในปี 2006 เพียงปีเดียว ในจำนวนนี้ 424 ครั้งเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ที่เหลืออีก 55 ครั้งเป็นฝีมือของฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง อีก 18 ครั้งเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายกลุ่มอื่นๆ มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม แน่นอน มีความพยายามที่จะก่อการร้ายจำนวนหนึ่งที่ถูกทางการระงับได้ก่อนลงมือ ในชุมชนชาวมุสลิมที่ถูกสอดส่องอย่างเข้มงวด แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็บ่งบอกขอบเขตอันกว้างขวางของอุดมการณ์ของกลุ่มคนที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย
ด้วยเหตุนี้ เป็นเรื่องยากนักหรือที่เราจะจินตนาการว่าชาวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นคริสต์หรือมุสลิม ซึ่งโกรธแค้นอิสราเอลหรือการบุกรุก การโค่นล้ม และการแทรกแซงอย่างไม่จบสิ้นของลัทธิล่าอาณานิคม จะใช้เทคนิคการก่อการร้ายหรือก่อสงครามกองโจรในลักษณะคล้ายคลึงกัน? คำถามที่อาจจะเหมาะสมกว่าคือ ทำไมมันไม่เกิดขึ้นเร็วกว่านี้? ในขณะที่กลุ่มหัวรุนแรงทั้งหลายแจกแจงความเจ็บแค้นของพวกเขาในยุคโลกาภิวัตน์ของเรา ทำไมเราถึงจะไม่ควรคาดหวังว่าพวกเขาจะบุกรุกเข้าไปถึงหัวใจของโลกตะวันตก?
ถ้าอิสลามเกลียดชังความเป็นสมัยใหม่จริง เหตุใดชาวมุสลิมจึงรอให้ถึง 9/11 ก่อนจะลงมือ? และเหตุใดผู้นำทางความคิดชาวมุสลิมหลายคน จึงประกาศตอนต้นศตวรรษที่ 20 ว่า โลกมุสลิมต้องยอมรับความเป็นสมัยใหม่ ในขณะที่ปกป้องวัฒนธรรมอิสลามไปด้วยในเวลาเดียวกัน? เป้าหมายในยุคแรกๆ ของโอซามา บิน ลาเดน ไม่ใช่ความเป็นสมัยใหม่เลย เขาพูดถึงปาเลสไตน์ รองเท้าบู้ทอเมริกันบนแผ่นดินซาอุดิอาระเบีย ผู้นำซาอุภายใต้การควบคุมของอเมริกา และ “ชาวครูเสด” สมัยใหม่ ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ความโกรธแค้นของชาวมุสลิมหัวรุนแรงเพิ่งปะทุขึ้นบนแผ่นดินอเมริกันในปี 2001 ในทางที่เป็นปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์สมัยก่อนและสมัยใหม่ และต่อนโยบายของอเมริกา ถ้าไม่มี 9/11 เหตุการณ์ทำนองเดียวกันก็ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ถึงแม้ว่าอิสลามในฐานะเครื่องมือต่อต้านจะไม่เคยเกิดขึ้นในโลก ลัทธิมาร์กซ์ (Marxism) ก็มีจริง อุดมการณ์เบื้องหลังลัทธินี้อาจนับเป็นผู้ให้กำเนิดกลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มสงครามกองโจร และขบวนการปลดปล่อยระดับชาติจำนวนนับไม่ถ้วน ลัทธิมาร์กซ์มีอิทธิพลต่อกลุ่ม Basque ETA ในสเปน, FARC ในโคลัมเบีย, Shining Path ในเปรู และกองทัพแดงในยุโรป นี่เป็นตัวอย่างจำนวนหยิบมือเดียวเท่านั้นจากโลกตะวันตก จอร์จ ฮาบาช (George Habash) ผู้ก่อตั้งองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for the Liberation of Palestine) อันร้ายกาจ เป็นชาวคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์และนับถือลัทธิมาร์กซ์ ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอเมริกันในกรุงเบรุต ในยุคที่กระแสคลั่งชาติของชาวอาหรับหัวรุนแรงผนวกเข้ากับความคิดรุนแรงในลัทธิมาร์กซ์ ชาวปาเลสไตน์ที่นับถือคริสต์จำนวนมากสนับสนุนการกระทำของฮาบาช
ชนชาติที่ต่อต้านผู้บุกรุกจากต่างชาติมักจะหา “ธง” เพื่อเผยแพร่และสรรเสริญเป้าหมายของการต่อสู้ของพวกเขา “การต่อสู้ทางชนชั้นระดับโลกเพื่อแสวงหาความยุติธรรม” เป็น “ธง” ที่ปลุกระดมเสียงสนับสนุนได้ดีธงหนึ่ง กระแสชาตินิยมเป็นธงที่ได้ผลยิ่งกว่า แต่ศาสนาเป็นธงที่ได้ผลดีที่สุด เพราะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความเป็นธรรมจากระดับสูงสุดในการเคลื่อนไหว ทุกศาสนาในทุกประเทศยังสามารถใช้กระตุ้นจิตสำนึกร่วมทางชาติพันธุ์และกระแสชาตินิยมได้ในขณะเดียวกับที่มันไปไกลกว่าธงทั้งสอง โดยเฉพาะในกรณีที่ศัตรูนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน ในกรณีเหล่านี้ ศาสนาจะเลิกเป็น “ต้นเหตุ” ของการเผชิญหน้าและการปะทะกัน หากเป็น “เครื่องมือ” ของการกระทำดังกล่าว ธงของขบวนการอาจหายไป แต่ความเจ็บแค้นยังคงอยู่
พวกเรามีชีวิตอยู่ในยุคที่การก่อการร้ายมักเป็นเครื่องมือที่ผู้อ่อนแอเลือกใช้ กลยุทธ์การก่อการร้ายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถยับยั้งแสนยานุภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์ ของกองทัพอเมริกันในอิรัก อัฟกานิสถาน และประเทศอื่นๆ และด้วยเหตุนั้น สังคมที่ไม่ใช่มุสลิมในหลายๆ ประเทศจึงเรียกบิน ลาเดน ว่า “เช กูวาราคนต่อไป” นั่นเป็นเพราะคนจำนวนมากเห็นว่าวิถีทางของเขาคือการต่อต้านมหาอำนาจอเมริกันที่ประสบความสำเร็จ บิน ลาเดน คือตัวอย่างของผู้อ่อนแอกว่าที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้รุกราน มุมมองแบบนี้อยู่เหนืออิสลามหรือวัฒนธรรมตะวันออกกลางใดๆ ทั้งมวล
เมื่อเรามีสิ่งเดียวกันมากกว่าเดิม
แต่คำถามก็ยังมีอยู่ว่า ถ้าโลกไม่มีอิสลาม โลกจะมีสันติภาพมากกว่านี้หรือไม่? ในบริบทของความตึงเครียดระหว่างตะวันออกกับตะวันตก อิสลามเป็นปัจจัยที่สะเทือนอารมณ์ เป็นความซับซ้อนอีกชั้นหนึ่งที่ทำให้เราหาวิธีแก้ปัญหาได้ยากกว่าเดิม แต่อิสลามก็ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้ มันอาจดูเป็นเรื่องฉลาดที่จะควานหาข้อความจากคัมภีร์อัลกุรอานที่ดูเหมือนจะอธิบายได้ว่า “เหตุใดพวกเขาจึงเกลียดพวกเรา” แต่การกระทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการมองข้ามธรรมชาติของเหตุการณ์อย่างคนตาบอด เป็นเรื่องง่ายที่จะชี้อิสลามว่าเป็นต้นเหตุของ “ปัญหา” แน่นอนว่าการทำเช่นนี้ง่ายกว่าความพยายามที่จะวิเคราะห์ผลกระทบของรอยเท้าอันทรงพลังของสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก ที่ประทับไปทั่วโลก
โลกไร้อิสลามจะยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งนองเลือดส่วนใหญ่ ที่ครอบงำสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์การเมืองด้วยสงครามและความเดือดร้อนแสนสาหัส ถ้าไม่ใช้ศาสนา กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะใช้ “ธง” อื่น ที่พวกเขาจะสามารถเผยแผ่กระแสชาตินิยมและเป้าหมายแห่งการปลดปล่อย แน่นอน ประวัติศาสตร์คงจะไม่เดินตามทางที่มันเดินจริงๆ แต่ในเบื้องลึกที่สุด ความขัดแย้งระหว่างตะวันออกและตะวันตกก็จะยังคงเป็นความขัดแย้งในประเด็นหลักๆ ทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองที่สำคัญที่สุดตลอดมาในประวัติศาสตร์มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาติพันธุ์ ชาตินิยม ความโลภ ทรัพยากร ผู้นำท้องถิ่น เขตอิทธิพล ผลประโยชน์ทางการเงิน อำนาจ การแทรกแซง ตลอดจนความเกลียดชังคนนอก ผู้บุกรุก และนักล่าอาณานิคม เมื่อคำนึงว่าคนต้องเผชิญกับประเด็นอมตะเหล่านี้ เป็นไปได้อย่างไรที่พลังของศาสนาจะไม่ถูกนำมาใช้?
เราควรจำไว้ด้วยว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 แทบทุกครั้งเป็นผลผลิตของระบอบการปกครองที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับศาสนา ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ Leopold II แห่งเบลเยียมในคองโก, ฮิตเลอร์, มุสโสลินี, เลนินและสตาลิน, เหมาเจ๋อตุง และพอล พต ชาวยุโรปเป็นฝ่ายยุแยงให้เกิด “สงครามโลก” สองครั้งที่สะเทือนคนที่เหลือทั้งโลก ซึ่งเป็นความขัดแย้งระดับโลกสองครั้งที่ทำความเสียหายอย่างมหาศาลในระดับที่ไม่มีเหตุการณ์ใดในประวัติศาสตร์อิสลามจะเทียบเคียงได้
บางคนอาจฝันถึง “โลกไร้อิสลาม” ที่ปัญหาดังกล่าวข้างต้นไม่เคยเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง ความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยกัน และวิกฤตที่เกิดขึ้นในโลกใบนั้นอาจมีหน้าตาไม่แตกต่างกันมากนักจากโลกของเราทุกวันนี้.
.......
เกี่ยวกับผู้เขียน: Graham Fuller เคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการสภาข่าวกรองแห่งชาติ ประจำซีไอเอ (CIA) ของอเมริกา ทำหน้าที่ดูแลการพยากรณ์ยุทธศาสตร์ระยะยาว ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษสอนประวัติศาสตร์ ประจำมหาวิทยาลัย Simon Fraser ในกรุงแวนคูเวอร์ แคนาดา เป็นผู้เขียนหนังสือมากมายเกี่ยวกับตะวันออกกลาง รวมทั้งเรื่อง “The Future of Political Islam” (“อนาคตของการเมืองอิสลาม”) ตีพิมพ์ปี 2003

