ทุนนิยมหลังวิกฤต

amartya-sen.png

 

โดย อมาตยา เซน

 
แปลจาก Capitalism Beyond Crisis โดย สฤณี อาชวานันทกุล
 
 
1.
 
2008 เป็นปีแห่งวิกฤต ก่อนอื่น เราเผชิญกับวิกฤตอาหารซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับผู้บริโภคยากจน โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา วิกฤตที่เกิดขึ้นควบคู่กันคือราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทุกประเทศ สุดท้าย พอฤดูใบไม้ร่วงมาถึง เราก็เผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอยอย่างกะทันหัน ซึ่งตอนนี้กำลังเร่งความเร็วอย่างน่ากลัว เป็นที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าภาวะถดถอยนี้จะทวีความเข้มข้นขึ้นในปี 2009 นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่าโลกจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจจะเลวร้ายกว่าวิกฤตในทศวรรษ 1930 ถึงแม้ว่าความมั่งคั่งปริมาณมหาศาลจะลดลงอย่างฮวบฮาบ คนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นผู้ยากไร้ที่อยู่อย่างแร้นแค้นที่สุดในสังคมอยู่แล้ว
 
คำถามปัจจุบันทันด่วนที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติของทุนนิยม และคำถามที่ว่าเราควรจะเปลี่ยนมันหรือไม่ บรรดาผู้ปกป้องทุนนิยมเสรีสุดขั้วที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเชื่อมั่นว่าทุนนิยมกำลังถูกโจมตีมากเกินไปว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ปัญหาที่พวกเขาบอกว่าเกิดจากธรรมาภิบาลล้มเหลว (ยกตัวอย่างเช่น โดยรัฐบาลบุช) และพฤติกรรมแย่ๆ ของปัจเจกชนบางคน (หรือสิ่งที่จอห์น แม็คเคน (John McCain ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2008 จากพรรครีพับลิกัน) อธิบายในฤดูหาเสียงเลือกตั้งว่า “ความโลภของวอลล์สตรีท”) อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์คนอื่นมองเห็นข้อบกพร่องร้ายแรงในโครงสร้างทางเศรษฐกิจปัจจุบันและต้องการที่จะปฏิรูปมัน พวกเขามองหาทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับการขนานนามว่า “ทุนนิยมใหม่” มากขึ้นเรื่อยๆ
 
ความคิดเรื่องทุนนิยมเก่าและใหม่นี้มีบทบาทสำคัญในวงเสวนาชื่อ “โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่” (New World, New Capitalism) ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมกราคม [2009] ในกรุงปารีส โดยมี นิโคลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และโทนี แบลร์ (Tony Blair) อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เป็นเจ้าภาพร่วม ทั้งสองคนนำเสนอคำอธิบายที่ฟังดูสละสลวยว่าเหตุใดโลกจึงต้องเปลี่ยนแปลง ส่วนปาฐกถาของแอนเจลา เมอร์เกล (Angela Merkel) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเยอรมนีก็ฟังดูดีเหมือนกัน เธอพูดถึงความคิดเก่าแก่แบบเยอรมันเรื่อง “ตลาดสังคม” – ตลาดซึ่งถูกตีกรอบด้วยส่วนผสมของนโยบายที่สร้างมติมหาชน ว่าเป็นพิมพ์เขียวสำหรับทุนนิยมใหม่ที่น่าจะใช้การได้ (ถึงแม้ว่าในวิกฤตครั้งนี้เยอรมนีจะไม่ได้มีสถานะดีไปกว่าประเทศอื่นที่ใช้ระบบตลาดเหมือนกันมากนักก็ตาม)
 
แน่นอนว่าเราต้องใช้ความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมในระยะยาว ที่ไปให้พ้นจากกลยุทธ์ในการจัดการกับวิกฤตในระยะสั้น ผมอยากจะแยกแยะคำถามสามข้อออกมาจากคำถามหลายข้อที่เราถามได้ ข้อแรก เราต้องการ “ทุนนิยมใหม่” จริงๆ หรือไม่ แทนที่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่โบราณ ใช้ประโยชน์จากสถาบันต่างๆ ในทางที่เป็นไปได้จริง และตั้งอยู่บนชุดคุณค่าทางสังคมที่เราตอบได้จากแง่มุมของศีลธรรม? เราควรจะค้นหาทุนนิยมใหม่ หรือหา “โลกใหม่” – ถ้าผมจะใช้อีกคำหนึ่งจากการประชุมที่ปารีส – ที่จะมีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม?
 
คำถามที่สองเป็นเรื่องของประเภทของเศรษฐศาสตร์ที่เราต้องการในวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน เราจะประเมินสิ่งที่นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์สอนและชี้นำว่าควรเป็นเครื่องกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร รวมถึงการฟื้นฟูความคิดแนวเคนเซียน (Keynesian) ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่วิกฤตทวีความรุนแรงขึ้น? ถามให้เฉพาะเจาะจงกว่านั้นคือ วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันบอกอะไรเราได้บ้างเกี่ยวกับสถาบันและน้ำหนักที่เราควรให้? สุดท้าย คำถามที่สามคือ เราจะต้องคิดและคิดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า เราจะออกจากวิกฤตในปัจจุบันด้วยความเสียหายที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้อย่างไร นอกเหนือจากการหาวิธีประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นนั้นมีอะไรบ้าง
 
2.
 
ระบบที่เป็น “ทุนนิยม” อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมเก่าหรือใหม่ จะต้องมีลักษณะอะไรบ้าง? ถ้าเราจะปฏิรูประบบเศรษฐกิจทุนนิยมปัจจุบัน มีอะไรบ้างที่จะทำให้ผลลัพธ์เป็น “ทุนนิยมใหม่” แทนที่จะเป็นอย่างอื่น? ดูเหมือนว่าสมมุติฐานทั่วไปของคนคือ การพึ่งพาตลาดสำหรับธุรกรรมทางเศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการเรียกเศรษฐกิจว่า “ทุนนิยม” ในทำนองเดียวกัน คนทั่วไปก็มองว่าการพึ่งพิงแรงจูงใจที่จะแสวงหากำไร และผลตอบแทนส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลนั้นเป็น “ฟีเจอร์” สำคัญของทุนนิยม อย่างไรก็ดี ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น คำถามคือระบอบเศรษฐกิจที่เราใช้อยู่ตอนนี้ เช่นในยุโรปและอเมริกา เป็น “ทุนนิยม” อย่างแท้จริงหรือไม่?
 
ประเทศร่ำรวยทุกแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ พึ่งพาอาศัยธุรกรรมและการจ่ายเงินที่เกิดขึ้นนอกระบบตลาด ไม่ว่าจะเป็นเงินประกันการว่างงาน เงินบำนาญของภาครัฐ ฟีเจอร์อื่นๆ ของระบบประกันสังคม ตลอดจนการให้การศึกษา สาธารณสุข และบริการอันหลากหลายอื่นๆ ที่กระจายผ่านโครงสร้างนอกระบบตลาด สิทธิทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับบริการเหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนกรรมสิทธิ์เอกชนและสิทธิในทรัพย์สิน
 
นอกจากนี้ การดำรงอยู่ของระบบเศรษฐกิจตลาดก็ต้องอาศัยกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่มิใช่การทำกำไรสูงสุด เช่น การรักษาความปลอดภัย และการให้บริการสาธารณะ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้บางรายการก็พาให้คนข้ามพ้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไรเพียงอย่างเดียว ผลการทำงานที่เชื่อถือได้ของสิ่งที่เรียกว่า ระบบทุนนิยม ซึ่งขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างไปข้างหน้านั้น จำต้องอาศัยส่วนผสมของสถาบันจำนวนมาก อาทิเช่น การศึกษาภาครัฐ การประกันสุขภาพ และขนส่งมวลชน ซึ่งไปไกลกว่าการพึ่งพาอาศัยเพียงเศรษฐกิจตลาดที่มุ่งทำกำไรสูงสุด และสิทธิส่วนบุคคลที่อยู่ในกรอบของกรรมสิทธิ์ส่วนตัว
 
สิ่งที่อยู่ใต้ประเด็นนี้คือคำถามที่พื้นฐานกว่านั้น นั่นคือ “ทุนนิยม” เป็นคำที่ยังมีประโยชน์อยู่หรือไม่ในปัจจุบัน อันที่จริง ความคิดเรื่องทุนนิยมมีบทบาทที่สำคัญในประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้ความเป็นประโยชน์นั้นอาจจะหมดลงไปแล้ว
 
ยกตัวอย่างเช่น งานรุ่นบุกเบิกของอดิม สมิธ (Adam Smith) ในศตวรรษที่สิบแปดแสดงให้เห็นประโยชน์และพลวัตของเศรษฐกิจระบบตลาด และอธิบายว่าเหตุใดพลวัตดังกล่าวจึงทำงานได้ งานของสมิธนำเสนอบทวิเคราะห์ที่เผยให้เห็นกลไกการทำงานของตลาด ในช่วงเวลาที่พลวัตของมันกำลังอุบัติขึ้นอย่างทรงพลัง หนังสือของสมิธเรื่อง The Wealth of Nations (ตีพิมพ์ปี 1776) เติมเต็มความเข้าใจของเราอย่างมหาศาลในระบบซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า ทุนนิยม สมิธแสดงให้เห็นว่าการค้าเสรีอาจจะช่วยสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจได้ดีมาก ผ่านการผลิตด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การแบ่งงานกันทำ และการใช้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด
 
บทเรียนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากกระทั่งในวันนี้ (ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานวิเคราะห์การค้าระหว่างประเทศที่น่าทึ่งและซับซ้อนมากซึ่งทำให้พอล ครุกแมน (Paul Krugman) ได้รับรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดนั้น เกี่ยวโยงอย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่สมิธคิดได้อย่างเปี่ยมวิสัยทัศน์กว่า 230 ปีก่อน) บทวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่เจริญรอยตามอรรถาธิบายชิ้นแรกๆ ของสมิธเกี่ยวกับตลาดและการใช้ทุนในศตวรรษที่สิบแปด ได้ประสบความสำเร็จในการสถาปนาระบบตลาดลงในแกนกลางของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
 
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่นักวิเคราะห์แจกแจงและอธิบายประโยชน์ที่ทุนนิยมสร้างผ่านกระบวนการต่างๆ ในตลาด แง่ลบของทุนนิยมก็เผยโฉมให้เห็นอย่างแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ โดยมากต่อสายตาของนักวิเคราะห์คนเดียวกัน ในขณะที่นักวิพากษ์สายสังคมนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) นำเสนออย่างทรงอิทธิพลถึงเหตุผลที่ทุนนิยมควรถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงและควรถูกแทนที่โดยระบบอื่นในที่สุด แม้แต่อดัม สมิธ เอง ก็มองเห็นข้อจำกัดของการพึ่งพิงเศรษฐกิจระบบตลาดและแรงจูงใจที่จะทำกำไรส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ว่ากันตามจริง นักคิดคนแรกๆ ที่เสนอให้เราใช้ระบบตลาด รวมทั้งสมิธเองด้วย ไม่ได้มองว่ากลไกตลาดล้วนๆ เป็นสิ่งที่ทำงานได้ดีในตัวมันเอง และพวกเขาก็ไม่เคยบอกด้วยว่าแรงจูงใจส่วนตัวเป็นปัจจัยเพียงหนึ่งเดียวที่จำเป็น
 
ถึงแม้ว่าผู้คนจะเสาะแสวงหาการแลกเปลี่ยนระหว่างกันเพราะเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง (หนึ่งในคำกล่าวของสมิธที่โด่งดังที่สุดคือ ไม่มีอะไรนอกเหนือจากประโยชน์ส่วนตนที่จำเป็นต่อการอธิบายว่าเหตุใดคนทำขนมปัง คนต้มเหล้า คนขายเนื้อ และผู้บริโภคจึงแสวงหาการแลกเปลี่ยน) ระบอบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลเช่นกัน เมื่อใดที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงกิจกรรมของธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ สร้างความเชื่อมั่นว่าพวกเขาสามารถทำและทำตามสิ่งที่พวกเขาสัญญาได้จริง เมื่อนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ก็สามารถดำเนินไปในทางที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ดังที่อดัม สมิธ เขียนว่า
 
เมื่อประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่งมีความเชื่อมั่นในความมั่งคั่ง ความซื่อตรง และความรอบคอบของนายธนาคาร จนเชื่อว่านายธนาคารผู้นั้นพร้อมเสมอที่จะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุบนตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อใดก็ตามที่มีใครยื่นตั๋วนั้นให้กับเขา ตั๋วเหล่านั้นก็จะมีค่าทัดเทียมกับเงินที่เป็นทองคำและธาตุเงิน จากความเชื่อมั่นว่าจะนำตั๋วดังกล่าวไปขึ้นเงินได้ทุกเมื่อ [1]
 
สมิธอธิบายสาเหตุที่ความเชื่อมั่นดังกล่าวบางครั้งก็ไม่เกิดขึ้น และดังนั้นผมจึงคิดว่าเขาจะไม่พบอะไรที่น่าแปลกใจเลยในความยากลำบากที่ภาคธุรกิจและธนาคารประสบในวันนี้ จากภาวะความกลัวและความไม่ไว้วางใจอันแพร่หลายที่แช่แข็งตลาดสินเชื่อและกีดขวางการขยายสินเชื่ออย่างเป็นระบบ
 
ในบริบทนี้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่า “รัฐสวัสดิการ” อุบัติขึ้นนานหลังจากยุคของสมิธ ประเด็นหนึ่งที่ควรกล่าวในที่นี้คือ ข้อเขียนจำนวนมากของสมิธสะท้อนความกังวลและเป็นห่วงเป็นใยคนจนและผู้ด้อยโอกาสอย่างเด่นชัด ความล้มเหลวของกลไกตลาดที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดายที่สุดอยู่ในสิ่งที่ตลาดไม่จัดการ ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจของสมิธไปไกลกว่าการปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือที่มองไม่เห็นของกลไกตลาดหลายขุม สมิธไม่ได้เป็นแค่ผู้ปกป้องบทบาทของรัฐในการให้บริการสาธารณะอย่างเช่นการศึกษาและการบรรเทาความยากจนเท่านั้น (เขาเรียกร้องด้วยว่าผู้ยากไร้ควรมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าความช่วยเหลือที่ได้รับจากกฎหมายความยากจนในสมัยนั้น) แต่เขายังกังวลใจอย่างลึกซึ้งถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและความยากจนที่อาจดำรงอยู่ในเศรษฐกิจระบบตลาดที่ประสบความสำเร็จในแง่อื่น
 
ความไม่ชัดเจนของความแตกต่างระหว่าง “ความจำเป็น” และ “ความพอเพียง” ของระบบตลาดอยู่เบื้องหลังความเข้าใจผิดของคนจำนวนมากที่อ้างว่าเป็นสาวกของสมิธ เกี่ยวกับผลการประเมินกลไกตลาดของเขา ยกตัวอย่างเช่น คนมักจะตีความข้อเขียนของสมิธที่ปกป้องตลาดอาหารและวิพากษ์มาตรการที่รัฐใช้ควบคุมการค้าธัญพืชของเอกชนว่า สมิธเสนอว่าการแทรกแซงใดๆ ก็ตามของรัฐย่อมทำให้ปัญหาความหิวโหยและทุพภิกขภัยรุนแรงขึ้นในทุกกรณี
 
แต่ในความเป็นจริง สมิธปกป้องการค้าระหว่างเอกชนเฉพาะตอนที่เขาคัดง้างความเชื่อที่ว่าการยับยั้งการค้าอาหารจะช่วยลดความหิวโหยได้ เขาไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่จำเป็นจะต้องมีบทบาทในการหนุนเสริมกลไกตลาด ด้วยการสร้างงานและรายได้ (เช่น ด้วยโครงการจัดหางาน) ถ้าอัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นอย่างลิบลิ่วในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือเป็นผลพวงของนโยบายรัฐที่ใช้ไม่ได้ ตลาดจะไม่สามารถฟื้นฟูรายได้ของคนที่ตกงานโดยตัวมันเอง สมิธเขียนว่า ในกรณีเช่นนี้คนที่เพิ่งตกงาน “จะอดตายหรือไม่ก็ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ขอทานหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง” และ “ภาวะความแร้นแค้น ทุพภิกขภัย และความตายจะแผ่เข้าปกคลุมทันที....” [2] สมิธปฏิเสธการแทรกแซงของรัฐที่กีดกันตลาด แต่เขาไม่ปฏิเสธการแทรกแซงที่รวมตลาดเป็นส่วนหนึ่งของกลไก ระหว่างที่พยายามทำเรื่องสำคัญๆ ที่ตลาดอาจจะจัดการไม่สำเร็จ
 
สมิธไม่เคยใช้คำว่า “ทุนนิยม” (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมพยายามสืบสาว) แต่เป็นเรื่องยากที่ใครก็ตามจะสกัดงานของเขาออกมาเป็นทฤษฎีอะไรสักอย่างที่ยืนยันว่าลำพังกลไกตลาดนั้นเพียงพอ หรือยืนยันว่าเราจำเป็นจะต้องยอมรับว่าทุนต้องมีบทบาทนำ ใน The Wealth of Nations สมิธพูดถึงความสำคัญของคุณค่ากว้างๆ ที่อยู่นอกเหนือกำไร แต่ในหนังสือเล่มแรกของเขาชื่อ The Theory of Moral Sentiments ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกสองร้อยห้าสิบปีที่แล้ว ในปี 1759 สมิธวิเคราะห์เจาะลึกถึงความจำเป็นของการกระทำซึ่งตั้งอยู่บนชุดคุณค่าที่พ้นไปจากประโยชน์ส่วนตัว อดัม สมิธ เขียนว่า “ความรอบคอบ” เป็น “คุณธรรมที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อปัจเจกชน” แต่เขาก็ถกเถียงต่อไปด้วยว่า “มนุษยธรรม ความยุติธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และจิตสาธารณะเป็นคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อเพื่อนมนุษย์” [3]
 
สมิธมองว่าตลาดและทุนทำงานได้ดีมากในโลกของมัน แต่ก่อนอื่น ประการแรก ทั้งตลาดและทุนต้องอาศัยการสนับสนุนจากสถาบันอื่นๆ รวมทั้งบริการสาธารณะอย่างโรงเรียน และคุณค่าที่อยู่นอกเหนือการแสวงหากำไรส่วนตน ประการที่สอง ตลาดและทุนจะต้องอาศัยการควบคุมและการปรับแก้โดยสถาบันอื่นๆ อีก เช่น กฏเกณฑ์การกำกับดูแลภาคการเงิน และการยื่นมือช่วยเหลือคนจนโดยรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไร้เสถียรภาพ ความไม่เท่าเทียมกัน และความอยุติธรรม ถ้าเราจะมองหาวิธีการใหม่ๆ ในการจัดระเบียบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รวมบริการสาธารณะอันหลากหลายและระบบการกำกับดูแลที่ไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วน ก็เท่ากับว่าเราจะต้องเจริญรอยตามวาระการปฏิรูปที่สมิธอธิบายในระหว่างที่เขาปกป้องและวิพากษ์ทุนนิยมในขณะเดียวกัน ไม่ใช่เดินถอยห่างออกจากวาระดังกล่าว
 
3.
 
ในประวัติศาสตร์ ระบอบทุนนิยมถือกำเนิดขึ้นต่อเมื่อระบบกฎหมายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจปกป้องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และทำให้ระบอบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความเป็นเจ้าของนั้นใช้การได้ การแลกเปลี่ยนเชิงพาณิชย์ไม่อาจเกิดขึ้นได้จนกว่า “ศีลธรรมทางธุรกิจ” ทำให้พฤติกรรมที่ตั้งอยู่บนสัญญาเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและมีต้นทุนต่ำ เช่น คู่สัญญาไม่ต้องวุ่นอยู่กับการฟ้องอีกฝ่ายหนึ่งที่ละเมิดสัญญาตลอดเวลา การลงทุนในธุรกิจที่มีผลิตภาพไม่อาจแพร่หลายได้จนกว่าผลตอบแทนที่สูงกว่าจากการทุจริตคอร์รัปชั่นจะได้รับการบรรเทาจนเบาบางลง ระบอบทุนนิยมที่ตั้งอยู่บนผลกำไรต้องพึ่งพาอาศัยคุณค่าเชิงสถาบันจำนวนมากตลอดมา
 
ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา พันธะและความรับผิดชอบทางศีลธรรมและกฏหมายที่เกี่ยวโยงกับธุรกรรมต่างๆ เป็นเรื่องยากเย็นกว่าเดิมมากที่จะสืบสาว อันเป็นผลพวงจากตลาดรองที่ค้าตราสารอนุพันธ์และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ตอนนี้เจ้าหนี้ซับไพรมที่หลอกลวงลูกหนี้ให้ยอมรับความเสี่ยงที่สูงเกินควรสามารถถ่ายโอนสินทรัพย์ทางการเงินไปให้กับบุคคลที่สามซึ่งอยู่ไกลจากธุรกรรมดั้งเดิมมาก ความรับผิดในระบบถูกบ่อนทำลายอย่างร้ายแรง และความจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมและกำกับดูแลก็เพิ่มสูงขึ้นมาก
 
แต่แล้ว บทบาทการกำกับดูแลของรัฐบาล โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลาเดียวกันนี้กลับถูกลดทอนลงอย่างมาก อันเป็นผลมาจากศรัทธาที่ฝังรากลึกลงเรื่อยๆ ในธรรมชาติการกำกับดูแลตัวเอง (self-regulatory nature) ของเศรษฐกิจระบบตลาด การกำกับดูแลที่จำเป็นจากรัฐหดตัวลงในช่วงเวลาที่มันเป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหายนะจึงเป็นสิ่งที่รอวันเกิดเท่านั้น ในที่สุดหายนะนี้ก็เกิดขึ้นในปีที่แล้ว และแน่นอนว่ามันเป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤตการเงินที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ปัญหาที่ภาครัฐกับดูแลกิจกรรมทางการเงินไม่เพียงพอนั้นไม่เพียงแต่ให้ท้ายกิจกรรมผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเพิ่มแนวโน้มที่คนจะเก็งกำไรเกินควร อันเป็นพฤติกรรมที่อดัม สมิธบอกว่ามักจะครอบงำคนจำนวนมากในยามที่พวกเขาวิ่งหากำไรอย่างหน้ามืดตามัว
 
สมิธเรียกคนที่ยุยงส่งเสริมให้คนรับความเสี่ยงสูงเกินควรในการเสาะหากำไรว่า “คนฟุ้งเฟ้อและนักฉายภาพ” (prodigals and projectors) ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นคำที่ใช้อธิบายผู้ขายสินเชื่อบ้านแบบซับไพรมในไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ดีมาก ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เขาอภิปรายกฎหมายห้ามการคิดดอกเบี้ยสูงเกินควร (usury law) สมิธอยากให้รัฐออกกฏเกณฑ์เพื่อปกป้องพลเมืองจาก “คนฟุ้งเฟ้อและนักฉายภาพ” ที่ส่งเสริมการปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ที่ไม่น่าเชื่อถือ –
 
ทุนของประเทศนี้จำนวนมากจะถูกกีดกันให้อยู่ห่างจากคนที่น่าจะใช้มันในทางที่ก่อให้เกิดกำไรและเป็นประโยชน์สูงสุด ไปเข้ามือของคนที่มีแนวโน้มสูงสุดที่จะใช้ทุนนั้นอย่างสิ้นเปลืองและผลาญมันไป [4]
 
ศรัทธาที่ซ่อนเร้นในความสามารถของเศรษฐกิจระบบตลาดที่จะแก้ไขตัวเอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการยกเลิกกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เคยมีในสหรัฐอเมริกา มักจะมองข้ามกิจกรรมของคนฟุ้งเฟ้อและนักฉายภาพ ในทางที่จะช็อกอดัม สมิธ
 
วิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดจากการประเมินระดับสติปัญญาของกระบวนการตลาดสูงเกินจริงไปมาก และตอนนี้วิกฤตก็กำลังเลวร้ายลงจากความหวาดกลัวและการขาดความไว้วางใจในตลาดการเงินและภาคธุรกิจโดยทั่วไป ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากปฏิกิริยาของตลาดต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งแผนมูลค่า $787,000 ล้านที่รัฐบาลโอบามาผลักดันจนผ่านเป็นกฎหมายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อันที่จริง สมิธระบุปัญหาเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ในศตวรรษที่สิบแปด ถึงแม้ว่ามันจะถูกละเลยโดยผู้มีอำนาจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำสหรัฐอเมริกา และโดยคนที่ชอบยกอดัม สมิธ ขึ้นมาอ้างในข้อเสนอที่ว่าเราควรปล่อยให้ตลาดดูแลตัวเองโดยไร้การกำกับดูแล
 
4.
 
ในขณะที่ อดัม สมิธ ถูกยกมาอ้างบ่อยครั้งในสถานการณ์ปัจจุบันโดยคนที่มักจะอ่านงานของเขาไม่ละเอียด ตอนนี้คนที่ถูกอ้างอิงมากกว่านั้นอีกคือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) แน่นอนว่าวิกฤตหลายระลอกที่เราสังเกตกันอยู่ตอนนี้ วิกฤตซึ่งกำลังนำเราไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (depression) มากขึ้นทุกขณะ มีลักษณะเป็นเคนเซียนอย่างชัดเจน กล่าวคือ รายได้ที่ลดลงมากของคนกลุ่มหนึ่งทำให้พวกเขาลดการบริโภค ซึ่งทำให้คนกลุ่มอื่นมีรายได้ลดลงสืบเนื่องไปเป็นลูกโซ่
 
อย่างไรก็ตาม เคนส์ช่วยชีวิตเราได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น เราจำเป็นที่จะต้องมองผ่านเขาไปในการทำความเข้าใจกับวิกฤตปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่ตรงกับปัจจุบันแต่คนไม่ค่อยรู้จักเท่าคือคู่แข่งของเคนส์นาม อาร์เธอร์ เซซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou) ซึ่งอยู่ที่คิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริจเช่นเดียวกับเคนส์ และเป็นคนร่วมรุ่นกัน พิกูให้ความสำคัญมากกว่าเคนส์ในจิตวิทยาด้านเศรษฐกิจของมนุษย์ และวิธีที่มันส่งอิทธิพลต่อวัฏจักรธุรกิจและทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแหลมคมและรุนแรงจนอาจกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงได้ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเผชิญอยู่) พิกูบอกว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจนั้นส่วนหนึ่งเกิดจาก “สาเหตุทางจิตวิทยา” ซึ่งประกอบด้วย
 
การเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจของคนที่พฤติกรรมของพวกเขาควบคุมอุตสาหกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นในรูปของความผิดพลาดสองประการ คือการมองโลกในแง่ดีเกินจริงหรือมองโลกในแง่ร้ายเกินจริง ในการคาดการณ์ทางธุรกิจ [5]
 
เป็นเรื่องยากที่เราจะละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าเรากำลังอยู่ในภาวะ “ความผิดพลาดของ ...การมองโลกในแง่ร้าย” นอกเหนือจากผลกระทบของวิกฤตแบบเคนเซียนที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน พิกูเน้นให้เห็นความจำเป็นของการปลดล็อกตลาดสินเชื่อออกจากภาวะแช่แข็งในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจถูกครอบงำโดยทัศนคติมองโลกในแง่ร้าย
 
ดังนั้น ถ้าปัจจัยอื่นไม่เปลี่ยนแปลง ความล้มเหลวทางธุรกิจก็จะแพร่กระจายออกไป ขึ้นอยู่กับว่าสินเชื่อของนายธนาคารในภาวะวิกฤตอุปสงค์จะมีให้กู้ยืมหรือไม่ [6]
 
ถึงแม้ว่าจะมีการอัดฉีดสภาพคล่องปริมาณมหาศาลเข้าสู่ระบบแล้วในเศรษฐกิจอเมริกันและยุโรป ส่วนใหญ่นำโดยรัฐ ธนาคารและสถาบันการเงินอื่นก็ยังไม่ยินยอมที่จะปลดล็อกตลาดสินเชื่อออกจากภาวะแช่แข็ง ธุรกิจอื่นก็ยังล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากปฏิกิริยาต่ออุปสงค์ที่หดหาย (กระบวนการ “ตัวคูณ” แบบเคนส์) แต่สาเหตุอีกส่วนหนึ่งก็มาจากความกลัวว่าอุปสงค์จะหดหายยิ่งกว่าเดิมอีกในอนาคต ก่อเกิดเป็นภาวะหดหู่โดยทั่วไป (กระบวนการมองโลกในแง่ร้ายที่ระบาดได้แบบพิกู)
 
หนึ่งในบรรดาปัญหาที่รัฐบาลโอบามาจะต้องรับมือ คือข้อเท็จจริงที่ว่าวิกฤตที่แท้จริงซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการทางการเงินผิดพลาดและการละเมิดอื่นๆ นั้น ได้ถูกความล่มสลายทางจิตวิทยากระพือให้ใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่าตัว มาตรการฟื้นฟูตลาดสินเชื่อที่ถกกันอยู่ในกรุงวอชิงตันและที่อื่นทั่วโลกตอนนี้รวมถึงการ “อุ้ม” ภาคการเงิน ด้วยเงื่อนไขที่หนักแน่นว่าสถาบันการเงินที่ได้รับการช่วยเหลือจะต้องปล่อยสินเชื่อ มาตรการเหล่านี้มีตั้งแต่การให้รัฐเข้าไปซื้อสินทรัพย์เน่า การประกันการผิดนัดชำระหนี้ และการเพิ่มทุนให้ธนาคารกลายเป็นของรัฐ (ข้อเสนอข้อสุดท้ายทำให้นักอนุรักษ์นิยมหลายคนหวาดกลัว พอๆ กับที่การให้เอกชนควบคุมเงินสาธารณะที่เอาไปอุ้มธนาคารทำให้คนที่เป็นห่วงเรื่องความรับผิดเกิดความกังวล) ปฏิกิริยาอ่อนๆ ที่ตลาดมีต่อมาตรการของภาครัฐที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า เราจะต้องประเมินนโยบายเหล่านี้ทีละอย่าง ในแง่ของผลกระทบที่มันมีต่อจิตวิทยาของนักธุรกิจและผู้บริโภค โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
 
5.
 
ความแตกต่างระหว่างพิกูกับเคนส์มีความสำคัญด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ ในขณะที่เคนส์มีส่วนร่วมอย่างมากในการตอบคำถามที่ว่าเราจะเพิ่มอุปสงค์รวมของระบบได้อย่างไร เขาก็ไม่ได้มีส่วนร่วมมากนักในการวิเคราะห์ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายความมั่งคั่งและสวัสดิการสังคม ในทางกลับกัน พิกูไม่เพียงแต่เขียนบทวิจัยเศรษฐศาสตร์สวัสดิการฉบับคลาสสิกเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้บุกเบิกการใช้ตัววัดความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจในฐานะดัชนีหลักในการประเมินเศรษฐกิจและนโยบาย [7] ในเมื่อความทุกข์ยากของผู้ด้อยโอกาสที่สุดในระบอบเศรษฐกิจและในโลกเป็นปัญหาที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนที่สุด การร่วมมือกันระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐจึงไม่อาจหยุดอยู่แค่การประสานงานกันเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพียงอย่างเดียว เราจำเป็นที่จะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผู้ด้อยโอกาสในสังคมในการวางแผนมาตรการรับมือกับวิกฤตปัจจุบัน และไปให้พ้นมาตรการที่จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัว ครัวเรือนที่สุ่มเสี่ยงว่าจะตกงาน ไม่มีประกันสุขภาพ และประสบความเดือดร้อนทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ เราจะต้องตระหนักให้มากกว่านี้มากถึงขีดจำกัดของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ในการแก้ปัญหาของพวกเขา
 
วิธีที่สามที่เราจะต้องเสริมแนวคิดของเคนส์เป็นเรื่องของบริการสาธารณะซึ่งเขาไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควร ว่ากันตามจริง แม้กระทั่ง อ็อตโต วอน บิสมาร์ค (Otto von Bismarck “บุรุษเหล็กแห่งเยอรมนี” ผู้รวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว) ยังพูดอะไรๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าเคนส์ ประเด็นที่ว่าระบบตลาดอาจส่งมอบบริการสาธารณะ (เช่น การศึกษาและสาธารณสุข) ได้แย่มากนั้นเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำแห่งยุคของเรา รวมทั้ง พอล แซมมวลสัน (Paul Samuelson) และ เคนเน็ธ แอร์โรว์ (Kenneth Arrow) (พิกูมีส่วนร่วมกับหัวข้อนี้ด้วยการเน้น “ผลกระทบต่อภายนอก” (externalities) ของธุรกรรมในตลาด ซึ่งผลกำไรและขาดทุนไม่ได้ตกอยู่กับผู้ขายและผู้ซื้อโดยตรงเท่านั้น) แน่นอนว่านี่เป็นประเด็นระยะยาว แต่เราก็ควรจะตระหนักว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นอาจทำความเดือดร้อนมากขึ้นเมื่อไม่มีการันตีว่าประชาชนทุกคนจะสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ
 
ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพโดยรัฐ ทุกคนที่ตกงานอาจเข้าไม่ถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น เพราะสูญเสียรายได้หรือประกันสุขภาพเอกชนที่เคยได้รับในฐานะพนักงานบริษัท ตอนนี้อัตราการว่างงานในอเมริกาอยู่ที่ร้อยละ 7.6 ซึ่งกำลังก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างแพร่หลาย คำถามข้อหนึ่งที่ควรจะถามคือ ประเทศยุโรปหลายแห่ง เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ซึ่งต้องทนเห็นอัตราการว่างงานที่สูงกว่านี้มากติดต่อกันนานหลายทศวรรษ สามารถหลีกเลี่ยงการพังทลายของคุณภาพชีวิตได้อย่างไรบ้าง คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในวิธีทำงานของรัฐสวัสดิการในยุโรป ซึ่งมีประกันการว่างงานที่เข้มแข็งกว่าในอเมริกามาก และที่สำคัญกว่านั้นคือ รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นส่งมอบบริการด้านสุขภาพพื้นฐานถ้วนหน้าให้กับประชาชน
 
ความล้มเหลวของกลไกตลาดในการส่งมอบบริการสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นอย่างฉาวโฉ่มาก ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือสหรัฐอเมริกา แต่ชัดไม่แพ้กันในการหยุดชะงักของอัตราสุขภาพดีและการมีอายุยืนในประเทศจีน หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกบริการสุขภาพถ้วนหน้าในปี 1979 ก่อนหน้าที่จะมีการปฏิรูปเศรษฐกิจในปีนั้น พลเมืองจีนทุกคนมีประกันสุขภาพถ้วนหน้าจากรัฐหรือสหกรณ์ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นบริการค่อนข้างพื้นฐานมาก เมื่อจีนยกเลิกระบบไร้ประสิทธิภาพของสหกรณ์ คอมมูน และหน่วยผลิตที่ควบคุมโดยราชการ ก็เท่ากับทำให้ผลผลิตมวลรวมประชาชาติเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกัน ศรัทธาใหม่ในเศรษฐกิจระบบตลาดก็ทำให้จีนยกเลิกระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้หลังจากปี 1979 ประชาชนแต่ละคนต้องควักเงินซื้อประกันสุขภาพเอง (ยกเว้นในกรณีพิเศษมากๆ ที่รัฐหรือบริษัทขนาดใหญ่ทำประกันสุขภาพให้กับพนักงานและครอบครัว) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความก้าวหน้าของจีนในแง่อายุขัยประชากรชะลอตัวลงอย่างฮวบฮาบ
 
ประเด็นนี้เป็นปัญหามากพอแล้วในภาวะที่รายได้รวมของจีนเติบโตราวกับจรวด แต่แน่นอนว่ามันจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมอีกเมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ตอนนี้รัฐบาลจีนกำลังใช้ความพยายามอย่างหนักในการค่อยๆ นำประกันสุขภาพถ้วนหน้ากลับมาใหม่ และรัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของโอบามาก็ประกาศว่าจะทำประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งประเทศจีนและอเมริกาจะต้องแก้ปัญหานี้ไปอีกนาน แต่การทำเรื่องนี้ก็ควรเป็นองค์ประกอบสำคัญในการต่อกรกับวิกฤตเศรษฐกิจ และการบรรลุการปฏิรูปสังคมของทั้งสองประเทศในระยะยาว
 
6.
 
กระแสการฟื้นฟูแนวคิดของเคนส์ในปัจจุบันช่วยเราได้มากในแง่ของการวิเคราะห์เศรษฐกิจและการกำหนดนโยบาย แต่เราจะต้องเหวี่ยงแหให้กว้างกว่าเคนส์มาก ถึงแม้ว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะมองเคนส์ว่าเป็น “ขบถ” ในวงการ ข้อเท็จจริงก็คือเขาเกือบจะเป็นกูรูของทุนนิยมใหม่ ผู้ให้น้ำหนักกับการสร้างเสถียรภาพให้กับความผันผวนของเศรษฐกิจระบบตลาด (โดยให้ความสำคัญค่อนข้างน้อยกับสาเหตุทางจิตวิทยาของความผันผวนทางธุรกิจ) ถึงแม้ว่าสมิธและพิกูจะโด่งดังในฐานะนักเศรษฐศาสตร์หัวอนุรักษ์นิยม ความคิดอันล้ำลึกจำนวนมากเกี่ยวกับความสำคัญของสถาบันนอกตลาดและคุณค่าเหนือผลกำไรก็มาจากพวกเขา ไม่ใช่เคนส์และผู้เจริญรอยตามเคนส์
 
วิกฤตทุกครั้งไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายเฉพาะหน้าที่เราต้องเผชิญ แต่ยังมอบโอกาสให้เราแก้ไขปัญหาระยะยาวในภาวะที่คนยอมทบทวนสถาบันและความเชื่อที่อยู่มานาน นี่คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมเราถึงควรจะเผชิญหน้ากับปัญหาระยะยาวที่เคยถูกมองข้าม เช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงความจำเป็นของระบบขนส่งมวลชน ซึ่งถูกปล่อยปละละเลยอย่างเลวร้ายมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และก็ยังเป็นประเด็นที่อยู่ชายขอบของนโยบายแรกๆ ที่รัฐบาลโอบามาประกาศ อย่างน้อยก็ ณ วันที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้ แน่นอนว่าการให้บริการในระดับที่คนมีกำลังซื้อเป็นประเด็น แต่รัฐเคราลาในอินเดียก็แสดงให้เห็นแล้วว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยรัฐในราคาย่อมเยานั้นเป็นไปได้ ตั้งแต่รัฐบาลจีนยกเลิกประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 1979 เคราลาซึ่งดำเนินนโยบายนี้สืบมาก็แซงหน้าจีนไปไกลลิบในดัชนีอย่างอายุขัยเฉลี่ยของประชากรและอัตราการตายของทารกแรกเกิด ถึงแม้ว่าจะมีรายได้ต่อหัวน้อยกว่าจีนหลายเท่า ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศยากจนก็มีโอกาสเหมือนกัน
 
สหรัฐอเมริกาเผชิญกับความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในด้านนี้ เพราะอเมริกามีระดับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวสูงที่สุดในโลกแล้ว แต่ผลงานด้านสุขภาพยังค่อนข้างต่ำโดยเปรียบเทียบ และยังมีประชาชนกว่า 40 ล้านคนที่ไม่มีประกันสุขภาพ ส่วนหนึ่งของปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและความเข้าใจของคน ความเข้าใจที่บิดเบือนอย่างมากเกี่ยวกับวิธีการทำงานของระบบประกันสุขภาพโดยรัฐจะต้องถูกแก้ไข ผ่านการอภิปรายสาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น คนอเมริกันมักจะคิดเอาเองว่าระบบประกันสุขภาพในยุโรปไม่เปิดโอกาสให้เลือกพบแพทย์ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย
 
อย่างไรก็ตาม คนอเมริกันต้องทำความเข้าใจกับทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่อย่างถ่องแท้กว่าเดิมด้วย ในวงอภิปรายเกี่ยวกับการปฏิรูประบบสุขภาพในอเมริกา คนชอบพูดถึงระบบของแคนาดา ซึ่งเป็นระบบประกันสุขภาพโดยรัฐที่ทำให้การเลือกประกันเอกชนทำได้ยากมาก ในขณะที่ในยุโรปตะวันตก ระบบประกันสุขภาพโดยรัฐส่งมอบบริการสุขภาพถ้วนหน้าแต่ก็เปิดช่องทางให้คนที่มีเงินสามารถจ่ายเงินซื้อบริการสุขภาพจากเอกชนได้ ถ้าพวกเขาต้องการ ผมไม่แน่ใจว่าเหตุใดคนรวยที่สามารถใช้เงินซื้อเรือยอชท์และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ อย่างไร้ขีดจำกัดจึงจะไม่ควรได้รับอนุญาตให้จ่ายเงินค่าเอ็มอาร์ไอ (MRI) หรือแคทสแกน (CAT scan) แทน ถ้าเราสำเหนียกในข้อเสนอของอดัม สมิธ ที่ว่าสังคมควรมีสถาบันที่หลากหลายเพื่อตอบสนองแรงจูงใจที่หลากหลาย เราก็จะพบว่ามีมาตรการที่ใช้การได้จริงหลายอย่างที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในโลกที่เราอาศัยอยู่
 
ผมอยากเสนอว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้เรียกร้องต้องการ “ทุนนิยมใหม่” แต่มันต้องการความเข้าใจใหม่ในความคิดเก่า อย่างเช่นความคิดของสมิธ และความคิดของพิกูในยุคที่ใกล้กับเรามากกว่า ความคิดเก่ามากมายถูกละเลยอย่างน่าเศร้า สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสถาบันต่างๆ ทำงานอย่างไร และการมองเห็นว่าสถาบันที่หลากหลาย ตั้งแต่ตลาดไปจนถึงสถาบันภาครัฐ จะไปให้พ้นมาตรการแก้ปัญหาในระยะสั้น และมีส่วนร่วมในการสร้างโลกเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร
 
- 25 กุมภาพันธ์ 2009
 
 
หมายเหตุ
 
[1] Adam Smith, An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations, R.H. Campbell และ A.S. Skinner, บรรณาธิการ (Clarendon Press, 1976), I, II.ii.28, หน้า 292
 
[2] Smith, The Wealth of Nations, I, I.viii.26, หน้า 91
 
[3] Adam Smith, The Theory of Moral Sentiments, D.D. Raphael และ A.L. Macfie, บรรณาธิการ (Clarendon Press, 1976), หน้า 189–190
 
[4] Smith, The Wealth of Nations, I, II.iv.15, หน้า 357
 
[5] A.C. Pigou, Industrial Fluctuations (London: Macmillan, 1929), หน้า 73
 
[6] Pigou, Industrial Fluctuations, หน้า 96
 
[7] A.C. Pigou, The Economics of Welfare (London: Macmillan, 1920) งานปัจจุบันเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะงานของ A.B. Atkinson ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากงานยุคบุกเบิกของ Pigou ดูตัวอย่างได้ใน Atkinson, Social Justice and Public Policy (MIT Press, 1983)