
ภาณุ ตรัยเวช ชวนมองเมืองไทยผ่านงานเขียนคลาสสิกสองเล่ม A Theory of Justice โดย จอห์น ราว์ลส์ และ Development as Freedom โดยอมาตยา เซ็น ในห้วงยามที่สังคมดูจะยังติดอยู่ในวังวนของความขัดแย้งที่ไร้แววสิ้นสุด
ในสถานการณ์เช่นนี้ วิวาทะสาธารณะเรื่อง "รูปแบบ" และ "ทิศทาง" ของการพัฒนาประเทศที่ควรจะเป็น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งอาจมีส่วนช่วยให้ทุกฝ่ายมองเห็นจุดร่วมในจุดเริ่มออกเดินสู่ความยุติธรรมและสมานฉันท์ที่แท้และยั่งยืน ดูจะเกิดได้ยากตราบใดที่เรายังไม่ครุ่นคิดกันอย่างจริงจังว่า เรายังติดกับดักของวาทกรรมที่อธิบายความเป็นไปของคนและโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้แล้วอยู่หรือเปล่า
ถึงที่สุดแล้ว เราเข้าใจ "ประชาธิปไตย" และ "ทุนนิยม" กันดีเพียงใด
Development as Freedom โดย อมาตยา เซ็น
--- ภาณุ ตรัยเวช ---
เคยได้ยินมาว่าคำสาปแช่งของชาวยิวที่รุนแรงที่สุดคือ ขอให้เจ้ามีเงินล้นฟ้า แต่ไม่อาจหยิบจับมาใช้ได้สักสลึงเฟื้อง เจอกิส และออนา คู่สามีภรรยาชาวลิทัวเนียใน The Jungle นวนิยาย สะท้อนสังคมของอับตัน ซินแคล์ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากในชิคาโก ก่อนตระหนักว่าจริงอยู่ที่ค่าแรงในอเมริกาสูงกว่าประเทศบ้านเกิด แต่ขณะเดียวกัน ค่ากินอยู่ ค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นไปอีกหลายเท่าด้วย แสดงให้เห็นว่าการมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายถึงการมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความสุขเลยด้วยซ้ำ อีกตัวอย่างหนึ่งจาก Development as Freedom คือ แม้ว่ารายได้ของคนผิวดำในอเมริกาจะสูงกว่าเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ในทวีปแอฟริกา แต่โดยเฉลี่ยแล้ว คนผิวดำในทวีปแอฟริกา จะอายุยืนกว่าคนผิวดำในอเมริกา
ความแตกต่างระหว่างจำนวนเงิน และ ความสุข คุณภาพชีวิต อายุ หรือถ้าว่ากันตามนิยามของเซ็น “อิสรภาพ” นี้เองคือหัวข้อหลักของ Development as Freedom
ผมเคยได้ยินชื่อเซ็นมาก่อน ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียเจ้าของรางวัลโนเบล และผู้มีอิทธิพลต่อนักเศรษฐศาสตร์นอกกระแสอย่างมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน อันเป็นธนาคารแห่งแรกสำหรับคนยากคนจนในประเทศด้อย และกำลังพัฒนา ส่วนหนังสือ Development as Freedom ผ่านเข้าสายตาผมครั้งแรกจากบทความของคุณธร ปิติดล อมาตยา เซ็น กับเศรษฐกิจพอเพียง และก่อนหน้านั้นก็มีบทความของคุณพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ประชาธิปไตยคือหัวใจของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แถมยังได้ข่าวแว่วมาด้วยว่าพี่สฤณีกำลังแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย ถ้าไม่รีบหยิบยกหนังสือเล่มนี้มากล่าวถึง ก็ต้องถือว่าพลาดโอกาสดีๆ ที่จะทำตัวล้ำสมัยไปกับเขา
สังเกตว่าทั้งสองบทความข้างต้นนั้นกล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะบทความของคุณธร ที่วิเคราะห์ว่าตอนเซ็นแวะมาประเทศไทย ได้สัมมนา พูดจากับผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วหนังสือพิมพ์ก็เอามาสรุปเองว่า “อมาตยา เซ็นเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นจริง หรือเป็นเท็จอย่างไร อยากแนะนำให้ผู้สนใจไปหาอ่านบทความของคุณธรเอาเอง ส่วนบทความนี้ จะพูดถึง Development as Freedom จากอีกแนวทางหนึ่ง เพื่อตั้งคำถามว่า “อมาตยา เซ็นเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจทุนนิยมหรือไม่”
Development as Freedom เป็นหนังสือที่ตั้งชื่อได้ใจความมากๆ ถ้าให้สรุปทฤษฎีของเซ็นสั้นๆ สามคำก็จะได้ว่า “อิสรภาพคือการพัฒนา” สมดังชื่อหนังสือ เซ็นต้องการให้คนเรามองดัชนีการพัฒนาให้ไกลเกินกว่าแค่รายได้ หรือกำลังผลิต มาตรที่เซ็นใช้คือ “Capability” หรือ “ความสามารถ” ซึ่งคือพลังในการเลือกของปัจเจกที่จะทำนู่นทำนี่ ที่จะให้บุตรหลานมี หรือไม่มีการศึกษา ที่จะเข้ารับ หรือไม่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ที่จะประกอบอาชีพ รับประทานอาหาร และมีงานอดิเรกใดๆ ก็ตาม ทั้งหมดนี้คืออิสรภาพ
จริงๆ แล้วอิสรภาพไม่ใช่เรื่องใหม่ในวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่ไหนแต่ไรมา นักเศรษฐศาสตร์เชื่อกันว่าประชาธิปไตย และเสรีนิยม ซึ่งสนับสนุนอิสรภาพเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการนำมาซึ่งความมั่งคั่ง ตัวอย่างอันทรงพลังจาก Development as Freedom คือ ปรากฎการณ์ความอดอยากแร้นแค้น (Famine) ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยคนหว่านเมล็ดพืชด้วยมือ จนถึงยุคอินเตอร์เน็ต แต่ความอดอยากแร้นแค้นนั้นไม่เคยเกิดในประเทศที่ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย เพราะสังคมประชาธิปไตยเอื้อให้ข้อมูลไหลกลับไปกลับมาระหว่างหน่วยล่างและหน่วยบน ผู้นำจะรับรู้ความยากลำบากของประชาชน และหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที ตรงกันข้าม ความล้มเหลวของนโยบาย “ก้าวกระโดดไปข้างหน้า” ของเหมาเจ๋อตุง ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผู้นำจีนถูกเครือข่ายโฆษณาชวนเชื่อปิดหูปิดตาตัวเอง จึงไม่เกิดการไหลของข้อมูลเหมือนในระบบประชาธิปไตย
แต่แค่บอกว่าอิสรภาพคือเครื่องมือชิ้นสำคัญในการพัฒนานั้น ไม่เพียงพอสำหรับเซ็น อิสรภาพไม่ใช่เครื่องมือ แต่โดยตัวมันเองนั่นแหละ คือการพัฒนา
ขออนุญาตถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวแล้วพูดถึงความยุติธรรม เนื่องจากหัวข้อนี้เข้ากันได้ดีกับ A Theory of Justice ที่เพิ่งพูดถึงไปเมื่อคราวก่อน ทฤษฎีความยุติธรรมเก่าแก่สุดยึดหลักประโยชน์นิยม (utilitarianism) โดยเจ้าพ่อของทฤษฎีตัวนี้ เจเรมี เบนแธม เชื่อว่าความยุติธรรมคืออะไรก็ตามแต่อันนำมาซึ่งผลประโยชน์โดยรวมมากสุดในสังคม แน่นอนความคิดนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่ เพราะมันไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนแค่ไหน ตราบใดที่อย่างน้อยมีคนคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งได้รับผลประโยชน์ทดแทนความเดือนร้อนของคนกลุ่มอื่น ใน A Theory of Justice ราว์ลส์พัฒนาทฤษฎีขึ้นมาอีกตัว โดยบอกว่าความยุติธรรมจะต้องรับประกัน “Primary Goods” หรือปัจจัยพื้นฐานให้แก่ทุกสมาชิก ซึ่งปัจจัยตัวนี้เป็นได้ตั้งแต่รูปธรรมอย่างยารักษาโรค อาหาร ไปจนถึงนามธรรมอย่างสิทธิ และเสรีภาพ
ความยุติธรรมของเซ็นไปไกลว่าราว์ลส์อีกก้าวหนึ่ง เซ็นบอกว่าแค่ให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาโรคอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีอิสระที่ จะเข้ารับ หรือปฏิเสธการรักษาด้วย โดยผิวเผินแล้วความคิดตรงนี้อาจฟังดูพิกล เนื่องจากถ้าผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการรักษาฟรีๆ ใครบ้างจะไม่อยากใช้ จะเข้าใจความคิดตรงนี้ได้ เมื่อพิจารณาความแตกต่างระหว่างประเทศในยุโรป และอเมริกา ยุโรปมีโครงการสาธารณสุขที่ดีกว่าของอเมริกา มีค่าหมอค่ายาให้คนเจ็บคนป่วย คนเกษียณอายุ และคนพิการ แต่ในทางตรงกันข้าม ปัญหาการตกงานในยุโรปก็รุนแรงกว่าของอเมริกาหลายเท่าตัวด้วย รัฐบาลยุโรปยึดหลักของราว์ลส์ที่รับประกันปัจจัยพื้นฐานให้แก่สมาชิกในสังคม ขณะที่รัฐบาลอเมริกาเน้นการสร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเลือก และมีอิสระที่จะเข้ารับการรักษาด้วยตัวเอง
อีกตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของอิสรภาพในการพัฒนา คือเรื่องของการควบคุมจำนวนประชากร เป็นที่รู้กันว่า “มีลูกมาก จะยากนาน” แต่จะเผยแพร่ความคิดนี้ได้อย่างไรในประเทศเกษตรกรรม ซึ่งมีค่านิยมให้สร้างครอบครัวขนาดใหญ่ เซ็นเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างจีน และรัฐเกรละในประเทศอินเดีย การคุมกำเนิดในประเทศจีนอาศัยการบังคับขู่เข็ญ กรณีสุดโต่งขนาดส่งตำรวจไปเผาบ้านที่มีลูกมากเกินกำหนดก็มีให้เห็น ขณะที่รัฐเกรละใช้วิธีให้การศึกษาประชาชน โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะการสร้างโอกาส และอิสรภาพให้ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้าน จะช่วยลดบทบาท และอัตลักษณ์ความเป็นแม่บ้านของพวกหล่อนลง ผลลัพธ์คืออัตราการลดจำนวนประชากรที่ยั่งยืนกว่าการบังคับขู่เข็ญในประเทศจีน
กลับมาคำถามเรื่องทุนนิยม ใน Development as Freedom นักคิดนักปรัชญาที่เซ็นหยิบยกมาอ้างเอ่ยบ่อยสุดหาใช่พระพุทธเจ้า ขงจื้อ อริสโตเติล หรือมาร์กซ์ไม่ แต่เป็นอดัม สมิธ ผู้เขียน The Wealth of Nations อันเป็นมหาสูตรแห่งลัทธิทุนนิยม สมิธเป็นนักคิดที่โดนเข้าใจผิดมากสุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทุนนิยมไม่ได้สอนให้คนเราเห็นแก่ตัว แต่สอนให้ฉลาด และรู้จักใช้เหตุและผล เพื่อหาประโยชน์ โดยคำว่า "ประโยชน์" ในที่นี้รวมไปถึงความรู้สึกสบายใจ และเป็นสุขที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น หรือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วย การมองผู้ศรัทธาในระบอบทุนนิยมว่ารู้จักแต่กอบโกย เป็นการมองอย่างคับแคบ เซ็นกล่าวติดตลกโดยอ้าง และแปลงบทประพันธ์ของเชคสเปียร์ว่า "บางคนเกิดมาพร้อมกับความคับแคบ บางคนไขว่คว้าความคับแคบ สมิธคือผู้ถูกความคับแคบหล่นใส่กบาลโดยไม่รู้ตัว"
ทุนนิยมไม่ได้ไร้ข้อกังขาไปเสียทั้งหมด ปัญหาของมันก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่คือ เรื่องของการกระจายรายได้ และการรับมือกับทรัพย์สินส่วนรวม เช่นสิ่งแวดล้อม และการสาธารณสุข ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็ต้องแก้กันไปเป็นข้อๆ ไม่ใช่เอะอะมะเทิ่งปฏิเสธมันไปทั้งระบบ "นักคิดผู้ปฏิเสธทุนนิยม มักเสนอกลไกชนิดอื่นซึ่งแตกต่างกับทุนนิยมอย่างสุดขั้ว โดยไม่เคยตรวจสอบเลยว่ากลไกดังกล่าวจะไม่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่ใหญ่กว่าหรือเปล่า" ตรงนี้สะท้อนวาจาอมตะของเชอร์ชิล ที่บอกว่า "ประชาธิปไตยคือระบบการปกครองที่ห่วยที่สุด ถ้าไม่นับระบบอื่นที่เคยลองกันมาแล้ว"
ช่วงท้ายของ Development as Freedom เซ็น นำเสนอความคิดซึ่งก้าวกระโดดมาก โดยเขาเปรียบเทียบสถานการณ์ในรัสเซีย และญี่ปุ่น กรณีรัสเซียนั้นเป็นความล้มเหลว และรอยแผลบาดลึกสุดในระบบทุนนิยม (สามารถหาอ่านเรื่องความล้มเหลวนี้ได้จาก Globalization and its Discontents โดย สติกลิทซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอีกคน) ตรงข้ามกับนักคิดส่วนใหญ่ เซ็นไม่ได้โทษระบบ แต่โทษค่านิยม ตรรกะสังคม และโครงสร้างขององค์กรในรัสเซียที่ไม่เอื้อหนุนให้ทุนนิยมเจริญงอกงาม เช่นการที่ตลาดมืด และมาเฟียส่งอิทธิพลครอบคลุมสังคมมาตั้งแต่ยุคคอมมิวนิสต์ กรณีญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวอย่างการเจริญเติบโตสูงสุดของทุนนิยม ได้มีนักคิดออกมาวิเคราะห์กันแล้วว่า ความสำเร็จนั้นมาจากพื้นฐานทางสังคมที่เอื้ออำนวยให้เกิดบรรยากาศการแข่งขัน และเกื้อกูล รวมไปถึงสนับสนุนให้ประชาชนมีการศึกษาอีกด้วย
ดังนั้น แทนที่ปัญญาชนสยามจะวิพากษ์วิจารณ์ทุนนิยมว่าดีพอสำหรับสังคมไทยหรือเปล่า น่าจะหันมาถามกันบ้างว่าสังคมไทยดีพอสำหรับทุนนิยมแล้วหรือยัง
นั่นคือคำถามที่เซ็นฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน
A Theory of Justice โดย จอห์น ราว์ลส์
--- ภาณุ ตรัยเวช ---
หมายเหตุกันไว้ก่อนเลยว่า A Theory of Justice ของจอห์น ราว์ลส์ เป็นอภิตำรากฎหมาย ซึ่งถูกแบ่งเป็นสามภาค ได้แก่ ภาคทฤษฎี (theory) สถาบัน (institutions) และ เป้าประสงค์ (ends) โดยบทวิจารณ์นี้จะมุ่งประเด็นไปเฉพาะภาคสองเท่านั้น เนื่องจากภาคสถาบันน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับสังคมไทยในปัจจุบันสูงสุด
ถ้าใครเป็นพหูสูตหน่อย ช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาน่าจะเคยได้ยินชื่อจอห์น ราว์ลส์ และหนังสือเล่มนี้มาก่อน หรือต่อให้ปิดหูปิดตาตัวเองขนาดไหน ก็คงหลีกไม่พ้นวลีอมตะ ซึ่งถูกหยิบยกมาจากภาคสถาบันของ A Theory of Justice นั่นคือ "อารยะขัดขืน" (Civil Disobedience) ถ้าเชื่อตามวิกิพีเดีย อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์คือนักวิชาการไทยท่านแรก ที่แปลวลีตัวนี้มาใช้กับสถานการณ์ในภาคใต้เมื่อสี่ห้าปีก่อน หลังจากนั้น มันได้กลายมาเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญของกลุ่มการเมืองหลายต่อหลายกลุ่ม ขณะเดียวกัน ก็มีนักวิชาการออกมาทักท้วงว่านี่ เป็นการแปลผิด "civil" นั้นไม่ควรแปลว่า "อารยะ" ซึ่งมาจาก "อารยธรรม" (civilization) แต่น่าจะแปลว่า "ประชาชน" (civilian) เสียมากกว่า นักวิชาการบางคนก็เลยแปลออกมาเป็น “ดื้อแพ่ง” ซึ่งก็ฟังดูมีความหมายในเชิงลบอีก เราจะมาพูดกันต่อว่าสมควรแล้วหรือไม่ที่จะหยิบ อารยะขัดขืน หรือดื้อแพ่ง มาใช้ในบริบทของบ้านเรา
ผมเห็นอกเห็นใจนักวิชาการกลุ่มแรกๆ ที่พยายามแปล "Civil Disobedience" เป็นภาษาไทยอยู่ไม่น้อย ระหว่างที่ตัวเองเขียนบทวิจารณ์ชิ้นนี้ ก็พบว่ามีปัญหามากในเรื่องการแปล แค่หัวใจหลักในทฤษฎีความยุติธรรมของราว์ลส์ "Justice as Fairness" ก็จนปัญญาแล้วว่าจะแปลไทยออกมาอย่างไรดี เนื่องจากในภาษาเราทั้ง "justice" และ "fairness" ก็แปลว่า "ความยุติธรรม" ด้วยกันทั้งคู่ พอมานั่งเปิดพจนานุกรมดู อีกความหมายหนึ่งของ "fairness" ที่พอถูไถคือ "ความเท่าเทียม" แต่ผมเห็นว่า "ความเท่าเทียม" น่าจะใกล้เคียงกับ "equality" เสียมากกว่า ในที่สุด จึงตัดสินใจแปล "Justice as Fairness" ออกมาเป็น "ความยุติธรรมจากการแลกเปลี่ยน" อันเนื่องมาจากคำจำกัดความของ "fairness" ที่ราว์ลส์กล่าวไว้ว่า "บุคคล ใดๆ ย่อมอยู่ภายใต้ข้อบังคับให้ต้องทำหน้าที่ในส่วนของตน ตามที่กฎแห่งสถาบันเจาะจงเอาไว้ ตราบเท่าที่บุคคลผู้นั้นหาผลประโยชน์ หรือโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากสถาบันนั้น" พูดอีกนัยหนึ่ง “fairness” ก็คือการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคล และสถาบันนั่นเอง
มีนักคิดผู้ยิ่งใหญ่สองคนลงความเห็นตรงกันคืออริสโตเติล และรุสโซ อริสโตเติลกล่าวว่ามนุษย์เรามีสามัญสำนึก ที่บอกว่าอะไรคือความยุติธรรม และสามัญสำนึกตัวนี้เองที่ช่วยให้เราอยู่รวมกันได้ในสังคม รุสโซไปไกลกว่านั้นก้าวหนึ่ง เขาบอกว่าสัตว์ป่ามีสัญชาตญาณซึ่งช่วยให้พวกมันใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ และความป่าเถื่อนได้ เมื่อมนุษย์แยกตัวเองออกจากธรรมชาติมาอยู่ร่วมกัน สัญชาตญาณเถื่อนแปรเปลี่ยนมาเป็นสัญชาตญาณของความยุติธรรม ทั้งอริสโตเติลและรุสโซมองว่าความยุติธรรมอันเป็นกลจักรที่หมุนสังคม มาจากสามัญสำนึกหรือสัญชาตญาณ โดยไม่ต้องอาศัยการปลูกฝัง เพราะใครๆ ก็สามารถบอกได้ทันทีว่าอะไรยุติธรรม อะไรอยุติธรรม
ราว์ลส์ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เขายอมรับว่ามนุษย์เรามีสามัญสำนึกของความยุติธรรม แต่ขณะเดียวกัน ทฤษฎีที่บ่งชี้ความยุติธรรมก็น่าจะจำเป็นกับสังคมด้วย ราว์ลส์เรียกทฤษฎีตัวนี้ว่า "ความยุติธรรมอันเนื่องมาจากกระบวนการ" (procedural justice) ตัวอย่างอันหลักแหลมคือ คนกลุ่มหนึ่งหุ้นเงินเท่ากันเพื่อซื้อขนมเค้ก คำถามคือจะแบ่งเค้กอย่างไรดี คำตอบตามสามัญสำนึกคือแบ่งเท่าๆ กันตามจำนวนคน ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไม ถ้าจะใช้กระบวนการเป็นตัวตัดสิน ก็คือให้คนคนหนึ่งเป็นผู้ตัดแบ่งเค้ก โดยจะแบ่งเป็นชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่เท่าไหร่ย่อมได้ แต่มีข้อแม้คือ ตอนที่หยิบเค้ก เขาจะได้เลือกเป็นคนสุดท้าย แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ ผู้ตัดย่อมแบ่งเค้กเป็นชิ้นเท่าๆ กันเสมอ อันนี้คือตัวอย่างว่าทั้งกระบวนการ และสามัญสำนึกนำไปสู่ความยุติธรรมตัวเดียวกันได้
ภาคทฤษฎีของ A Theory of Justice พูดถึงเงื่อนไขอันเป็นพื้นฐานของกระบวนการ เงื่อนไขนี้เป็นแนวคิดที่สำคัญมากในภาคทฤษฎี แต่จะขอข้ามไป ไม่พูดถึงในบทวิจารณ์นี้ กระบวนการซึ่งตรงตามเงื่อนไขมีได้ มากกว่าหนึ่งกระบวนการ เช่นทุนนิยม สังคมนิยม ประโยชน์นิยม ประชานิยม เศรษฐกิจพอเพียง หรือประชาธิปไตย ถ้าทุกสมาชิกในสังคมแลกเปลี่ยนกันตามกระบวนการที่กำหนดไว้ (fairness) ผลลัพธ์ย่อมคือความยุติธรรม
ภาคสถาบันของ A Theory of Justice พูดถึงการปรับกระบวนการยุติธรรมมาใช้ในทางปฏิบัติ โดยราว์ลส์แสดงให้เห็นว่าทั้งความยุติธรรมอันเนื่องมาจากกระบวนการยุติธรรม และเนื่องมาจากสามัญสำนึก ควรจะใกล้เคียงกันหรือต่างกันไม่มากนัก สามัญสำนึกของความยุติธรรมอิงอยู่บนเสรีภาพ (liberty) ถ้ากลับไปตัวอย่างเรื่องแบ่งเค้ก หากสมาชิกคนใดได้รับส่วนแบ่งน้อยกว่าผู้อื่น แล้วไม่อาจโวยวาย หรือทักท้วง ก็แปลว่าเสรีภาพของเขากำลังถูกริดรอน กระบวนการยุติธรรมที่ตรงตามเงื่อนไขนั้น ย่อมรับประกันได้ว่าจะนำไปสู่การที่สมาชิกทุกคนมีเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันถึงที่สุด และไม่เบียดเบียนเสรีภาพของผู้อื่น
คำถามชวนขบคิดในภาคปฏิบัติเช่น สังคมควรทำเช่นไรดีกับกลุ่มสมาชิกที่ปฏิเสธความคิดเห็นของผู้อื่น (intolerance) ตัวอย่างที่ยกมาใน A Theory of Justice คือกลุ่มศาสนา แต่ขณะนี้สังคมไทยก็เต็มไปด้วยกลุ่มการเมืองที่มีคุณลักษณะดังกล่าว ราว์ลส์อธิบายว่า กลุ่มคนประเภทนี้มักเกิดมาจากการรวมตัวของผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ (ประชาธิปไตย อมาตยาธิปไตย สังคมนิยม หรืออะไรก็แล้วแต่) โดยพวกเขายึดถืออุดมการณ์ของตัวเองเป็นสิ่งถูกต้อง ดังนั้นกลุ่มอื่นที่ไม่ยอมรับในอุดมการณ์นี้ ย่อมประพฤติปฏิบัติ และมีความคิดเห็นอันไม่สมควร กระนั้นอุดมการณ์ไม่ ได้เป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขของกระบวนการ ดังนั้นจึงไม่มีใครมีสิทธิอ้างอุดมการณ์ มาอยู่ในประโยคเดียวกับความยุติธรรมได้
คำถามต่อไปคือสังคมควรทำอย่างไรดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว เรามีสิทธิที่จะปฏิเสธพวกเขา เหมือนที่พวกเขาปฏิเสธคนอื่นไหม คำตอบคือไม่ สังคมหรือสถาบันไม่ใช่พื้นที่ให้กลุ่มบุคคลมาต่อสู้รบรากัน "fairness" คือการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคล และสังคม ไม่ใช่บุคคลต่อบุคคล การที่ฝ่ายหนึ่งลุกขึ้นมายึดสถานที่ราชการ อีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจตอบโต้ด้วยการเผาทำลายข้าวของสาธารณะ เพราะนั่นคือการทำร้ายสังคม ไม่ใช่ทำร้ายฝ่ายแรก
ถ้าอย่างนั้นเราจะจัดการอย่างไรดีกับกลุ่มบุคคลที่ปฏิเสธความคิดเห็นของผู้อื่น น่าเสียดายที่แม้แต่ราว์ลส์เองก็ไม่มีคำตอบอันน่าพึงพอใจ เขาบอกว่า "ต่อให้กลุ่มคนดังกล่าวผุดขึ้นมาในสังคม ถ้าความคิดของพวกเขาไม่ก้าวร้าวเกินไป จนชักชวนให้สมาชิกลุกขึ้นมาสร้างความเสียหาย หรือถ้าคนกลุ่มนี้ไม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนจิตวิทยาของพวกเขาครอบงำคนส่วนใหญ่ ท้ายสุดกลุ่มเช่นนี้จะสลายตัว และยอมรับในเสรีภาพของผู้อื่นไปเอง" น่าเศร้าเหมือนกันที่กรณีข้อยกเว้นดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วกับประเทศเรา
ช่วงท้ายของภาคสถาบัน อ่านแล้ว “มัน” มากๆ ยิ่งถ้านึกตามบริบทของสังคมไทยไปด้วย ราว์ลส์พูดถึงความขัดแย้งระหว่างเสียงส่วนใหญ่ และเสียงส่วนน้อย ในบ้านเราก็มีประโยคอมตะ ที่ค่อนข้างกลวงเปล่าคือ “ประชาธิปไตยไม่ได้มีแต่เฉพาะการเลือกตั้ง” ที่บอกว่ามันกลวงเปล่าเพราะจนบัดนี้ ผ่านมาสามสี่ปีแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีใครเสนอคำตอบน่าพึงพอใจได้เลยว่า นอกจากการเลือกตั้งแล้วจะมีอะไรอีกได้บ้างในระบอบประชาธิปไตย
ใน A Theory of Justice ราว์ลส์ให้แง่คิดว่าการเลือกตั้งนั้นแตกต่างจากตลาดเสรี เงื่อนไขของตลาดคือการที่แต่ละปัจเจกนำเสนอความต้องการของตัวเอง ทั้งความต้องการขายและซื้อสินค้า โดยกลไกตลาดจะเป็นตัวปรับราคา และกำลังการแลกเปลี่ยนอย่างยุติธรรม พูดอีกอย่างคือ ปัจเจกจะต้องแสดงความเป็นปัจเจกออกมาเท่านั้น ตลาดเสรีจึงจะทำงานได้ ในทางตรงกันข้าม กระบวนการยุติธรรม “ไม่ใช่การต่อรองที่ต่างฝ่ายต่างยึดถือผลประโยชน์ของตัวเอง…ไม่ได้เกิดมาจากการรอมชอมผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน แต่มาจากการหานโยบายที่ดีที่สุด” นักการเมืองไทยชอบเข้าใจผิดว่าพวกเขาคือปากเสียงของประชาชนที่เลือกเขาเข้ามาทำงาน แต่แท้จริง นักการเมืองคือปากเสียงของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนที่ถูกเลือกมาโดยคนกรุงเทพ คนต่างจังหวัด ชาวนา คนมุสลิม หรือว่าคนกลุ่มใดก็ตาม เมื่อเข้ามาในสภาแล้ว หน้าที่ของเขาคือปกป้องผลประโยชน์ และความยุติธรรมของชาติ ไม่ใช่เพียงเฉพาะหมู่คณะที่สนับสนุนตัวเขา
อีกประเด็นร้อนคืออารยะขัดขืน ในวิกิพีเดีย ตัวอย่างของอารยะขัดขืนที่ถูกยกมาคือกรณี Rosa Park สตรีผิวดำผู้ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายแบ่งแยกสีผิว สำหรับราว์ลส์แล้ว การกระทำดังกล่าวไม่ถูกจัดว่าเป็นอารยะขัดขืน แต่เรียกว่า การต่อต้านอย่างตั้งใจ (conscientious refusal) การต่อต้านอย่างตั้งใจคือการที่เราไม่เห็นด้วยกับกฎหมายตัวใดตัวหนึ่ง แล้วประกาศสงครามโดยสงบกับรัฐบาล ส่วนอารยะขัดขืนนั้นไม่ใช่การประกาศสงคราม แต่เป็นการเตือนให้สังคมตระหนักรู้ถึงความอยุติธรรม “มันคือการขัดขืนกฎหมาย ภายใต้ขอบเขตของการเคารพกฎหมาย” อารยะขัดขืนคือเครื่องมือสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐ และประเทศชาติ ไม่ใช่เข็มทิศที่นำไปสู่สภาพอนาธิปไตย หรือเพื่อประกาศ “สงครามครั้งสุดท้าย” ที่สำคัญกลุ่มบุคคลจะออกมาอารยะขัดขืนได้ก็ต่อเมื่อความอยุติธรรมนั้นมันจะแจ้ง ชนิดที่ไม่ว่าใครต่อใครก็ต้องเห็นด้วยกับกลุ่มบุคคลนั้น แต่ในบ้านเรา กลุ่มอารยะขัดขืนมักจะมาพร้อมกับเครือข่ายโฆษณาชวนเชื่อ “แฉ” “รู้ทัน” และเปิดเผย “ความจริง” (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นความจริงแบบปนเปื้อน) เพื่อให้ของที่ไม่จะแจ้ง มันดูจะแจ้งขึ้นมา
เหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศไทยช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าต้นเหตุจะเกิดจากสีใดๆ คุณว่าพวกเขากำลังอารยะขัดขืนอยู่หรือเปล่า
นั่นคือคำถามซึ่งราว์ลส์ฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน

