กลับมาอีกครั้ง Top Ten Artvirus งานหนักประจำปีของกลุ่มคนที่หัวสมองรุงรังด้วยบูรณาการบันเทิงเย้าอารมณ์ อันไม่เคยรู้จักคำว่าหลับใหล ด้วยหลงผิดคิดไปว่าคนอ่านของเราหน้าบิดเบี้ยวละม้ายคล้ายเผ่าเดียวกัน เตรียมใจไว้เถิด ผ้านอนยับย่น สางผ้าหมักหมมที่นอนก่ายในตะกร้า ได้แต่นับวันรอผงซักฟอกที่ย่างเยื้องสโล-โม รอจนจวบฟ้าผีตะวันรุ่งมาฉายแสง ยังมัวขยี้ตาหนาเขอะ ร้องขอรจนาราตรีให้รี่ครวญเพลงซ้ำ
– สนธยา ทรัพย์เย็น –
ย้อนอ่าน Top Ten ArtVirus ปี 2007 (พร้อมภาพประกอบ): http://www.onopen.com/2008/02/2502
ย้อนอ่าน Top Ten ArtVirus ปี 2006 (พร้อมภาพประกอบ): http://www.onopen.com/2007/02/1427
Top Ten ภาณุ อารี : ผู้กำกับภาพยนตร์ (มูอัลลัฟ, แขก)
1. The Class : ประทับใจฉากปะทะกันทางความคิดและอารมณ์ระหว่างครูกับนักเรียนมาก ๆ รู้สึกเหมือนกับได้ดูหนังเรื่อง Saving Private Ryan ที่เปลี่ยนจากหาดโอมาฮ่ามาเป็นห้องเรียน
2. Serbis : เนื้อเรื่องเรียบง่าย ความตึงเครียดก็ดูเหมือนธรรมดา แต่แปลกที่ กลับรู้สึกเศร้ามาก ๆ หลังดูจบ
3. แพรว : ชอบในความเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก ณ ขณะนั้น ซึ่งแม้ว่าจะมีความเป็นส่วนตัวแต่ก็เชื่อมกับความรู้สึกของคนดูได้ไม่ยาก
4. Tropic Thunder : ชอบเพราะ หนังมันประสาทดี ดาราทุกคนแสดงกันได้รั่วสุด ๆ
5 Song of Sparrow :รู้สึกเหมือน มาร์จิดี้กลับมาแล้ว
6. Persepolis : ชอบในความจริงใจของผู้กำกับ ที่แสดงจุดยืนของการเป็นชนชั้นกระฎุมพีที่สูญเสียผลประโยชน์ที่สั่งสมมาชั่ว ลูกชั่วหลานอย่างตรงไปตรงมา
7. Wall E : 15 นาทีของหนังมีพลังมาก โดยเฉพาะ แอมเบียนซ์ ที่หลอนมาก ๆ ทำให้อดนึกถึงตอนดู The Shining ครั้งแรกไม่ได้
8. Gomorah : ด้วยความตั้งใจที่นำเสนอออกมาในแบบสารคดี เลยทำให้เข้าถึงวัฒนธรรมมาเฟียของเมืองเมเปิลอย่างถึงแก่น
9. Sweeney Todd : เป็นหนังที่สุดขั้วมากระหว่าง ความรุนแรง (ฉากแหวะ ๆ ทั้งหลาย) และ ความรื่นรมย์ (ผ่านบทเพลง)
10 ไชยา : เพิ่งได้ดูทางช่องเคเบิล หนังมีจุดรั่วหลายหลายจุด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือการแสดงอันทรงพลังของ อัครา
ธเนศ นุ่นมัน นักวิจารณ์ นิตยสาร MOVIE TIME (และ 151 Cinema)
10 อันดับ 2008
Sombre : Philippe Grandrieux ดูนานแล้ว แต่เพิ่งเขียนถึง เลยยัดเยียดหมายเลข 1 ให้เสียเลย หนังสร้างมาตรฐานใหม่ ด้วยภาษาภาพเฉพาะตัว ท้าทายประสบการณ์การรับรู้ ออกมาเป็นความรู้สึกที่ว่า ในความมืดที่ขึงพรืดอยู่ตรงหน้า ตัวตนด้านที่เราไม่อยากรู้จัก นอนหมอบรอจังหวะกระโจน เราต้องกลั้นหายใจ แอบซ่อนตัวเองจากตัวเอง
Crash : Cronnenberg มีแผ่นดีวีดี ถูกกฎหมายปั้มออกมาขายในบ้านเรา น่าเสียดายที่เป็นฉบับ 4:3 ไม่ใช่ ฉบับจอกว้าง น่าดีใจแทนสาวกทุกรุ่น
The Hustler : Robert Rossen เพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของ พอล นิวแมน
The Lives of Others : Florian Henckel von Donnersmarck หนังคนรุ่นใหม่ที่ดูแล้วรู้สึกว่าโลกนี้ ยังไม่สิ้นหวัง
Across the Universe : Julie Taymor เรื่องก็งั้น ๆ นะ แต่เพลงเพราะดี บางเพลงต้นฉบับก็ดีกว่า ชอบมากแม้จะคอมเมนท์เยอะ ยืนยันได้ ดูไปตั้งสองรอบ ออกเป็นแผ่นก็ซื้อ
[●rec] : Jaume Balagueró และ Paco Plaza ให้มันได้อย่างนี้สิ คนทำหนังตลาดรุ่นใหม่ ต้องมีกึ๋นอย่างนี้ ตอนแรก น้องที่ทำงาน เล่าเรื่องย่อให้ฟัง ในใจร้อง แหวะ! ทันที แต่พอได้ดู ก็อยากเขกหัวตัวเองทันที อคติคนเรานี่ยังก็ล้างไม่หมด เนอะ
The Simpsons Movie : David Silverman ตอนดูในโรง ป้าที่นั่งข้างๆ หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง เหมือนโดนรมแก๊สมาอย่างไรอย่างนั้น ผมคงคิดว่าแกเป็นบ้าไปแล้ว หากไม่พบว่าตัวเองก็หัวเราะพอๆ กับแก
Retribution : Kiyoshi Kurosawa เก็บตกเนื้อหาได้ไม่หมดหรอก หนังพี่แกดูหลอนๆ กึ่งนามธรรม ใครกล้าบอกว่าเข้าทะลุปรุโปร่ง ก็อวดรู้เกินไปแล้ว
Rogue : Greg Mclean ที่โปสเตอร์ ทำให้ตกชั้นไปอยู่กับอานาคอนด้าในทันที แต่ขอบอกว่าหนังคนละชั้นกันเลย หนังเรื่องก่อนหน้านี้ของผู้กำกับคนนี้ ผมไม่ปลื้มนักเพราะทำร้ายจิตใจเกินเหตุ ด้วยลุคภายนอกเป็นหนังจระเข้ยักษ์ เลยทำให้เป็นหนังนอกสายตาคนดูแห่งปีเลยก็ว่าได้
Syndromes and A Century : อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้ดูจนได้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าแบนทำไม เคยมีคนพยายามอธิบายให้ฟังว่าทำไม ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
กัลปพฤกษ์ : นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ผู้จัดโปรแกรมฉาย FILMVIRUS
10 อันดับหนังเลิศล้ำประจำปี 2551: รวมดาวหนังสุดเจ๋งป่วนประหลาดพิสดารที่ได้ผ่านผืนจอในเมืองไทย
โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ เองจ้า kalapapruek@hotmail.com
1) Vicky Christina Barcelona / Woody Allen
‘กัลปพฤกษ์’ says: เฮ้อ! กว่าป๋าแกจะกลับมาคืนฟอร์ม
2) Soi Cowboy / Thomas Clay
‘กัลปพฤกษ์’ says: หนังกลิ่นไทยที่ต้องให้ฝรั่งทำให้ดู???
3) The Headless Woman / Lucrecia Martel
‘กัลปพฤกษ์’ says: สีผมเปลี่ยนชีวิต . . . โอ้! คิดได้ไงอะเจ๊ลูเครเชีย!
4) คริตกะจ๋าบ้าสุด ๆ / กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์
‘กัลปพฤกษ์’ says: โฅตรบิดามารดาหนังคาแรกเตอร์คัมมะดี้ หนังไทยที่บทเยี่ยมที่สุดแห่งปี
5) เกมผีปากกา / วีระศักดิ์ สุขยะลา
‘กัลปพฤกษ์’ says: ใครไม่ฮาขอท้าให้ถีบ!
6) Summer Palace / Lou Ye
‘กัลปพฤกษ์’ says: ร่านกว่านี้ยังมีอีกมั้ย?
7) โมโฟ สิ้นชีวี อีดอกทอง / อัลวา ริตศิลา & คมวิช ชาลลี
‘กัลปพฤกษ์’ says: อย่างนี้สิเค้าถึงจะเรียกว่า ‘ชนะเลิศ’!
8) Don’t Forget You’re Going to Die / Xavier Bouvoir
‘กัลปพฤกษ์’ says: หนังฝรั่งเศสพิสดารพันลึกแบบนี้ยังมีให้ดูกันอีกมั้ย?
9) Faceless / Manu Luksch
‘กัลปพฤกษ์’ says: หนังทดลอง never dies!
10) Now Showing / Raya Martin
‘กัลปพฤกษ์’ says: อย่างนี่แหละที่เค้าเรียกว่าเฮี้ยนแบบไม่เกรงใจใคร!
สิบอันดับหนังอะไรอะ? ประจำปี 2551: หนังดีที่คุณพี่ไม่ปลื้ม
โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ เจ้าเก่า kalapapruek@hotmail.com
1) Wall-E / Andrew Stanton
‘กัลปพฤกษ์’ says: มันแค่เองนี้จริง ๆ เหรอ? น่าตื่นเต้นตะลึงตึงตึ๊งตรงไหนอ่า?
2) Juno / Jason Reitman
‘กัลปพฤกษ์’ says: ‘ความมั่น’ กะ ‘ความด้าน’ นี่มันอันเดียวกันป่าวอะ?
3) In the City of Sylvia / Jose Luis Guerin
‘กัลปพฤกษ์’ says: โฅตรบิดามารดาแห่งการแอ็คอาร์ต . . . โดยเฉพาะไอ้พระเอก
4) No Country for Old Men / Joel & Ethan Coen
‘กัลปพฤกษ์’ says: ถ้าบทฆาตกรของ Javier Bardem เรียกว่าเล่นดี อย่างนี้บทของ Tommy Lee Jones กับ Josh Brolin ก็ต้องถือว่าเล่นห่วยอะดิ! หุ หุ . . .
5) Be Kind Rewind / Michel Gondry
‘กัลปพฤกษ์’ says: ตกลงมันจะ ‘เสร่อ’ หรือ ‘เด๋อ’ กันแน่เนี่ยยยยยย . . . ?
6) แสงศตวรรษ Thailand’s Edition / อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
‘กัลปพฤกษ์’ says: อย่างนี้เค้าเรียก ‘อารยะขัดขืน’ แล้วเหรอ? หน่อมแน้มไปหน่อยอ๊ะป่าวววว???
7) Wonderful Town / อาทิตย์ อัสสรัตน์
‘กัลปพฤกษ์’ says: เอาจิงดิ! เล่นหักมุมกันดื้อ ๆ ทื่อ ๆ อย่างงี้เลยเหรอเพ่?
8) กอด / คงเดช จาตุรันต์รัศมี
‘กัลปพฤกษ์’ says: คิดเยอะไปป่าวอะ?
9) Teeth / Michell Lichtenstein
‘กัลปพฤกษ์’ says: คิดน้อยไปป่าวอะ?
10) anayo / Naomi Kawase
‘กัลปพฤกษ์’ says: สุดยอดหนัง ‘อะไรอะ?! ?!?’ แห่งปี! ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่านี่ไม่ใช่หนังของ Naomi Kawase!!!
ไกรวุฒิ จุลพงศธร กองบรรณาธิการ BIOSCOPE นักวิจารณ์ภาพยนตร์
My 2008 Top Ten Lists
1. Before I Forget (France, Jacques Nolot)
เรื่องย่อ : ตามดูชีวิตเกย์แก่ใกล้ตาย เขาเคยเป็นกะหรี่มาก่อนด้วย
หนัง เรื่องเดียวในรอบหลายปีที่ทำให้เราคิดถึงชีวิตบั้นปลายของเราอย่างจริงจัง มันเป็นหนังที่กระแทกใส่หน้าเรา เรากลัวมาก สิ่งที่เรากลัวมากที่สุดคงจะเป็นอย่างที่ตัวเอกเรื่องนี้เผชิญมันอย่างสง่า งาม คือ เป็นเกย์แก่ จนๆ ไม่มีมรดก เขียนงานไม่ออก ใกล้ตาย วันๆ หาความสุขด้วยการซื้อเซ็กซ์ ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก
จริงอยู่ที่ เราชอบหนังของเบิร์กแมน และเบิร์กแมนก็เล่นเรื่องความตายอยู่เสมอๆ แต่ความตายของเบิร์กแมนเป็นสิ่งที่ไม่ได้คุกคามเราอย่างถึงที่สุด อาจเป็นเพราะมันเป็นหนังขาวดำบ้าง หรือถ้าเป็นหนังสีมันก็จะมีองค์ประกอบที่ทำให้เราพอจะหลบหนีมันได้บ้าง (เช่น ความเก่าขอหนัง ความไม่ธรรมชาติของการแสดง ของบทสนทนาแบบเบิร์กแมน ฯลฯ) ซึ่งแม้ฉากความตายของเบิร์กแมนจะน่ากลัวสุดๆ มันก็มักจะมีสิ่งที่เบรกไม่ให้มันมาเชื่อมกับชีวิตเราได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม
แต่ไม่เหมือนกับหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้น่ากลัวจริงๆ และฉากจบของหนังเรื่องนี้ เรายกให้เป็นหนึ่งในฉากจบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หนังเกย์ก็แล้ว กัน หนังเรื่องนี้มันเหมือนกับการที่ให้เราเพ่งมองความตายน่ะ ความตายเป็นจุดสีดำจุดเล็กๆ ที่อยู่ไกลมากๆ แล้วหนังก็เข้าหามันใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น แล้วสุดท้ายก็หายเข้าไปในจุดสีดำที่บัดนี้กลายเป็นความมืดที่กินพื้นที่ทั้ง จอ
เราไม่เคยรู้จักชาค โนลอต มาก่อนเลย พอมาได้รู้ว่าเขาเคยเป็นกะหรี่มาก่อนนี่ยิ่งทึ่งใหญ่ ไม่ได้ทึ่งที่ความเก๋ของอาชีพ แต่ทึ่งที่เขาออกมายอมรับตรงๆ แล้วความหลังในชีวิตเขามันเป็นดีเอนเอที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนหนัง เรื่องไหนจริงๆ
2. Happy-Go-Lucky (UK, Mike Leigh)
เรื่องย่อ : ผู้หญิงที่อยากทำให้คนรอบข้างมีความสุข และเธอก็ไม่ได้เป็นคนเพอร์เฟคแบบอาเมลี
เรา ว่ามันเป็นหนังวิเศษ มันเป็นหนังที่ท้าทายทัศนคติของคน มันถามตรงๆ ว่า เราจะรักคนคนนึงไหม ถ้าเขาเป็นคนน่ารำคาญ แต่เขาก็เป็นคนที่ดีที่สุดในโลก
ตลก ดีเพราะเราไม่ได้รำคาญตัวละครนี้เลย แต่ก็พบว่าหลายๆ คนรำคาญมัน แต่คำถามคือ รำคาญแล้วยังไงต่อล่ะ นั่นก็คือสิ่งที่หนังถามอยู่แล้ว ถ้าเรารำคาญคนคนนึง เราก็จะเกลียดเขาไปเลยอย่างนั้นรึเปล่า มนุษย์มันง่ายๆ แค่นั้นเลยใช่ไหม หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น
เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีข้อบกพร่อง และหนังเรื่องนี้ยื่นข้อบกพร่องที่แสนธรรมดาที่เราเจออยู่ทุกวัน ให้กับนางเอกของมัน
อ่อ ที่สำคัญ มันสอนเรามากๆ เลยว่า หนังมองโลกในแง่ดีไม่ได้แปลว่าต้องมองโลกแบบแคบๆ หรือโลกมันมีแต่สิ่งดีๆ ไปซะหมด แต่หนังมองโลกในแง่ดีคือการรับรู้ว่าโลกมันเหี้ยมาก แต่เราต้องเลือกหาความสุขจากโลกเหี้ยๆ นี้ให้ได้
3. Summer Hours (France, Olivier Assayas)
เรื่องย่อ : สามพี่น้องเลยปรึกษากันว่าจะทำยังไงกับบ้านแสนสุขและมรดกในบ้านนี้
เรา ไม่อยากจะเชื่อว่าอัสซายาสจะทำหนังที่ละเอียดและซึ้งขนาดนี้ออกมาได้ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นหนังที่ตัดสินอะไรทื่อๆ เราเกลียดคอนเสพต์ของคนที่ชอบพูดว่า “เด็กสมัยนี้ไม่ให้ใจเหมือนสมัยฉันเลยนะ เพราะสมัยก่อน ฉันน่ะบลา บลา บลา” หรือ “รุ่นน้องสู้รุ่นพี่ไม่ได้เลย สมัยพี่นะ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้” คือ ฉากจบของหนังเรื่องนี้มันตรงข้ามกับประโยคพวกนี้สุดๆ เลย มันบอกว่าแต่ละยุคสมัยมันก็มีเหตุและผลของมัน คนเกิดหลังเราแล้วไม่ได้ทำตามเราหรือไม่ได้ยึดคุณค่าแบบที่เราเคยยึดถือ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะแย่กว่าเราสักหน่อย
นอกเหนือจากประเด็นข้าง บน เราว่าหนังมันก็พูดเรื่อง มรดกตกทอด ได้ไม่เหมือนใคร มันมองโลกอย่างเป็นจริง มันต่อต้านอุดมการณ์ครอบครัวและชาตินิยม ประเภทว่าเราต้องสืบต่อทำนุบำรุงเชื้อสายมรดกตกทอดของโคตรเหง้าบรรพบุรุษมิ ฉะนั้นเจ้าจะชั่วช้า ก็จะพิทักษ์อะไรล่ะ นี่มันยุค Globalization ความเป็นรัฐชาติ ความเป็นครอบครัว มันต้องถูกรื้อนิยามกันหมดแล้ว หนังมันเล่นกับประเด็นที่เป็นโพสต์โมเดิร์นมากๆ เล่นกับอะไรวิชาการมากๆ กับอะไรที่เป็นโครงสร้างใหญ่มากๆ แต่มันพูดด้วยภาษามนุษย์ พูดด้วยความนุ่มนวล ซึ่งเราไม่ค่อยได้เจอสักเท่าไรในหนังที่เล่นประเด็นหนักๆ
อีก อย่างคือ เรามาคิดๆ ดูแล้ว ครอบครัวเราก็อาจจะคล้ายๆ แบบนี้แหละ ญาติฝ่ายแม่ของเราก็อยู่ออสเตรเลีย อยู่ฝรั่งเศส อยู่อเมริกา กระจัดกระจายกันไปหมด หรือเราก็มีเพื่อนที่เรียนจบแล้วก็ตัดสินใจทำงานเมืองนอกไปเลย ไม่กลับมาเมืองไทยแล้วเว้ย คือเงื่อนไขเหล่านี้มองผิวเผินเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้เนโดยปัจเจก แต่จริงๆแล้วมันเป็นผลจากโครงสร้างของทั้งโลกที่มันกำลังเปลี่ยนอยู่
แล้ว เราก็นึกถึงตัวเราเอง เทียบกับตัวละครในหนัง คนเจอเนอเรชั่นเราก็ไมได้แก่เท่าพระเอก นางเอก ในหนัง แต่ก็ไมได้เป็นเด็กวัยรุ่นแบบลูกๆ ในหนัง เราเป็นคนตรงกลางน่ะ แล้วเราควรจะทำตัวยังไงกับไอ้โครงสร้างของโลกที่มันกดและควบคุมบงการร่างกาย เราอยู่นี้ แล้วเราจะเก็บ /สืบทอด สิ่งที่คนรุ่นนึงมอบให้เราไปดีไหม หรือโยนทิ้งไปเลย หรือถ้าเลือกเก็บบ้างทิ้งบ้าง จะเก็บอะไรและทิ้งอะไร
4. Actrices (France, Valeria Bruni Tedeschi)
เรื่องย่อ : ชีวิตวุ่นๆ ของนักแสดงหญิงวัยกลางคนที่กำลังอยากมีลูกและไม่อินกับละครเวทีที่กำลังจะเล่น
นี่ เป็นหนังที่ดูแล้วเราอยากเป็นเพื่อนกับผู้กำกับเลยน่ะ เราอยากไปนั่งเม้ากับเธอ ไปอยู่ในวงเพื่อนๆ เธอ เพราะมันต้องเป็นวงที่สนุกมากแน่ๆ เลย คิดดูสิ เราดูหนังเรื่องนี้ไปเกือบปีแล้วมั้ง แต่มันยังมีเป็นสิบๆ ฉากเลยที่ค้างอยู่ในหัวเรา เราไม่รู้ว่าจะเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็นแนวอะไรดี คือมันทั้งตลก ทั้งดราม่า ทั้งเซอร์เรียล มันไม่เหมือนใครจริงๆ
ฉากที่เรานึกทีไรแล้วก็หัวเราะออกมา ได้แก่
-ซีเควนส์ I Will Survive
-ฉากนางเอกกับขนมเค้ก
-ฉากนางเอกเข้าโบสถ์
-ฉากนางเอกให้นมลูกของเพื่อนนางเอก
-ฉากเปิดที่นางเอกพยายามเรียกแทกซี่
-ฉากนางเอกโดนเกย์ข่มขืนเลยหัวเราะ
-ฉากเพื่อนนางเอกพยายามข่มขืนเกย์
-ฉากนางเอกและวิญญาณนางละครไปคุยกับผู้ชายในห้องน้ำ
-ฉากนางเอกฝึกว่ายน้ำ
-ฉากนางเอกซ้อมละคร (หลายฉากมาก)
-ฉากจบ
ไอ้ หนัง 3 เรื่องข้างบน ถึงเราชอบมันมากกว่า Actress แต่ทั้งสามเรื่องก็ยังทำให้เราเศร้าน่ะ แต่ Actress เนี่ยมันทำให้เราสุขจริงๆ สุขมากมาย ไมได้มีฉากไหนที่ให้เราเศร้าเลย คือแม้กรกะทั่งฉากที่น่าสมเพชที่สุดเราก็ยังหัวเราะออกมา ไมได้หัวเราะเยาะใส่นางเอก แต่หัวเราะไปพร้อมกับนางเอก
5. The Headless Woman (Argentina, Lucrecia Martel)
เรื่องย่อ : ชีวิตผู้หญิงเนียนๆ คนหนึ่ง
หนัง ที่มีเทคนิคทางภาพและเสียงที่เราประทับใจที่สุด แล้วนางเอก จำไมได้ว่าชื่ออะไร แต่เราว่าคนนี่เป็นคนที่สร้างการแสดงที่แปลกประหลาดที่สุดแบบนึงที่เราเคย เห็นมา สดุดีแด่ลูเครเซีย มาร์เตล
6. Caotica Ana (Spain, Julio Medem)
เรื่องย่อ : ผู้หญิงตามหาผัวทะลุจักรวาล
เรา ชอบมากเลยที่ฆูลิโอ เมเด็ม เนรมิตหนัง Magical Realism สำหรับยุค Post 9/11 หนังเรื่องนี้มีการทะลุกันหลายชาติทีเดียว ระลึกชาติกันอย่างฉิบหายวาบป่วงมาก แล้วก็เริ่มต้นตั้งแต่จุดต่ำสุดคืออาศัยอยู่ในถ้ำ จนถึงจุดสูงสุดคือไปอยู่บนยอดตึกของเมืองใหญ่ แล้วหนังก้เล่าเรื่องด้วยวิธีสะกดจิตนับถอยหลัง สนุกดี
อ่อ ฉากจบนี่สุดตีนจริงๆ ไม่รู้คิดได้ไง
มันเป็นสิ่งที่ฝรั่งชอบด่ากัน แต่เพิ่งเห็นว่ามีการกระทำให้เป็นรูปธรรมก็เรื่องนี้นี่แหละ
7. Vicky Christina Barcelona (US, Woody Allen)
In Between Days (USA-Korea, So Yong Kim)
เรื่องย่อ : สองสาวได้ผัวที่สเปน
มัน เป็นหนังตลกมากๆ ที่ทำให้รู้ว่าการทำหนังที่ไม่ต้องพยายามทำอะไรมาก แล้วมันออกมาดีนี่เป็นอย่างไร วู้ดดี้ อัลเลน เก่งมากเลย แล้วก็เข้าใจมนุษย์มากๆ
เราชอบที่ในหนังตลกมากๆ เรื่องนี้ มันกลับมีความเศร้าอยู่ตลอดเวลาอันเกิดจากการตัดสินใจของตัวละครวิคกี้ มันก็เลยเป็นความรู้สึกหวานอมขมกลืนไปทั้งเรื่อง เราเฉยๆ กับเพเนโลเปในเรื่องนี้ แต่จะชอบ รีเบคกา ฮอลล์ และ สการ์เล็ต มากๆ เลย
เรื่องย่อ : เด็กสาวรู้สึกอะไรบางอย่างกับเพื่อนหนุ่ม
ดู หนังเรื่องนี้เสร็จแล้วพบว่า โซยองคิมนี่จะเป็นคนที่เราติดตามงานของเธอต่อไปเลย ทำหนังเรื่องแรกได้ถูกใจจริงๆ คือทั้งเรื่องเขาจะใช้กล้องดีวีดีแฮนด์เฉลถ่ายใกล้ๆ หน้าของเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงไปเรื่อยๆ เปนชีวิตประจำวัน เด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายเป็นเกาหลีอพยกในอเมริกา อายุเพิ่งจะ 14 15 มั้ง แล้วมันก็สนิทกัน มันก็คงชอบกันแหละ แต่มันยังไม่รู้ว่าชอบคืออะไร รักคืออะไร มันตื่นตัวเรื่องเพศแต่ก็เขินอายและทำตัวไม่ถูก
ที นี้ สิ่งที่เราชอบก็คือนิสัยพูดไม่ตรงกับใจแบบคนเอเชียน่ะ ไอ้ชอบเขาก็แทนที่จะบอกว่าชอบเขาไปเลย ก้ไม่พูด ก็ต้องพูดตรงกันข้าม คือไล่ให้เขาไปหาคนอื่น พอเขาไปหาจริงๆ ตัวเองก็เสียใจ ตรรกะแบบนี้มันอยู่ในหนังแบบไหนก็ได้แหละ มันจะทำให้น้ำเน่ามากๆเลยก็ได้ แต่คุณโซยองคิมนี่เก่งดี เธอทำให้มัน real แล้วสมจริงมากๆ พวกอารมณ์ปากอย่างใจอย่างที่มีตลอดทั้งเรื่องก็เลยโดนเราไปหมดเลย
8. Mister Lonely (US, Harmony Korine)
เรื่อง ย่อ : มาริลีน มอนโร ชวน ไมเคิล แจ็คสัน ไปอยู่ในเกาะที่มี ชาร์ลี แชปลิน, เชอร์ลี เทมเปิ้ล, ควีนอลิซาเบธที่ 2, โป๊ป ฯลฯ อาศัยอยู่ อ่อ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของแวร์เนอร์ แฮร์โซก ขับเครื่องบินที่มีแม่ชีเหาะได้
มัน เป็นหนังที่ magic จริงๆ แต่ที่เจ็บคือมันก็เป็น magic ลวงๆ นะ ทุกอย่างเป็นเรื่องลวงหมดเลย ขนาดพระเจ้ายังคงเป็นเรื่องลวงกระมังในหนังเรื่องนี้
ชอบช่วงกลางๆ ของหนังมากๆ ซามานธา มอร์ตัน สุดยอดจริงๆ แล้วก็จะชอบเวลาหนูน้อยหมวดแดงไปเดินตามทางรถไฟมากๆ กลัวเธอโดนหมาป่าฆ่าตาย
ปกติเราไม่ชอบหนังติสต์ๆ คูลๆ เด็กแนวๆ สักเท่าไรนะ แต่หนังเรื่องนี้มันหวานหยาดเยิ้มบริสุทธิ์ในแบบที่เราชอบ
9. The Silence of Lorna (Belgium, Jean-Pierre & Luc Dardenne)
Wendy & Lucy (US, Kelly Richardt)
เรื่องย่อทั้งสองเรื่อง : สาวจนๆ กับการเดินทางของเธอ
2 เรื่องนี้เหมือนกันตรงที่สืบทอดเชื้อสายมาจาก โรแบรต์ เบรซง ก็ทำหนังเรียลลิสติกสะท่อนชีวิตคนจนกันไป แต่เวลาดูหนังแบบนี้ มันก็ทำให้ทึ่งว่าเทคนิคของหนังแนวนี้มันดึงให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ ตัวละครได้อย่างดีจริงๆ เลย
เราชอบเรื่องแรกที่ธุรกิจของนางเอก มันเป็นธุรกิจที่ประหลาดจริงๆ มันยิ่งกว่ากะหรี่นะ คนทำธุรกิจนี้ได้ต้องเป็นกะหรี่ใจหมา คือ นอกจากจะขายความเป็นเพศของตัวเองแล้ว ยังต้องใจหมาขนาดฆ่าคนคนนึงได้ทีละนิดทั้งๆ ที่ตัวเองต้องอยู่กับเขาทุกวัน แต่โชคดีที่นางเอกไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ตอนแรกเรานึกว่าหนังจะน่าเบื่อมากๆ เพราะรีวิวเมืองนอกไม่ดีสักเท่าไร แต่พอดูไปจริงๆ แล้วมันจี๊ดมากๆ เลย ไปจนถึงช่วงฉากจบนี่เราชอบมากๆ ติดตามากๆ ภาพนางเอกใส่ชุดสีแดงแล้วยืนกลางป่า มันคือวินาทีที่ poetic ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะหาให้กับตัวเองแล้ว
เรื่องหลังเรา ว่าผู้กำกับไมได้มีฝีมือเท่าเรื่องแรกก็จริง แต่เขาก็รู้ดีว่าเขากำลังทำอะไรและความสามารถเขามีเท่าไหน มันก็เลยออกมาเป็นหนัง realistic ที่ลงตัวมากๆ แล้วปกติเราไม่ค่อยเห็นภาพคนจนๆ ในอเมริกาน่ะ เวลาอยู่ในหนังมันก็ถูกนำเสนอเป็นตลกร้ายไปซะหมด แต่หนังเรื่องนี้มันทำให้เห็นว่าคนจนในอเมริกาเป็นอย่างไร ไม่ได้จนแค่เงิน แต่จนทั้งโอกาสในการเข้าหาทรัพยากร รวมทั้งจนน้ำใจด้วย
“คนที่ ไม่มีเงินซื้ออาหารหมา ก็ไม่ควรจะเลี้ยงหมา” เป็นคำพูดที่เจ็บจริงๆ แล้วที่สำคัญ อย่าว่าแต่อาหารหมาเลย นางเอกไม่มีเงินแม้กระทั่งซื้ออาหารคนด้วยซ้ำ
10. This Are Is Under Quarantine (Thailand, Thunska Pansittivorakul)
เรื่องย่อ : เกย์สองคนนั่งคุยกัน
รอบ ที่ดูหนังเรื่องนี้มันจะมีละครเวทีเล่นก่อนฉายด้วย มันก็เลยเป็นการบิ๊วต์อารมณ์มากๆ เลย สุดยอดมากๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเชื่อมต่อกันทางอารมณ์ได้ดีมากเลย
Yuttipung : บลอกเกอร์ คอลัมน์นิสต์ นิตยสาร FILMAX
10 หนังยอดเยี่ยมประจำปีของผมครับ (ปีนี้ดูหนังน้อยเหลือเกิน และคงจะน้อยลงตามวัย 555)
-Persepolis รู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณของคนทำ เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ดูจบแล้วต้องตั้งคำถามกับตนเอง และรากที่เรามี
-Summer Palace นอกเหนือจากชะตากรรมของตัวละครที่ถูกย่ำยีจากการเมือง ผู้กำกับยังสัมผัสได้ถึงความวุ่นวาย สับสนของคนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย
-The Sun Also Rises หนังอีกเรื่องที่ว่าผลกระทบของการปฏิวัติวัฒนธรรม รวมไปถึงนโยบายต่างๆ ของจีน ผ่านงานสร้างที่สวยงามวิจิตร อารมณ์ขัน การเสียดสี แต่ยังคงความสะเทือนใจ
-Wall – E น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของมันได้อย่างน่า สะเทือนใจจริงๆ ชอบที่หลายฉากของการสร้างความเหงาแอบอิงมาจากภาพยนตร์ยุคเก่าๆ
-Into The Wild – รู้สึกดีที่ตัวหนังไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด การแสดงของ อีมิล เฮิร์ซ และ ฮัล ฮอลบรู้ค ดีจนน่าตกใจ และทำให้ฉากช่วงท้ายของเรื่องสะเทือนใจเหลือเกิน
-In The City of Sylvia – นึกถึงบรรยากาศตอนเข้ามาทำงานในกรุงเทพใหม่ๆ แล้วเห็นความเป็นไปต่างๆ ในกลางเมือง ขณะเดียวกันการเดินเที่ยว และตามหาหญิงสาวนางหนึ่งกลับสามารถนำไปตีความได้อย่างกว้างมหาศาลเหลือเกิน
-My Winnipeg – สารคดีประหลาดที่ไม่ว่าเรื่องที่เล่าจะจริงเท็จแค่ไหน มันสามารถสร้างบรรยากาศของเมืองๆ หนึ่งลึกลับ ผสมกับอารมณ์ถวิลหาอดีตได้อย่างทรงประสิทธิภาพ
-Headless Woman – รู้สึกทั้งแปลกใจ และท้าทายตลอดทั้งเรื่อง แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ชื่นชมมากคือผู้กำกับก็ไม่ได้ใส่อย่างไม่ยั้งมือ มันเป็นงานเสียดสี หลอน ทว่านุ่มนวลเช่นกัน
-Lorna’s Silence – ชอบหนังของพี่น้องดาร์เดนน์มาตลอด แม้งานของเขาดูจะเบามือลงมามาก แต่พวกเขาก็ยังถ่ายทอดชีวิตคนชั้นล่างได้อย่างเข้าอกเข้าใจ พวกเขามีความน่าเห็นใจ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้ยัดเยียดอะไรให้เรานอกจากปล่อยให้เราดูชะตากรรมของพวกเขา ห้วงหนึ่ง
-The Diving Bell and The Butterfly – งานภาพของหนังเป็นส่วนทดแทนข้อจำกัดมหาศาลซึ่งมาจากวรรณกรรมอันมีที่มาเกิน กว่าตัวอักษรได้อย่างมหัศจรรย์
สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ผู้กำกับหนังสั้น (ลอยฟ้า , กรุงเทพตอนเย็นๆ)
5 ในหลายสิ่งที่ผมชอบ เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา
1. พุทธธรรม
หนังสือ – นี่คือหนังสือพุทธศาสนาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ชัดเจน เข้าใจง่าย ประเสริฐมาก ผมเพิ่งมีโอกาสได้อ่านครับ
2. ก้านคอคลับ
เพลง – ตัวอย่างของการเขียนเพลงภาษาไทย ด้วยภาษาที่พิถีพิถัน สนุก และร่วมสมัย ด้วยเนื้อหาที่ไม่ซ้ำซาก พอกันที กับการลงประโยคด้วย “ใช่ไหมเธอ” เพียงเพราะมีโน้ตเหลืออีก 3 ตัว
3. ไทยพีบีเอส
โทรทัศน์ – ไม่ได้ดูทีวีไทยมานาน จนได้มาเจอทีวีไทย (ชื่อ) รายการดีๆมีสาระ ต่อเนื่องกันมากมายไม่หยุด อย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน ตกใจเลย
4. บุญชู
ภาพยนตร์ – ดูบุญชูภาคใหม่แล้วน่ารักดี เลยเพิ่งมีโอกาสตามดูบุญชูภาคเก่าๆที่ผมไม่เคยดูเลย (ผมขอโทษ) มีความสุขมากครับ
5. ร้านปู่ยศ ขายของเก่า
สถาน ที่ – อยู่ตรงถนนคนเดิน จังหวัดเชียงใหม่ เจอโดยบังเอิญตามเสียงเพลงโอลดี้ส์ ข้างในมีหินราคาหลายล้าน ขวดใส่น้ำติดป้ายว่าสำหรับคนไม่มีน้ำยา ส่วนหน้าร้านมีป้ายบอกว่า ร้านนี้ขาย ป้ายนี้ก็ขาย (แน่นอน ราคาหลักล้าน) ฯลฯ บรรยายไม่ถูก ต้องเห็นด้วยตาและสัมผัสด้วยใจ ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอลิซอินวันเดอร์แลนด์ แต่ไม่อยากกลับบ้านเลย
คนมองหนัง : บลอกเกอร์ คอลัมน์นิสต์ ไบโอสโคป
หนังสือ, หนัง, ละครทีวี และเพลง ที่ประทับใจในปี พ.ศ. 2551
บทกวีการเมืองของไม้หนึ่ง ก.กุนที
นับ ตั้งแต่ช่วงประมาณเรียนมัธยมปลายมาจนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าชีวิตการอ่านบทกวีของผม เติบโตมาพร้อมกับพัฒนาการในการเขียนบทกวีของ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” อย่างค่อนข้างแนบแน่น
ช่วงเรียนมัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัยปี 1 บทกวีที่น่าตื่นเต้นสำหรับผม คืองานที่เสาะแสวงหาความดีงาม ตั้งคำถามและใส่ใจในประเด็นเรื่องศาสนา ตลอดจนพรรณนาถึงความรักหรือความเหงาของคนในเมืองใหญ่ ดังเช่น งานในยุคต้น ๆ ของไม้หนึ่ง
พอเติบโตขึ้นมาหน่อย ผมเริ่มหันมาสนใจในประเด็นทางปรัชญา, เพศ, หรือเรื่องโพสต์โมเดิร์น เช่นเดียวกันกับงานในยุคกลางของไม้หนึ่งที่ใส่ใจในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว ดูเหมือนผมจะไม่ค่อยเห็นสอดคล้องกับสิ่งที่ไม้หนึ่งเขียนสักเท่าใดนัก ทว่าอย่างน้อย ผมก็ยังสามารถถกเถียงในประเด็นเดียวกันกับเขาผ่านการอ่านบทกวีที่เขาแต่ง ขึ้นมาได้
หลังจากนั้น คล้ายกับว่างานไม้หนึ่งค่อนข้างจะหายไปจากห้วงความรับรู้/ความสนใจของผม กระทั่งหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ไม้หนึ่งซึ่งว่ากันว่าขึ้นไปอ่านบทกวีบนเวทีการชุมนุมของนปก.หรือ นปช. ด้วยในช่วงเวลาหนึ่ง ก็แต่งบทกวีการเมืองที่มีเนื้อหาคมคายและน่าสนใจออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะงานหลายชิ้นที่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของ สังคมไทยอย่างเจ็บแสบและแหลมคม อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลาประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ผมได้กลับมาพบรักกับไม้หนึ่งอีกครั้งหนึ่งผ่านการอ่านบทกวีการเมืองของเขา ในยุคที่การเมืองไทยกำลังสับสนวุ่นวายและคล้ายจะดำเนินไปสู่ความมืดมน
หนังสือรวมบทความ “เพศ: จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ” โดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา และ “หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย: ว่าด้วยการขึ้นมาเป็นศิลปะของภาพยนตร์ในสังคมบริโภค” โดย ธนา วงศ์ญาณณาเวช
งาน เขียนหรือหนังสือรวมบทความของธเนศ วงศ์ยานนาวา/ธนา วงศ์ญาณณาเวช อาจเป็นที่รู้จักกันในวงแคบ ๆ และคงไม่สามารถจะถูกยกสถานะให้กลายเป็นหนังสือขายดียอดนิยมได้ อย่างไรก็ตาม ตรรกะของสังคมบริโภคนั้น ไม่ได้มุ่งสนใจเพียงแค่ว่าสินค้าที่ถูกผลิตจะขายดีหรือไม่ และมีผู้บริโภคซื้อสินค้าเหล่านั้นไปใช้สอย/สอดใส่คุณค่าต่าง ๆ ในจำนวนมากน้อยแค่ไหน แต่ตรรกะสำคัญอีกประการหนึ่งของสังคมบริโภค ก็คือ การมี “ทางเลือก” ในการบริโภค และดูเหมือนตัวของธเนศ/ธนาจะพยายามตอบสนองต่อตรรกะดังกล่าวอย่างจริงจัง ผ่านการผลิตสินค้า/หนังสือที่มีชื่อของตนเองประทับตราอยู่ให้กลายเป็นสินค้า ทางเลือกใหม่ ๆ (ในแง่ของเนื้อหาที่ซับซ้อน ลุ่มลึก และอ่านไม่ง่าย) ในสังคมบริโภคแบบไทย ๆ
หากมองแค่หน้าปกและชื่อหนังสือของ “เพศฯ” และ “หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วยฯ” ก็อาจดูเหมือนว่าประเด็นหลักที่หนังสือนำเสนอเคยปรากฏมาบ้างแล้วในหนังสือ ภาษาไทยบางเล่ม อย่างไรก็ตาม เมื่อลงมืออ่านอย่างจริงจัง เราจะพบได้ว่าสิ่งที่ธเนศ/ธนาเสนอในหนังสือสองเล่มดังกล่าวนั้น ได้สร้าง “ทางเลือก” ทางความคิดที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนให้แก่การพิจารณาประเด็นว่าด้วย เรื่องเพศและหนัง (อาร์ต) ที่เคยดำรงอยู่ในแวดวงการสาธารณสุข ภาพยนตร์ ศิลปะ หนังสือ ตลอดจนวรรณกรรมไทยร่วมสมัย
บทวิจารณ์นวนิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” ในวารสาร “อ่าน” โดย คำ ผกา
หลาย คนอาจประทับใจหรือตื่นเต้นกับคอลัมน์ของคำ ผกาในมติชนสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะในเวลาที่เธอเขียนเรื่องการเมือง อย่างไรก็ตาม ผมกลับรู้สึกไม่ตื่นเต้นกับงานเขียนเหล่านั้นมากนัก (แม้จะชอบและรู้สึกสนุกอย่างมากเวลาอ่านก็ตามที) เนื่องจากเรายังสามารถพบเห็นเงาของนักวิชาการรุ่นใหญ่หลายต่อหลายคนซึ่งส่ง อิทธิพลทาบทับมายังวิธีคิดที่ปรากฏในงานเขียนของเธอ เพียงแต่ภาษาและอารมณ์ขันจิกกัดที่คำ ผกาใช้นั้นมีความจัดจ้านแบบชาวบ้านมากกว่า ดังนั้นงานเขียนของเธอจึงมีเสน่ห์ที่ผิดแผกแตกต่างออกไปจากงานเขียนของนัก วิชาการมือดีทั้งหลาย
สำหรับผม งานเขียนที่น่าประทับใจจริง ๆ ของคำ ผกาในปีนี้กลับเป็นบทวิจารณ์นวนิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” ในวารสาร “อ่าน” เล่มสอง (จริง ๆ แล้ว ผมก็เริ่มประทับใจคำ ผกาเป็นครั้งแรก จากงานวิจารณ์วรรณกรรมไทยของเธอที่เคยปรากฏในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์) แน่นอนวิธีคิดของเธอที่ปรากฏในบทวิจารณ์ชิ้นนี้ก็ยังคงไม่ได้หลีกหนีไปจาก ความคิดและงานเขียนของนักวิชาการรุ่นใหญ่ ๆ (ที่พยายามจะต้านทานหรือเสนอแนะทางเลือกอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือความคิดกระแสหลักในสังคมไทย) มากสักเท่าใดนัก แต่ความพิเศษของบทวิจารณ์ชิ้นนี้ก็คือ อย่างน้อยเราแทบจะไม่ได้เห็นนักวิชาการทางสังคม-มนุษยศาสตร์ที่มีความรู้และ มีเครื่องมือทางทฤษฎีที่ทรงพลังทั้งหลายเข้ามาแสดงบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์ วรรณกรรมไทยร่วมสมัย (ที่อาจเข้าถึงคนอ่านมากกว่างานเขียนของนักวิชาการเหล่านั้น) อย่างจริงจังแต่อย่างใด ดังนั้นงานวิจารณ์วรรณกรรมรางวัลซีไรต์เรื่อง “ความสุขของกะทิ” ของคำ ผกา จึงสามารถช่วยสร้างวิธีการมองโลก/วิธีการวิพากษ์วิจารณ์ที่น่าตื่นเต้นให้ แก่แวดวงวรรณกรรมไทยร่วมสมัยได้อย่างน่าชื่นชม (ในยุคที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นมากนักในแวดวงวรรณกรรมไทยร่วมสมัย)
งานเขียนว่าด้วยหนัง, เพลง, และสังคมการเมือง ของ รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ และ รุ้งรวี & รวีพลอย ในนิตยสารวอลลุ่ม
สำหรับ หลายคน นิตยสารวอลลุ่มอาจเป็นเพียงแค่นิตยสารแฟชั่น/ผู้หญิงรายปักษ์เล่มหนึ่ง ที่มีภาพแฟชั่นอันร้อนแรงทรงเสน่ห์ปรากฏออกมาเป็นระยะ ๆ แต่สำหรับผม วอลลุ่มยังมีดีที่งานเขียนวิจารณ์หนัง, เพลง, และซุบซิบเรื่องสังคมการเมืองของรุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ และรุ้งรวี & รวีพลอย แม้งานของเธอ (ผมเข้าใจเอาเองว่า รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ และ รุ้งรวี & รวีพลอย คืนคน ๆ เดียวกัน) อาจจะไม่ได้มีคุณภาพเลอเลิศและเต็มไปด้วยความคิดอันคมคายเสียทุกชิ้น ทว่างานเขียนหลายชิ้นของรุ้งรวีก็สามารถเปิดมุมมองหรือตั้งคำถาม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการเมืองไทยในช่วงขวบปีที่ผ่านมา ได้อย่างแหลมคมและมีอารมณ์ขัน ซึ่งผิดแผกไปจากการพยายามเขียนเรื่องการเมืองของคอลัมนิสต์คุณภาพในสายงาน วิจารณ์บันเทิงจำนวนหนึ่ง ที่มักจะไม่คมคาย, เกรี้ยวกราดได้แค่กับพวกนักการเมือง และเอ่อล้นไปด้วยอารมณ์ตลกฝืด
หนังสือการ์ตูนชุด 20th Century Boy
ผม รู้สึกว่าประเด็นที่น่าสนใจจริง ๆ ของหนังสือการ์ตูนชุดนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอเรื่องราวว่าด้วยลัทธิ บูชาคลั่งไคล้ใหลหลงเคารพเชื่อมั่นในอภิมนุษย์/อะไรบางอย่างของผู้คนจำนวน มาก จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านลบต่อสังคม, การเมือง, เศรษฐกิจ, และวัฒนธรรม ฯลฯ ตามมา (ซึ่งผมคิดว่าทั้งการ์ตูนและหนังในภาคแรกยังอธิบายความตรงนี้ได้ไม่ละเอียด ประณีตเพียงพอ ว่าทำไมคนญี่ปุ่นและคนทั้งโลกจึงหลงเคารพและหลงเชื่อ “เพื่อน” อย่างหัวปักหัวปำ เพราะอย่างน้อยการถือกำเกิดขึ้นมาของลัทธิฟาสซิสต์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือการบูชาศรัทธา “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” บางอย่าง/บางคนในบางสังคม ก็มีแง่มุมต่าง ๆ ที่มันละเอียดซับซ้อนทั้งในด้านโครงสร้างทางประวัติศาสตร์และจิตใจของผู้คน ที่เป็นผู้กระทำการในแต่ละยุคสมัย ยิ่งกว่าที่การ์ตูนและหนังนำเสนอ) หรือการปฏิวัติโดยคนเล็ก ๆ ผ่านแง่มุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน/วัฒนธรรม เช่น เสียงดนตรี จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ให้แก่สังคมโลกได้ (ซึ่งการ์ตูนก็นำเสนอประเด็นนี้ออกมาในลักษณะที่ค่อนไปทางทีเล่นมากกว่าที จริง)
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผมเห็นว่า 20th Century Boy สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ มีพลัง ชวนขบคิดและตั้งคำถาม กลับเป็นอารมณ์โหยหาอดีตที่ซ้อนทับอยู่กับการหลงลืมและความผิดพลาด (ที่อาจแลดูเล็กน้อย ทว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับบางคน) ในช่วงชีวิตวัยเยาว์ซึ่งส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อชีวิตในช่วงเวลาปัจจุบัน และอนาคต ตามความเห็นส่วนตัวของผม แม้ประเด็นดังกล่าวนี้อาจไม่ได้มีความแปลกใหม่มากมายนัก แต่มันก็มักจะมีพลังอยู่เสมอยามเมื่อปรากฏอยู่ในวรรณกรรมหรือภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง
ป.ล.
การที่ “เพื่อน” สามารถกลายเป็นประธานาธิบดีโลกได้ในผลงานทางด้านวัฒนธรรมอย่างหนังสือ การ์ตูนญี่ปุ่น ย่อมแสดงให้เห็นว่าระบอบการปกครองของญี่ปุ่นกับไทยที่ดูเหมือนจะคล้ายคลึง กันนั้น กลับมีวัฒนธรรมทางการเมืองบางประการที่แตกต่างกันอย่างสำคัญดำรงอยู่
นวนิยายจีนกำลังภายในชุดเล็กเซี่ยวหงส์
ผม อ่านนวนิยายจีนกำลังภายในชุดนี้ครั้งแรกตอนเรียนอยู่ ม.4 ด้วยอารมณ์ดื่มด่ำประทับใจกับบุคลิกวีรบุรุษ/อภิมนุษย์เหนือมนุษย์ทั่ว ๆ ไปของบรรดาตัวละครเอกที่เป็นจอมยุทธทั้งหลายภายในเรื่อง นับตั้งแต่เล็กเซี่ยวหงส์ ไซมึ้งชวยเสาะ ฮวยมั่วเล้า ซีคงเตียะแช หรือหลวงจีนสัตย์ซื่อ นอกจากนี้ ผมยังมีอารมณ์ตื่นเต้นไปกับพล็อตเรื่องเชิงสืบสวนสอบสวนอันซับซ้อนซ่อน เงื่อนคาดเดายากของนวนิยายในแต่ละตอน
อีก 11 ปีต่อมา ผมหวนกลับมาอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในชุดนี้อีกครั้งหนึ่ง การกลับมาอ่านเล็กเซี่ยวหงส์ในรอบที่สอง ทำให้ผมรู้สึกถึงลักษณะเด่นสองประการของนวนิยายชุดนี้ ประการแรก อย่างที่หลายคนคงทราบกันว่านวนิยายชุดเล็กเซี่ยวหงส์รวมทั้งชอลิ้วเฮียงของ โก้วเล้งนั้น ได้รับแรงบันดาลใจอย่างสำคัญมาจากนวนิยายในเชิงสืบสวนสอบสวนของฝรั่งเช่น ชุดเชอร์ล็อค โฮล์มส์ และ เฮอร์คูล ปัวโรต์ เป็นต้น ซึ่งพอมาอ่านนวนิยายชุดเล็กเซี่ยวหงส์อีกครั้งหนึ่ง ผมก็พบว่านวนิยายจีนกำลังภายในชุดนี้มีองค์ประกอบของโครงเรื่องที่เป็น “ฝรั่ง” มาก ๆ กระทั่งเราคงเอ่ยอ้างไม่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเล็กเซี่ยวหงส์มี “ความเป็นตะวันออก” อันผิดแผกและถูกแบ่งแยกอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงจาก “ความเป็นตะวันตก” เหมือนกับที่เรามักจะกล่าวอ้างด้วยสามัญสำนึกกันอยู่บ่อยครั้งว่าหนังหรือ งานศิลปะอื่น ๆ จากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน เรื่อยไปจนถึงญี่ปุ่นหรือเกาหลีนั้น มี “ความเป็นตะวันออก” ที่ลึกซึ้งในเรื่องของอารมณ์และจิตใจยิ่งกว่างานของพวก “ฝรั่งตะวันตก” ประการที่สอง ผมพบว่านวนิยายชุดนี้มีจุดคลี่คลายที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือ สุดท้ายแล้ว ตัวร้ายจริง ๆ ที่แฝงตัวอยู่ในแต่ละตอนของนวนิยายก็คือบรรดาคนกันเองในยุทธภพหรือมิตรสหาย จำนวนหนึ่งของเล็กเซี่ยวหงส์ทั้งนั้น ลักษณะเด่นเช่นนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า “คุณธรรมน้ำมิตร” ในแวดวงชาวยุทธของนวนิยายกำลังภายใน อาจไม่ได้หมายถึง คุณธรรม จริยธรรม และมิตรภาพ อันดีงามสูงส่งและมั่นคงตายตัวเสมอไป ทว่าคุณธรรมน้ำมิตรดังกล่าวสามารถจะถูกบิดผันเปลี่ยนรูปและส่องสะท้อนให้ เห็นว่า “นรก” ไม่ใช่คนอื่น หากแต่คือพวกเรากันเองนี่แหละ ได้อยู่ตลอดเวลา
หนังที่ประทับใจในปี 2551
องค์บาก 2 หนังบู๊ที่มีโครงสร้างบทที่แข็งแรงเป็นระบบระเบียบมาก ๆ ตามความเห็นส่วนตัวของผม โดยโครงสร้างของบทภาพยนตร์ดังกล่าวก็แสดงให้เห็นถึงลักษณะอันหลากหลายของ “อำนาจ” ได้อย่างน่าสนใจ (ผมจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง)
สะบายดี หลวงพะบาง เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในอุษาคเนย์ ผ่านความสัมพันธ์ของคนเล็ก ๆ สองคนได้อย่างน่ารักและน่านำไปขบคิดตีความต่อ ท่ามกลางบริบทในโลกแห่งความเป็นจริงที่ประเด็นชาตินิยมจากกรณีปราสาทเขาพระ วิหารกำลังลุกไหม้เผาผลาญความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างน่ากลัวและ น่าเสียใจ
สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์ หนังตลกที่สนุกมาก ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาบรรดาตลกคาเฟ่มืออาชีพแต่อย่างใด นอกจากนี้หนังก็แฝงประเด็นเรื่องชนชั้นไว้ด้วยอย่างน่าสนใจ แม้ว่าการนำเสนอประเด็นดังกล่าวจะดำเนินไปในลักษณะหยิกแกมหยอก ไม่ใช่การมุ่งถอนรากถอนโคนอย่างจริงจังก็ตามที
กอด ตลอดรายทางของหนังเรื่องนี้ ผู้กำกับและผู้เขียนบทคือคงเดช จาตุรันต์รัศมีได้แอบพูดถึงบรรยากาศทางการเมืองไทยในช่วงปี 2549-2550 ไว้อย่างต่อเนื่องชวนขบคิด (แม้อาจไม่ได้เป็นระบบระเบียบมากนัก) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สำหรับในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกระแสหลักแล้ว คงเดชอาจถือเป็นผู้กำกับหนังเพียงคนเดียวที่ใส่ใจกับบริบททางการเมืองไทยใน ยุคร่วมสมัย (กับท้องเรื่องของหนังเรื่องนั้น ๆ) อย่างจริงจัง
No Country for Old Men หลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าไม่ใช่คนแก่ทุกคนที่จะไร้ที่ยืนหรือที่อยู่บนโลกใบนี้ แต่ผู้ที่จะไร้ที่ยืนหรือที่อยู่บนโลกนี้ก็คือมนุษย์ (ไม่ว่าจะแก่หรือไม่แก่) ที่รู้สึกท้อแท้ ห่อเหี่ยว และหมดหวัง กับความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์และสันดานดิบอันดำรงอยู่เคียงคู่กับ มนุษยชาติมาทุกยุคทุกสมัยต่างหาก เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่คุณเริ่มรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นวิกฤตไปเสียหมด และคุณหมดกำลังใจจะรับมือกับมัน เซลแมนขายวิกฤตอย่างคุณก็ย่อมจะถูกมันกัดกร่อนกลืนกินจนตายทั้งเป็นในอีกไม่ ช้าไม่นาน
Burn after Reading หนังที่แสดงให้เห็นว่าอำนาจรัฐนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาอำนาจ ต่าง ๆ ซึ่งเข้ามาครอบงำจัดการกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมร่วมสมัย
Alice in the Land หนังพูดถึงชีวิตของคนเล็กคนน้อยที่ต้องเอาชีวิตรอดด้วยการแอบอิงตนเองเข้า กับระบบเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์อันตัดผ่านรัฐ-ชาติและเส้นแบ่งเขตแดนที่ถูก สร้างขึ้นมาในยุคสมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกันกับความเชื่อและพิธีกรรมของชนพื้นเมืองดั้งเดิม ณ ทวีปอเมริกาใต้ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการตัดแบ่งรัฐ-ชาติ ได้อย่างเรียบง่ายและน่าสนใจ
Years when I was a Child Outside หนังบอกเล่าเรื่องราวห้วงชีวิตภายในความทรงจำของปัจเจกบุคคลซึ่งบิดผันไปตาม บริบท/โครงสร้างภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าสนใจและมีเสน่ห์
Eat, For This is My Body หนังบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างเจ้าอาณานิคมกับผู้คนพื้น เมืองในดินแดนอาณานิคม รวมทั้งสภาวการณ์ในยุคหลังอาณานิคมได้อย่างซับซ้อน (มีหลากหลายมิติ) สนุก และชวนขบคิด
ละครโทรทัศน์จักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องสังข์ทอง
นี่ อาจถือเป็นละครโทรทัศน์แห่งปีอีกเรื่องหนึ่ง เพราะอย่างน้อยละครเรื่องนี้ก็ออกแพร่ภาพครั้งแรกในช่วงเสาร์-อาทิตย์สุด ท้ายของเดือนธันวาคม 2550 และมาอวสานลงเมื่อวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2551 ด้วยความยาวรวมทั้งสิ้นกว่า 100 ตอนเห็นจะได้
ถ้าเทียบกับละคร จักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องอื่น ๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “สังข์ทอง” อาจถือเป็นละครที่มีความยาวสูงสุด อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของมันกลับไม่ได้มีความเข้มข้นหรือทำการหยอกล้อกับบริบททางสังคม -การเมืองในยุคร่วมสมัยอย่างน่าตื่นเต้นที่สุด หากเปรียบกับละครที่มาก่อนอย่าง “เกราะกายสิทธิ์” หรือ “พระทิณวงศ์” รวมทั้งละครที่มาทีหลังอย่าง “เทพสังวาลย์”
แต่ถึงกระนั้น สังข์ทองฉบับปี 2551 ก็มีสิ่งที่น่าสนใจแฝงอยู่มิใช่น้อย ทั้งการที่ละครถูกยืดยาวและด้นวนเวียนอยู่กับมุขตลกว่าด้วยเงาะป่าหรือหกเขย และการสร้างเรื่องต่อเติมจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 (ที่ผู้สร้างละครทำการอ้างอิง) ไปมากมายพอสมควร ซึ่งส่งผลให้ละครเรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบอย่างมากมายในเว็บบอร์ ดบางแห่ง ทว่าลักษณะที่ดูเหมือนจะเป็นแง่มุมอันอ่อนด้อยออกทะเลดังกล่าวของสังข์ ทองกลับแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงลักษณะการเผยแพร่นิทานพื้นบ้านไทยตลอดจนการ แสดงละครพื้นบ้านต่าง ๆ ในรูปแบบมุขปาฐะ ที่เรื่องราวของนิทานและละครเหล่านั้นจะถูกด้นหรือต่อเติมไปได้อย่างไม่รู้ จบตามความคิดสร้างสรรค์ของผู้เล่า/ผู้แสดง จนกระทั่งเรื่องราวของนิทาน/ละครพื้นบ้านเหล่านั้นไม่ได้เดินทางไปถึงจุดจบ อย่างง่ายดายนัก หากแต่กลับถูกผลิตซ้ำและสรรค์สร้างเรื่องราวเพิ่มเติมไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด จนไม่มีนิทานพื้นบ้านหรือวรรณคดีชิ้นใดที่มีสถานะเป็นต้นฉบับมาตรฐานแต่ เพียงหนึ่งเดียว ดังนั้น การที่มีผู้โจมตีผู้ผลิตละครเรื่องนี้ว่ากระทำการอันหมิ่นต่อพระราชนิพนธ์ ของรัชกาลที่2 จึงเหมือนเป็นการกล่าวโทษที่ไม่เข้าใจถึงลักษณะบางอย่างของวรรณคดีไทยหรือ นิทานพื้นบ้านซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านกระบวนการมุขปาฐะ อันนำมาซึ่งการไร้สถานะของ “ความเป็นต้นฉบับ” หรือ “ความเป็นของแท้ดั้งเดิม” เพราะแม้กระทั่งพระราชนิพนธ์สังข์ทองของรัชกาลที่ 2 เองก็มีที่มาจากนิทานชาดกในยุคก่อนหน้านั้นเช่นกัน
นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตละครสังข์ทองสามารถอ้างบทพระราชนิพนธ์ของกษัตริย์ในอดีตและนำ เรื่องราวดังกล่าวมาดัดแปลงต่อเติมได้ ก็แสดงให้เราเห็นว่าวิธีการต่อสู้/ดัดแปลง/พลิกแพลง/ฉวยใช้ความคิดกระแสหลัก ของสังคมที่มีสถานะสูงส่งแตะต้องไม่ได้นั้นยังคงมีอยู่อย่างมากมาย แต่อาจถูกซ่อนแฝงไว้ในพื้นที่ที่เราคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไป
สำหรับ เนื้อหาที่ถูกยืดยาวของสังข์ทองนั้น ผมกลับคิดว่ามีความน่าสนใจแฝงอยู่ เช่น อย่างน้อยเส้นเรื่องของละครก็ไม่ได้ดำเนินไปอย่างง่ายดายไร้ความสลับซับซ้อน เช่นในวรรณคดีฉบับพระราชนิพนธ์ เพราะในละครเรื่องนี้ กว่าที่พระสังข์จะได้พบกับพระบิดาพระมารดาและสามารถครองรักกับนางรจนาได้ อย่างมีความสุข เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับทุกข์ภัยสาหัสมากมายจากน้ำมือของเหล่าตัวร้ายที่ผู้ สร้างละครสร้างบทบาทขึ้นมาใหม่ กระทั่งต้องทนทรมานถูกเผาผลาญโดยไฟนรก ซึ่งพระอินทร์ในเรื่องก็ให้เหตุผลว่าพระสังข์ต้องชดใช้กรรมเก่าที่ตนเองก่อ ไว้ (เพราะเคยทำร้ายจิตใจแม่บุญธรรมที่เป็นยักษ์อย่างนางพันธุรัตจนถึงแก่ความ ตายและกลั่นแกล้งทำร้ายร่างกายหกเขย) เสียก่อนที่จะได้พบกับความสุขในเบื้องท้าย ขณะเดียวกัน การเพิ่มเติมบทบาทและสีสันให้กับหกเขยและหกพระพี่นางของนางรจนา ก็ให้ภาพการแย่งชิงอำนาจและความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ/ราชสำนักได้อย่างน่า สนใจ ตลกขบขัน และสนุกสนานอยู่ไม่น้อย
งานเพลงโฟล์คซองสามชุดของมาโนช พุฒตาล
เนื้อหา ของงานโฟล์คซองที่ดำเนินผ่านการร้องเพลงสลับกับการพูดเล่าเรื่องของมาโนช พุฒตาลทั้งสามชุดนี้ (ในชุดที่สอง มีสมพงษ์ ศิริวิโรจน์ มาร่วมงานด้วย) อาจมีความลุ่มลึกคมคายหรือมีความเป็นขบถ (ผ่านการตั้งคำถามอันแหลมคมรุนแรง) น้อยลงกว่าผลงานชุด “ในทรรศนะของข้าพเจ้า” อย่างเห็นได้ชัด เช่น “อยู่อยุธยา” ก็ดูเหมือนจะเป็นงานที่พยายามโหยหาอดีตด้วยอารมณ์โรแมนติกและค่อนข้างมีอคติ ต่อสังคมบริโภค/ทุนนิยมมากพอสมควร ขณะที่เรื่องเล่าใน “เชนมีคู่หูเป็นลิง” ที่เริ่มต้นขึ้นมาอย่างน่าตื่นเต้นและน่าสนใจก็ค่อย ๆ ถูกลดทอนให้กลายเป็นเรื่องของการแบ่งขั้วง่าย ๆ ระหว่างป่า/ธรรมชาติอันงดงามสูงส่งกับเมืองและคนเมือง/นักการเมือง (ทั้งในและนอกสภา) ที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวและเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาในตอนท้าย
แต่ ถึงที่สุดแล้ว คนฟังทั้งหลายก็ยังน่าจะได้สัมผัสถึงความไพเราะของเสียงดนตรีอันเรียบง่าย และความสามารถอันสูงส่งในการเป็นนักเล่าเรื่องของมาโนช พุฒตาลที่ปรากฏอยู่ในผลงานทั้งสามชุดดังกล่าว
คนมองหนัง
MERVEILLESXX :นักวิจารณ์ คอลัมนิสต์ นิตยสาร BIOSCOPE
http://merveillesxx.bloggang.com
10 หนังแห่งปี 2008
by merveillesxx
10. Modern Life (2008, Raymond Depardon, France)
สารภาพ อย่างตรงไปตรงมาว่าปกติไม่ค่อยอินกับหนังแนวภูธรหรือหนังสะท้อนความยากลำบาก ของชนชั้นล่างนัก แต่รู้สึกติดตราตรึงใจกับหนังเรื่องนี้เพราะมันถ่ายภาพสวยมาก (ทั้งที่จริงๆ ก็เป็นการตั้งกล้องนิ่งๆ เท่านั้น) หนังสารคดีเรื่องนี้สัมภาษณ์เหล่าเกษตรกรที่สะท้อนในเราเห็นว่าวิถีชีวิตแบบ กสิกรรมกำลังจะล่มสลายในไม่ช้า ฉะนั้นยิ่งภาพสวยมากเท่าไรมันก็ยอกย้อนถึงความเศร้ามากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายที่กล้องค่อยๆ ถอยออกมาจากหมู่บ้านนั้นพร้อมกับภาพพระอาทิตย์ตกดินอันแสนสวยงาม
9. Water Lilies (2007, Celine Sciamma, France)
ถ้า พูดถึงหนังสำรวจผู้หญิง แคทเธอรีน เบรลญาต์ คงทำไปมากแล้ว (หรืออาจจะมากเกินไปเสียด้วย) หนังที่ได้ฉายาว่าร่างทรงของเบรลญาต์เรื่องนี้ไม่ได้พยายามทำตัวให้แรงหรือ ฉลาดแต่อย่างใด ตรงกับข้ามนี่มันคือ American Pie ภาคฝรั่งเศสด้วยซ้ำ คือการว่าด้วยการฝ่าฟันความอยากรู้เห็นทางเพศของวัยรุ่น เพียงแต่ตัดความตลกเปรอะเื้ปื้อนทิ้ง และมุ่งสำรวจทางจิตวิทยาแทน หนังเต็มไปด้วยฉากน่าจดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่นางเอกขุดคุ้ยขยะของหญิงสาวที่เธอแอบมาสำรวจ ดม และกิน, ฉากเซ็กซ์ระหว่างทั้งสองที่เหมือนฉากฆาตกรรม และฉากเอาคืนของสาวอวบในตอนท้าย นอกจากนั้นเพลงประกอบของหนังยังเพราะสุดๆ
8. Wall E (2008, Andrew Stanton, USA)
ห่าง เกินกับ Pixar มานานพอสมควรทีเดียว เพราะไม่ได้ดูทั้ง Cars และ Ratatouille ไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก แต่เพียงแค่ 15 นาทีแรกก็ทำเอาแทบไม่กะพริบตาแล้ว ปกติเป็นคนไม่ได้หลงใหลในซีจีนัก แต่โลกเวิ้งว้าง Wall-E ทำให้รู้สึกทึ่งกับเทคโนโลยีนี้จริงๆ จุดที่ชอบคือหนังพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกทั้งสองได้อย่างละเอียดอ่อน มาก จนเรารู้สึกคล้อยตาม และลุ้นอย่างสุดตัว แม้ว่าจะรู้สึกติดขัดกับช่วงหลังของหนังบ้าง แต่ก็ควรบอกไว้ว่านี่เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ผมลุ้นให้มันจบอย่างแฮปปี้เอน ดิ้ง และคงไม่ให้อภัยผู้สร้างหากมันจบทำร้ายจิตใจคนดู
7. In the City of Sylvia (2007, Jose Luis Guerin, Spain)
นี่ คือหนังที่ดูแล้วรู้สึกตื่นเต้นระทึกใจมากที่สุดในรอบหลายปี (แม้แต่ฝรั่งที่นั่งข้างๆ ในโรงจะหาวตลบเกือบ 85 ครั้งก็ตาม) หนังให้เราติดตามผู้ชายคนหนึ่งที่มาตามหาหญิงสาวที่ชื่อซิลเวียเป็นเวลา 3 วัน ตลอดเรื่องของหนังมีแต่การเดิน เดิน เดิน และการแช่กล้องนิ่งๆ จับคนหรือวัตถุต่างๆ นี่คือหนังที่ทำให้เราจำได้ว่าการเฝ้ามองนั้นมันงดงามเพียงใด คู่รักที่กำลังทะเลาะกัน สาวเสิร์ฟที่เก็บกดอารมณ์ของตนเอง หญิงสาวที่ทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ หรือกระัทั่งแก้วน้ำที่ล้มลง สิ่งเหล่านี้ดูมีชีวิตและน่าจดจำมากกว่าพระเอกนางเอกที่สวยหล่อราวรูปวาด เสียอีก แต่ก็ปฏิเสธไม่้ได้ว่าทั้งสองน่ามองน่าชมจริงๆ โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนจอภาพยนตร์
6. Vicky Christina Barcelona (2008, Woody Allen, Spain-USA)
หลาย ปีก่อนผมเคยตัด Match Point ออกจากท็อปเท็นของตัวเองอย่างเสียดาย แต่มาปีนี้ถึงเวลาที่ผมจะบรรจุหนังของ วู้ดดี้ อัลเลน ไว้อย่างไม่ต้องคิดซ้ำสองเสียที Vicky เป็นอย่างที่สนุก ตลก น่ารัก มีเสน่ห์ และฉลาด (สุดๆ) ไปพร้อมกัน ประเด็นของหนังทั้งรักรักสามเส้า, เซ็กซ์ และความสัมพันธ์หลายผัวเมีย (Polygamy) เป็นสิ่งที่รู้สึกอินสุดๆ พูดได้เลยว่านี่เป็นตัวแทนหนังที่สะท้อนชีวิตของผู้คนในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างดีเยี่ยม และต้องสารภาพบาปไว้เสียตรงนี้ ใครต่อใครอาจเทิดทูนการแสดงของ เพเนโลปี ครูซ (ซึ่งผมปลื้มเธอมาจาก Elegy) อย่างไรก็ดี สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน คือสิ่งที่สุดยอดในหนังเรื่องนี้สำหรับผมอยู่ดี
5. A Christmas Tale (2008, Arnaud Desplechin, France)
ตอน ดูหนังจบใหม่ๆ ก็รู้สึกว่ามันพยายามที่ทำตัวฉลาดไปหน่อย แต่มาคิดดูอีกที เฮ้ นี่มันหนังฝรั่งเศสนี่นา จะมีประเทศไหนทำหนังแนวปัญญาชนได้ดีกว่าเมืองน้ำหอม หนังว่าด้วยครอบครัวใหญ่ที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง สิ่งที่ดีคือหนังไม่ได้เชิดชูความรักเชิงครอบครัวเท่าไร เพราะหลายตัวละครในเรื่องนี้เกลียดกัน และความเกลียดชังก็ถูกถ่ายทอดอย่างซับซ้อนมากๆ ด้วย ชอบที่หนังไม่เลือกจบอย่างเพ้อฝัน แต่จบแบบสมจริงและวิทยาศาสตร์เอามากๆ ที่สำคัญต้องขอกราบเท้าการแสดงอันน่าทึ่งของ เอมมานูเอล เดโวส์ และ มัลธิเออ อัลมาริค ไว้ด้วย โดยเฉพาะฝ่ายแรกที่ไม่ได้ทำอะไรเฮี้ยนๆ เลย แต่ดูมีของสุดๆ
4. The Mist (2007, Frank Darabont, USA)
หลาย คนอาจด่าที่ แฟรงค์ ดาราบองต์ ยังหากินอยู่กับนิยายของ สตีเฟ่น คิง ไม่เลิกรา แต่บางทีเขาก็คงเป็นคนที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดกระมัง สิ่งที่โดนใจมากๆ คือ คิดว่าสัตว์ประหลาดในหนังไม่ได้น่ากลัวเท่าไรหรอก แต่สิ่งที่น่ากลัวคือเรื่องของพื้นที่ปิด สถานการณ์บีบคั้น และการกระทำของมนุษย์ หนังมันเค้นเรื่องความชั่วร้ายของมนุษย์ออกมาได้เข้มข้นจริงๆ หลายคนอาจพูดถึงฉากจบอันอื้อฉาวของมัน (ซึ่งที่จริงแล้วผมคิดว่ามันดูจงใจไปหน่อย แต่ก็ชอบมันอยู่ดีในแง่ความกล้า) แต่สิ่งที่น่าคิดคือ การที่เรารู้สึกสะใจกับสิ่งที่เกิดกับตัวละครของ มาร์เซีย เกรย์ ฮาร์เดน พอๆ กับการตัดสินใจของ นิโคล คิดแมน ในหนังเรื่อง Dogville
3. There Will Be Blood (2007, Paul Thomas Anderson, USA)
ไม่ เสียแรงที่ตั้งความหวังไว้อย่างสูงส่ง ผู้กำกับสุดหล่อคนนี้ำไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ หลายคนอาจสนุกในการตีความเรื่องทุนนิยมและศาสนา แต่สำหรับผมแค่ดูพัฒนาการของตัวละครในเรื่องก็ขนลุกพอแล้ว ดูหนังเรื่องนี้เหมือนความร้อนที่ทวีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ การปะทะกันของ แดเนียล เดย์-ลูอิส และ พอล ดาโน่ ก็น่ากลัวมากๆ หนังทำสำเร็จในการปูทางไปสู่ตอนจบที่รุนแรง หลอกหลอน ชนิดผ่านไปหลายวันหน้าของลุงลูอิส ‘แอม ฟินิช’ ก็ยังติดตา ความเจ๋งของหนังยังอยู่ที่เพลงประกอบฝีมือ จอนนี่ กรีนวู้ด ณ Radiohead ซึ่งรายนี้ก็ไม่เสียแรง (เหมือนกัน) ที่อุตส่าห์ติดตามมาตลอด
2. Summer Hours (2008, Olivier Assayas, France)
ดู หนังของอัสซายาสมาหลายเรื่อง ยอมรับว่าเขาเป็นผู้กำกับที่น่าสนใจและทำหนังหลายแนวเก่งดี แต่ไม่ค่อยอินกับหนังของเขาเท่าไรนัก (ซึ่งเขาก็คงตั้งใจ) แต่ Summer Hours เป็นหนังที่สะเทือนใจมากๆ โดยที่ไม่ต้องมีการเร้าอารมณ์อะไรเลย หนังเป็นเหมือนด้านตรงข้ามของ A Christmas Tale ที่พูดเรื่องครอบครัวเหมือนกัน แต่ไม่ต้องใส่ความเป็นปัญญาชนมากนัก แต่ทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์อย่างเราๆ หนังเศร้ามากตรงที่พูดเรื่องความล่มสลายของสถาบันครอบครัวแบบเก่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้ แต่สิ่งที่ดีคือหนังไม่ได้พูดในเชิงฟูมฟาย แต่มองว่าเป็นเพียงการผลัดเปลี่ยนในอีกวาระหนึ่ง (อนึ่ง นี่เป็นหนังที่ ความสุขของกะทิ ควรไปศึกษาว่าทำ ‘หนังคนรวย’ อย่างไรไม่ให้น่าหมั่นไส้)
1. Let the Right One In (2008, Tomas Alfredson, Sweden)
เป็น หนังที่เริ่มต้นมาแค่ 30 วินาทีก็รู้เลยว่าต้องชอบ หนังใช้ประโยชน์ของบรรยากาศแถบแสกนดิเนเวียอย่างคุ้มค่า หิมะขาวโพลน ความหนาวเหน็บ ความหลอกหลอน จุดน่าสนใจอยู่ที่ส่วนผสมระหว่างหนังหลายแนวอยู่ในเรื่องเดียวกัน ทั้งหนังก้าวผ่านวัย, หนังแวมไพร์ และหนังโรแมนติก ซึ่งหนังก็ทำได้ดีทุกส่วน แล้วก็ชอบที่หนังเล่นประเด็นของความเป็นคนนอก (เด็กที่ถูกรังแก/แวมไพร์/เกย์) กับเรื่องของความคลุมเครือทางเพศไปพร้อมกัน เหนืออื่นใดนี่เป็นหนังศิลปะที่ดูและเข้าถึงได้ง่ายมาก โดยเฉพาะตอนจบที่เป็นการ “ให้คนดูเห็นในสิ่งที่อยากเห็น” ซึ่งก็ทำได้อย่างมีรสนิยมและน่าจดจำ
MER MOVIE AWARDS 2008
Film of the Year: Let the Right One In
Short Film of the Year : เกมผีปากกา (วีระศักดิ์ สุยะลา)
Scene of the Year: น้องว่านเก็บบอร์ด – ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น
Performance of the Year: Heath Ledger in The Dark Knight
Guilty Pleasure of the Year: My Blueberry Nights
Discovery of the Year: Sombre (1998, Philippe Grandrieux)
Overrated Film of the Year: The Dark Knight / Juno
Underrated Film of the Year: The X-Files: I Want To Believe
นฆ ปักษนาวิน : ร้านหนัง(สือ) ๒๕๒๑, นักเขียน
ของเราเป็นรายการทอปเทนที่มั่วๆมิกซ์ๆ
1. ข้อความโรแมนติกที่สุดแห่งปี “ผมยินดีมอบศักยภาพที่ผมมีทั้งหมด เพื่อให้คุณมุกหอมเขียนหนังสือต่อ”
บทสัมภาษณ์อนุสรณ์ ติปยานนนท์ ใน GM ตอนหนึ่ง ผู้ถามกล่าวว่าคุณมุกหอมจะเลิกเขียนหนังสือ”
2. ถ้อยคำจี๊ดใจที่สุดแห่งปี “อย่าชี้นำหรือแทรกแซงความคิดของผู้อ่าน นักเขียนทำหน้าที่เพียงบรรยายไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดการเปลี่ยนไปของความหมายจะเกิดขึ้นได้เอง”
จากเรื่อง สั้น the window ในเล่ม elephant vanished ของมูราคามิ ผมจำข้อความไม่ได้ หนังสือไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย แต่ความหมายคงเป็นแบบนั้น
3. หนังในดวงใจที่ได้ดูในปีนี้ seagull restaurant (Kamome shokudo) หนังสร้างมาจากนวนิยายของYoko mure
หน้า หนังดูป๊อบและฟูมฟาย แต่ดูจบแล้วก็นึกรักในทันที เป็นหนังญี่ปุ่นแต่ถ่ายที่ฟินแลนด์ หนังมีส่วนผสมระหว่างบุคคลิกที่ดูเหมือนเฉยชาของคนญี่ปุ่น บวกกับความนิ่งเงียบหน้าตายของคนฟินแลนด์ อารมณ์ขันร้ายๆ ตัวละครจำกัดในสถานีจำกัด (เกือบทั้งเรื่องอยู่ในร้านอาหาร) ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดเป็นวิธีโรแมนไทซ์เรื่องเล่าที่น่าสนใจมากสำหรับผม
4. รวมเรื่องสั้น ที่อื่น ของ กิตติพล สรัคคานนท์ ไม่ย้อนคืน ของอุทิศ เหมะมูล
แสงสุดท้ายแห่งจักรวาล ของนิวัติ พุทธประสาท วันเวลาล่วงผ่านอุโมงค์ ของวิภาส ศรีทอง
ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรมตรอม ของภานุ ตรัยเวช ถือเป็นหมุดหมาย สีสัน และความหวังของเรื่องสั้นไทย
ในปี 2008ครับ แถมอีกเล่ม เหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง -เรวัตร
5. รวมบทกวีที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ใกล้กาลนาน อุเทน มหามิตร
ขณะอ่านลองสังเกตปฏิกิริยาโต้ตอบกันระหว่างบทกวีกับคุณเอง
6. เรื่องสั้นที่ดีที่สุดในช่อการะเกด เรื่องเล่าไม่มีชื่อ
ทำให้เห็นว่าคุณสุชาติยังคงไม่ล้าสมัย เล่มหลังๆ ขอแบบนี้เยอะๆนะครับ
7. ข่าวดีสุดในวงการวรรณกรรมแปล love in a time of cholera ของมาเกซ กำลังจะได้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว?
8. และชุด กิมเพลคนโง่ สนพ นาคร ที่แปลออกมาแล้วในปีนี้ เป็นเล่มที่ควรบอกต่อมาที่สุด
9. ข่าวร้ายที่สุดในปีก็มีครับ แดนอรัญ แสงทอง กำลังจะเลิกเขียน fiction แล้ว?
10. ข้อความแทงใจดำ(อันนี้ส่วนตัว)ที่สุดแห่งปี
“(ทำหนัง)เสร็จแล้วก็กลับพม่าไปด้วยกันดีมั้ย” และหนังได้เกรด Z สำหรับหนังที่เลวที่สุด-ดูไม่รู้เรื่อง
เป็นคำวิจารณ์ของหนังทดลองเรื่องแรกของผม Burmese Man Dancing
ผู้วิจารณ์เป็นกลุ่มคนทำหนังสั้นที่ผมชอบครับ หนังของพวกเขามีสิ่งที่น่าสนใจและมันตลกมาก
เป็นบทวิจารณ์นี้ที่ผมน้อมรับครับ
นลัท ตั้งพรพิพัฒน์ กองบก. ไบโอสโคป
อันดับหนังสือที่อุตสาห์ไปหามาไว้ในครอบครองแต่ยังไม่ยอมอ่านซะที
1 สาวทรงเสน่ห์ โดย เจน ออสเตน แปลโดย จูเลียต
2 One Hundred Year of Solitude โดย Gabriel García Márquez
3 นิตยสาร Believer
4 ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต โดย มิลาน คุนเดอรา
5 แล่เนื้อเถือหนัง โดย ประชา สุวีรานนท์
6 The History of Sexuality โดย Michel Foucault
7 จุดจบแห่งจินตนาการ โดย อรุณธตี รอย
8 In the name of the rose โดย Umberto Eco
9 ดังนั้นพูดซาราธุสตรา :พระเจ้าตายแล้ว โดย นิทซ์เช่ แปลโดย ศัลก์ ศาลยาชีวิน
10 The Paris Review Book: of Heartbreak, Madness, Sex, Love, Betrayal, Outsiders, Intoxication, War, Whimsy, Horrors, God, Death, Dinner, Baseball, Travels, the Art of Writing, and Everything Else in the World Since 1953
นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ : THIRD CLASS CITIZEN, ผู้กำกับภาพยนตร์สั้น (PARALYZED CIRCUS)
TOP 10 ความทรงจำที่ผุดขึ้นมาได้ อะไรผุดขึ้นมาก่อน ถือว่าติดอันดับ รับรองว่ามีการตกหล่นแน่นอน หนังต้นปีก็ลืมไปหลายเรื่องทีเดียว
1. ทุกเรื่องของวีระศักดิ์ สุยะลา – ทำให้ได้ทบทวนว่าการทำหนัง เราทำไปเพื่ออะไร
2. IN THE CITY OF SYLVIA (ผู้กำกับที่ชื่อจำยากๆ) – โดนใจชายฉกรรจ์วัยขบเผาะ ที่หลงใหลสาวที่เจอตอนไปเที่ยวเมืองนอก
3. Control (แอนตอน คอร์จบิน) – ไม่ชอบอะไรเลยในหนัง ชอบแต่ความสัมพันธ์ของเอียน เคอติส และ แอนนิก ออโนเร่
4. กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี) – มันไม่ใช่เรื่องของแขน
5. You, the living (รอย แอนเดอร์สสัน)- โรงถ่ายของรอย แอนเดอร์สสัน คือ สวนมหัศจรรย์สำหรับผม
6. Skywalk is gone (ไฉ้หมิงเลี่ยง) – หนังสั้นของไฉ้หมิงเลี่ยง ที่ทำให้ชอบไฉ้หมิงเลี่ยง ได้ดูครั้งแรกตอนเวิล์ดฟิล์มเมื่อสี่ปีก่อน แต่เพิ่งหาโหลดมาดูได้อีกครั้ง ดูแล้วรักกว่าเดิม เหมือนตัวละครทุกตัวในเรื่องเป็นเพื่อนเรา เพราะเราได้รู้จักพวกเขาผ่านหนังเรื่องอื่นๆ แล้ว เช่น what time is it there และ wayward cloud
7. Mourning Forest (นาโอมิ คาวาเสะ)- กว่าชีวิตจะดูหนังคาวาเสะรู้เรื่อง ก็มาเรื่องนี้ ฉากเสียงเฮลิคอปเตอร์ คือ รางวัลสำหรับการเดินทางครั้งนี้
8. Gimme Shelter (พี่น้องเมเซิ่ล) – ทำให้รักยุค 60 และ woodstock
9. Tokyo Olympiad (คอน อิชิกาว่า) – โอลิมปิคแบบดราม่าญี่ปุ่น + ภาพฟุตเทจทรงคุณค่าดูเพลินตา
10. แสนนาน (ทศพล บุญสินสุข) – ผมกับผู้กำกับคนนี้ กำลังเห็น UFO ลำเดียวกัน
TOP 4 ‘ช่วยกูด้วย’
1. HEADLESS WOMAN
2. OTTO
3. ฝัน หวาน อาย จูบ
4. ซอยคาวบอย
Top Ten ของ Jesse James ประจำปี 2008 คอลัมน์นิสต์ กลแสง,ไบโอสโคป
คละหนังเก่าใหม่ แต่ทั้งหมดล้วน (เพิ่ง) ได้ดูในปีที่ผ่านมา
1. Let The Right One In
ทไวไลท์ โปรดหลบไป นี่คือหนังรักมนุษย์ + แวมไพร์ ที่เจ๋งสุดในรอบปีนี้ .. ลองนึกภาพ “แฟนฉัน” + “รักแห่งสยาม” + หนังแวมไพร์ ผสมบรรยากาศหนังยุโรปที่เนิบช้าซึมลึกเข้าไปในหัวใจ .. เขย่าออกมาเป็น Let The Right One In ที่เราอยากให้คุณได้ดูกัน !!
2. Rec
สยอง สุดขั้ว !!! นานมาแล้วที่ไม่ได้ดูหนังสยองจนนอนไม่หลับแบบนี้ ! เป็นหนังสยองที่ไม่ประนีประนอมแก่คนดู ไม่มีเวลาให้พักหายใจ ไม่มีแม้แต่มุขตลกขำขันให้เราได้ผ่อนคลาย หลังผ่านสิบนาทีแรกไป เราพลันถูกดึงให้ลงสู่นรกขุมโหดร้ายที่สุดโดยไม่รู้ตัว !
3. Sukiyaki Django Western
ทาคาชิ มิอิเกะ + เซอร์จิโอ เลโอเน่ + โยยิมโบ สมการนี้จะทำให้เกิดหนังคาวบอยบ้าหลุดโลกเรื่องนี้ขึ้นมา !
4. Sholay ( ค.ศ. 1975)
หนัง คาวบอยแดนภารตะ ยืนยงเหนือกาลเวลาด้วยความสนุกครบรส มัน – ฮา – เศร้า – ซึ้ง อัดเต็มเหยียดกว่าสามชั่วโมง แค่เห็นอมิตาป บาจัน ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ วาดลวดลายซัดผู้ร้ายมอบราบคาบแก้วก็คุ้มแล้ว !!
5. เชลยศักดิ์ ( พ.ศ. 2524)
ก่อน จะกลับมาเป็นละครอีกครั้งในปีหน้านี้ (ช่องสามนำเสนอ) เราขอแนะนำฉบับภาพยนตร์ที่มีทูน หิรัญทรัพย์ รับบท ร้อยตรี โยธิน อัศวรักษ์ นายทหารหนุ่มอดีตเสรีไทย ผู้จำยอมรับข้อเสนอเป็นเชลยในเรือนของหม่อมราชวงศ์ อลิสา สันตติวงษ์ โดดเด่นเหนือกาลเวลาด้วยการแสดงของทีมดารานำ , ทิวทัศน์เมืองเหนืองามจับตา และขอให้จับตา เพ็ญพักต์ ศิริกุล ในวัยสาวสะพรั่ง !!
6. The Searcher ( ค.ศ. 1956)
จอห์น เวย์น เป็นคาวบอยทั้งในและนอกจอ ใครบางคนแอบนินทาว่า ดาราใหญ่ผู้นี้มีเดือยติดส้นเท้าตั้งแต่เกิด !! ถึงอย่างนั้น บทบาทของ เวย์น ในเรื่องนี้กลายเป็นที่สุดแห่งบทบาทคาวบอยบนแผ่นฟิล์มของเขา แม้ออสการ์จะเมิน แต่ใครเลยจะลืมบทคาวบอยจอมเกรี้ยวกราด ผู้ตามล้างตามเช็ดเผ่าอินเดียแดงสุดเหี้ยมโหดจนสุดหล้าฟ้าเขียว
7. The Professionals ( ค.ศ. 1966)
เบิร์ท แลงคาสเตอร์ กับ ลี มาร์วิน ร่วมทีมกันเพื่อล่าหัว แจ๊ค พาแลนซ์ ตั้งแต่เท็กซัสไปจนถึงเม็กซิโก ฉีกแนวหนังคาวบอยข้ามาคนเดียวแบบ Fistful of Dollars หรือ Django เพราะเรื่องนี้พวกเขาทำงานกันเป็นทีม และที่สำคัญ หาดูได้ง่าย ๆ ในเมืองไทยตามแผงซีดีทั่วไป (ในชื่อว่า สี่จอมระห่ำ)
8.3 : 10 to Yuma
ถ้า ไม่นับ ฮีท เลดเจอร์ ในบทโจ๊กเกอร์ คู่ต่อกรที่น่ากลัวที่สุดของ คริสเตียน เบลล์ บนจอเงินคงหนีไม่พ้น รัสเซล โครว์ ในบท เบน เวด จากหนังเรื่องนี้ ทั้งยียวน กวนบาทา และน่าหวาดผวาเป็นที่สุด ไม่บ่อยนักที่หนังคาวบอยในยุคหลัง ๆ จะทำได้สนุกน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ (และไม่อืดจนหลับเหมือน Assassination of Jesse James หนังแบรด พิทท์ เรื่องนั้น !)
9. JCVD
เรา อาจนับปีนี้เป็นปีทองของพระเอกนักบู๊กล้ามใหญ่แห่งยุค 80 ก็เป็นได้ หลังสตอลโลนกลับมาตอกย้ำความสำเร็จของตัวเองอีกครั้งด้วย แรมโบ้ 4 , ฌอง คลอดด์ แวนแดมม์ ก็ขอเปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเล่นหนังดราม่าหนัก ๆ บ้าง เหลือเชื่อว่าชายผู้ได้สมยาว่า “มัดกล้ามแห่งบรัสเซลล์” จะตีบทแตกกระจุยจนเรารู้สึกสงสาร , สมเพศ และเอาใจช่วยตัวละครของเขาในเรื่องให้รอดจากเหตุการณ์ร้าย ๆ จนได้ ในบทดารานักบู๊ตกอับ ที่ซวยซ้ำซ้อนเมื่อตกเป็นตัวประกันของกลุ่มโจรปล้นธนาคาร เหมือนผีซ้ำด้ามพลอย เมื่อพวกมันคิดจะจับเขาเป็นตัวประกันเพื่อเรียกค่าไถ่ !! สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ แวนแดมม์ กระโดดเตะเหล่าร้ายและจัดการพวกมันหมอบได้ในเวลาไม่ถึงสองนาที แต่กลับกลายเป็นว่า เขาร้องไห้ด้วยความกลัว สติสตังแตกกระเจิง จนแทบเอาตัวไม่รอด เพราะการเป็นฮีโร่ในจอและนอกจอ มันคนละเรื่องกันเลย !!
10. อุ้งมือมาร ( พ.ศ. 2529)
พิศาล อัครเศรณี คือ ไอดอลของเรา !!! หนังตบจูบในปัจจุบันยังไม่ได้ครึ่งยุครุ่งเรืองของอาเปี๊ยก เราจะเห็นพระเอก (แน่นอน .. อาเปี๊ยกเล่นเอง) โยนนางเอกลงน้ำ จับลากลงโคลนตม ..และเอ่อ ตบจูบ !! แต่เมื่อถึงคราวต้องหวาน ต้องซึ้ง พระเอกของเราก็ไม่ทำให้ผิดหวัง .. ใครจะคาดคิด ผู้ชายคนเดียวกันนี้ จะเคยเป็นทั้งมาร (อุ้งมือมาร) , ซาตาน (พิศวาสซาตาน) และ อสูร (ไฟรักอสูร) มาแล้ว !!
อันดับพิเศษ – เรือนแพ ( พ.ศ. 2504 : ไชยา สุริยัน , ส. อาสนจินดา)
พี่ ชายที่นับถือท่านหนึ่ง กล่าวไว้ว่า ดูหนังกับฟิล์มนี่ มันทำให้หนังแย่ ๆ กลายเป็นหนังเยี่ยม ๆ ได้เลย !! ส่วนตัวเรากลับเกิดสงสัยว่า หนังที่เยี่ยมอยู่แล้ว ถ้าได้ดูจากฟิล์มฉายบนจอใหญ่ ๆ มันจะไร้เทียมทานแค่ไหน ! แล้วเราก็ประจักษ์กับตาตัวเองด้วย “เรือนแพ” ขอคารวะหอภาพยนตร์ไทยหนึ่งจอก !!!
เก้าอี้มีพนัก เจ้าหน้าที่ WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK, ทีมงาน FILMVIRUS
40 อันดับภาพยนตร์ตรึงตา
1. The Cremater (Juraj Herz, Czechoslovakia, 1969)
งาน ปี1969 ของ Juraj Herz หนึ่งในผู้กำกับกลุ่มเชคฯนิวเวฟอันโด่งดังในยุค 60 หนังพาย้อนกลับไปสู่ปี 1930 ลัทธิเยอรมันนาซีเริ่มสยายปีกเข้าครอบงำเชคโกสโลวเกีย ทุกหัวระแหงตกอยู่ภายใต้เงาทะมึนทึมแห่งความหวาดระแวง Karl Kopfrkingl นั้นเป็นเจ้าของสถานฌาปนกิจผู้เป็นคนเจ้าระเบียบและบ้างานเป็นที่สุด วันหนึ่งๆของเขาหมดไปกับการเดินสำรวจสถานฌาปนกิจที่เขารัก ว่างจากนั้นก็หมกมุ่นอยู่กับการศึกษาคัมภีร์มรณศาสตร์แห่งธิเบต (The Tibetan book of the Dead) Karl ลุ่มหลงในเสน่ห์ของความตายอย่างเหลือแสน ถึงขนาดที่เชื่อว่ามันเป็นสิ่งเดียวจะช่วยบำบัดทุกข์โศกของมวลมนุษย์ให้หมด ไป วันหนึ่งเมื่อ Karl ได้พบกับ Reinke ที่เคยเข้าร่วมรบให้กับออสเตรียในสงครามโลกครั้งที่ 1 Reinke พูดชักจูงให้เขาเข้ารีตลัทธินาซี และภรรยาเลือดยิวของเขานั้น ได้โขมยของขวัญล้ำค่าที่พระเจ้าได้มอบให้แก่เขาไปเสียแล้ว
The Cremator นั้นโดยแก่นของเรื่องแล้วเป็นงาน แบล็ค คอมมาดี้ ที่พูดถึงพลังของ Propaganda ซึ่งฉุดรั้งจิตใจมนุษย์ลงสู่ด้านมืด จนท้ายที่สุดเกิดเป็นโศกนาฎกรรม ผู้กำกับ Juraj Herz ใช้เพียงแค่ การแสดงของตัวละคร Karl เป็นจุดสูญกลางของเรื่อง สร้างคาแรคเตอร์อันลึกลับแปลกประหลาด และฉากเปิดเรื่องที่เป็นลักษณะการเสียดสีพฤติกรรมของตัวละคร เพียงเท่านี้ก็สามารถนำพาตัวหนังไปได้ไกลสู่ความขนพองสยองเกล้า ที่แผ่ซ่านออกมาจากห้วงมืดมนอนธกาลในจิตใจมนุษย์
2. My Winnipeg (Guy Maddin, Canada, 2007)
หนัง เรื่องที่สมควรต้องดูก่อน My Winnipeg คือ Brand Upon the Brain ซึ่งเกิดมาคู่กันไม่ต่างกับปาท่องโก๋แล้วซดน้ำเต้าหู้ตาม จะเรียกว่าเรื่องหลังเป็นภาคต่อหรือส่วนขยาย(ที่ไม่ใช่รถไฟฟ้า)ของเรื่องแรก ก็ไม่ผิดเพี้ยนไปเท่าไร Brand Upon the Brain หนังแฟนตาซีสุดประหลาดที่เล่าเรื่องของครอบครัวสุดเพี้ยนบนเกาะห่างไกลผู้คน ประเด็นหลักผู้เป็นแม่ที่หลงต้องการจะเก็บลูกชายสุดที่รักไว้คนเดียว โดยมีหอดูดาวที่มีกล้องส่องทางไกลขนาดยักษ์คอยเฝ้าติดตาม ส่วน My Winnipeg นั้นเป็นสารคดีที่ผสมผสานความเป็นบทกวี แฟนตาซี เซอเรียลิตส์ และความทรงจำเอาไว้เข้าด้วยกัน เรื่องราวของเมือง Winnipeg บ้านเกิดผู้กำกับกาย แมดดิน ผ่านมุมมองอันพิลึกพิลั่นของเขาเอง ตลอดทั้งเรื่องอุดมไปด้วยภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ที่ได้หลั่งไหลพลั่งพรูออกมาจากความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ผู้คน ที่สำคัญเรื่องราวในวัยเยาว์ของตัวเขากับผู้เป็นแม่ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องฝังใจที่ตามมาหลอกหลอนแมดดินเสมอมา ซึ่งพบเห็นได้ในหนังหลายๆเรื่องของเขา อันที่จริงแล้ววัตถุดิบนานาในสารคดีเรื่องนี้ ก็ไม่ได้พิเศษหรือผิดแผกแตกต่างไปจากสารคดีที่ถ่ายทอดอย่างสมจริงเรื่องอื่น หากแต่ว่ามันอยู่ในมือของ กาย แมดดิน จึงออกมาเป็นสารคดีที่พิลึกกึกกือมากที่สุดเรื่องนึงของโลก ที่ดูภายนอกอาจฉาบผิวไปด้วยความแสบสันตลกโปกฮา แต่ลึกๆแล้วมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดถวิลหาที่แทรกซึมอยู่ทั่วทุกอณูตั้งแต่ ต้นจนจบ ดีใจจริงๆ ที่มีโอกาสได้ดูหนังทั้งสองเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์
คงจะไม่เป็นกล่าวเกินจริงไปหากจะพูดว่า กาย แมดดิน ได้สร้างภาษาใหม่ของงานสารคดีขึ้นแล้ว!
3. Pastoral: To Die in the Country (Shuji Terayama, Japan, 1974)
นี่ คือหนังประหลาดโลก จากผู้กำกับที่ประหลาดโลกมากที่สุดคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นหรือแม้ กระทั่งวงการภาพยนตร์โลก ความพิลึกพลั่นนั้นเห็นจะเป็นรองก็แต่ Emperor Tomato Ketchup ผลงานขนาดยาวเรื่องแรก ที่ได้รับการกล่าวขานกันอย่างหนาหู ว่าสุดเพี้ยน สุดกักขฬะ สุดวิปลาสเถื่อนถ่อย ใน Pastoral ผลงานลำดับที่สามของเขา แม้จะลดดีกรีของคำพรุสวาสข้างลงไปหลายขั้น แต่ถึงอย่างไรก็ห่างไกลจากคำว่าปกติธรรมดาอยู่หลายขุม เพราะเหล่าความพิศดารต่างๆนานาที่ประดามีอยู่ในหนังเรื่องนี้ ทั้งเด็กหนุ่มตัวละครเอกหน้าขาววอกผู้หลงไหลสาวใหญ่ข้างบ้าน กลุ่มละครหน้าขาวที่เที่ยวเดินดุ่มเปะปะ คณะละครสัตว์ที่เต็มไปด้วยคนเพี้ยน แถมเหล่าภูติผีก็ยังขอมีส่วนร่วมกับเขาด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่แค่ตัวละครกับเนื้อเรื่องเท่านั้นที่หลุดโลก องค์ประกอบศิลป์ในหนังเรื่องนี้ก็ฉูดฉาดเด็ดสะระตี่เสียเหลือเกิน และราวกับว่ายังไม่หนำ เทรายามาที่ถูกวิญญาณ แบรโทลท เบรคชท์เข้าสิง คันไม้คันมือออกมาวิพากษ์ความเป็นหนัง ให้ตัวละครเข้ามาพูดกับคนดูตอนกลางเรื่องว่าหนังที่เหลือยังไม่ได้ตัดต่อ ว่าแล้วก็ลุกมาถ่ายต่อเสียเลย โอ้ อะไรมันจะขนาดน้าน นี่หล่ะมั้งที่เค้าเรียกกันว่า พิสดารพัน(ล้ำ)ลึก
4. Glass Lips (Lech Majewski, Poland, 2007)
ภาพยนตร์ ที่เป็นราวกับงานชุมนุมรื่นเริงของศิลปะ งานปะทะสังสรรค์ที่ความเงียบเป็นเจ้าภาพ เป็นความเงียบอันรื่นรมย์ ความเงียบที่เต็มไปด้วยสุนทรียแห่งชีวิตมนุษย์ เป็นงานเลี้ยงที่มีความตายเป็นประธาน บทกวีและความทรงจำเป็นผู้ร่วมโต๊ะ มีเซอเรียลิตส์เป็นบริกร เหล่านี้ร่วมกันเฝ้ามองละครแห่งชีวิตของมนุษย์ผู้ต่ำต้อย ชีวิตที่เวียนว่ายอยู่โลกอันบูดเบี้ยวแห่งนี้ นี่คือผลงานล่าสุดของผู้กำกับภาพยนตร์นักเขียนและศิลปินชาวโปแลนด์ เลคช์ มายิวสกี้ ที่เปรียบดั่งภาพศิลปะเหนือจริง ที่เปิดเผยเขตแดนที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจมนุษย์ ที่มีทั้ง ความทรงจำ ความบ้าคลั่ง และจินตนาการ
5. Modern Life (Raymond Depardon, France, 2008)
ความ ก้าวล้ำทางเทคนิคในการถ่ายทอดหนังสารคดี ได้แปรเปลี่ยนสารคดีเป็นความจริงมือสอง ที่คอยแลบลิ้นปลิ้นตา นำความจริงมาเหยาะชูรส ส่งกลิ่นโชยเย้ายวนหลอกล่อให้คนดูได้เพลิดเพลินไปกับมัน แต่ความสามัญธรรมดายังคงเป็นอาหารจานหลัก รอให้มาลิ้มชิมรสยามเมื่อเกิดอาการเบื่อเอียนจากความจริงปรุงแต่งที่บริโภค กันเป็นสามัญดาษดื่น สารคดีของ เรย์มงด์ เดอปาร์ดง เรื่องนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดี ว่าบางทีข้าวสวยร้อนๆเพียงจานเดียวก็อิ่มเอมแล้ว ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็ต้องบอกว่าสารคดีเรื่องนี้แทบจะไม่ใช้เทคนิคทางภาพยนตร์อันใดเลย มันแค่เพียงพาเราไปรู้จักกับชีวิตเล็กๆในชนบทของฝรั่งเศสที่กำลังดิ้นรน ต่อสู้กับยุคอุตสาหกรรมที่กำลังเข้าแทนที่เกษตรกรรมอย่างสมบูรณ์ ผ่านการสัมภาษณ์ผู้คน บ้างก็แช่กล้องเนิบนิ่งเฝ้าติดตามชีวิตของเขาเหล่านั้น ชีวิตที่เรียบง่าย ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และสารคดีที่เรียบง่าย แต่เป็นความเรียบง่ายที่ไร้กาลเวลา เปี่ยมด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณที่ถะถั่งหลั่งไหลออกมาห่อหุ้มผู้ชมเข้าไป เป็นสักขีพยานต่อเหตุการณ์และสถานที่ในนั้น และเพียงแค่ภาพแน่นิ่งของใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้น ก็อธิบายความทุกสิ่งทุกอย่างออกมาได้อย่างครบครัน การถ่ายทอดความจริงของชีวิตผ่านความเรียบง่ายออกมาอย่างเอ่อท้นด้วยพลังของ ชีวิต บ่งบอกถึงความอุโฆษของ เดอปาร์ดงได้ป็นอย่างดี
6. Down to Earth (Pedro Costa, Portugal, 1994)
ผล งานปี 1994 ของยอดฝีมือที่น้อยคนจะรู้จัก เป็นงานที่ผสมผสานบทกวีทางภาพยนตร์เข้าไว้กับการวิพากษ์อณานิคมของประเทศมหา อำนาจ ที่สยัดสยายปีกเข้าครอบงำประเทศเล็กจ้อย เล่าผ่านชีวิตน้อยใหญ่ที่ต้องดินรนอยู่ในดินแดนอันแสนลำเค็ญ เริ่มเรื่องที่นางพยาบาลสาวสะองผู้มีความตั้งใจจะนำชายหนุ่มบาดเจ็บไปทำการ รักษา แต่มีอันต้องมาข้างเติ่งอยู่ในอาณานิคมแห่งความตาย ตัวหนังเต็มไปด้วยภูมิทัศน์อันเวิ้งว้างของดินแดนภูเขาไฟแดงฉาน ท้องฟ้าสีทะมึนทึงแลดูน่าหดหู่สิ้นหวัง ครรลองของชีวิตผู้คนที่เหมือนกับตายทั้งเป็น (แน่นอนเป็นผลมาจากการล่าอาณานิคม) เหล่านี้ดูเหมือนกับว่าความรักและความหวังทั้งมวลได้มะลายหายเหือดแห้งไปจาก ดินแดนแห่งนี้เสียสิ้นแล้ว ผู้กำกับ เปโดร คอสต้า ถ่ายทอดหนังเรื่องนี้ออกมาได้อย่างกลมกล่อมลงตัว แถมแกล้งแฝงรสปะแล่มไว้ท้าทายผู้ชมอีกต่างหาก
7. หนังของ Mikio Naruse (Repast, Sound of the Mountain, Floating Clouds,When a Woman Ascends the Stairs, Flowing)
หนึ่ง ในผู้กำกับชั้นครูของญี่ปุ่นยุคบุกเบิกเคียงคู่กับ ยาสึจิโร่ โอสุ, เคนจิ มิโซกุชิ, อากิระ คุโรซาวะ ก่อนที่หลังจากนั้นกลุ่มเจแปนนีสนิวเวฟได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งจุดกระแสให้ภาพยนตร์ญี่ปุ่นโด่งดังไปทั่วโลก แต่จะว่าไปแล้ว ชื่อของมิคิโอะ นารูเสะนั้น ดูจะเป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์โลกช้าและน้อยกว่าปรมาจารย์สามสี่ท่านข้าง ต้นอยู่พอสมควร แม้หากจะพูดกันเรื่องฝีมือแล้วจะไม่ได้เป็นรองเลย และในบางอารมณ์ออกจะมีความละเมียดละไมยิ่งกว่าด้วยซ้ำในความเห็นของผู้เขียน ซึ่งกว่าที่จะมีโอกาสได้ชมผลงานของนารูเสะก็เพิ่งสองปีผ่านมานี้เอง ทั้งในรูปแบบดีวีดี และฟิล์มที่ทางมูลนิธิญี่ปุ่นจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นพร้อมกับงานของ ผู้กำกับชั่นครูของญี่ปุ่นท่านอื่นๆ ที่ผ่านมามีโอกาสได้ชมผลงานของ นารูเสะ อยู่สามเรื่อง หนังของ นารูเสะ มักจะพูดถึงเรื่องครอบครัวธรรมดาๆ หรือชีวิตเรียบง่ายละเมียดละไมของผู้คนที่ผูกโยงร้อยเรียงเข้าหากัน ซึ่งแฝงด้วยความเป็นไปของสังคมญี่ปุ่นในสมัยนั้น หรือแม้กระทั่งความถนัดถนี่ในถ่ายทอดอารมณ์ของผู้หญิง ที่มักจะเป็นตัวละครหลักได้อย่างเข้าอกเข้าใจ
7. Moses and Aaron (Daniele Huillet & Jean-Marie Straub, West Germany, 1975)
คง ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการมีโอกาสได้รับชมผลงานของ คู่ปรมาจารย์แห่งโลกภาพยนตร์ที่ไม่มีใครรู้จักคู่นี้อีกแล้ว งานของ StraubและHuillet ได้รับการขนานนามว่าเป็นสไตล์เบรคเชี่ยน ที่นิยมสร้างมิติระหว่างความจริงกับความเป็นหนัง Moses and Aaron เป็นหนังเพลงโอเปร่าจากบทละครเพลงชื่อเดียวกันของ Arnold Schonberg แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังของคู่นี้ แน่นอนว่าไม่ได้เป็นเพียงหนังที่ถ่ายทอดอุปรกรโอเปร่า แต่มันคือบทกวีโอเปร่า ฉบับมินิมอลลิสต์
8. Don’t Forget You’re Going to Die (Xavier Beauvois, France, 1995)
ชีวิต คือความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนก็เป็นเพื่อนตายที่เกาะติดเป็นเงาตามตัวของชีวิต เบอนัวต์หนุ่มกระทงผู้มุ่งหวังหนทางอันสดใสในชีวิต กลับต้องมาพังพาบชั่วพริบตา มันพาเขาดำดิ่งสู่ความมืดดำ แต่ในขณะเดียวกันความหวังและความรักยังพอมีแสงสว่างในปลายอุโมงค์ แต่ท้ายที่สุดแล้วความไม่จีรังคือคำตอบที่แท้จริงของชีวิต ผลงานชิ้นเอกของ Xavier Beauvois นักแสดง ผู้เขียนบท และผู้กำกับภาพยนตร์ ที่วิพากษ์สัจธรรมของมนุษย์ได้อย่างถึงแก่น แถมซ้ำยั่งพรั่งพร้อมด้วยพลังเปล่งปลั่งของศิลปะภาพยนตร์ ที่พิสูจน์ว่าบทที่ดีสามารถนำพาหนังได้ไปไกลจนสุดทางได้
9. Now Showing (Raya Martin, Philippines, 2008)
โกลเด้นบ อยคนใหม่ของวงการภาพยนตร์อินดี้ ว่ากันว่ากำลังจะก้าวมาเป็น อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คนใหม่เลยทีเดียว หนังเรื่องแรกของเขา A Short Film about the Indio Nacional ที่สร้างในปี 2006 เพิ่งเข้าฉายในฝรั่งเศสเมื่อต้นปี และได้รับการกล่าวขวัญเป็นอย่างสูง ถึงขนาดที่นิตยสาร กาเยส์ ดู ซินีม่า ให้เป็น 1 ใน 10 หนังยอดเยี่ยมประจำปีเลยทีเดียว ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ผ่านมา Now Showing งานชิ้นล่าสุดของเขาได้รับคัดเลือก เข้าฉายในสายผู้กำกับ และก็ได้รับเสียงชม(และแน่นอนเสียงก่นด่า)ไปไม่แพ้กัน ภาพยนตร์ความยาวเกือบ 5 ชั่วโมงเรื่องนี้ ที่เป็นดั่งบทบันทึกธรรมดาสามัญ ของคนธรรมดาสามัญ บทบันทึกนี้ได้จดจารเรื่องราวของชีวิต ที่มีทั้งความสุขสมระคนเศร้าเคล้าน้ำตา หนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆเนิบๆนาบๆในลักษณะสารคดี กล้องบันทึกภาพทำหน้าที่เป็นเหมือนกับดวงตาของผู้ชม ที่บังเอิญได้เข้าไปอยู่เป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ที่ผ่านแล้วก็ผ่านไป หลังจากนั้นก็มีเรื่องราวอื่นไหลผ่านสำทับเข้าแทนที่ ความเอกอุของ ราย่า มาร์ติน ไม่เพียงแค่การถ่ายทอดมุมมองของชีวิตผ่านภาพยนตร์ แต่ยังเป็นมุมมองของการใช้รูปภาษาภาพยนตร์ใหม่ๆเข้ามาเป็นกุศโลบายในหนัง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับโครงสร้างใน Autohystoria รูปแบบการเล่าเรื่องใน A Short Film about the Indio Nacional และการใช้ฟอร์แมทที่หลากหลายใน Now Showing
11. Hashi (Sherman Ong, Japan/Singapore, 2008)
12. The Law (Idrissa Ouedraogo, Burkina Faso, 1990)
13. The Path (Ishtar Yasin Gutierrez, Costa Rica, 2007)
14. Shadows of Our Forgotten Ancestors (Sergei Paradjanov, USSR, 1964)
15. A Listener’s Tale (Arghya Basu, India, 2008)
16. Funuke Show Some Love, You Losers! (Daihachi Yoshida, Japan, 2007)
17. The Headless Woman (Lucrecia Martel, Argentina, 2008)
18. The Hour-Glass Sanatorium (Wojciech Has, Poland, 1973)
19. Gloria (John Cassavtes, USA, 1980)
20. Heartbeat Detector (Nicolas Klotz, France, 2007)
21. Eat, for this is My Body (Michelange Quay, Haiti, 2007)
22. Once (John Carney, Ireland, 2006)
23. The Third Generation (Rainer Werner Fassbinder, West Germany, 1979)
24. New Age (Keren Cytter, Netherlands, 2007)
25. Sita Sings the Blues (Nina Paley, USA, 2008)
26. Yella (Christian Petzold, Germany, 2007)
27. The Great Silence (Sergio Corbucci, Italy, 1968)
28. Le Trou (Jacques Becker, France, 1960)
29. Eros plus Massacre (Yoshishige Yoshida, Japan, 1969)
30. Death Bed: The Bed That Eats (George Barry, USA, 1977)
31. The Gladiators (Peter Watkins, Sweden/UK, 1969)
32. Jagdhunde (Ann-Kristin Reyels, Germany, 2007)
33. Fujian Blue (Weng Shou Ming, Taiwan, 2007)
34. Macunaima (Joaquim Pedro de Andrade, Brazil, 1969)
35. Hyenas (Djibril Diop Mambety, Senegal, 1992)
36. We Own the Night (James Gray, USA, 2007)
37. Valerie and Her Week of Wonders (Jaromil Jires, Czechoslovakia, 1970)
38. Year of The Dragon (Michael Cimino, USA, 1985)
39. In the Mouth of Madness (John Carpenter, USA, 1994)
40. Swift (Abai Kulbai, Kazakhstan, 2007)
11 วรรณกรรมตรึงใจ
1. เงาสีขาว / แดนอรัญ แสงทอง
ก็ เหมาะสมแล้วกับการที่แกถูกถอดออกจากหนังสือรางวัลซีไรท์รอบสุดท้าย ก็เหมาะสมแล้วแกต้องนอนแอ้งแม้งอยู่บนหิ้งเพื่อนเป็นฝุ่นผง ไม่แม้แต่จะมีใครมาเหลียวแล แล้วมันก็เหมาะสมดีอยู่หรอกกับคำสาปส่งจากผู้ทรงคุณวุฒิ(ชิปหาย)ของวงการ วรรณกรรมไทย อะไรบ้างนะที่เขาว่าแก แกมันความโสมมสถุนถ่อยทางตัวหนังสือ แกมันก็แค่การถ่มถุยของอารมณ์ชั่วคลั่งของผู้ให้กำเนิดแก แกคือมะเร็งร้ายของวงการวรรณกรรมไทย ห่า! ฟังดูมันก็จริงอย่างที่ท่านๆ ผู้นั้นว่านี่หว่า ตัวแกเองก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าใช้มาตรวัดทางคุณธรรมของประเทศนี้ ถามจริงๆเถอะแกแกล้งหลงลืมความจริงอะไรไปบ้างหรือเปล่า ความจริงที่ว่านี่คือประเทศไทย ดิสอีสไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้ม ดินแดนแห่งวัฒนธรรมดีงามดินแดนอันเป็นแหล่งรวมของผู้ทรงศีลที่วันๆ บริโภคความดีงามเป็นอาหารหลักเลยนะ โว้ย ตัวแกเองก็รู้ แล้วตัวแกเองก็เข้าใจ ถึงแม้ว่าอันที่จริงในห้วงลึกๆ แล้วแกไม่อยากจะเข้าใจแม้แต่ซักนิดก็ตาม แล้วแกจะออดอ้อนโอดครวญกระดิกหางด้วนๆ ด้วยท่าทางกวนเบื้องล่างจนเกินกว่าเหตุขอความเป็นธรรมทำซากอะไร มันเท่ มันคือความถูกต้อง มันคือเหตุผล มันคือความดีงาม แต่แกไม่เท่ แกอ่อนศีลธรรม หนำซ้ำแกยังกักขฬะ เหตุผลเดียวที่อนุญาติแกจะอุธรณ์ได้คือทำไมนรกถึงส่งแกลงมาเกิดในประเทศอัน ศิวิไลซ์ทางจิตใจต่างหาก สิบหกปีแล้วสินะตั้งแต่ที่แกลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก ฉันจำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นแกเป็นยังไง ตอนนั้นฉันยังเป็นวุ้นวิ่งไล่เปิดกระโปงครูสาวๆอยู่ในโรงเลี้ยงศีลธรรมอยู่ เลย สิบหกปีที่ผ่านมาแกควรจะตายๆไปจากสาระบบเสียแล้วตั้งนาน ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าไอ้บ้าที่ชุบชีวิตแก แถมจับแกหวีผมแต่งตัวเสียใหม่จนเลี่ยมเล้ ให้แกได้เดินอาดๆ ด้วยท่าทางกวนส้นเท้าเหลือกำลังมาเปิดตัวแกต่อสาธารณะชนอีกครั้ง มันคิดอะไรอยู่ในหัว แกไม่ควรได้รับสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ของที่นี่เลยจริงๆ ให้ตายเถอะ ถามแกจริงๆ เถอะแกเชื่อจริงๆหรือว่าวันหนึ่งเมื่ออีกร้อยปีผ่านไป คนพวกนั้นจะกลับตัวกลับใจเข้าตะกองกอดอุ้มชูแกขึ้นมาอย่างวีรบุรุษ ฉันขอแนะนำว่าแกควรพักผ่อนเสียให้มากๆหน่อย การนอนดึกนั้นไม่ดี การนอนดึกจะทำให้เสียสุขภาพ การนอนดึกผมจะทำให้แกหลับไม่เต็มตื่น มันจะฉุดแกเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน ความฝันเหมือนที่แกสร้างวิมานขึ้นมาในตอนนี้นี่ไง ฉันพูดจริงๆเลยนะ แกมันโฉดชั่วเกินไปสำหรับดินแดนแห่งนี้ แต่เห้ย เมื่อเร็วๆ นี้หูฉันมันแว่วๆ มาว่าผู้ให้กำเนิดแกได้รับรางวัลจากประเทศแถวๆ ตะวันตกไกลที่มีแต่ไอ้ซีดตาน้ำข้าวโง่ๆที่ท่านผู้เฒ่าทรงศีลบ้านเราพร่ำ บอกว่าพวกมันศิวิไลซ์แค่วัตถุแต่จิตใจสามานย์ อะไรนะรางวัลตะบักตะบวยอะไรไม่รู้ที่แกได้ฉันจำได้ไม่ถนัดถนี่นัก แต่ก็อีกนั่นแหละหูฉันมันบังเอิญแว่วๆ มาว่ามันเป็นรางวัลสูงส่งมากๆ ขนาดที่ว่าใครได้ก็ภูมิใจไปชั่วชีวิตเลยนี่หว่า อ๋อใช่ ฉันจำได้แล้ว นั่นไง ก่อนหน้าแกมีไอ้ตี๋ซำเหมานักทำหนังคนนึงที่ได้รางวัลนี้ไปก่อนแก หมอนี่มันก็หมาหัวเน่าถูกกาหน้าผากด้วยคำว่าสวะตัวเบ้อเร่อไม่ต่างไปจากแก เท่าไหร่ ก็หมายความว่าประเทศอกหักที่ให้รางวัลหอกหักนั่นกับแกก็เป็นแค่ประเทศสวะๆ เท่านั้นใช่มั้ย ก็คงจะจริงอย่างคำท่านว่าสินะว่าสวะย่อมคู่กับสวะ นี่เพื่อนยาก(ขอโทษที่ถือวิสาสะทำตัวสนิทชิดเชื้อกับแกมากไปหน่อย) ในฐานะที่ฉันรู้จักกับแกมาครบหนึ่งปีพอดิบพอดี (แต่เป็นแกในเวอร์ชั่นสิบกว่าปีก่อนนะ) แล้วก่อนหน้านั้นหนึ่งปีฉันก็รู้จักน้องแกด้วย ทั้งอีการะเกด ทั้งไอ้เวนอม ไอ้ตัวเล็กตัวน้อยคนอื่นๆ ฉันอยากจะแนะนำอะไรแก กับอีการะเกด ไอ้เวนอม ไอ้ตัวเล็กตัวน้อยคนอื่นๆ ที่สำคัญคือผู้ให้กำเนิดแกด้วย แกควรจะอพยพตัวเองกับครอบครัวกะเลวกะราดไปซะให้พ้นๆ จากดินแดนศิวิไลซ์แห่งนี้เสียที(เออ แล้วอย่าลืมชวนไอ้ตี๋นั่นไปด้วยล่ะ) ไปอยู่ในที่ๆอุดมไปด้วยสามานย์ทางคุณธรรมศีลธรรมและจริยะธรรมที่เหมาะกับ สิ่งมีชีวิตอันสามานย์อย่างแกเถอะ
ด้วยรักและคิดถึง
2. All The Names / โฮเซ่ ซารามาโก้
หนังสือ แปลแห่งปี ดีใจจนเนื้อเต้นตอนที่รู้ว่างานขนาดยาวของโฮเซ่ ซารามาโก้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว น่าเสียดายที่ไม่ได้รับการจำหน่ายอย่างกว้างขวางนัก กว่าจะเที่ยวเสาะหามาครอบครองได้ก็ต้องดั้นด้นไปถึงเชียงใหม่ ออล เดอะ เนมส์ เป็นหนังสือขนาดพอดีมือเรื่องราวของซินญอร์โฮเซ่ เสมียนของสำนักทะเบียน เขาใช้ชีวิตไปวันๆกับงานทะเบียนรายชื่อกองพะเนินเทินทึก แถมยังอาศัยอยู่ในบ้านอุดอู้ที่มีประตูเชื่อมต่อกับสำนักงาน ซินญอร์โฮเซ่มีงานอดิเรกประจำวันคือการตัดข่าว รูปภาพ และข้อมูลประวัติบุคคลของคนดังมาสะสมในแฟ้มส่วนตัว จนวันหนึ่งเขาบังเอิญหยิบแฟ้มบุคคลของหญิงนิรนามคนหนึ่งติดมือมา จากนั้นมนต์สะกดประหลาดก็เข้าสะกดจิตใจของโฮเซ่ให้ดั้นด้นตามหาตัวจริงของ เธอคนนี้ คุณค่าเย้ายวนของมันอยู่ที่โครงสร้างของภาษาที่เป็นเหมือนมิติใหม่ของ วรรณกรรม การเขียนในแบบปราศจากการเคาะบันทัดของประโยคสนทนา ปราศจากเครื่องหมายวรรคตอนใดๆเป็นเหมือนการนำประโยคมาเรียงต่อกัน และที่สำคัญไร้ซึ่งย่อหน้า เหล่านี้เป็นลายเซนต์ของซารามาโก้มาช้านาน ตัวละครซินญอร์โฮเซ่เป็นภาพของคนขี้เหงาอย่างประหลาด แต่เป็นความเหงาที่ออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์จริงๆ เป็นความเหงาที่เกิดจากจิตวิญญาณ ความเหงาที่เกิดจากการโดดเดี่ยวแปลกแยกตนเองจากสังคมรอบข้าง อ่านจบก็ทำให้ไพล่นึกถึงกลิ่นอายของงานของนักเขียนอย่างเฮอร์แมน เมลวิลล์, ฟรันซ์ คาฟค่า หรือแม้กระทั่งฮารูกิ มูราคามิ
3. ริมฝั่งมหานที (River Town: Two Years on the Yangtze) / ปีเตอร์ เฮสเลอร์
หนังสือ เล่มเขื่องที่พกพาความหนามาเกือบ 600 หน้า แค่เห็นขนาดก็เกิดอาการง่วงงันพาลเอามาหนุนหัวนอนมากกว่าละเลียดอ่าน แต่หากมีโอกาสก็ขอแนะนำว่าอ่านเถอะ อาจไม่ถึงกับเสียใจแต่ก็อาจจะเสียดายอยู่ ริมฝั่งมหานที วรรณกรรมเชิงสารคดีที่เป็นบทบันทึกของ ปีเตอร์ เฮสเลอร์ ครูอาสาสมัครชาวอเมริกันที่เดินทางไปสอนภาษาอังกฤษณเมืองฝูหลิงกว่าสองปี ในเมืองฝูหลิง ดินแดนเล็กๆ ริมฝั่งลำน้ำแยงซีที่ในขณะนั้น(สิบปีที่แล้ว)กำลังจะเกิดเขื่อนสามโตรกซึ่ง นำพาความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่มาสู่เมือง เฮสเลอร์บรรยายประสบการณ์ของสถานที่และผู้คนมาหหน้าหลายตาที่เขาได้เข้าไป สัมผัสได้อย่างเห็นภาพ แม้จะบอกไม่ได้ว่าว่ามีความเข้าใจลึกซึ้งเพียงพอหรือไม่ แต่มันก็ไม่ใช่เป็นเพียงบทบันทึกความทรงจำที่บอกเล่าเรื่องราวอย่างทือมะ ลื่อตรงไปตรงมา แต่มันกลับอ่านสนุกอย่างหน้าประหลาด ทุกวรรคตอนอุดมไปด้วยคุณค่าทางวรรณกรรม ยังสอดแทรกไปด้วยประวัติศาสตร์จีน และความเป็นมาทางการเมืองซึ่งเป็นเหตุเป็นผลต่อการหล่อหลอมชนชาติของชาวจีน ฐานะที่เป็นการมองในฐานะคนนอกที่ประเทศเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมามีแนวคิดทางการ ปกครองอยู่ขั้วตรงข้ามกันมาก่อน คงหลีกไม่พ้นสายตาของบุคคลที่สามที่คอยตั้งคำถามพร้อมวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่ง ต่างๆ แต่การมองจากสายตาคนนอกกลับช่วยขับกล่อมให้หนังสือเล่มนี้คับคั่งไปด้วย อารมณ์ความรู้สึกคนปุถุชนธรรม ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ร่ำรวยไปด้วยความยอกย้อนที่มีเสน่ห์ลึกซึ้งถึงอารมณ์ ระคนไปด้วย เจ็บปวด เจ็บแสบ และขบขัน
4. นางแห่งเนินทราย (Woman in the Dune) / โกโบะ อาเบะ
งดงามอย่างพลึกพิลั่น เป็นดั่งบทวิพากษ์บทบาทสตรีในสังคมช้างเท้าหลังได้อย่างชะงัก
6. บาร์เทิลบี (Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street) / เฮอร์แมน เมลวิลล์
กล่าว ขานกันว่าเรื่องสั้นขนาดยาวของนักเขียนนามอุโฆษเฮอร์แมน เมลวิลล์เล่มนี้ เป็นต้นธารของวรรณกรรมเอ็กซิสตองเชียลลิสม์ รวมถึงเป็นต้นแบบของนักเขียนในเวลาต่อมาอย่างอัลแบร์ กามู, ซามูเอล เบคเกตต์ หรือแม้กระทั่ง ฟรันซ์ คาฟคา ที่เนื้อเรื่องและพฤติกรรมของตัวละครในงานหลายชิ้น มีความคล้ายคลึงกับบาร์เทิลบีสูง ขณะที่ผลงานสร้างชื่อของเมลวิลล์อย่าง Moby-Dick นั้นเป็นนวนิยายเชิงตื่นเต้นผจญภัยในมหาสมุทรอันไพศาล แต่กับบาร์เทิลบีแล้ว กลับพูดถึงเรื่องราวสามัญของมนุษย์เพียงกลุ่มเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ มนุษย์กลุ่มเล็กกลุ่มนั้นต่างต้องผจญกับกงล้อสังคมบริโภคนิยม และที่สำคัญผจญกับความกดขี่ในกฏเกณฑ์ที่สังคมนั้นสร้างขึ้น ในที่นี้คือสังคมทุนนิยมวอลล์สตรีท ตัวละครเอกของเรื่องคือนายบาร์เทิลบี เป็นผู้ที่ถือได้ว่ากบฏต่อสังคมแบบรวมหมู่อย่างแท้จริง เขาปฎิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่นอกเหนือหน้าที่ของเขา จนท้ายสุดก็ปฏิเสธหน้าที่ของตัวเองด้วย โดยเหตุผลเดียวที่มีคือ“ความไม่ประสงค์”จะทำของบาร์เทิลบีเอง และความไม่ประสงค์นี้เอง ที่ทำให้กฏเกณฑ์ของสังคมพิพากษาโดดเดี่ยวเขาออกจากสังคม ซึ่งท้ายสุดได้นำพาตัวเขาไปพบกับจุดจบอันน่าเวทนา ว่ากันว่าเมลวิลล์ให้ตัวละครบาร์เทิลบีเป็นตัวอย่างของมนุษย์ผู้ดื้อแพ่ง การไม่ประสงค์ของบาร์เทิลบีก็เปรียบเหมือนกับการขัดขืนต่อกระแสสังคม และตัว“ข้าพเจ้า”ที่เป็นผู้เล่าเรื่อง ก็ไม่ต่างกับความกฏเกณฑ์สาธารของสังคม ที่เฝ้ามองผู้ขัดขืนจากเบื้องบนด้วยสายตาเวทนา(ปนสังเวช)นั่นเอง
7. เถ้าถ่านแห่งวันวาร (The Remains of the Day) / คาสึโอะ อิชิงุโระ
เนิบ นาบลุ่มลึกอย่างละเมียดละไม งดงามอย่างถึงแสน ปวดร้าวซึมลึกเข้าถึงจิตใจ เป็นเถ้าถ่านแห่งความทรงจำที่ระคนด้วยสุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรมของชีวิตที่ ถูกกักขังอยู่ในวงเวียนของวันวาร เข้าถึงแก่นกระพี้ในความคิดจิตใจของคนอังกฤษได้อย่างสนิทชิดเชื้อ จนทำให้แปลกใจว่าหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากนักเขียนชาวญี่ปุ่นจริงหรือ
8. ขวัญหาย (The Turn of the Screw) / เฮนรี่ เจมส์
งาน นวนิยายเรื่องผีเชิงจิตวิทยา สร้างความรู้สึกหวาดหวั่นขนพองสยองเกล้าเหลือคณา ไม่ใช่ความหวาดกลัวในสิ่งรี้ลับที่เรามองไม่เห็น แต่เป็นความหวาดเกรงในตัวของมนุษย์ที่รากลึกหยั่งถึง
9. 2 หนังสือรวมเรื่องสั้นนักเขียนรางวัลโนเบลจากสำนักพิมฑ์นาคร กิมเพลจอมโง่และเทวดามีปีก / หลายคนเขียน
ขอ คาราวะเรื่องสั้นของ ซาอูล เบลโล, ไอแซ็ค บาเซวิส ซิงเกอร์, วิลเลียม ฟอล์คเนอร์ และ อะแฮ่ม ของตายที่เชื่อขนมกินได้เลยอย่าง อัลแบร์ กามูส์
10. ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน (A Portrait of the Artist as a Young Man) / เจมส์ จอยซ์
ไม่ รู้จะใช้คำพูดคำไหน หรือภาษาใดมาอธิบายความรู้สึก หลังจากอ่านงานที่เรียกว่าเป็นนวนิยายอภิมหาโหดมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคย อ่านมา จะเป็นรองก็แต่คือพจนาซาราทุสตราของนีทเช่ ที่เรียกได้ว่าสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าขณะอ่านจนอยากจะถอดหัวทิ้งให้รู้ แล้วรู้รอดไปเลยเท่านั้น ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปินเป็นนวนิยายที่มีจุดศุนย์กลางของเนื้อเรื่องอยู่ ที่เด็กหนุ่มสตีเฟน เดดาลัส ซึ่งกล่าวกันว่านี่คือภาพเหมือนของตัวเจมส์ จอยซ์ในวัยเยาว์ มันเป็นงานที่สะท้อนสภาพสังคม การศึกษา ศาสนาและการเมือง มันทำตัวเป็นผู้วิพากษ์สิ่งเหล่านั้นอย่างทีเล่นทีจริง มันเหมือนของเหลวสีดำที่ถูกขุดขึ้นมาจากหลุ่มดำไร้ก้น เป็นเหมือนสายน้ำ ที่พลั่งพรูออกมาอยากเกรี้ยวกราด ด้วยลีลาอหังการ์ของผู้โอหัง แต่เป็นผู้โอหังในคราบนักปราชญ์ นักปราชญ์คนนี้พร่ำเพ้อบ่นบ้าถึงแต่เรื่องตนเองปัญหาของตนเอง นักปราชญ์บอกว่าว่ามา มาสิมาดื่มด่ำล้ำลึกกับชีวิตของฉัน แต่อีกไม่กี่นาทีให้หลังนักปราชญ์กลับบอกว่าอย่ามาสะเออะเข้าใจเรื่องของฉัน พร้อมเอาเบื้อล่างเขี่ยเราออกไปไกลๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรขณะที่อ่านอยู่ใจนึงอยากเขวี้ยงมันทิ้งไปเสียพ้นๆแต่ อีกฟากหนึ่งกลับเรียกร้องให้พลิกหน้าต่อไปอย่างกระหายกระหือรือจนไม่อยากจะ วาง
11. หินครวญ/ ฮิคารุ โอคุอิซึมิ
หาก เริ่มรู้สึกถึงฝีเท้าที่ถดถอยหรือเบื่อหน่ายงานของ ฮารูกิ มูราคามิ อยู่ในที อย่างเช่นที่ผู้เขียนเป็นอยู่ในขณะนี้ อยากแนะนำให้ลองอ่านงานของ ฮิคารุ โอคุอิซึมิ ดู หินครวญเป็นงานที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับมูราคามิอยู่บ่อยครั้ง แต่หากจะว่ากันตามจริง ในความเห็นส่วนตัว งานของโอคุซึมิเล่มนี้ดูจะเจาะลึกถึงพรมแดนเล้นลับในจิตใจมนุษย์ได้ลึกซึ้ง ถึงแก่นกว่ามูราคามิเสียด้วยซ้ำ โดยไม่จำเป็นต้องล่อหลอกคนอ่านด้วยความแฟนตาซีให้รุงรังในอารมณ์ หากแต่เป็นความเจ็บปวดที่มีอยู่จริง เกิดกับปุถุชนจริง ในโลกแห่งความจริง จากบาดแผลในความทรงจำจากอดียอันพร่ามัวที่คอยหลอกหลอนอยู่ทุกชั่วโมงยาม หากจะเปรียบเทียบกันจริงๆควรจะเป็น โกโบะ อาเบะ เสียมากกว่า
เหตุการณ์ประทับใจประจำปี
1. ตะลุยเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศครั้งแรก กับ Singapore International Film Festival ครั้งที่ 21
2. Asiatopia International Performance Art Festival ครั้งที่ 10
โดยเฉพาะสองการแสดงที่ชื่นชอบมากที่สุด
1.) 10 Years of Performance and Installations (Nezaket Ekici, Turkey)
2. ) The collective performances of Boris Nieslony (Germany), Helge Meyer (Germany), Norbert Klassen (Switzerland), Roi Vaara (Finland), Lee Wen (Singapore), Alastaire McLennan (Ireland), Jacques van Poppel (Netherlands), Myriam Laplante (Canada/Italy), and Jason Lim (Singapore) in Asiatopia
*ขอบคุณมาดามMdsสำหรับชื่อการแสดง
3. การแสดงสด GODa Gardener / ธีระวัฒน์ มุลวิไล และเรด แคบเบจ ประเทศออสเตรเลีย
หอศิลป์ตาดู
5. ตัดสินใจทุ่มเงินซื้อซีดีบ๊อกซ์เซ็ตของวงโปรด Galaxie 500 ในราคาเกือบ 2000 บาท โอ้ว! (แต่คุ้มจริงๆนะ)
Top Ten 2008
ทีฆะเดช วัชรธานินท์
คน ทำหนัง / ผู้กำกับ Ordinary Romance (รางวัลวิจิตรมาตรา มูลนิธิหนังไทย) และบรรณาธิการร่วมหนังสือ สัตว์วิกาล: ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (Filmvirus / openbooks)
ไม่เรียงลำดับ
1. Bleach ( เทพมรณะ ) + Blade of the Immortal ( ฤทธิ์ดาบไร้ปราณี )
ทั้ง สองเรื่องเป็นหนังสือการ์ตูนมาก่อนที่จะทำเป็นอนิเมชั่นในจอทีวี 200 กว่าตอนของ เทพมรณะกับความยาวของหนังสือยี่สิบกว่าเล่ม เทียบกันแล้วอนิเมชั่นดูยืดเยื้อกว่า แต่ก็มีดีเทลในส่วนอื่นๆที่หนังสือมีไม่เท่า และในเรื่องการเจอตัวเองในสามเวอร์ชั่นของ อิจิโกะตัวเอกก็ซับซ้อนดี และส่วนที่หนังสือไม่มีคือ เพลงเปิดและปิดไตเติ้ล น่าสนใจและเปลี่ยนไปทุกๆซีซั่น
ฤทธิ์ดาบไร้ปราณี เป็นหนังสือยี่สิบกว่าเล่ม แต่เพิ่งเป็นอนิเมชั่นแค่สิบตอน ในเวอร์ชั่นของหนังสือดูสนุกกว่าในเรื่องลายเส้นและภาษาที่คนแปลเล่นกับการ ใช้คำให้ดูเป็นภาษาเก่าๆ ขณะที่อนิเมชั่นเดินเรื่องตามหนังสือเกือบเป๊ะๆ แต่เนี๊ยบกว่าในงานโปรดั๊กชั่น
2. สมรสและภาระ ( อพาร์ทเม้นต์คุณป้า ) + ต้นฉบับเสียงหวาน ( สวีทนุช )
เป็น สองอัลบั้มเพลงไทยล่าสุดที่ ควักเงินซื้อ สมรสและภาระ เป็นร๊อคแอนด์โรล ซาวน์ดประมาณยุค 70 เด่นที่เนื้อร้องที่ต้องฟังหลายรอบจึงจะรู้สึกถึงความหมายที่คนแต่งเนื้อจะ สื่อ ในส่วนดนตรีจังหวะของความเป็นร๊อคแอนด์โรลทำให้ติดหูง่ายก่อนและคนฟังจะ ค่อยๆตามเข้าไปในเนื้อหา หลายเพลงบ่งบอกถึงความเป็นเพื่อชีวิตที่ดูเหมือนผิวๆ แต่ก็คม สวีทนุชเป็นงานตรงข้ามย้อนสมัยในจังหวะท่วงทำนอง เนื้อร้องร่วมสมัยพูดถึงยุคดิจิตอลปัจจุบัน คนร้องใช้น้ำเสียงเย็นๆเหมือนยุคลูกกรุง (สมัยที่เพลงแบ่งเป็นแค่ลุกทุ่งกับลูกกรุง) แต่ลงตัวฟังแล้วเพลิน อารมณ์ดี
3. Nodame Cantabile ( วุ่นรัก นักดนตรี )
อัน นี้ขอรวบไว้ด้วยกันทั้งสองเวอร์ชั่นซีรี่ส์ทีวีและหนังสือการ์ตูน ซีรี่ส์จบไปแล้ว แต่ในเวอร์ชั่นการ์ตูนยังไม่จบ ในเวอร์ชั่นทีวี แคสนักแสดงมาเล่นได้ใกล้เคียงกับในหนังสือมาก และมีกลิ่นความเหนือจริงแบบการ์ตูนอยู่เยอะ แต่เราจะได้ยินเสียงเพลงคลาสสิคจริงๆ ส่วนในการ์ตูนใครที่ไม่เคยฟังพวกนี้มาก่อนก็จะเกิดจินตนาการที่คนเขียน บรรยายต่างกันไป ได้อรรถรสอีกแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่ทั้งสองมีให้เหมือนกันคือ ความตั้งใจและพยายามของตัวละครที่จะเดินไปให้ถึงสิ่งที่ตัวเองฝัน
4. หนังของ Hal Hartley ที่ได้ดูเมื่อปีที่แล้ว
เมื่อ หลายปีก่อนเคยได้ดูหนังของ ฮาล ฮาร์ทลีย์ อยู่เรื่องหนึ่งเรื่อง Amature และพยายามหาหนังเรื่องเก่าๆของเขามาดู แต่ก็ไม่ค่อยได้เจอเท่าไหร่ที่ดังสุดของเขาก็น่าจะเป็น Henry Fool ปีที่แล้วได้ตามดูงานเก่าๆอย่างสมใจ อาจจะตกหล่นไปบ้างก็คงจะเป็นหนังสั้นสองสามเรื่องยุคแรกๆ จริงๆแล้วงานของ ฮาล อาจจะดูเรียบๆ ไม่ค่อยมีอะไรให้หวือหวามากเท่าไหร่ และมีความเป็นโกดาร์ด อยู่ในนั้นบ้าง แต่ก็มีบางอย่างในหนังที่น่าสนใจในกระบวนการคิดการทำ และสร้างแรงบันดาลใจให้กลับมาคิดต่อ
5. หนังหลายๆเรื่องในเทศกาลเวิร์ลฟิล์ม และ เทศการภาพยนตร์กรุงเทพ
การ จัดก็ดูดีขึ้นแม้ว่าในการจัดการบางอย่างยังขลุกขลัก น่าหงุดหงิดในบางเรื่องแต่ก็น่าอภัยให้เพราะปีนี้ทั้งสองเทศกาลมีหนังดีๆ เยอะกว่าปีก่อนๆ แล้วก็มีคุณภาพหลากหลายชนิดว่าเราต้องเลือกแบบรักพี่เสียดายน้อง
6. Japanese Girls at the Harbor : Hiroshi Shimizu 1933
ปกติ ผมเป็นคนชอบหนังขาวดำอยู่แล้ว บังเอิญเห็นหนังเรื่องนี้เข้า ก็เลยเลือกซื้อสุ่มมาดู เป็นหนังที่ไม่ยาวนัก ราวชั่วโมงเศษๆ เนื้อหาในเรื่องก็ค่อนข้างจะเก่าตามแบบเมโลดราม่าที่อาจจะมีคนสร้างมาเป็น ร้อยเป็นพันเรื่อง แต่เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องแรกๆที่สร้างขึ้นมาก็เลยดูน่าสนใจและความที่ เป็นหนังเงียบโดยไม่มีเสียงดนตรีประกอบเลย ก็ยิ่งทำให้ตอนดูรู้สึกแปลกๆ ในการนั่งดูสีดำและขาว ผ่านจอทีวีในความเงียบ ทำให้คิดว่าบางทีหนังบางเรื่องที่ไม่มีความอลังการในด้านภาพหรือไม่มีเสียง ใดๆที่สร้างปูอารมณ์ มันอาจจะทำให้เกิดบางสิ่งบางอย่างค้างอยู่ในหัวเราในวันรุ่งขึ้นมากกว่าหนัง ที่น่าตื่นตาตื่นใจเสียอีก
7. Wonderful Town : Aditya Assarat & มุอัลลัฟ : ภาณุ อารี , กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธ์ , ก้อง ฤทธิ์ดี
หนัง อิสระสองเรื่องที่ต่างกันในด้านโปรดักชั่น แต่อยู่หมัดในด้านอารมณ์ของหนัง วันเดอร์ฟูลทาว์น ของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ มีความประณีตของการงานการสร้างและภาพที่เนี๊ยบ กับเนื้อหาของเรื่องที่ดูบางๆ คล้ายๆกับเหมือนฝันแต่บางทีก็เหมือนกับจะจับต้องได้ ลงตัวแล้วก็ได้อารมณ์ความรู้สึกของคนที่สูญเสียที่บางทีเราก็ไม่แน่ใจว่า มันฝันหรือมันจริง ส่วนมุอัลลัฟ เป็นสารคดี ที่งานด้านการสร้างจะดูหยาบกว่า และไม่ได้ประณีตเท่าหรืออาจจะน้อยกว่าหนังสั้นบางเรื่องเสียอีก เผินๆอาจจะเป็นสารคดีที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้หญิงพุทธที่เปลี่ยน ตัวเองไปนับถือมุสลิมตามสามี แต่ข้างในแล้วมันคือหนังรักดีๆเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนดูต้องตั้งคำถามกับตัว เองเกี่ยวกับความคิดเรื่องความรักในแง่ของความรักแบบหนุ่มสาวและความรักต่อ สิ่งที่เรานับถือศรัทธา
8. หนังที่ฉายในเครือ Apex สกาล่า ลิโด สยาม
ว่า ไปแล้วหนังที่นี่จะทำให้การดูหนังทุกวันศุกร์ของผมมีสีสันมากกว่าเดิม เพราแทนที่จะได้ดูหนังจากฮอลลีวูด แล้วยังได้ดูหนังชาติอื่นๆ บางทีก็เป็นหนังเกรดรองๆ โดยที่ได้ดูในโรงจริงๆ แทนที่จะดูได้ทางเดียวอย่าง DVD เพราะนอกเหนือ จากการมาดูเพื่อบันเทิงแล้ว อีกครึ่งหนึ่งของการดูหนังก็คือการทำงานไปในตัว หนังบางเรื่องต้องดูในโรงเพื่อใช้ประสาทสัมผัสที่มีอยู่ ดู ได้ยิน รู้สึก และทำให้เห็นหนังชาติอื่นๆ อย่างอังกฤษ อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ว่าเขาไปถึงไหนกันบ้าง ไม่ใช่ว่าหนังพวกนี้จะดีไปซะทุกเรื่องแต่อย่างน้อยเราก็ได้รู้จัก สัมผัสกับมัน
9. สองสี ประจำปี เหลืองกับแดง
คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก คำเตือน : ควรใช้วิจารณญานในการรับฟัง คิด และกระทำ
จิตร โพธิ์แก้ว : บลอกเกอร์ limitless cinema : http://celinejulie.blogspot.com
FAVORITE THINGS OF 2008 (In preferential order)
A. FAVORITE FOREIGN FILMS
1.I-BE AREA (2007, Ryan Trecartin, USA) http://www.ubu.com/film/trecartin_area.html
2.THE MIST (2007, Frank Darabont, USA)
3.ACTRESSES (2007, Valeria Bruni-Tedeschi, France)
4.HASHI (2008, Sherman Ong, Japan)
5.NOW SHOWING (2008, Raya Martin, Philippines)
6.YEARS WHEN I WAS A CHILD OUTSIDE (2007, John Torres, Philippines)
7.PAINTED SKIN (2008, Gordon Chan, Hong Kong)
8.PAPER CANNOT WRAP UP EMBERS (2007, Rithy Panh, Cambodia)
9.LA RABIA (2008, Albertina Carri, Argentina)
10.COUNTRY TEACHER (2008, Bohdan Slama, Czech)
11.MY BROTHER’S SUMMER (2005, Pietro Reggiani, Italy)
12.MOSES AND AARON (1975, Jean-Marie Straub + Daniele Huillet, West Germany)
13.JUBILEE (1977, Derek Jarman, UK)
14.DEATH BED: THE BED THAT EATS (1977, George Barry, USA)
15.FEAST OF VILLAINS (2008, Pan Jianlin, China)
16.BIRD SONG (2008, Albert Serra, Spain)
17.HEART (1955, Kon Ichikawa, Japan)
18. EAT,FOR THIS IS MY BODY (2007, Michelange Quay, Haiti)
19.SARRAOUNIA (1986, Med Hondo, Burkina Faso)
20.THE HEADLESS WOMAN (2008, Lucrecia Martel, Argentina)
21.SAMAR (1998, Shyam Benegal, India)
22.THE SKY, THE EARTH AND THE RAIN (2008, Jose Luis Torres Leiva, Chile)
23.NEW AGE (2008, Keren Cytter, Netherlands)
24.DOOMSDAY (2008, Neil Marshall, UK)
25.NORTHERN LIGHT (2006, David Lammers, Netherlands)
26.PORCELAIN DOLL (2005, Peter Gardos, Hungary)
27.MONKEYS IN WINTER (2006, Milena Andonova, Bulgaria)
28.OTTO; OR UP WITH DEAD PEOPLE (2008, Bruce La Bruce, Canada)
29.TURTLES ARE SURPRISINGLY FAST SWIMMERS (2005, Miki Satoshi, Japan)
30.JUNO (2007, Jason Reitman, USA)
B. FAVORITE THAI FILMS
1.SAT WIBAK NAK LOKE (สัตว์วิบากหนักโลก) (2008, Paisit Panpruegsachart)
The title of this film can be translated as A TOUGH CREATURE WHO BURDENS THE EARTH.
2.THE PEN (เกมผีปากกา) (2008, Weerasak Suyala)
3.UNDER THE BLANKET (2008, Tossapol Boonsinsukh)
4.STILL (2008, Wisarut Deelorm)
5.GOOD MORNING, LUANG PRABANG (2008, Sakchai Deenan + Anousone Sirisackda, Laos/Thailand)
6.LIKE REAL LOVE (2008, Anocha Suwichakornpong)
7.HANDLE ME WITH CARE (2008, Kongdej Jaturanrasamee)
8.WONDERFUL TOWN (2008, Aditya Assarat)
9.WANG YUEN HAB (วังยื่นหาบ) (2008, Sompong Soda)
10.MHEEJOU (อาข่าผู้น่ารัก) (2008, Sukanya Vongsthapat)
C. FAVORITE FOREIGN SHORT FILMS
1.SOMETHING HAPPENED (2007, Keren Cytter) http://www.youtube.com/watch?v=9X6XHYi44FE
2.MEMORIAL PROJECT NHA TRANG, VIETNAM: TOWARDS THE COMPLEX – FOR THE COURAGEOUS, THE CURIOUS AND THE COWARDS (2001, Jun Nguyen-Hatsushiba, Vietnam)
3.HOBBIT LOVE IS THE GREATEST LOVE (2007, Steve Reinke) http://www.myrectumisnotagrave.com/vidleos/hobbitloveis.html
4.NOW LET US PRAISE AMERICAN LEFTISTS (2000, Paul Chan, USA)
5.IMPERATRIX CORNICULA (2007, Jerome Bertrand, Canada)
6.CARLA’S CHILD (2007, Emanuela Rossi, Italy)
7.THE LIMITS (2006, Thomas Adamicka, Germany)
8.NOT A MATTER OF IF BUT WHEN (2007, Julia Meltzer + David Thorne, Syria) http://www.meltzerthorne.com/pdf/descr-Not_a_matter.pdf
9.WESTBOUND (2007, Kubhaer T.Jethwani, Malaysia)
10.FACES IN THE FLOWERS (2008, Jennifer MacMillan, USA) http://www.youtube.com/watch?v=446CT_5JhTo
D. FAVORITE THAI SHORT FILMS
1.DANGER (DIRECTOR’S CUT) (2008, Chulayarnnon Siriphol)
2.HASAN (2008, Attapon Pamakho)
3.REPEATING DRAMATIC (2008, Arpapun Plungsirisoontorn)
4.CEREBRUM (2008, Alwa Ritsila + Komvish Zally)
http://www.youtube.com/watch?v=8D4c-x-AXG4
http://www.youtube.com/watch?v=QT0pJtVtXUA
http://www.youtube.com/watch?v=ZQciTneaWO8
5.A CENTURY OF LOVE (2007, Chalermrat Kaweewattana)
6.HOPE (2008, Siwadol Ratee)
7.TIME AND CONTINUATION (2004, Sudsiri Pui-ock)
8.MOFO LIFE SIZEDOLL (2007, Alwa Ritsila + Komvish Zally)
http://www.youtube.com/watch?v=C0NtqBkEkW8
http://www.youtube.com/watch?v=3KT7eyoFW48
http://www.youtube.com/watch?v=GrJTle91exk
9.GOLDEN MOUNTAIN (2008, Wattanapume Laisuwanchai)
10.CULTURE AND NATURE (2008, Prap Boonpan)
11.NIGHT TIME (2007, Tepparit Nuntasakun)
12.MANET’S LUNCHEON ON THE GRASS AND THAI VILLAGERS (2008, Araya Rasdjarmrearnsook)
13.BOONTHING (1991, Hamer Salwala + Saipin Kulkanokwan + Orawan Ovathasarn)
14.THE ETERNAL LIGHT (2008, Tulapop Saenjaroen)
15.GLIN SAI LOM (กลิ่นสายลม) (2007, Chaiwat Wiansantia)
The title of this film means “FRAGRANCE OF THE WIND”.
16.MIDNIGHT RAINBOW (2008, Patha Thongpan)
17.TWO STORIES ABOUT DHARMA (2008, Natchanon Jitweerapat + Isara Konlum)
18.NONGHARN (2007, Panus Boonnun)
19.CENSORSHIT! FATHER AND SON (2008, Professional Dry Cleaner)
20.I’M FINE SABUYDEE KA (2008, Tanwarin Sukkhapisit)
21.EMERALD (2007, Apichatpong Weerasethakul)
22.THE THING (2008, Fari Tesprateep)
23.THIS CONSTRUCT CAN SERVE NO PURPOSE ANYMORE (2008, Sathit Sattarasart)
24.STRAWBERRY (2008, Thaweesak Srithongdee + Boonchai Apintanaphong)
25.NEW GENERATION (เด็กโจ๋) (2008, Pakwan Suksomthin)
E. FAVORITE FOREIGN DOCUMENTARIES
1.FINAL SOLUTION (2004, Rakesh Sharma, India)
http://video.google.com/videoplay?docid=3829364588351777769
2.MODERN LIFE (2008, Raymond Depardon, France)
3.THE HALFMOON FILES (2007, Phillip Scheffner, Germany)
4.LISTENER’S TALE (2007, Arghya Basu, India)
5.CORN IN PARLIAMENT: LE GENIE HELVETIQUE (2003, Jean-Stephane Bron, Switzerland)
6.HAVANA: THE NEW ART OF MAKING RUINS (2006, Florian Bochmeyer, Germany)
7.UN ABOLITIONNISTE (2001, Joel Calmettes, France)
8.THE PAINTBALL PROJECT (2007, Wafaa Bilal, USA/Iraq)
http://www.youtube.com/user/mewafaa
9.SEVEN DUMPSTERS AND A CORPSE (2007, Thomas Haemmerli, Switzerland)
10.I FILM MY VILLAGE (2006, Shao Yuzhen, China)
11.LABAN: THE MEANING OF THE EDSA REVOLUTION (2007, Sally Jo Bellosillo, Philippines)
12.SOMEWHERE OVER THE CLOUD (2007, Hsiao Mei-ling, Taiwan)
13.THE CHEST TO BEQUEATH (2007, Ly Hoang Ly, Vietnam, video installation)
14.A SLIM PEACE (2007, Yael Luttwak, Israel)
15.BUNTOC EULOGY (1995, Marlon Fuentes, Philippines)
F. FAVORITE THAI DOCUMENTARIES
1.MY GRANDFATHER (2008, Pichet Smerchua)
2.CITIZEN JULING (2008, Ing K + Manit Sriwanichpoom + Kraisak Choonhavan)
3.HAPPINESS OF LAO ISLAND (2008, Witchuta Watjanarat + Vasuphon Kriangprapakit)
4.AOMM (2008, Somchai Vachirachongkol)
The word AOMM in Thai can be a nickname of a person and can also mean “INDIRECT”.
5.THE SAME OLD SEA (2008, Pisut Srimhok)
6.AN ORDINARY STORY (เรื่องธรรมดา) (2007, Meathus Sirinawin)
7.NATIONAL ANTHEM (2008, Chai Chaiyachit)
8.THE CONVERT (2008, Panu Aree, Kong Rithdee, Kaweenipon Ketprasit)
9.WE ALL KNOW EACH OTHER (2007, Phuttiphong Aroonpheng, Japan/Thailand)
10.I’M FINE THANK YOU AND YOU? (2008, Patana Chirawong)
G. FAVORITE ANIMATIONS
1.BUTTERFLY FROM URAL (2007, Katarina Lillqvist, Finland)
2.EN (2007, Takahiro Hayakawa, Japan)
3.HORTON HEARS A WHO! (2008, Jimmy Hayward + Steve Martino, USA)
4.I WANT TO BE A RED FISH (2006, Boonsri Tangtrongsin, Thailand)
http://www.boonsri.com/works/film2.html
5.YOGYA BINTANG HOUSE MINI (2008, Yoshitomo Nara + Graf, Japan, video installation)
6.CLASS SITUATION IN SOCIETY 3 (2008, Akegaluck Sagaew, Thailand)
7.1977 (2007, Peque Varela, UK)
8.WALTZ WITH BASHIR (2008, Ari Folman, Israel)
9.WHEN THE DAY COMES (2007, Supparerk Polsawad, Thailand)
10.VICTIM (2008, Nattaporn Yiamchawee + Nattapol Nark-ngen, Thailand)
H. FAVORITE THAI VIDEO INSTALLATIONS
1.WANTANEE RETROSPECTIVE ENCORE (2008, Wantanee Siripattananantakul)
2.BEING SOLDIER BETTER THAN YOU THOUGHT, RICE FIELD FROM RIPE PROJECT (2008, Sakarin Krue-on)
3.ZOOM +/- (2008, Theerawat Maysasitthivit)
4.BY TOMORROW (2008, Tuksina Pipitkul)
This video is included in Tuksina’s exhibition called PIG’S EYE.
5.MAN ON THE MOON (2008, Jakrawal Nilthamrong)
I. GUILTY PLEASURES
1.THE INNOCENT FRESHY 2 (2007, Nitchapoom Chaianun, Thailand)
2.SKIN (2006, Fernando Vendrell, Portugal)
3.DOGSHIT (เรื่องขี้หมา) (2008, Eag Tammakrang, Thailand)
4.LE GRAND CHEF (2007, Jeon Yun-su, South Korea)
5.CROC (2008, Saravuth Intaraprom, Thailand)
6.DIVE! (2008, Naoto Kumazawa, Japan)
7.HISTERIA (2007, James Lee, Malaysia)
8.THE APPOINTMENT (2000, Veronica Bilbao La Vieja, Italy)
9.FAMILY (เด็กมีปัญหา) (2008, Komsunt Boonyavit, Thailand)
10.RED QUEEN KILLS SEVEN TIMES (1972, Emilio P. Miraglia, Italy)
J. FAVORITE ACTORS
1. Michael Shaowanasai – OBSERVATION OF THE MONUMENT (2008, Michael Shaowanasai, Thailand)
2. Coco Martin in 5 Philippine films – JAY (2008, Francis Xavier Pasion), SERBIS (2008, Brillante Mendoza), DAYBREAK (2008, Adolfo Alix Jr.), DRUMBEAT (2007, Adolfo Alix Jr.), SLINGSHOT (2007, Brillante Mendoza)
3.Yasumasa Morimura – SELF-PORTRAIT AS A THEATER (2002, Yasumasa Morimura, Japan)
4. Liu Ye – DARK MATTER (2007, Chen Shi-zheng, USA)
5. Nicolas Bro – SOI COWBOY (2008, Thomas Clay, UK/Thailand)
6. Juergen Vogel in 2 German films – A FRIEND OF MINE (2006, Sebastian Schipper) and EMMA’S BLISS (2006, Sven Taddicken, Germany)
7. Nene – I WILL RAPE YOU WITH THIS SCISSORS (2008, Napat Treepalawisetkun, Thailand)
This is the trailer of the film:
http://www.youtube.com/watch?v=eTYW-vmF0NU
8.Brendan Gleeson – IN BRUGES (2008, Martin McDonagh, UK)
9.Heath Ledger – THE DARK KNIGHT (2008, Christopher Nolan, USA)
10.Francois Cluzet – RIVALS (2008, Jacques Maillot, France)
K. FAVORITE ACTRESSES
1.Zhao Wei – PAINTED SKIN (2008, Gordon Chan, Hong Kong)
2.Nobuko Otowa – MOTHER (1963, Kaneto Shindo, Japan)
3.Barbara Loden – WANDA (1980, Barbara Loden, USA)
4.Elsa Zylberstein – THE FEELINGS FACTORY (2008, Jean-Marc Moutout, France)
5.Noemie Lvovsky – ACTRESSES (2008, Valeria Bruni-Tedeschi, France)
6.Focus Jirakul – HORMONES (2008, Songyos Sukmakanan, Thailand)
7.Analia Couceyro in LA RABIA and THE PAST (2007, Hector Babenco, Brazil)
8.Gertrude Welcker – DR. MABUSE: THE GAMBLER (1922, Fritz Lang, Germany)
9.Anne Consigny – A CHRISTMAS TALE (2008, Arnaud Desplechin, France)
10.Zohra Lampert (Jessica) – LET’S SCARE JESSICA TO DEATH (1971, John Hancock, USA)
L. FAVORITE LIVE/STAGE PERFORMANCES
1.17 MAY MY VALENTINE (Sawanee Uthumma)
2. 10 YEARS OF PERFORMANCES AND INSTALLATIONS (Nezaket Ekici, Turkey)
3. WELCOME TO NOTHING (Nopphand Boonyai)
4. WAITING FOR G.D. (Damkerng Thitapiyasak)
5. PAST IS SIMULATION – THE LADIES OF THE SEA VS. NORA, AND OTHER STORIES OF THE SOCIETY (Monica Emilie Herstad, Norway)
6. WANGNIN FAMILY (Kae Ishimoto + Daisuke Zenzai, Japan)
7. Ray Langenbach’s performance in Asiatopia (USA/Malaysia)
8. The collective performances of Boris Nieslony (Germany), Helge Meyer (Germany), Norbert Klassen (Switzerland), Roi Vaara (Finland), Lee Wen (Singapore), Alastaire McLennan (Ireland), Jacques van Poppel (Netherlands), Myriam Laplante (Canada/Italy), and Jason Lim (Singapore) in Asiatopia
9. A BOX OF CHOCOLATE (Jaturachai Srichanwanpen)
10. The musical puppets’ street performance (Grego, USA)
11. THE RETURN (Won Yong Oh, South Korea)
12. BREAKING THE SURFACE (Damkerng Thitapiyasak)
13. Arai Shin-ichi’s performance in Asiatopia (Japan)
14. HEART DISEASE (ห้องสยองลงตับ) (Wattanachai Treedecha)
15. SEMI HAPPINESS (Nikorn Saetang + Jarunun Phantachat)
16. PUSH UP (Damkerng Thitapiyasak)
17. ALT CTRL DEL (Ninart Boonpothong)
18. Ying mei Duan’s performance in Asiatopia (China)
19. THE OTHER LAND (Teerawat Mulvilai)
20. MAN OF LA MANCHA (Euthana Mukdasanit)
M. FAVORITE ART/EXHBITIONS
1. DIED ON 6 OCTOBER 1976 (2008, Manit Sriwanichpoom, Thailand, photo exhibition)
http://celinejulie.blogspot.com/2008/08/died-on-6th-october-1976-2008-manit.html
2. MYTHS AND MONSTROSITIES (Peggy Wauters, Belgium)
http://p-wauters.exto.nl/
3. THE GREAT FROM THE WEST (1990, Montien Boonma, Thailand, painting)
This is a part of the exhibition ALL OUR EVERDAYS at Ver Gallery.
http://farm4.static.flickr.com/3176/2628442794_c6e7b3a40b_o.jpg
4. PHOTOGRAPHIES (Heve Robillard, France)
This is a part of the exhibition FROM (DIFFERENT) HORIZONS OF ROCKSHELTER.
http://celinejulie.blogspot.com/2008/09/from-differen-horizons-of-rockshelter.html
5. ONE AND THREE PANS (1965, Joseph Kosuth, Germany)
This is a part of the exhibition ARTSPACE GERMANY at PSG Gallery in Silpakorn University.
6. LIFE AND CEMETERY AFTER THE DEATH (Preecha Noulnim, Thailand)
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=03-2008&date=28&group=9&gblog=38
7. THE FATE OF SOCIAL VICTIMS: MS.THANYALUK, MS. SUMALEE, MS. PATTRAPORN (Yuwana Poonwattanawat, Thailand, paintings)
This is a part of the exhibition PASSION OF THAI MODERN ART at Siam Paragon.
http://celinejulie.blogspot.com/2008/08/most-favorite-things-of-july-2008.html
8. ZEALOUSLY KINDLED PASSION FOR OUR NATIVE DONG YAI (Jakkrit Karaket, Thailand, painting exhibition)
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=05-2008&date=25&group=9&gblog=76
9. EAT SHIT (Nattarika Thanpridanant, Thailand)
This is a part of the exhibition SENSATIONAL SELVES at Art Center Chula.
http://farm4.static.flickr.com/3143/2628442800_a8fddc456b_o.jpg
10. LUK TUNG: THAI FOLK LIFE (Naruemon Padsamran, Thailand)
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=03-2008&date=23&group=9&gblog=35
N. FAVORITE SONGS
1. CLAIRE DE LUNE – Lydia Kavina
http://www.youtube.com/watch?v=Xn4TgYkqdi8
2. CLASSIC CLICHE – Elektrons
http://www.youtube.com/watch?v=8bOMqau2Pcc
3. THE STATE OF THINGS – Rekleiner
http://www.youtube.com/watch?v=-e4Ol7Jt2Lg
4. MODEST THEME – Rude Hagelstein
http://www.youtube.com/watch?v=C7p9Gb5FuIE
http://www.youtube.com/watch?v=8yWayrO6mE0
5. NO, NO, NO (Eric Kupper Vocal mix) – Ono
The link below is for the original version:
http://www.youtube.com/watch?v=GiTY0vEd7oI
6. FAXING BERLIN – Deadmau5
http://www.youtube.com/watch?v=YnEUfeiSKt0
7. THE WIND BLOWS (ลมโชยพัด) – Coconutcream
I don’t know the title of this song, but the first words in the song are “The wind blows”. The members of this band include Tossapol Boonsinsukh.
http://www.myspace.com/coconutnutcreamcream
8. JULIAN – Boy George
http://www.youtube.com/watch?v=43aU8ys5Kug
9. CORPORATE CANNIBAL – Grace Jones
http://www.youtube.com/watch?v=FgMn2OJmx3w
10. HARRIET (Annie Mac edit) – Kissy Sell-Out
http://www.youtube.com/watch?v=UCM7GeVng6U
11. CHEAP AND CHEEFUL (Fake Blood mix) – The Kills
http://www.youtube.com/watch?v=XUSfMQc9cOw
12. NO TURNING BACK – Mikael Stravostrand featuring Big Bully
http://www.myspace.com/mikaelstavostrand
13. JE NE SUIS PAS BIEN PORTANT – Gaston Ouvrard
http://www.youtube.com/watch?v=4mEQZsw7w5c
14. ELEPHANT’S PARADE – Minilogue
http://www.youtube.com/watch?v=WtkgvBEEIHk
15. THE UNDERGROUND BULLSHIT – Gel Abril
http://www.youtube.com/watch?v=LNcUu64oEWg
16. SAMURAI – Jazztronik
http://www.youtube.com/watch?v=WWKTYJh2cGQ
17. A CHICO A RHYTMICO – Loco Dice
http://www.youtube.com/watch?v=Yfd7y-kOWq4
18. ACID EIFFEL (2003) – Choice
http://www.youtube.com/watch?v=_6Lj5egNB1M
19. SUDOKO KID – Star & Ito
http://www.youtube.com/watch?v=vWJQD1fFhXQ
20. BELL SONG FROM LAKME – Florence Foster Jenkins
http://www.youtube.com/watch?v=HJ5uZv1pG8g
O. FAVORITE MODEL
Bank Haemangkorn
http://farm3.static.flickr.com/2396/2722263251_cc71bd2241_o.jpg
P. FAVORITE PLACE
CONFERENCE OF BIRDS GALLERY
http://www.conferenceofbirds.com/Birds/Welcome.html
Q. FAVORITE QUOTES
What Come Paga said in an interview in Prachatai website:
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=12848&Key=HilightNews
“เรา สู้กับทักษิณ สู้กับไทยรักไทย เรายังสู้กันอยู่ในที่แจ้งทั้งคู่ ยังดีกว่าสู้กับสิ่งที่ไม่รู้ ไม่เห็น ตอนนี้เหมือนเราสู้กับผี กับวิญญาณ ที่บางทีเราก็คิดว่ามันมีจริง บางทีก็คิดว่ามันไม่มีอยู่จริง บางทีเราก็รู้ หรือสัมผัสการมีอยู่ของมัน ผ่านนิทานปรัมปรา ผ่านเรื่องเล่าอันเต็มไปกฤษฎาภินิหาร ผ่านเพลง ผ่านบทกลอน ฯลฯ”
R. FAVORITE CARTOON
Political cartoon by “Sia” on page 3 of Thairath newspaper
FILMSICK : บลอกเกอร์ http://filmsick.exteen.com ผู้ประสานงานกลแสง
หนัง
1. กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี /2008 / ไทย)
เรา อาจบอกได้ว่านี่คือหนังรักเพี้ยนๆ ขณะเดียวกันเราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังชีวิตอันเศร้าสร้อยของคนนอกที่ต้องยอม สูญเสียตัวตนเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ และในขณะเดียวกันเราก็อาจบอกได้ว่านี่คือหนังที่จับภาพการเมืองร่วมสมัยมา ยั่วล้อได้อย่างน่าสนใจ หนังอาจถูกมองในฐานะหนังไม่ลงตัวที่มีอะไรเพี้ยนๆยากที่จะรับได้ ในขณะเดียวกันการยั่วล้อของหนังก็อาจแนบสนิทไปกับตัวเรื่องจนไม่โดดเด่น ไม่ว่าจะมองว่าอะไรก็ตาม ผมเลือกหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในอันดับหนึ่งของปีตั้งแต่ดูครั้งแรก ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณงามความดีของหนัง แต่อย่างใด เพราะเหตุผลหลักๆ คือนี่คือหนังที่ผมรู้สึกว่ามันพูดกับผมโดยตรง เป็นหนังแบบที่มีขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจให้รู้ว่าอย่าน้อยก็ยังมีคนแบบ เดียวกันอยู่บนโลก
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080225/entry
2. NOW SHOWING (RAYA MARTIN /2008 /PHILLIPINES)
นี่ คือสี่ชั่วโมงที่ทั้งรื่นรมย์และขมขื่น ทั้งสวยงามและทุกข์เศร้า มหากาพย์ของคนสามัญถูกถ่ายทอดอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยดวงตาของความอารี หนังจ้องมองชีวิตเด็กหญิงริต้าโดยเลือกจ้องมองช่วงฉากอันดูเหมือนไร้ความ สำคัญแล้วค่อยๆ ก่อรูปตัวละครขึ้นมาช้าๆ จากฉากไม่สำคัญเหล่านั้น ชีวิตของเธอ แม่ของเธอ เพลงเงียบของเธอ น้ำตาของเธอ ความรักและความฝันของเธอ ทั้งหมดถูกจับมาเล่าอย่างเบามือ ระมัดระวัง ทำให้ริต้าค่อย ๆมีชีวิตขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันหนังก็เล่นสนุกกับฟอร์แมตของภาพ จนทำให้ในอีกชั้นชีวิตของริต้าสะท้อนภาพเปรียบเทียบการดำรงคงอยุ่ของ ภาพยนตร์ในฐานะวัตถุบันทึกความทรงจำ RAYA MARTIN เพิ่งอายุยี่สิบต้นๆ แต่กลับทำหนังออกมาได้อย่างน่าทึ่ง นับเป็นผู้กำกับที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081007/now-showing-raya-martin-2008
3. THE HEADLESS WOMAN (LUCRECIA MARTEL / 2008/ ARGENTINA)
เป็น ไปได้อย่างไรที่ภาพยนตร์จะนำเสนอสิ่งซึงเป็นนามธรรมอย่างภาวะการหลุดหลงลืม เลือน ความสำนึกบาป หรือความกระอักกระอ่วนในการเป็นคนชั้นกลาง เป็นไปได้อย่างไรททิสิ่งซึ่งง่ายดายในการร่ายสาธกยกนิทานในงานวรรณกรรมจะถูก แปรรูปไปสู่วัฒนธรรมทางสายตา ที่ลดทอนจริตจะก้านทางเทคนิคลง ใช่เพียงการเลือกกรอบภาพและการจัดวางอันแม่นมั่นเข้าจัดการ LUCRECIA MARTEL ทำ ให้การเมืองพบปปะกับปัจเจกบุคล และพบกันผ่านสื่อที่เรียกว่าภาพยนตร์ เธอเปิดการรับรู้ใหม่หรือ ไม่เลยเธอคือผลพวงจาอดีต แต่การขยับขยายกลาพันธุ์นี้ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งและนี่คือหนังอันอุดมไปด้วย คุณค่าทั้งทางศิลปะและทางความคิดแห่งปี พิสูจน์ว่าภาพยนตร์คือศาสตร์ที่ศักยภาพของมันสูงเกินขีดจำกัดที่เราเข้าใจ
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ ติดตามได้ใน วารสาร อ่าน ฉบับที่ 4 ครับ
4. DIARY OF THE DEAD (GEORGE A ROMERO./2008/US)
คม คาย หลักแหลม ลากไส้! เราอาจจะพูดถึงหนังสั้นๆได้ประมาณนี้ บทที่ 5 ของ มหากาพย์คนกินเนื้อคนของเสด็จเตี่ยโรเมโรไม่เคยทำให้เราผิดหวัง เขาอาจจะไม่หวือหวาบ้าเลือดเหมือนพวกลูกหลาน แต่ประเด็นอันเข้มข้นนั้นยังครบถ้วน แถมยังสดใหม่ไฉไลร่วมยุคปัจจุบันอีกต่างหาก มีคนทำหนังสักกี่คนที่ไม่แก่ไปตามวัย ยังคงทำหนังที่พูดถึง ‘ปัจจุบันขณะ’อย่างแน่นหนา แถมยังยึดมั่นในแนวทางเกรดรองของตนเองอย่างออกนอกหน้า มาถึงตอนนี้ ได้แต่ร้องว่า รอภาค 6 ด้วยใจระทึก
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081220/my-18-horrors-of-the-years-2008
5. PAPER CANNOT WRAP UP THE EMBERS (RITHY PAHN /2008/CAMBODIA)
สารคดีโสเภณีขเมร ที่ใช้วิธีการเชิง RETROSPECTIVE โดย ให้บรรดาซับเจ็คท์ ย้อนไปเล่า และย้อนไปเล่นเมื่อครั้งเจ้าตัวยังเป็นโสเภณีที่นอนตามตึกร้าง ทั้งตัววิธีการและการนำเสนอทำท่าจะกันคนดูออกจากหนังเต็มที่หากผลลัพธ์กลับ ตรงกันข้าม นี่คือหนังที่ตัวละครเล่าเรื่องอย่างชาเฉยหากสะเทือนสะทกในอกคนดู อย่างมหาศาล นี่คือหนังที่มีทั้งความกระอักกระอ่วน ความทุกข์ ความเหี้ยมโหด ความจริงและกระทั่งความฝัน ความหวังอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน สารคดีที่ดูไม่จริง กลับจริงจนเจ็บได้!
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081014/paper-cannot-wrap-up-the-embers-rithy-pahn-2008-24-city-jia-
6. จอมโหดมนุษย์ซีอิ้ว (ไพสิษฐ์ พันธุ์พฤกษชาติ/ 2000/ไทย)
นี่ คือหนังยาวอินดี้ของไทยที่ไม่ค่อยมีใครได้ดู หนังติดตามตามชีวิตชายคนหนึ่งแบบตามติดชิดใกล้ ตลอดทั้งเรื่องแทบจะเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้สาระความหมาย ไม่มีเหตุการณ์คืบเคลื่อน ตัวคนทำก็แค่เอากล้องไปติดตามชีวิตเพื่อนคนหนึ่งของเขาอย่างตามติดชิดใกล้ จากนั้นเอามาตัดต่อให้กลายเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นมา วิธีการอันไม่ธรรมดาย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ไม่ธรรมดา เพราะนี่คือหนังอินดี้ยุคต้นของไทยที่ทรงพลังที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาอะไรมาก ไปกว่าวิธีการบ้านๆและจินตนาการอันน่าทึ่งของผู้กำกับ โดยส่วนตัว นี่คือหนึ่งในสามหนังอินดี้ไทยที่ถือว่าต้องดู นอกจาก ดอกฟ้าในมือมาร และ THE BIRTH OF SEANEMA
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080507/entry
7. SUMMER HOURS ( OLIVIER ASSAYAS /2008/ FRANCE )
ภาย ใต้ความเป็นหนังดรามาครอบครัว และกาดกวัดแกว่งกล้องแบบตามติดชิดใกล้ตามประสาของอัสซายาส นี่คือหนังที่ตั้งคำถามหนักๆเกี่ยวกับความเป็นครอบครัวท่ามกลางโลกโลกาภิวัฒ น์ ได้อย่างหนักแน่น หากนุ่มนวลและเป็นมนุษย์จนเราถึงกับสะเทือนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ตัวละคร ไม่แปลกเลยถ้าเราจะเทียบเคียงตัวละเข้ากับตัวเอง เราล้วนเป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านั้นตามตำแหน่งแห่งที่ในครอบครัว หนังมองคนทุกรุ่นอย่างให้โอกาสและแสดงให้เห็นถึงมรดกตกทอดทางวิญญาณของ มนุษย์ที่สำคัญกว่าทรัพย์สิน เหนืออื่นใด หลังจากหนังจบลงเราก็ยังคงรู้สึกว่าบรรดาตัวละครยังคงมีชีวิตอยู่ ยิ่งเราจินตนาการถึงตัวละครในหนังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงความยอดเยี่ยมของหนังมากเท่านั้น
8. MODERN LIFE (RAYMOND DEPARDON/2008/FRANCE)
นี่ คือสารคดีซึ่งนำเรากลับไปสู่ความเรียบง่ายทั้งตัวเนื้อหาและความหมายเชิง ภาพยนตร์ เพราะนี่คือหนังสารคดีที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเอากล้องไปตั้งแล้วถ่ายทำ บทสัมภาษณ์ของบรรดาเกษตรกรในฝรั่งเศสที่ยังคงทำไร่เลี้ยงแกะ แบบเดิมๆ และกำลังจะตายลงเมื่อถูกแทนที่ด้วยการเกษตรแบบเชิงอุตสาหกรรม โดยไม่พึ่งพาเทคนิคการตัดต่อใดๆให้มากความ ความสามัญของสารคดีเรื่องนี้กลับทรงพลังในการเล่า และทั้งหมดทั้งมวลอาจมาจากความใส่ใจในมนุษย์ของผู้กำกับที่รู้จักผู้คนเหล่า นี้มาค่อนชีวิต การหยอดคำถาม ความเงียบ การรอคอยคำตอบ ทั้งหมดทั้งมวลคือคำตอบที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องแสดงภาพวูบวาบให้เสียเวลา จ้องมองดวงตาเขาสิ นั่นล่ะคำตอบและเรื่องเล่า ผู้กำกับคงอยากพูดแบบนี้โดยแสดงให้ดู นี่คือหนังสารคดีที่ทำให้คนดูร้องให้โดยไม่ต้องเล่าเรื่องแค่จ้องมองกันและ กัน
9. WENDY AND LUCY (KELLY REICHARDT /2008/USA)
หนัง มีความเป็นหนังการเมืองมากพอๆกับการเป็นหนังที่เล่าชีวิตรันทดส่วนบุคคล เราอาจมองความฉิบหายในชีวิตของเวนดี้เป็นเรื่องเชิงปัจเจกของเด็กผู้หญิงหมา หายก็ได้ ในขณะเดียวกันหนังก็แสดงให้เห็นว่าความฉิบหายเหล่านั้นไม่ได้ดำรงคงอยู่ อย่างโดดๆมันผูกพ่วงอยู่กับกระบวทัศน์หลักๆของโลกทุนนิยมด้วย และที่น่าทึ่งเป็นสองเท่าคือการที่ KELLY REICHARDT ไม่ได้พูดมันออกมาตรงๆ แต่หล่อยให้เราค่อยๆมองเห็นมันผ่านชีวิตของเวนดี้ซึ่งได้การแสดงอันลืมไม่ลงของ MICHELE WILLIAMS เป็นเสมือนดาวเหนือเปล่งประกาย โดยไม่ต้องใส่เหตุการณ์บีบคั้น แค่มองหน้าเธอเราก็รู้สึกร้อยพันอย่างแล้ว
10. HAPPY –GO LUCKY (MIKE LEIGH/2008/UK)
นี่ คือความรื่นรมย์ประจำปี 2008 ที่มาเยี่ยมเยือนเหมือนลมหนาวช่วงปลายปี ชีวิตของป๊อปปี้ เป็นเหมือนสาวน้อย อเมลี เวอร์ชั่นชนชั้นกรรมาชีพ ที่มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไมค์ ลีห์ เด็ขาดและนุ่มนวลในการเล่าเรื่องมากๆ เพราะเราอาจจะรำคาญคนแบบป๊อปปี้ได้ทุกขณะจิต แต่การที่เขาค่อยๆให้เรารู้จัก ป๊อปปี้ โลกของเธอ เพื่อๆนของเธอ และวิธีการมองโลกของเธฮ เราก็จะตกหลุมรักเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้น ในขณะเดียวกันกับตัวละครร้ายๆของเรื่อง เขาก็ยังมีมิติความเป็นมนุษย์จนเปลี่ยนจากตัวร้ายเป็นเพียงคนมองโลกในแง่ ร้ายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในตัวของทุกๆ คน และนับเป็นโชคที่หนังเลือกจบลงด้วยความรู้สึกว่าการมองโลกในแง่ดีไม่ใช่ เรื่องของการมองโลกในแง่เดียว มันย้อนกลับไปหาความหมายของชื่อเรื่องว่าบางที การมีความสุขต่างหากที่นำโชคมาให้ และยิ่งหนังซ้อนเรื่องทั้งหมดห่มคลุมไว้ภายใต้ประเด็นการศึกษา ทุกคนเป็นทั้งครูและนักเรียนของกันและกันมันก็ยิ่งคมคายมากขึ้นเป็นทบทวี
11. HASHI (SHERMAN ONG /2008/ JAPAN?)
เรา อาจอนุมานเอาว่านี่คือ 20 30 40 เวอร์ชั่นสุดเหวอ (แต่เป็น 20 30 50 แทน (ข้อมูลจากเวบของหนัง) โดยเราอาจบอกได้ว่าที่บทของน้อง 20 ใช่ผู้หญิงสี่คนเล่น เพาะคนวัย 20 ยังมีความสับสนในชีวิต แสนเหวอของเธอยังมีความฝัน(เธอเลยมักหลับและฝันจนเสียงานเสียการ) พออายุมากขึ้นความสับสนก็น้อยลง เพราะเจ๊ 30 มีผู้หญิงสองคนเล่น ปัญหาก็ไม่พ้นเรื่องความเบื่อหน่ายชีวิตคู่ ส่วนเจ๊ 50 นั้นผ่านทุกประสปการณ์ชิวิตมาแล้ว เธอเล่นคนเดียว และมีปัญหาเรื่องความเงียบเหงา ลูกโต ไม่รู้จะคุยอะไรกับผัว หาอะไรกิ๊กๆกั๊กๆกับแฟนเก่าให้กระชุ่มกระชวย นี่คือหนังสุดแสนเพลิดเพลินจำเริญใจหาใดปาน เพราะมันคือหนังยาวสองชั่วโมงที่บอกให้เราโยนระเบียบวิธีการดูหนังทิ้งไปให้ หมด เพื่อเพลิดเพลินกับหนังที่เป็นเหมือนการเฝ้าสังเกตชีวิต และปัญหาของผู้หญิงสามวัยโดยไม่มีแม้แต่ความต้องการสร้างเรื่องเล่า เริ่มต้น สร้างปม คลี่คลายสรุปจบ
12. MISTER LONELY (HARMONIE KORINE/2008/US)
เราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังเกี่ยวกับคนเพี้ยนที่ทำขึ้นโดยคนเพี้ยน (HARMONIE KORINEผกก.GUMMO)และเล่นโดยคนเพี้ยน (อย่างน้อยก็ WERNER HERZOG กับ คนนึงล่ะ) หนังเล่าเรื่องของบรรดาพวกคนหน้าเหมือน นักแสดงแทนตัว พระเอกเล่นเป็นไมเคิล แจคสัน นางเอกเล่นเป็นมารีลิน มอนโร ที่แต่งงานกับชาลี แชปลิน แล้วไปอยู่บนเกาะที่มีทั้งควีนอลิซาเบธ โป๊ป ไปจนถึงหนูน้อยหมวกแดง ตัดสลับกับการเล่าเรื่องเอ่อ แม่ชีบินได้ ความเพี้ยนพิลึกของผู้คนในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะตัวตลก หรือพวกขี้แพ้ แต่นพเสนอในฐานะของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ยิ่งได้การแสดงอันน่าทึ่งของบรรดานักแสดงในเรื่อง ยิ่งทำให้หนังทรงพลังและเข้มข้นขึ้น เมื่อหนังเพี้ยนทำโดยคนที่เพี้ยนจริงๆมันก็เลยเต็มไปด้วยอารมณ์เพี้ยนพิลึก ที่หนักหน่วงและเจ็บปวดในขณะเกียวกันก็ดิ้นรนที่จะเปล่งประกายเรื่อเรือง ด้วยในเวลาเดียวกัน
13. SILENT LIGHT (CARLOS REYGADAS /2007/ MEXICO)
งาน เฉลิมฉลองของความเงียบและแสงอันสาดส่อง การปะทะกันของพื้นแผ่นดินและเรื่องเล่าอันเหนือจริงของโลกลาติน เรื่องราวของหนังนั้นมีให้จับต้องไม่มานัก เป็นเพียงเรื่องเล่ารักสามเส้าพื้นๆทั่วไป ดังนั้นตลอดเวลา 143 นาทีของหนัง เรื่องจึงคืบเคลื่อนอย่างเชื่องช้าหากทิ้งคนดูไว้ท่ามกลางทัศนียภาพของเรือก สวนไร่นาแผ่นดินอุดมของเมกซิโกตอนเหนือ หนังของ REYGADAS ขึ้นชื่อเสมอในเรื่องของ LONG TAKE และ ในหนังเรื่องนี้ หนังเต็มไปด้วยฉากลองเทคอันยืดยาว กล้องที่ค่อยๆคืบเคลื่นเข้าหาตัวละคร หรือค่อยผินดวงตาออกจากตัวละครไปจ้องมอง ท้องฟ้า หมู่แมกไม้ สายลมและที่สำคัญแสงอันสาดส่อง นี่คือหนังที่มีไว้ชำระจิตใจภายใต้โศกนาฏกรรมของมนุษย์
เขียนยาวๆถึงหนังไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080711/silent-light-carlos-reygadas-2007
14. FAREWELL TO ARK (SHUJI TERAYAMA/1984/JAPAN)
การ ดัดแปลงวรรณกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งการดัดแปลงอภิมหาวรรณกรรมอย่าง ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ของการ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ให้เป็นหนังยาวสองชั่วโมงยิ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ชูจิ เทรายามาทำ และทำได้ให้กลายเป็นทั้งหนังที่หยิบเอาหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวมาตี ความในบริบทใหม่โดยยังคงความหมายซ่อนเร้นในบทประพันธ์ดั้งเดิม ซ้ำยังก้าวล้ำถึงขั้นคล้ายคลึงกับบทวิจารณ์อยู่ในที ในขณะเดียวกันหนังยังก้าวล่วงไปสู่ความเป็นหนังส่วนตัวในฐานะหนังเรื่องสุด ท้ายในชีวิตของเทรายาม่า เขาเรียกบรรดาดาราขาประจำมาเล่น ถึงขนาดให้ทุกคนมาถ่ายรูปร่วมกันในฉากสุดท้ายของหนัง นี่คือหนังที่มีทั้งความบ้าคลั่งและความรื่นเริงแห่งการสั่งลา และเป็นทั้งหนึ่งในหนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง!
15. CARGO 200 (ALEXEI BALABANOV/2007/RUSSIA)
นี่ คือหนังแห่งความเสื่อมของแท้แน่นอน หนังพาเรากลับไปทอดน่องท่องช่วงเวลาก่อนสหภาพโซเวียตจะแตก ช่วงเวลาที่ผู้คนภายในประเทศพากัน ‘เน่าใน’กันทุกระดับชั้น หนังด่ากราดจากนักการเมืองไปจดวัยรุ่นไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในฐานะบรรดาผู้ร่วม ขบวนชะตากรรมอันโหดเหี้ยมของเด็กสาวคนหนึ่ง หนังแกว่งไปมาระหว่างการเป็นหนังแฉสังคมกับหนังเขย่าขวัญ ช่วงท้ายของหนังเลยเถิดจนกลายเป็นหนังสยองขวัญชวนสะอิดสะเอียนด้วยซ้ำ และกลิ่นแห่งความฉิบหายในหนังเรื่องนี้จะติดตัวคุณไปแม้จะดูจบไปแล้ว นี่คือหนังแห่งความกระอักกระอ่วน ทั้งในทางจิตใจและทางกาย!
16. THE SKY , THE EARTH AND THE RAIN (JOSE LUIS TORRES /2008/CHILE)
ภาพยนตร์ แห่งความเงียบ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ในการเฉลิมฉลอง ความเงียบและทํสนียภาพในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่อื้นใดนอกจากความสิ้นหวังและการ ดิ้นรนที่ไร้ทางออก ตัวละครหลักในหนังเรื่องนี้ เป็นตัวละครแบบที่จะไม่ดิ้นรนต่อสู้อะไร เธอเป็นคนโง่ทึ่ม เธอออาจจะอยากผูกพันกับใครสักคนแต่เธอก็ขลาดกลัวเกินไป เธอคอยดูแลแม่ที่ป่วยหนัก พอแม่เธอตายทุกอย่างก็หมดสิ้น ฉากหลังจากแม่ตาย เธอดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนเดิม ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เพราะเธอไม่มีอะไรเลืออยู่อีก กลัวเกินกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ และกลัวเกินกว่าที่จะตาย
17. I’M NOT THERE (TOD HAYNES/2007/USA)
อวตาร ทั้งเจ็ดของบอบ ดีแลน พิสูจน์ความจริงว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งซึ่งคงรูป กระแสความคิดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางคนเรียกการเติบโตบางคนเรียกการเปลี่ยนแปลง และบางคนไม่มีชื่อเรียก เช่นเดียวกัยการที่กระแสสำนึกของมนุษย์ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าหนัง จึงมีอวตารที่เป็นเสมือนต้นธารความคิดของดีแลนแทรกปนมาด้วย นี่คือหนังที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาเพียงแต่เส้นตรงของหนังคือเส้นตรงทางความ คิดมากกว่าชีวิตตามเข็มนาฬิกา ขอแสดงความคารวะให้กับหนังช่างคิดแห่งปี
18. SUMMER BOOK (SEYFI TEOMAN /2008/ TURKEY)
หนัง ทำท่าจะเป็นหนังเด็กแต่เอาเข้าจริงกลับเป็นหนังที่ปล่อยให้เราจับจ้องมอง ชีวิตแระจำวันของครอบครัวครอบครัวหนึ่งไปเรื่อยๆ กว่าที่เราจะรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงภาพจำลองที่มุ่งนัยทางการเมืองก็เป็น ช่วงท้ายๆของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังการเมืองหรือไม่ จังหวะเชื่องช้าของหนังก็ให้อารมณ์อ้อยสร้อยอันน่าติดตาม ถือเป็นหนังที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในปีนี้
19. NEW AGE (KEREN CYTTER /2008/NETHERLANDS)
หนัง ซ้อนหนังที่ซ็อนภาวะการวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นหนังได้อย่างน่ากรี๊ด หนังเรื่องนี้ไม่มีทั้งสถานที่ และเวลา ทั้งหมดไหลท่วมทับและจัดกระบวนใหม่ เมื่อใครสักคนพูดอะไรสักอย่างมันอาจเป็นแค่การแสดง หรือไม่ก็ได้ อย่าคลำหาเส้นเรื่องมันจะนำไปสู่ทางตัน อย่าจรดจ่ออยู่กับเวลาเพราะมันจะไม่นำพาไปไหน ไม่ใช่ความไม่เนียนแต่เป็นความตั้งใจ หากคิดว่านี่คือหนังเบรคเชี่ยน มันก็เป็นเบรคเชี่ยนยกกำลังสอง
20. UP THE YANGTZE (YUNG CHANG/2008/CHINA)
นี่ คือสารคดีติดตามชีวิตชาวบ้านที่ต้องเจอกัยปัญหาสาหัสจากการสร้างเขื่อนสามผา ที่ตรงไปตรงมาจนไม่น่าจะมีอะไรพิเศษ แต่การติดตามตัวเอกที่มาจากครอบครัวอันยากจนและกำลังจะยากจนลงไปอีก (อันเป็นผลจากการกระทำของรัฐ) การเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของตัวละครเป็นความเจ็บปวดร้าวรานที่ยากจะปฏิเสธ เพราะมันเป็นภาพแทนของสิ่งซึ่งเกิดขึ้นในทุกๆที่ทั่วโลก
HONORABLE MENTION
IN THE CITY OF SLYVIA (JOSE LUIS GUERIN/2007/SPAIN )
ONCE (JOHN CARNEY / 2006 /IRELAND)
THE SUN ALSO RISE (JIANG WEN /2007/ CHINA)
MY WINNIPEG (GUY MADDIN /2007/ CANADA)
CAOTICA ANA (JULIO MEDEM /2007 / SPAIN)
THE PATH (ISHTAR YASIN GUTIERREZ /2008/COSTA RICA)
EAT, FOR THIS IS MY QUAY/2007/HAITI/FRANCE">BODY
THE STRANGERS (BRYAN BERTIN0/2008/USA)
EASTERN PROMISES (DAVID CRONENBERG/2007/USA)
NO COUNTRY FOR OLD MEN (JOEL+ETHAN COEN / 2007/USA)
OTTO, OR UP WITH THE DEAD ( BRUCE LABRUCE /2008/GERMAN/CANADA)
HUNGER (STEVE McQUEEN/2008/UK)
GONE BABY GONE (BEN AFFLECK/ 2007/USA)
THE MIST (FRANK DARABONT /2008/USA)
DOOMSDAY (NEIL MARSHALL/ 2008/UK)
LET THE RIGHT ONE IN (TOMAS ALFREDSON/2008/SWEDEN)
JUBILEE (DERELK JARMAN/1977 /UK)
24 CITY (JIA ZHANGKE/2008/CHINA)
สะบายดีหลวงพระบาง (ศักดิ์ชาย ดีนาน +อนุสอน ศิริศักดา/2008/ไทย)
LABAN: THE MEANING OF THE EDSA REVOLUTION (SALLY JO BELLOSIO/2008/PHILLIPPINES)
WALTZ WITH BASHIR (ARI FOLMAN/2008 / ISRAEL)
SURPRISE FILM
PAINTED SKIN (GORDON CHAN/2008/HONGKONG)
THE DETECTIVE (OXIDE+ DANNY PANG/2007/HONGKONG)
BE KIND REWIND (MICHEL GONDRY /2008/USA)
YOU DON’T MESS WITH ZOHAN ( DENISE DUGAN/2008/USA)
หนังที่ดูทาง DVD
1. DARWIN’S NIGHTMARE (HUBERT SAUPER /2004/FRANCE)
สารคดี ที่พาเราไปดูกระบวนการในอุตสาหกรรมปลาซึ่งลากโยงเอาชีวิตชาวบ้านในแอฟริกา เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นี่คือตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบของภาวะโลกาภิวัฒน์ว่าการกินปลาในยุโรปส่งผล อะไรกับชาวบ้านในแอฟริกา หนังจริงจนน่าขนลุก และชวนคับแค้นอย่างยิ่ง ไม่ใช่สารคดีแห่งปี นี่คือหนังที่จำเป็นต้องดูถ้าจะคุยกันเรื่องความยากแค้น!
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080130/kisangani-diary-darwin-8216-s-nightmare-hubert-sauper
2. BARREN ILLUSION (KIYOSHI KUROSAWA / 1999/JAPAN)
คิ โยชิ คุโรซาวะทำหนังรัก ! นี่คือหนังที่ถูกมองข้ามมากที่สุดเรืองหนึ่งของคิโยชิ คุโรซาวะ เราจะกล่าวถึงหนังได้ง่ายๆว่านี่คือหนังที่มีตัวละครจากหนังของหว่องกาไว หลุดเข้าไปในโลกแบบหนังของ LUIS BUNUEL หากภาย ใต้ บรรยากาศ ทัศนียภาพ และความแห้งแล้งแบบ คุโรซาวะ หากได้ดูหนังเราจะไม่มีทางลืมฉากที่ตัวละครเลือนหายไปดื้อๆ และฉากโครงกระดูกเกยหาดอย่างแน่นอน ย้ำอีกทีว่านี่คือหนังรัก
3. JEAN ROLLIN’S COLLECTION
ดู แยกเรื่องอาจจะรู้สึกเฉยๆแต่ดูทั้งชุดแล้วจะค้นพบอัจฉริยะภาพของเจ้าพ่อหนัง ‘เปลือยเปื้อนเลือด’ จะมีหนังสยองขวัญที่ไหนที่สร้างบรรยากาศแปลกแยกแตกเปลี่ยว กลางปราสาทร้างลึกลับ ริมทะเล กับแวมไพร์สาวเขี้ยวน่ารักที่เปลือยกันตลอดเวลา ความเย้ายวนอันเวิ้งว้าง และเรื่องผีสางบนเรื่องเซ็กส์ ให้บรรยากาศพิลึกพิลั่น หากจะลองสองเรื่องแนะนำ LE FRISSON DU VAMPIRE และ NIGHT OF THE HUNTED หนึ่งคือหนังแวมไพร์สุดเหวอและอีกหนึ่งเป็นหนังไซไฟเท่โคดแล้วคุณจะรักสาวๆ ของป๋า ROLLIN
4. สุรีรัตน์ล่องหน (ส.อาสนจินดา/2504 /ไทย)
การ ปะทะสังสรรค์ของขนบหนังดราม่าลูฏเลี้ยงแสนดีแม่เลี้ยงมหาภัยขั้นพีค (หมายถึงว่ามีถึงขั้นตบตีจับกุมคุมขังไล่ฆ่ากัน!) กับหนังไซไฟมนุษย์ล่องหน ไม่มีอะไรจะสนุกสนานตื่นเต้นไปกว่านี้อีกแล้ว ตลอดความยาวสองชั่วโมงของหนัง เต็มไปด้วยความสนุกสนานเร้าใจแบบไทยๆ ไม่ต้องปิดบังอะไรอีกแล้วนี่คือหนังที่บันเทิงที่สุดของปี และในอีกทางหนึ่งนี่คือ CULT FAVORITE ที่โลกยังไม่ค้นพบ ถ้ายังไม่สะใจพอ หนังมีการแสดงขั้นเทพของสุพรรณ บูรณพิมพ์เป็นของแถม!
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081010/2504-supreme-thai-cult-favorite
5. เมืองในหมอก (เพิ่มพล เชยอรุณ /2521/ไทย)
หนัง ไทยที่ดัดแปลงจาเรื่องสั้น ผู้บริสุทธิ์ ของกามูส์ มาใช้บรรยากาศแห่งเมืองแม่ฮ่องสอนสร้างเป็นเมืองลึกลับ และบรรยากาศชวนสยอง หนึ่งในหนังไทยไม่ปรานีปราศรัยจากยุคทศวรรษที่70’s หนังเต็มไปด้วยฉากการฆาตกรรม ความบ้าคลั่ง และฉาก monologue ยาวๆ แบบที่เราไม่สามารถหาได้ในหนังไทยยุคปัจจุบันอีกต่อไป ใครก็ได้ช่วยรีมาสเตอร์ที่ โลกจะได้รู้ว่าเรามีหนังแบบนี้อยู่ในมือ!
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20071117/entry
6. XIAO WU (JIA ZHANGKE/1997/CHINA)
หนัง ยาวเรื่องแรกของผู้กำกับจีนที่ตอนนี้กลายเป็นแถวหน้าตัวจริงของผู้กำกับระ กับโลกไปแล้ว เมื่อครั้งที่เจี่ยจางเคอะยังไม่เซอร์เรียลแบบ STILL LIFE เขา เคยทำหนังที่ซอกซอนไปตามชีวิคของคนจีนตัวเล็กๆ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของประเทศแบบก้าวกระโดด หนังเรื่องนี้เล่าตรงไปตรงมาใช้วิธีการเกือบๆจะเป็นสารคดี ในขณะเดียวกันอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นตัวละครประเภทเดียวกับในหนังของหว่องกา ไวนี่นา เพียงแต่นี่คือตัวละครเหล่านั้นในแบบไม่โรแมนติคและอยู่ในโลกของความเป็น จริง หนังจึงออกมาสะเทือนใจอย่างเงียบเชียบมากๆ
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080515/xiao-wu-jia-zhangke-1997
7. GERMAN CHAINSAW MASSACRE (CHRISTOPH SCHLINGESIEF/ 1991/GERMAN)
การ ปะทะกันจนเจ็บปวดล้มตายระหว่างหนังสยองขวัญเชือดเลือดสาดและหนังการเมืองที่ ขวานผ่าซากอย่างไร้ปรานี ผลนั้นหรือคือความพิสดารพันลึกของแท้ นี่คือหนังที่มีทั้งเลือดและเนื้อ เสียงหัวเราะและเสียงกรีดร้อง ความบ้าเหนือคำบรรยายของผู้กำกับทำให้หนังเสมือนมีจุดพีคทุกห้านาที ในกรณีที่เป็นคนเยอรมันความพีคนี้คงทิ่มแทงจนเสียสติกันไปข้างหนึ่ง นิยามหนังสั้นๆคือนี่คือหนังที่บ้าทุกนาทีของมัน!
http://filmsick.exteen.com/20081126/the-german-chainsaw-masacre-christoph-schlingenseif-1991
8. HUMAN RESOURCES (LAURENT CANTET/1999 / FRANCE)
ประเด็น ปัจเจกพ่อลูกในหนังเรื่องนี้ถูกจ้องมองด้วยฐานะปัจเจก แต่ที่แท้สะท้อนภาพโครงสร้างใหญ่ของสังคม ที่พูดประเด็นปัญหาครอบคลุมตั้งแต่ความแตกต่างของคนชั้นแรงงานกับชนชั้นผู้ บริหาร ลามเลยไปจนถึงประเด็นการถีบตัวเลื่อนชั้นของเด็กหนุ่มดีๆคนหนึ่ง ที่ความลักลั่นทางชนชั้นและจริยธรรมส่วนบุคคลตามเล่นงานเขาไม่รู้จบ LAURENT CANTET อาจจะไม่ใช่ของฮิต (ต่อให้เขาได้คานส์มาก็ตาม) แต่หนังของเขาหนักแน่นพอจะรับตำแหน่งคนทำหนัง SOCIAL REALISM คน สำคัญที่ต้องจับตามอง หนังทุกเรื่องของเขาเล่าอย่างแน่นหนากับประเด็นทางสังคมมาตลอดและยิ่งทวี ความพิเศษทางภาพยนตร์มากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เราขอยกให้ความสดของหนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนครับ
9. BLACK SUN (GARY TARN /2005 / UK)
สารคดี อันมลังเมลืองเรื่องนี้เล่าโดยศิลปินตาบอด ที่ตาบอดเพราะบังเอิญถูกโจรปล้นชิงทรัพย์ทำร้าย ประสบการณ์เลวร้ายไม่ได้ทำให้เขาสูญสิ้นศรัทธา แต่ทำให้เขาค้นพบความงามในอีกรูปแบบหนึ่ง ภาพเบลอ และแสงซึ่งวาดไปมาอย่างระยิบระยับ ไปจนถึงภาพจากมุมมองของนกใต้แสงสีทองของยามสายัณห์ปลุกเร้าให้เราสดชื่อ ตื่นรู้อย่างเศร้าสร้อยหากสวยสดงงดงาม นี่คือหนังสารคดีที่น่าทึ่งทั้งวิธีการ ภาพที่เห็น ตลอดจนเนื้อหาที่อยู่ภายใน
10. DEATH BED :THE BED THAT EATS ( GEORGE BARRY / 1977/USA)
หนัง สยองขวัญตกสำรวจจากยุคทศวรรษที่70’ เล่าเรื่องตรงไปตรงมาของเตียงปีศาจกินคน เทคนิคของหนังอาจไม่หวือหวา แต่บรรยากาศประหลาดโลกแบบหนังสยองขวัญยุค 70’s ที่แพร่กระจายตลบอบอวล ความวิเวกวังเวงของสถานที่และเทคนิคพิเศษแบบโบราณทำให้หนังเรื่องนี้ ผนวกกับความทุนต่ำจำกัดได้สร้างสิ่งเพิเศษภายใต้ข้อจำกัดจนกลายเป็นหนังสยอง ขวัญที่เต็มไปด้วยบรรยากาศมากกว่าฉากเลือดสาด รีเมคไม่ได้ทำใหม่ไม่มีทางถึงจริงๆ
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080624/death-bed-the-bed-that-eats-george-barry-1977
11. THE FORSAKEN LAND (VIMUKTHI JAYASUNDARA/2005/SRI LANKA)
ภาพ เคลื่อนไหวแห่งทัศนียภาพปลายขอบโลก ภาพฉายของความสิ้นหวังของมนุษย์ในภาวะนิ่งงันและปลักตมอันขมขื่นของจารีตโดย มีภาพของสงครามอันไร้เหตุผลส่งเสียงเพรียกหาอยู่ไกลๆ ภาพเรียงร้อยอันนำเราไปสู่ความมืดดำ ในเสียงของตำนานโหดเหี้ยมซึ่งถูกขับขานไม่รู้สิ้น หนังเรียงร้อยภาพราวบทกวีของแสงเงาซึ่งสาดมาแต่เพียงความมืดลึกลับ เหตุการณ์เงียบใบ้ไร้คำอธิบายและความตายที่กำจายกลิ่นโอบคลุม ไม่รู้จะเรียก THE FORSAKEN LAND ว่าหนังกวีได้หรือไม่ แต่หากมันเป็นบทกวีทางภาพมันก็เป็นบทกวีที่มืดดำอย่างยิ่ง
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081224/the-forsaken-land-vimukthi-jayasundara-2005
อ่านสัมภาษณ์ผู้กำกับ Vimukthi Jayasundara ที่กรุงเทพ ฯ ได้ที่คอลัมน์ ARTVIRUS เว็บไซต์ open: http://www.onopen.com/2007/02/1844
12.OPERA JAWA (GARIN NUGROHO/ 2006/INDONESIA)
รามเกียรติ์ ฉบับร้องเต้นเล่นละครนี้ ทำได้ถึงอกถึงใจชนิดจางอี้โหมวยังต้องอาย พลังอันโดดเด่นของภาพ เสียง บทเพลง และท่าเต้น รวมถึงองค์ประกอบฉากทำให้หนังเป็นทั้งภาพยนตร์ ละครร้อง การแสดง รวมถึงภาพเขียนเชิงทดลองที่น่าทึ่งยิ่งเมื่อวิเคราะห์ผ่ามุมมองสตรีนิยมที่ เฉียบคมทำให้มิติของหนังหนักแน่นภยใต้การ้องเต้นที่ตระการตาทุกห้านาที ! ถ้าคุณชอบการตีความใน SITA SING THE BLUES หนังเรื่องนี้จะทำให้เรื่องนั้นกลายเป็นหนังของพวกขี้เล่นไปเลย
เขียนถึงหนังไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080311/opera-jawa-garinnugroho-2006
13. DOWN TO EARTH (PEDRO COSTA /2001/ PROTUGAL)
อีก หนึ่งภาพยนตร์เชิงกวีที่พาเราไปยังสุดขอบโลกผ่านทางการเดินทางของนางพยาบาล ที่ตั้งใจจะนำคนตายไปสู่ดินแดนอันมีชีวิตชีวาแต่กลับพบว่าที่แท้เธอพาคนเป็น กลับมายังดินแดนที่ตายแล้ว หนังวิพากษ์อาณานิคม และวิธีคิดของมันอย่างแนบเนียนและหนักแน่น ภายใตทัศนียภาพของแผ่นดินตีนภูเขาไฟ วินาทีหนึ่งมันเป็นหนังสะท้อนสังคม อีกวินาทีหนึ่งมันเป็นกนังดราม่าเข้มข้น และอีกวินาทีหนึ่งมันกลายเป็นภาพเชิงกวีที่น่าทึ่ง อย่าแปลกใจถ้าใครๆจะฮือฮากับหนังของPEDRO COSTA เขาสมควรได้รับมันจริงๆ
14. ZOMBIE AND THE GHOST TRAIN (MIKA KAURISMAKI / /FINLAND)
ภาพยนตร์หน้าตายแบบเคาริสมากิ (ซึ่งเป็นน้องชายผู้กำกับ) พานพบกับความสิ้นหวังแบบ ROBERT BRESSON นี่ คือหนังแมนๆที่พูถึงชายผู้ไม่เข้ากับโลกและไม่อาจทนอยู่บนโลกนี้ได้อีกต่อไป ภายใต้วิธีการของหนังตลกหน้าตาย หนังนำพาเราไปพบกับคนหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคในหนัง THE DEVIL, PROBABLY (ดู THE CLASSIC I LIKE TO MENTIONED ) ซึ่งพูดถึงประเด็นเดียวกัน ตัวละครในหนังพูดว่า ” ผมเกลียดชีวิต แต่ผมก็เกลียดความตายด้วย มันทำให้ผมกลัว ...และถ้าผมจะฆ่าตัวตาย ...ผมไม่อยากเชื่อว่าผมจะถูกประณามที่ผมไม่อาจจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่มัน ไม่อาจเข้าใจได้”โดยส่วนตัวหนังทั้งสองคือหนังเรื่องสำคัญในรอบปีนี้ของผม
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20081122/zombie-and-the-ghost-train-mika-kaurismaki-1991-the-devil-pr
15. THE SWAMP (LUCRECIA MARTEL / 200 /ARGENTINA)
โปรดย้อนกลับไปดู THE HEADLESS WOMAN ด้านบน อย่าแปลกใจที่ชื่อของ LUCRECIA MARTELมา ปรากฏอีกครั้ง เธอสมควรได้รับสิ่งนั้น เพราะนี่คือหนังเรื่องแรกของเธอที่เล่าเรื่องผ่านตัวละครนับสิบซึ่งร่วมกัน ถักทอโยงใยส่องสะท้อนความเหลวเป๋วลื่นไหลของบรรดาชนชั้นกลาง หนังเต็มไปด้วยภาพตามติดชิดใกล้ และการเหวี่ยงจากตัวละครหนึ่งไปยังตัวอื่นๆ ไม่มีจุดหลักแต่ทั้งหมดคือภาพประกอบอันชัดจเนเกี่ยวกับชนชั้นทางสังคม โดยมีบรรยากาศคุกคามไม่น่าไว้ใจเป็นเหมือนเงาติดตามตัว THE SWAMP เป็นผลงานทางศิลปะที่สร้างบรรยากาศขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคนิคอื่นใดนอกจากเทคนิคของภาพยนตร์!
(คอยอ่านเกี่ยวกับหนังยาวทุกเรื่องของ Lucrecia Martel อย่างละเอียดใน วารสาร “อ่าน” เล่ม 4)
HONORABLE MENTION
FIDO (ANDREW CURRIE/2006/CANADA)
LET’S SLEEPING CORPSE LIE (JORGE GRAU / 1974/ ITALY/SPAIN)
2000 MANIACS (HERSCHELL GORDON LEWIS/1964/USA)
LET’S SCARE JESSICA TO DEATH (JOHN D. HANCOCK /1971/USA)
ATTACK OF KILLER TOMATOES ( JOHN De BELLO /1978/USA)
KILLERS OF SHEEP (CHARLES BURNETT /1977 /USA)
HEADING SOUTH (LAURENT CANTET /2005/FRANCE)
MULHOLLAND DR. (DAVID LYNCH/2005/USA)
THE CLASSICS I LIKE TO MENTIONED
VAGABOND (AGNES VARDA /1985/ FRANCE)
MARTHA (REINER WERNER FASSBINDER /1974/ GERMANY)
THE GARDEN (DEREK JARMAN /1990 /UK)
THE HAUNTING (ROBERT WISE/1963/ USA)
THE INNOCENTS (JACK CLAYTON/1961 /USA)
REPAST (MIKIO NARUSE/1951/ JAPAN)
THE DEVIL,PROBABLY (ROBERT BRESSON/1977/ FRANCE)
THE YEARNING (MIKIO NARUSE/1964/JAPAN)
JEANNE DIELMAN, 23 QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (CHANTAL AKERMANN/1975 /BELGIUM)
JE TU IL ELLE (CHANTAL AKERMAN /1974/BELGIUM)
NATHALIE GRANGER (MARGUERITE DURAS /1972 / FRANCE)
SUNLESS (CHRIS MARKER /1983 /FRANCE)
หนังสั้น
1. สัตว์วิบากหนักโลก (ไพสิฐ พันธ์พฤกษชาติ /2004/ไทย)
การ พบกันของจินตนาการเรื่องเล่าเว้าแหว่ง และสารคดี คนดูอาจต้องออกแรงปะติดปะต่อแต่ยิ่งออกแรงก็ยิ่งแข็งแกร่ง นี่คือหนังที่เกิดโลกจินตนาการอย่างน่าตื่นตาที่สุดประจำปี ทำให้ภาพสามัญมีความหมาย และทำให้กองขยะกลายเป็นองค์กรลึกลับโดยไม่ต้องปรุงแต่ง
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ใน FUSEฉบับที่18 ครับ
อ่าน ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ : สัตว์วิบากแห่งทุ่งฝันกำมะลอ
http://filmsick.exteen.com/20080609/entry-1
2. คืนเปลี่ยวในซอยตรวจ (วีระศักดิ์ สุยะลา//ไทย)
เล่น เองกำกับเองถ่ายเอง ของจริงตัวจริงจากอุบลราชธานี ที่ทำให้คนทำหนังแบบไม่ตั้งใจได้หงายหลังตึง พลังความสดและความ ‘ปรารถนา’ในหารทำหนังของพี่วีระศักดิ์ ทำให้วงการหนังสั้นไทยปีนี้สดฉ่ำ และน่าตื่นต้นมาก(จริงๆยากจะยกให้หนังทุกเรื่องของพี่เขาติดอันดับหมดเลย )
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ใน FUSE ฉบับที่ 20
3. วัฏคีตา (ENDLESS RHYME ) (ธณัชชัย บรรดาศักดิ์ / 2008?/ไทย)
หนัง แห่งการเฉลิมฉลองความมืด การจ้องดูความมืดอันยาวนาของคนผู้ทนทุกข์ในหนังเป็นทั้งความสงบงามและความ เศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน น่าเสียดายที่ไม่สามารถจะหาหนังเรื่องนี้เพื่อดูซ้ำหรือเขียนถึงได้ หลงใหลภาวะนิ่งสงบในเรื่องนี้อย่างมาก
4. OBSERVATION OF THE MONUMENT (ไมเคิล เชาวนาศัย /2008/ไทย)
นี่คือหนังการเมืองที่แรงที่สุดในยุคปัจจุบัน ตีตรงจุดและไม่เสียเวลาอ้อมค้อม ดูกี่ครั้งก็ยังต้องซี๊ดปาก
เขียนถึงหนังยาวๆไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080401/my-beff-5-part-2
5. END (ARTAVAZD PELESHYAN/ 1992 / ARMENIA)
หนัง ที่มีเพียงภาพแอบถ่ายบนรถไฟ หากน่าทึ่งและเป็นมนุษย์มากมาก ตื่นเต้นมากที่ได้ดูหนังที่ฟุตเตจของภาพสามัญเหล่านี้มันสดฉ่ำและปลอบประโลม จิตใจอย่างมาก
http://www.youtube.com/watch?v=yOriF5Ix_s0
6. SOMETHING HAPPENED / 17.8.04 (KEREN CYTTER / NETHER:ANDS)
ความหวังแห่งหนังเพื่อการวิพากษ์ตนเอง หนังของKEREN CYTTER คือเบรคเชี่ยนกำลังสอง ที่เราไม่รู้ว่าสิ่งใดคือการกันตัวเองออกจากหนังอีกต่อไป!
เขียนถึง SOMETHING HAPPENED ไว้ที่นี่ครับ
http://filmsick.exteen.com/20080331/my-beff-5-part-1
ดู SOMETHING HAPPENED
http://www.youtube.com/watch?v=9X6XHYi44FE
ดู 17.8.04
http://www.youtube.com/watch?v=PWm49sgMXGQ
7. ธรรมะสองเรื่องควบ (ณัฐชนน จิตวีรภัทร , อิสระ คลล้ำ /2008 /ไทย)
หนัง คัลท์มาก ฮามาก เหวอมาก เก๋มาก ที่พลาดการเข้ารอบไปอย่างน่าเสียดาย(เลยไม่ได้ดูซ้ำเลย) ถ้าคุณพี่คนทำอ่านอยู่ แฟนคลับรอดูภาคต่อด้วยใจระทึกครับ!
8. PLOT POINT (NICOLAS PROVOST / BELGIUM)
นี่คือคู่มือการทำหนังทริลเลอร์ภาคสนาม PROVOST แสกดงให้เห็นว่าเราจะทำหนังทริลเลอร์ด้วยการออกไปเก็บภาพแถวบ้านได้อย่างไร มันทั้งน่าทึ่งและวิพากษ์เทคนิคของภาพยนตร์
ดูบางส่วนของ PLOT POINT ที่นี่
http://www.youtube.com/watch?v=NELra-9geak
9. หนัง กรรไกร ในวันที่ 4เมษายน/ ชุดกระโปรง (ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล/2008/ไทย)
แรงสะเด่า เร้าใจ ขอปรบมือให้กับความบ้าคลั่งทั้งของผู้กำกับและนักแสดง JOHN WATERS และ DIVINE จะ ได้ภูมิใจแล้ว และในอีกทางหนึ่ง ชุดกระโปรงก็เป็นหนังที่เล่าเรื่องได้อย่างหนักแน่นชวนสะพรึงในเวลาอันจำกัด ใช้ประโยชน์จากภาพได้คุ้มค่ามาก
เขียนถึงหนังยาวไว้ใน FUSE ฉบับที่ 24 ครับ
ดูตัวอย่างหนังได้ที่นี่ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=eTYW-vmF0NU
10. KEMPINSKI ( NIEL BELOUFA / FRANCE)
ใคร จะนึกว่าภาพเสาไฟในสนามกีฬาจะกลายเป็นภาพสะพรึงของโลกต่างดาวได้ นี่คือหนังที่ความเฮี้ยนของบทสนทนา กับความมืดของแอฟริกามาบรรจบพบกัน ทุกสิ่งที่หนังถ่ายมา พร้อมจะถูกตีความไปในทางอันมืดมัวชั่วร้ายคล้ายตำนานลึกลับในทันที นี่คือพลังของภาพยนตร์ที่สามารถดึงเอาความมืดออกมาจากภาพสามัญได้
11. IMPERATRIX CORNICULA (JEROME BERTRAND /2007/CANADA)
ภาพ สามัญของสุสาน ถูกจ้องมองอย่างชั่วร้ายจนกลายเป้นภาพที่น่ากลัวยิ่งกว่าที่หนังสยองขวัญจะ ให้ได้ คำเตือนอย่าดูหนังเรื่องนี้คนเดียว!
12. SINGAPORE GAGA (TAN PIN PIN /SINGAPORE)
เพลง รักจากคนเล็กคนน้อยในสิงคโปร์ นี่คือ 55 นาทีอันรื่นรมย์ เข้มข้น และเศร้าสร้อยของการซอกซอนไปตามตรอกซอกซอยค้นหาเสียงแห่งสิงคโปร์ (ผู้กำกับไทยที่รักช่วยทำหนังแบบนี้ที)
13. WESTBOUND (KUBHAER T JETHWANI /2007/MALAYSIA)
หนังผีจากมาเลเซียที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาแต่หลอนมากโดยไม่ต้องพึ่งพาเอ ฟเฟคต์ หนังจบลงตรงจุดที่สยองขวัญที่สุด (จนเหมือนเรื่องยังไม่จบ) ดูหนังจบแล้วยังรู้สึกขนลุกขนพองอยู่
HONORABLE MENTION
MANET’S LUNCHEON ON THE GRASS AND THAI VILLAGERS (อารยา ราษฏร์จำเริญสุข /2008/ไทย)
REPEATING DRAMATIC (อาภาพรรณ ปลั่งศิริสุนทร /2008/ ไทย)
DRAMA , STRINGS AND HORN (GUNTER KRUGER/GERMANY?)
คาซูโยชิ อันโดะ และ เฆจีร์บี ขำห่วย (คณะยอดเซียนซักแห้ง /2008/ไทย)
http://prodry.blog.com/885243/
โมโฟ สิ้นชีวีอีดอกทอง (อัลวา ริตศิลา คมวิช ชาลลี / 2007/ไทย)
http://www.youtube.com/watch?v=C0NtqBkEkW8
เด็ก เด็ก (ศุภกิต์ เศกสุวรรณ/2008 /ไทย)
สมเสร็จ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ /2008 /ไทย)
INVISIBLE CITY
http://www.boonsri.com/
NEW YAER AGAIN (วินัย กิจเจริญ /2008/ไทย)
โรคร้ายในรอบหนึ่งร้อยปี (สมพจน์ ชิตเกษรพงษ์ /2008/ไทย)
หนังสือ
1. เขื่อนกั้นแปซิฟิค/ แรกรัก (มาเกอริต ดูราส์)
2. เพชฌฆาตข้างถนน (ฆอร์เก้ หลุยส์ บอร์เจส)
3. เสียงแห่งขุนเขา /ทะเลสาบ (ยาสึนาริ คาวาบาตะ)
4. เหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง (เรวัตร พันธุ์พิพัฒน์)
5. บุหลันแรม (เงาจันทร์)
6. กิมเพลจอมโง่
7. เวลาล่วงผ่านอุโมงค์ (วิภาส ศรีทอง)
8. ALL THE NAMES (ฆเซ่ ซารามาโก้)
9. ระคนคนละละคร (อุเทน มหามิตร)
10. หอน (อัลเลน กินส์เบิร์ก)
11. วารสาร “อ่าน”
12. นิตยสาร UNDERGROUND BULETEEN
13. บาร์เทลบี้ (เฮอร์แมนน์ เมลวิลล์)
14. ปราสาท (ฟรานซ์ คาฟกา)
15. มีไว้เพื่อซาบ (อุรุดา โควินทร์)
Top Ten 2008
AR : บลอกเกอร์ MADE IN HONGKOMG (http://mihk2002.wordpress.com)
หนัง สิบอันดับแห่งปี 2008 ผมขอเลือกหนังเก่าๆ ที่มีโอกาศได้ดูในปีนี้แล้วกันนะครับ บางเรื่องซื้อเก็บไว้นานแล้ว ขณะที่บางเรื่องก็ตามหามานาน
School on Fire – กระซวกยกชั้น (1989, Ringo Lam) ริงโก้ แลม มีหนังเกี่ยวกับความรุนแรงในวงอาชญากรรม หรือคุก มาแล้ว แต่จุดสูงสุดของเขาเกิดขึ้นกับเรื่องราวในโรงเรียน
On The Run – บ้าตะลุยแดด (1988, Alfred Chiang) หยวนเปียว ในโลกแห่งอาชญากรรม ที่ไม่มีฮีโร่ ไม่มีการกระโดดถีบยอดหน้าใครๆ ของหยวนเปียว และเป็นโลกที่ คนดีๆ คนที่สมควรอยู่ ก็สามารถตายกันได้ง่ายๆ
Painted Faces – ชิเสี่ยวฟุ โรงเรียนฝึกเฉินหลง (1988, Alex Law) หนังประวัติชีวิตวัยเด็กของเฉินหลง หงจินเป่า หยวนเปียว และพี่ๆ น้องๆ โรงเรียนงิ้ว โดยมีจุดศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ อาจารย์ของพวกเขา (แสดงโดยหงจินเป่า) Painted Faces อาจจะไม่ได้เสนอภาพความเป็นจริง อันโหดเหี้ยมทารุณของโรงเรียนงิ้ว อย่างที่เราเคยได้ยินมามากนัก แต่เล่าเรื่องการสิ้นสุดของยุคสมัย ได้อบอุ่นปนเศร้าดี
Home Too Far – ท้าย่ำ (1988, Yen-ping Chu) หนังเกี่ยวกับการดิ้นรนในช่วงท้ายๆ ของกองทัพก๊กมินตั๋ง ในสงครามกลางเมืองของจีนช่วงปี 1950s หนังให้ภาพสงครามที่ดูจริงจัง ผิดกับความสนุกสนานเฮฮาปาตี้แบบหนังสงคราม ฮ่องกง ไต้หวันโดยทั่วๆ ไป
People’s Hero – ปล้นทะลักเดือด (1987, Derek Yee) หนังประเภทโจรปล้นธนาคารที่ดัดแปลงมาจากหนัง Dog Day Afternoon ที่ความทะเยอทะยาน ในการสร้างความสมจริงให้หนังหนังแนวอาชญากรรมของเอ๋อตงเซิน อันผิดขนบของหนังประเภทนี้ในฮ่องกงชนิดพลิกผ่ามือ ทำให้หนังขาดทุนจนเกือบปิดประตูอาชีพผู้กำกับของเขาไปเลยทีเดียว
The Valiant Ones (1976, King Hu) หนังกำลังภายในที่เรียกว่าดุเดือดที่สุดสำหรับ คิง ฮู เรื่องราวของจอมยุทธ กับโจรสลัด
The Miracle Fighters – ไอ้โอ่งหมัดเทวดา (1982, Yuen Wo-Ping) คิวบู๊ของหยวนวูปิงในยุคนี้มักจะมาคู่กับคำจำพวก งดงาม ดั้งเดิม อ่อนช้อย แต่ในยุค 80 เขาคือ ผู้กำกับบ้าๆ ทำหนังกังฟูบ้าๆ ที่ไม่มีอะไรควบคุมได้ เทคนิคพิเศษประเภทเหนือชั้นลงทุนต่ำ หน้ากาก หุ่นจำลอง ควันสี และเทคนิคที่ดัดแปลงมาจากการแสดงงิ้วถูกนำมาใช้ เพื่อตอบโตกระแสหนังไซไฟของอเมริกา ได้อย่างสูสี The Miracle Fighters เป็นงานประเภทนี้เรื่องแรกๆ ของเขาที่มีไฮไลท์สำคัญอย่าง “มนุษย์โอ่ง”
Martial Arts of Shaolin – มังกรน่ำปั๊ก (1986, Lau Kar-Leung) หนังเรื่องสุดท้ายใน “ไตรภาคเสี่ยวลิ้มยี่” เบื้องหลังความกดดัน ปัญหาระหว่างทีมงานจีนแผ่นดินใหญ่ และฮ่องกง กลายมาเป็นหนังที่ส่งให้หลี่เหลียงเจี๋ย เปล่งประกาศสูงสุดโดยเฉพาะในการแสดงทักษะทางการต่อสู้ และศักยภาพทางร่างกาย
Master of the Flying Guillotine – เดชไอ้ด้วนผจญฤทธิ์จักรพญายม (1976, Jimmy Wang Yu) หวังหยู่ อาจจะไม่สามารถเทียบเคียงกับคน มาทีหลังอย่าง บรูซ ลี และเฉินหลง ได้ในเรื่องทักษะทางร่างกาย แต่ในฐานะคนทำหนัง เขาเหนือชั้นกว่าเยอะ Master of the Flying Guillotine งานที่ดีที่สุด ดังที่สุด บ้าคลั่งที่สุด ของจอมยุทธแขนเดียว กับการตะลุมบอลกับนักสู้นับสิบ ที่มีทั้ง มวยไทย นินจา คาราเต้ และอาบังแขนยาว ดัลซิม จากเกมส์ Street Fighter 2
Tenchu (1969, Gosha Hideo) เท็นชู ที่มีฉากหลังเป็นยุคสมัยบาคุมัตสึ อันเป็นยุคสุดท้ายแห่งการ ปกครองแบบโชกุน กับตัวเอกนาม อิโซ โอคาดะ ที่คิดว่าการฆ่าแกงฝ่ายตรงข้าม จะทำให้เข้าสูงส่งขึ้น มีค่าขึ้น หนังซามูไรของผู้กำกับรุ่นครู โกชา ฮิเดโอะ ที่ผมตามนามานานมาก หนังเสนอชีวิตอันไร้ค่าของเบี้ย ในสงความขัดแย้งของชนชั้นปกครองได้เจ็บปวดดีแท้
หนังใหม่ๆ ที่ประทับใจ Ip Man (2008, Wilson Yip), Run Papa Run (2008, Sylvia Chang Ai-Chia), Painted Skin – พลิกตำนานโปเยโปโลเย (2008, Gordon Chan), Linger (2008, Johnnie To), Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon – สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร (2008, Daniel Lee), The Forbidden Kingdom – หนึ่งต่อหนึ่ง ใหญ่ฟัดใหญ่ (2008, Rob Minkoff)
ภาพจาก upload.wikimedia.org

