เมื่อผีดิบแห่งวังบางขุนพรหมคืนชีพ

mo.jpg

- โดย อภิชาต สถิตนิรามัย -

ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข่าวเด่นในแวดวงตลาดเงิน-ตลาดทุนก็คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ความสำคัญของคณะกรรมการทั้งสองชุดนี้คือการเป็นองค์กรสูงสุดในการกำหนดนโยบายและการควมคุมดูแลตลาดเงินและตลาดทุน

หากผู้ใดกุมองค์กรทั้งสองได้แล้ว ก็ย่อมจะเป็นผู้ควบคุมทิศทางของระบบการเงินของประเทศได้ทั้งระบบ ผลประโยชน์ที่จะได้จากการควบคุมนี้ทั้งในทางการเมืองและทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะในทางดีหรือในทางร้ายนั้นมันมหาศาล ไม่น่าแปลกใจที่สื่อมวลชนจะเห็นว่าการแต่งตั้งนี้เป็น “แผน[ของ]แก๊ง ‘ออฟโฟร์’ ‘ยึดเบ็ดเสร็จแบงค์ชาติ-ก.ล.ต.-ตลาดหุ้น’ สะสมทุนการเมือง” (มติชนออนไลน์ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑) พ.ร.บ. ธปท.ฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นผลงานของส.น.ช.ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

หลังจากที่ใช้เวลาในการต่อสู้ระหว่างฝ่ายเทคโนแครตและฝ่ายการเมืองมา ๑๑ ปี นับแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจ๒๕๔๐ เกิดขึ้นไม่นานนัก ข้อขัดแย้งที่สำคัญที่สุดก็คือระดับความเป็นอิสระทางกฎหมายของธปท.(ของเทคโนแครต) จากฝ่ายการเมือง แน่นอนว่าฝ่ายเทคโนแครตเป็นผู้ต้องการระดับความเป็นอิสระที่มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับพ.ร.บ.ฉบับ ๒๔๘๕ ก็เพราะตกลงกันไม่ได้ในประเด็นนี้ ธปท.จึงต้องเกาะชายผ้าเหลืองหลวงตามหาบัวผู้คัดค้านการรวมบัญชี คว่ำร่างของรัฐบาลชวน ๒ ต่อมาในยุคทักษิณ ๑ และ ๒ รัฐบาลรุกคืบ โดยพยายามดึงอำนาจในการกำกับดูแลสถาบันการเงินทุกประเภทออกจากธปท.และหน่วยงานอื่นๆ มาอยู่ใต้องค์กรใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น (Financial Services Authority: FSA) แต่ไม่สำเร็จ

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหม่อมอุ๋ยใช้ “ใบเสร็จ” ในเรื่องการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานครมาเกทับรัฐบาล หากไม่เกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยายนขึ้นประกอบกับระดับความเป็นอิสระสูงของธปท.ที่เทคโนแครตต้องการ โอกาสที่พ.ร.บ.ฉบับที่ ๔ จะจุติขึ้นได้นั้น คงมีค่าเท่ากับศูนย์ แนวคิดหลักที่ชี้นำการร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้มาโดยตลอดคือ การแก้ไขข้อเสียของพ.ร.บ.ฉบับดั้งเดิมที่ให้อำนาจรัฐมนตรีคลังในการปลดผู้ว่าการธปท.ออกจากตำแหน่งได้ทุกเมื่อตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องให้แม้กระทั่งคำอธิบายใดๆ แก่สาธารณะชน

ในขณะเดียวกันกลับมอบอำนาจในการกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นหน้าที่ของธปท.ไว้ในมือผู้ว่าการฯ ผู้เดียว พูดอีกแบบหนึ่งคือผู้ว่าฯ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดภายในธนาคาร แต่ต้องสยบยอมต่อความต้องการของรัฐบาล หากผู้ว่าการฯ ปรารถนาที่จะนั่งเก้าอี้นี้ต่อไป หรือหากผู้ใดต้องการที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการ

ในทัศนะของผม โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจเช่นนี้เองที่กลายเป็นสาเหตุหลักที่ให้กำเนิดวิกฤติ ๒๕๔๐ ภายใต้การนำของอดีตผู้ว่าการที่ชื่อว่า วิจิตร สุพินิจ เส้นทางการขึ้นสู่อำนาจของนายวิจิตรนั้นเริ่มต้นขึ้นในเดือนเม.ย. 2533 เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการฯ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของธนาคารที่มีตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ได้พร้อมๆกันสองตำแหน่ง ในอดีตก่อนหน้านี้นั้นเคยมีความพยายามที่จะตีความพ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย ๒๔๘๕ ในแนวทางนี้มาก่อนแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากหม่อมเจ้าวิวัฒน์ฯ ผู้ว่าการฯ คนแรกผู้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้ร่างเป็นภาษาอังกฤษก่อนแล้วค่อยแปลเป็นภาษาไทย ในฉบับภาษาอังกฤษนั้นตำแหน่งรองผู้ว่าฯ เขียนในรูปเอกพจน์ ดังนั้น หากมีการตีความที่ยึดเจตนารมณ์ผู้ร่างเป็นหลักแล้ว ตำแหน่งนี้จะมีได้เพียงตำแหน่งเดียว แต่คราวนี้นายวิจิตรสามารถผลักดันการตีความไปในทิศทางที่ตนต้องการได้ สาเหตุที่นายวิจิตรต้องผลักดันให้มีการตีความนั้นเป็นเพราะผู้ว่าการฯ ในขณะนั้นไม่ได้เสนอชื่อนายวิจิตรขึ้นเป็นรองผู้ว่าฯ เนื่องจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมีอาวุโสสูงกว่า เหตุที่นายวิจิตรต้องการขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะผู้ว่าการฯ ในขณะนั้นมีเวลาอยู่ในตำแหน่งเพียง 6 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ หากนายวิจิตรได้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ในช่วงนี้แล้วเขาก็จะอ้างความชอบธรรมในการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าการฯ ได้ว่าตนมีความอาวุโสสูงกว่าคนอื่นๆ ในช่วงที่มีการเสนอชื่อรองผู้ว่าฯ ที่ไม่ใช่นายวิจิตรเพื่อให้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนี้เองที่นายวิจิตรได้ต่อสายกับหัวหน้าทีมที่ปรึกษาส่วนตัว (ทีมบ้านพิษฯ) ของนายกชาติชายให้ท่านนายกหยุดกระบวนการดังกล่าวไว้ชั่วคราว เพื่อให้ตนมีเวลาในการผลักดันให้เกิดกระบวนการตีความพ.ร.บ.ธ.ป.ท.ดังกล่าว และนายกก็สั่งให้กระทรวงการคลังเสนอชื่อนายวิจิตรขึ้นเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วย ต่อมาเมื่อตุลาคม 2533 นายวิจิตรก็ได้ใช้เส้นสายนี้ผลักดันตัวเองขึ้นเป็นผู้ว่าการฯ ได้สำเร็จอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่ผู้ว่าฯ ในขณะนั้นหาได้เสนอชื่อเขาให้กับฝ่ายการเมืองไม่

เราจึงไม่ควรแปลกใจที่นโยบายหลักของผู้ว่าวิจิตรอยู่ที่การผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นตลาดการค้าของรัฐบาลชาติชาย เวลา 6 ปีภายใต้การนำของนายวิจิตรนี้เองที่ก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นในทีมงานของธนาคารฯ จนกระทั้งเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ทีมงานธนาคารฯ ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายนี้ก็ไม่สามารถผนึกกำลังเข้าด้วยกันเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความแตกแยกก็คือกรณีความขัดแย้งระหว่างนายวิจิตรกับนายเอกกมล คีรีวัฒน์ รองผู้ว่าฯ ซึ่งถูกยืมตัวไปเป็นเลขาธิการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและจะหมดวาระหวนกลับเข้าธ.ป.ท. นายวิจิตรกล่าวหาว่านายเอกกมลเปิดเผยข้อมูลที่อ่อนไหวของตลาดฯ ให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ์และนำไปสู่การปลดนายเอกกมลออกจากตำแหน่งรองผู้ว่าฯ เมื่อปลายปี 2538 สิ่งที่สร้างความบอบช้ำให้แก่ชื่อเสียงของธนาคารฯ มากที่สุดในกรณีนี้น่าจะเป็นการที่นายวิจิตรเรียกใช้บริการแบบเกสตาโปของหน่วยสืบราชการลับให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่นำไปสู่การปลดนายเอกกมล

แต่ในเวลาต่อมาอัยการก็สั่งไม่ฟ้องนายเอกกมลเนื่องจากหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับผู้ซึ่งยอมรับว่านายวิจิตรเป็นผู้เรียกใช้บริการแต่กลับไม่ยอมเปิดเผยชื่อสายลับ ผลพวงจากความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารสูงสุดของธนาคารฯ ที่มีต่อความน่าเชื่อถือของธ.ป.ท. อีกประการหนึ่งก็คือการที่สาธารณชนต่างเห็นว่าผู้บริหารของธนาคารฯ ฝักใฝ่กับพรรคการเมืองและเล่นการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งบริหารอันเป็นพฤติกรรมที่เทคโนแครตรุ่นก่อนๆ พยายามหลีกเลี่ยง พฤติกรรมส่วนตัวของผู้ว่าฯ วิจิตรอีก 2 ประการที่ทำให้ความเชื่อถือของสาธารณชนต่อธนาคารฯลดลงมากในปลายปี 2539 ก็คือกรณีการเปิดโปงว่าผู้ว่าฯ วิจิตรมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการซื้อหุ้นราคาพาร์ของบริษัทลูกของธนาคารเอกชนแห่งหนึ่งแล้วขายทำกำไรในเวลาต่อมา ปัญหามีอยู่ว่าบริษัทดังกล่าวได้รับอนุมัติเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ท่านผู้ว่าฯ เป็นประธานรักษาการณ์การประชุมของบอร์ดของตลาดฯ พอดี อีกกรณีหนึ่งก็คือการเปิดเผยว่าท่านมีวงเงินเบิกเกินบัญชีกับธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในขณะที่ธนาคารดังกล่าวกำลังตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบจากทางแบงค์ชาติ อย่าลืมด้วยว่าปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือของแบงค์ชาติและการแตกสลายของทีมงานของแบงค์ชาติจากการแย่งชิงตำแหน่งนั้นเกิดขึ้นในช่วงที่พายุวิกฤติเศรษฐกิจกำลังตั้งเค้าทะมึน ทำให้เมื่อเกิดวิกฤติแล้วธนาคารชาติกลับกลายเป็นองค์กรที่ง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถที่จะจัดการกับวิกฤติได้อย่างที่ควรจะเป็น ความเสื่อมทรามทางจริยธรรมของเทคโนแครตนี้เองเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้อิทธิพลในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของเทคโนแครตลดลง ซึ่งนำไปสู่ความไม่คงเส้นคงวาในการกำหนดนโยบายและที่สุดแล้วก็นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ 2540

ในอดีต ดังเช่นยุคนาย ป๋วย อึ้งภากรณ์ เป็นผู้ว่าการนั้น ส่วนหนึ่งของอิทธิพลในการกำหนดนโยบายของเทคโนแครตเกิดจากการที่สาธารณะชนเชื่อมั่นในตัวนายป๋วยและแบงค์ชาติว่ามีความซื่อสัตย์และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ความเชื่อมั่นของสาธารณชนนี้เองที่เทคโนแครตใช้เป็นเบี้ยในการต่อรองกับผู้มีอำนาจ ดังนั้นแม้แต่เผด็จการทหารก็ยังต้องให้ความเกรงใจ ถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรละที่เป็นความผิดพลาดทางนโยบาย เราต้องย้อนอดีตไปที่ปี ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นการเปิดเสรีทางการเงินของไทย กล่าวอย่างรวบรัดที่สุดแล้ว สาระสำคัญของการปฏิรูประบบการเงินการธนาคารครั้งนี้มีอยู่ว่า ไทยจะลดเลิกข้อจำกัดต่างๆที่มีต่อการไหลเข้าออกของเงินตราต่างประเทศ

จนกระทั้งต้นปี ๒๕๓๗ การเปิดเสรีด้านบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายนี้ก็เสร็จสิ้นลง ในช่วงเวลานี้เงินทุนจากต่างประเทศก็ได้ไหลเข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ แต่จุดหักเหที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นในปี ๒๕๓๖ อันเป็นปีแรกที่เราอนุญาตให้สถาบันการเงินต่างๆ เปิดดำเนินการกิจการวิเทศธนกิจได้ หรือเป็นที่รู้จักกันในนานของ BIBFs (Bangkok International Banking facilities) นั้นเอง

ผลของการเปิด BIBFs ก็คือการไหลบ่าของเงินทุนเข้าท่วมประเทศไทยอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ที่มีอยู่แล้วจนกู่ไม่กลับ เราคงจำภาวะเฟื่องฟูของตลาดหุ้นและการเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ณ จุดนี้ผมเห็นว่าเห็นว่าเศรษฐกิจไทยไม่สามารถที่จะหลบเลี่ยงภาวะวิกฤติได้เลยต่อให้มีการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนตั้งแต่กลางปี ๒๕๓๙ ดังคำเรียกร้องของปลัดกระทรวงการคลังในยุคนั้นก็ตาม เงินทุนไหลเข้าจำนวนมหาศาลเหล่านั้นได้บิดเบือนศก.ไทยจนไม่สามารถที่จะใช้ยาอย่างอ่อนๆ ในการรักษาได้อีกต่อไป

คำถามที่สำคัญที่สุด ณ จุดนี้ก็คือ เหล่าบรรดาเทคโนแครตรู้หรือไม่ว่าการเปิดเสรีทางการเงินนั้นต้องทำพร้อมๆ ไปกับการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากระบบคงที่เป็นแบบลอยตัวเพราะระบบลอยตัวนั้นจะทำหน้าที่เป็นแนวกันไฟขั้นแรกโดยป้องกันไม่ให้มีการนำเข้าเงินทุนจนมากเกินไป คำตอบก็คือบรรดาเทคโนแครตในแบงค์ชาติรู้อยู่เต็มอกว่าต้องทำไปพร้อมๆ กัน ดังจะเห็นได้จากบันทึกการประชุมของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อเดือนพ.ย. 2534 ก่อนที่แบงค์ชาติจะผลักดันการจัดตั้ง BIBFs

ฝ่ายวิชาการมีความเห็นว่าในการดำเนินการจัดตั้ง facilities แบบ BIBF ขึ้นมา ทางการควรพิจารณานำระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคล่องตัวมาใช้ควบคู่ไปด้วย เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในประเทศ”

คำถามที่ตามมาคือเมื่อผู้ว่าฯ วิจิตร สุพินิจ รู้ถึงข้อเสนอนี้ของฝ่ายวิชาการแล้วทำไมท่านไม่ทำตาม คำตอบที่สั้นที่สุดก็คือท่านกลัวผลกระทบทางการเมืองที่อาจจะทำให้ท่านต้องหลุดจากเก้าอี้ผู้ว่าฯ หรือพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่าเป็นเพราะอำนาจในการกำหนดนโยบายของเทคโนแครตได้ลดลงจนถึงจุดที่เขาต้องคำนึงถึงความอยู่รอดทางการเมืองมากกว่าความถูกต้องตามหลักวิชาการในการกำหนดนโยบาย เราต้องเข้าใจด้วยว่าการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนและ/หรือตัวอัตราแลกเปลี่ยนนั้นจะมีผลต่อการได้--เสียของกลุ่มคนจำนวนมาก ดังนั้นมันจึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองมากที่สุดของสังคมไทย ในอดีตนั้นเครื่องมือนี้จะถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือสุดท้าย ภายหลังจากที่เครื่องมืออื่นๆ ล้มเหลวหมดแล้ว มันเป็นการยากที่เราจะหวังว่าคนอย่างผู้ว่าวิจิตร ผู้ซึ่งขึ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ด้วยการวิ่งเต้นทางการเมืองโดยสยบยอมต่อพรรคชาติไทยจะทำตามความถูกต้องทางวิชาการมากกว่าการพิจารณาผลทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากการกำหนดนโยบายของเขา

พิจารณาในแง่นี้แล้วผมเห็นว่าการเข้ามาโจมตีค่าเงินบาทของกองทุนฝรั่งทั้งหลายในปี ๒๕๔๐ นั้นมันเป็นแต่เพียงการใช้เข็มมาสะกิดฝีที่เป็นหนองและอักเสบเต็มที่แล้วให้แตกออกก่อนเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การต่อสู้ป้องกันค่าเงินบาทของผู้ว่าฯ เริงชัย มะระกานนท์จนกระทั่งเงินสำรองระหว่างประเทศหมดหน้าตักนั้น อย่างมากก็เป็นแต่เพียงการซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นเท่านั้น หาใช่ต้นเหตุไม่ กล่าวในแง่มุมนี้หากเราจำต้องชี้นิ้วหาคนทำผิดทางนโยบายแล้ว ผมเห็นว่านายวิจิตรจะต้องรับผิดมากที่สุด ด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์เช่นนี้เอง ทำให้ธปท.ต้องการแก้ไขข้อเสียของพ.ร.บ.ธปท.๒๔๘๕ ในด้านหนึ่ง กฎหมายใหม่จะต้องกำหนดให้ตำแหน่งผู้ว่าการมีความมั่นคงมากขึ้น ไม่ใช่จะถูกปลดออกเมื่อใดก็ได้ พ.ร.บ.ใหม่จึงระบุให้ผู้ว่าการถูกปลดออกได้ในสองกรณีเท่านั้นคือ “ประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงหรือทุจริตต่อหน้าที่” และ “บกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรงหรือหย่อนความสามารถ” ในขณะที่วางกลไกการได้มาของตัวผู้ว่าการและคณะกรรมการธปท. ซึ่งจะทำหน้าที่กำกับการทำงานของผู้ว่าอีกชั้นหนึ่ง ไว้อย่างซับซ้อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าอำนาจในการล้วงลูกแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งข้างต้นโดย ร.ม.ต.คลังนั้นจะมีไม่มากจนเกินไป กล่าวคือ พ.ร.บ.ใหม่กำหนดให้ ร.ม.ต.คลังต้องแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่เลือกผู้ว่าการ ประธานและกรรมการประเภทผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวน ๕ คนของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (Courts of the Governor) แต่ไม่ใช่ว่า ร.ม.ต.คลังจะแต่งตั้งใครก็ได้มาเป็นผู้คัดเลือก พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้กำหนดให้ผู้คัดเลือกจะต้องเคยดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งดังต่อไปนี้มาก่อนเท่านั้นคือ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้ว่าการธปท. หรือผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ข้อกำหนดนี้คงมีสมมุติฐานว่าบรรดาอดีตเทคโนแครตในตำแหน่งเหล่านี้คงจะถึงพร้อมด้วยความสามารถและจริยธรรมในระดับดีพอที่จะมาเป็นผู้คัดเลือกคนที่จะมีตำแหน่งกุมบังเหียนตลาดเงินได้

ในอีกด้านหนึ่ง กฎหมายใหม่นี้ก็สร้างกลไกใหม่ๆ ขึ้นมาคานอำนาจผู้ว่าการผ่านคณะกรรมการอีก ๓ ชุดเพิ่มเติมจากคณะกรรมการธปท. คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ซึ่งมีหน้าที่หลักในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ซึ่งมีหน้าที่กำกับควมคุมสถาบันการเงิน ผ่านอำนาจในการกำหนดอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ที่สถาบันการเงินจะต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.ธุรกิจการเงิน และคณะกรรมการระบบการชำระเงิน ยิ่งไปกว่านั้นสัดส่วนสมาชิกคณะกรรมการทั้ง ๔ ชุดนี้มีสมาชิกจากบุคคลภายนอกธปท.มากกว่าคนของธปท. สัดส่วนนี้แปลว่า หากคนภายนอกรวมตัวกันได้ก็จะสามารถลงมติชนะคนของธปท.ได้ในทุกๆ กรณี ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการธปท.ประกอบด้วยประธาน ซึ่งต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ในขณะที่ผู้ว่าการเป็นรองประธาน สมาชิกอื่นประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๕ ท่าน รองผู้ว่าการอีก ๓ ท่าน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ดังนั้น สัดส่วนของคนในต่อคนนอกคือ ๔ ต่อ ๘ หากคนภายนอกต้องการถอดถอนผู้ว่าการ ก็ย่อมทำได้ผ่านการลงมติปลด และส่งมตินั้นให้แก่ ร.ม.ต. คลังอนุมัติ ในขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินประกอบด้วยคนใน ๓ คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๔ คน ส่วนคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงินประกอบด้วยคนใน ๓ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ คนและเป็นโดยตำแหน่งจากภายนอกอีก ๓ คน สมควรกล่าวด้วยว่าผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมดในคณะกรรมการสองชุดหลังนี้แต่งตั้งโดยคณะกรรมการธปท. ดังนั้น หากใครยึดคณะกรรมการธปท.ได้แล้วก็จะสามารถกำหนดตัวผู้ทรงคุณวุฒิในทุกชุดที่เหลือได้อีกด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ธปท.ฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ นี้ แต่งตั้งนายวิจิตร สุพินิจ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก โดยมีนายนิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตข้าราชการระดับสูงในหลายตำแหน่งของกระทรวงการคลัง นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าการ และคนอื่นๆ เป็นกรรมการ ทั้งสามท่านมีความสนิทสนมและทำงานมาด้วยกันในช่วงก่อนวิกฤติ ๒๕๔๐ ตัวอย่างเช่น นายวิจิตรกับนายนิพัทธร่วมกันแก้ปัญหาขาดทุนของธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ (บีบีซี) โดยเอาเงินของธนาคารออมสินมูลค่า ๓๗๕ ล้านมาเพิ่มทุนให้แก่บีบีซีโดยไม่ลดทุนของบีบีซีก่อน ทำให้ธนาคารออมสินเป็นผู้เสียหายเมื่อบีบีซีล้มลง

ส่วนนายชัยวัตน์นั้นก็เป็นมือขวาของนายวิจิตรในช่วงที่เขาเป็นผู้ว่าการ หลังจากที่รัฐบาลทักษิณขึ้นสู่อำนาจ บุคคลทั้งสามก็ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง โดยนายวิจิตรเป็นประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และได้ดึงนายนิพัทธเข้าช่วยงานและเขาก็เป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมีกองทุนวายุภักษ์เป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขา คณะกรรมการคัดเลือกชุดที่มีนายวิจิตรเป็นประธานนี้ก็ได้ทำการคัดเลือกประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๕ คนเพื่อดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการธปท.จากรายชื่อที่จัดทำร่วมกันระหว่างปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งมีสิทธิ์เสนอได้ ๖ รายชื่อ กับผู้ว่าการธปท. ซึ่งเสนอได้ ๑๒ คน

ผลปรากฎว่า รายชื่อที่ผู้ว่าการเสนอ ๑๒ คนเช่น ศ.พรายพล คุ้มทรัพย์ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ได้รับการคัดเลือกเลย ยกเว้นคนเดียวคือ นายจรูง หนูขวัญ อดีตรองผู้ว่าการธปท. ดังนั้น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ ใน ๖ คนที่รับการคัดเลือกก็คือรายชื่อที่เสนอโดยปลัดกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน และได้เลือกให้นายพรชัย นุชสุวรรณ ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีและที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลทักษิณ เป็นประธานคณะกรรมการธปท.คนต่อไป หากเรามองโลกในแง่ร้ายแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๕ ท่านนี้จะลงมติชนะคนของธปท.ซึ่งมีเพียง ๔ ท่านในคณะกรรมการธปท. โดยสมมุติว่ากรรมการคนนอกคนอื่นๆ อีก ๓ คนงดออกเสียง หรือไม่มาประชุม ดังนั้น คนสายรัฐบาลทั้ง ๕ นี้ก็จะกลายเป็นผู้เลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการอีก ๓ ชุดที่เหลือของธปท.ได้หมด หากเป็นเช่นนี้จริงก็ย่อมหมายความว่า รัฐบาลจะมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดนโยบายทั้งด้านอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ที่จะใช้บังคับกับสถาบันการเงินของธปท. โดยผ่านตัวแทนของรัฐบาลในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในชุดต่างๆ หากการมองโลกในแง่ร้ายนี้กลายเป็นความจริงแล้ว ก็ย่อมแปลว่าความพยายามของธปท.ในการแก้ไขกฎหมายให้ธปท.มีระดับความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองเพิ่มขึ้นโดยใช้เวลาถึง ๑๑ ปีนั้น จะล้มเหลวลงในทันที่ที่ใช้กฎหมายใหม่นี้เป็นครั้งแรก และความล้มเหลวนี้จะเกิดขึ้นมิได้เลยหากปราศจากบุคคลเช่นอดีตผู้ว่าการ วิจิตร สุพินิจ

ผมเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อในกฎแห่งกรรม อย่างน้อยสังคมไทยในรอบ ๑๑ ปีภายหลังวิกฤติ ๒๕๔๐ ก็ยังไม่อาจเปลี่ยนความเชื่อของผมได้ ผีดิบแห่งวังบางขุนพรหมคงจะเห็นด้วยกับผมอย่างแน่นอน