ปาฐกถา 60 ปี เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 10
โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
19 ตุลาคม 2552
ห้องประชุมคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ก่อนอื่นผมคงต้องขอชี้แจงสักนิดว่าเรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ผมเพียงแต่พยายามรวบรวมแง่คิดมุมมองต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาเรียบเรียงให้เห็นภาพชัดขึ้น หรืออย่างน้อยก็เพื่อแสดงจุดยืนและทัศนะที่ตนเองเห็นด้วย ส่วนหัวข้อที่ตั้งไว้ค่อนข้างหวือหวานั้น ก็เพียงเพื่อดึงดูดความสนใจ
อย่างไรก็ดี กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว เรื่องที่ผมตั้งใจจะพูด ก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากหัวข้อที่ตั้งไว้เท่าใดนัก เพียงแต่ต้องขอชี้แจงไว้ล่วงหน้าว่าผมไม่มีความรู้พอที่จะมาวิจารณ์วิชาเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งขอจำแนกความแตกต่างระหว่างเศรษฐศาสตร์ในฐานะสาขาวิชาการกับเศรษฐศาสน์ที่ผมใช้เป็นชื่อหัวข้อ คำหลังนี้พูดอีกแบบหนึ่งอาจใช้คำว่าลัทธิบูชาเศรษฐกิจหรือลัทธิบูชา GDP ก็น่าจะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น
ความแตกต่างระหว่างวิชาเศรษฐศาสตร์กับลัทธิบูชาเศรษฐกิจอยู่ที่ฝ่ายหลังมักจะขอยืมทฤษฎีหรือจินตภาพของฝ่ายแรกไปใช้อย่างสามานย์ (Vulgarization) ทำให้เกิดชุดความคิดที่คล้ายคลึงแต่ไม่เหมือนกันขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งหลุดพ้นจากความเป็นวิชาการ กลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองบ้าง เป็นข้ออ้างทางสังคมบ้าง สุดแท้แต่ว่าจะถูกนำไปใช้ในบริบทใด
พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ ลัทธิบูชาเศรษฐกิจหรือลัทธิเศรษฐศาสน์หมายถึงการยึดถือการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นจุดหมายสูงสุดของการขับเคลื่อนสังคมและกิจกรรมชีวิต โดยกำหนดให้ด้านอื่นๆเป็นเพียงด้านรองที่ต้องขึ้นต่อจุดหมายนี้ กระทั่งอาจถูกหักล้างลงอย่างสิ้นเชิงเพื่อสนองจุดหมายนี้เช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่นในระดับนโยบายของรัฐ การเข้ามาลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติมักจะมีลำดับความสำคัญสูงกว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ หรือการขยายตัวเพิ่มขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมมักถูกกำหนดคุณค่าไว้สูงกว่าการรักษาสภาพเดิมของชุมชนท้องถิ่น เช่นนี้เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ในระดับของปัจเจกบุคคลการยึดถือเศรษฐกิจเป็นศาสนาก็มักนำไปสู่การหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์ทางวัตถุ หรือรายได้ที่เป็นเงินตรา ในระดับที่ลดทอนหรือยกเลิกคุณค่าอื่นๆของชีวิต เช่นมิตรภาพ น้ำใจ ความเมตตากรุณา ตลอดจนความสงบสันติทางด้านจิตวิญญาณ
พูดโดยรวมแล้วก็คือ ลัทธิบูชาเศรษฐกิจแท้จริงแล้วไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการพินิจโลกโดยภววิสัย (Objective Thinking) หรือมาจากกระบวนการคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ (Scientific Thinking) หากเป็นแค่ความเชื่อทางอัตวิสัย (Subjective Thinking) ที่งอกมาจากปรารถนาของคนบางกลุ่มเท่านั้นเองแต่เมื่อถูกยึดถือกันเป็นจำนวนมาก จึงกลายเป็นลัทธิความเชื่อที่ไม่ต่างอะไรกับศาสนาบางนิกาย อีกทั้งเป็นศาสนาที่ก้าวร้าวรุนแรงยิ่ง มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อตอกย้ำแนวคิดของตน มีการผลิตวาทกรรมเชิดชูจุดหมายของตน อีกทั้งมีกระบวนการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายของตน ตลอดจนมีบทลงโทษลงทัณฑ์ผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือขัดขวางแนวคิดของตน
เช่นนี้แล้ว ลัทธิบูชาเศรษฐกิจ จึงส่งผลต่อโลกทัศน์ชีวทัศน์ของคนในสังคมอย่างหนักหน่วง ทำให้มีการมองโลกเพียงด้านเดียวคือด้านที่เป็นผลประโยชน์วัตถุเท่านั้น อันนี้ต่างจากการมองโลกแบบวัตถุวิสัย (Materialism) ในเชิงปรัชญา ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง หากเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจบางมิติของชีวิตและจักรวาล
ผมคงไม่ต้องเอ่ยก็ได้ว่าการหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์ทางวัตถุนั้น ได้ลดทอนความสงบทางจิตใจลงไปขนาดไหน ความอยากมีอยากเป็นอย่างไร้ขอบเขตทำให้บุคคลต้องทะเลาะกับตนเอง ทะเลาะกับผู้อื่นและทะเลาะกับธรรมชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่สอดคล้องกับจุดหมายในการสร้างชีวิตและสังคมที่สงบเย็น
เราอาจกล่าวได้ว่าโลกทัศน์ดังกล่าวเป็นการมองโลกและชีวิตผิดไปจากความจริง ซึ่งเป็นความมืดทึบทางปัญญา หากพูดภาษาธรรมก็คือเป็นชีวิตที่ถูกชี้นำด้วยอวิชชา (Ignorance)
ตามหลักธรรมของพุทธศาสนา อวิชชาหรือความไม่รู้นั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากความหลง (โมหะ) ในอะไรสักอย่างหรือบางทีก็หลงใหลในทุกสิ่งทุกอย่างจนมองไม่เห็นความจริงของชีวิต ตามที่พระท่านสอนไว้มีอวิชชา 4 กับอวิชชา 8 ข้อแรกหมายถึงว่าไม่รู้อริยสัจสี่ประการ อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ส่วนข้อหลังนั้นเพิ่มไปอีกสี่ประการคือไม่รู้อดีต ไม่รู้อนาคต ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต ตลอดจนไม่รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท อันเป็นวงจรที่ก่อให้เกิดทุกข์
แน่นอน ผมตระหนักดีว่านี่อาจจะไม่ใช่เวลาที่เราจะลงลึกในระดับโลกุตรธรรม แต่ก็อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าในระบบเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมซึ่งเน้นแต่ด้านของการเติบโต ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต่างก็หลุดไปจากรากเหง้าทางวัฒนธรรม อีกทั้งปรุงแต่งสินค้าซึ่งถูกนำมาปรุงแต่งชีวิตกันตามอารมณ์ โดยไม่สนใจว่าผลกระทบระยะยาวจะออกมาเช่นใด นี่เรียกได้ว่าเป็นอวิชชาประเภทไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต ซึ่งเป็นการหมุนวนอยู่วงจรทุกข์อย่างหาทางออกมิได้
พูดก็พูดเถอะ วรรคแรกของปฏิจจสมุปบาทนั้นกล่าวว่า ”เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี” อันนี้แปลว่าเพราะมีความโง่เขลาเป็นเครื่องเกื้อหนุน ผู้คนจึงก่อกรรมขึ้นมา ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการหลุดพ้นจากวงวัฏของกรรมเวรหรือพ้นทุกข์ย่อมเป็นเรื่องทำไม่ได้ หากไม่มีการดับอวิชชาเสียก่อน...
อย่างไรก็ดี ในวันนี้ผมอยากจะจำกัดการสนทนาไว้ที่ความทุกข์ร้อนทางสังคมเท่านั้น ไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นคำว่าอวิชชาที่นำมาใช้ แม้จะมีรากฐานจากพุทธรรมในเรื่องการหลงผิด แต่ก็คงต้องใช้ในความหมายกว้างๆ คือเป็นการมองชีวิตแค่ด้านเดียวหรือมองโลกผิดพลาดจากความจริง
ในความเห็นของผม อวิชชาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญาของปัจเจกบุคคลมากเท่ากับการถูกผลิตขึ้นอย่างจงใจโดยโครงสร้างหลักๆของสังคม ที่สำคัญคือมันถูกผลิตขึ้นโดยนโยบายหลักของรัฐ โดยระบบการศึกษาแบบแยกส่วนตัดตอน ตลอดจนโดยระบบข่าวสารของสังคม ซึ่งถูกท่วมทับโดยกระบวนการโฆษณาสินค้าและบริการจนเหลือพื้นที่ให้สิ่งอื่นน้อยเต็มที
กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือว่าอวิชชาหรือ ’ความโง่เขลา’ ในประเทศนี้เป็นผลผลิตเชิงโครงสร้าง เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและผลิตซ้ำโดยกระบวนการทางสังคม มิใช่ปัญหาพันธุกรรม หรือเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บอันใด
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐ ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมามากแล้ว ผลจากการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุลทำให้ประเทศของเราตกอยู่ในสภาวะหนึ่งรัฐสองสังคม รวยสุดขั้วจนสุดขีด จนกระทั่งกลายเป็นปัญหาการเมืองที่แก้ไม่ตก เมื่อมวลชนแยกกันฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำต่างกลุ่ม ซึ่งขัดแย้งกันเรื่องพื้นที่อำนาจ ผมไม่คิดว่าใครจะแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองแบบนี้ได้ ถ้าหากไม่นำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมาพิจารณาควบคู่ไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สะท้อนลักษณะอวิชชาในนโยบายรัฐก็คือ แทบไม่มีการสรุปบทเรียนอะไรอย่างมีสาระสำคัญเกี่ยวกับความผิดพลาดในนโยบายพัฒนาประเทศ มิหนำซ้ำยังย้ายอุปาทานเรื่องการพัฒนามาเป็นอุปาทานเรื่องตลาดเสรีกระทั่งผสมผสานมันเข้าหากัน โดยยืนยันไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 2540 และฉบับ 2550 ในเมื่อรัฐเป็นฝ่ายยืนยันมายาคติในเรื่องเหล่านี้เสียแล้ว ผู้ถือลัทธิบูชาเศรษฐกิจหรือบูชาจีดีพีก็นับว่ามีทั้งมหาวิหารและคัมภีร์อ้างอิงอย่างพร้อมมูลเลยทีเดียว
เรียนตรงๆ ผมเองไม่เคยเข้าใจเลยว่าในเมื่อผลของการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นแบบแห่งชาติหรือแบบไร้พรมแดน ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยสุด 20 เปอร์เซนต์กับคนจนสุด 20 เปอร์เซนต์ห่างกันถึง 13.2 เท่า (มติชน 6 พ.ค. 52) และคนรวยสุด 10 เปอร์เซนต์เป็นเจ้าของทรัพย์สินมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ เทียบกับคนจนสุด 10 เปอร์เซนต์ได้ส่วนแบ่งไปแค่ 3.9 เปอร์เซนต์ (มติชน 5 ต.ค. 52) แล้วเรายังยืนยันที่จะเดินหนทางนี้ต่อไปได้อย่างไร
บางที เรื่องมันอาจจะเป็นดังที่ท่านอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตรเคยชี้ไว้ว่า ”ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่กระบวนการปกติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมเลือก” (มติชน 6 พ.ค. 52)
แล้วก็คงมีแต่สังคมอวิชชาเท่านั้นที่เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นของดี
เพราะฉะนั้น มันคงจะไม่ใช่เรื่องที่ปราศจากเหตุผลที่ท่านอาจารย์ประเวศ วะสีเคยสรุปไว้ว่าระบบเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่นับเป็นกำแพงด้านหนึ่งที่กั้นขวางการเติบโตทางปัญญา หรือที่ท่านใช้คำว่า ’หลุมดำทางปัญญา’ นอกเหนือไปจากสังคมแนวดิ่ง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ และระบบการศึกษา (มติชน 12 ก.ย. 52)
พูดถึงระบบการศึกษา อันที่จริงถ้าเรามีระบบการศึกษาที่สร้างพลังทางปัญญาได้สำเร็จก็อาจจะช่วยถ่วงดุลอวิชชาของลัทธิบูชาจีดีพีได้บ้าง แต่ก็ดังที่ผมเคยกล่าวไว้แล้วในบางที่บางแห่งว่าโครงสร้างและเนื้อหาการศึกษาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาระดับสูง เป็นการศึกษาแบบแยกส่วน ทั้งนี้คือเน้นไปในทางแยกสาขาแตกโครงการมากกว่าบูรณาการองค์ความรู้ให้เข้าใจโลกและชีวิตโดยรวม กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือเราแยกมิติต่างๆของความจริงออกจากกัน แยกห้องเรียนออกจากโลกภายนอก แยกผลการเรียนออกจากเจตจำนงในการเรียน กระทั่งตัวสถาบันการศึกษาเองก็อาจกล่าวได้ว่าแยกห่างจากสังคม สภาพเช่นนี้ทำให้การตื่นรู้ทางปัญญาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการศึกษาแบบแยกส่วนจะวิวัฒน์มาจากปัจจัยหลายอย่าง แต่ท้ายที่สุดตัวแปรที่กำหนดสภาพดังกล่าวมากที่สุดก็คือตลาด พูดให้ชัดขึ้นก็คือการศึกษาในปัจจุบันถูกย่อความให้มีฐานะเป็นแค่กระบวนการผลิตตนเองของผู้ศึกษาเพื่อจะได้กลายเป็นสินค้าราคาแพงในตลาดแรงงาน ทั้งนี้โดยไม่ต้องสนใจใยดีว่าในภาพที่ใหญ่กว่าทางสังคม แรงงานของตนจะถูกนำไปสนองวัตถุประสงค์ใด แม้แต่อาจารย์ที่สอนวิชาต่างๆ ก็อาจจะไม่ทันได้ไต่ถามว่าศาสตร์ที่ตัวเองมอบให้ลูกศิษย์นั้น เป็นศาสตร์แห่งการครอบงำและครอบครอง หรือเป็นศาสตร์แห่งการเข้าถึงและเข้าใจ
แน่นอน การผลิตตัวเองให้เป็นสินค้าที่มีราคาในท้องตลาดโดยผ่านทางการศึกษา กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วก็เป็นกระบวนการผลิตตัวตนของปัจเจกบุคคลไปด้วย แต่ก็เป็นตัวตนในมุมแคบเต็มที อยู่ในระดับอหังการ มมังการ หรือตัวกูของกูเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่บ้าปริญญา และเต็มไปด้วยผู้มีการศึกษาสูงที่ ’โง่เขลา’ หลายคนอาจจะมีรายได้มาก หาเงินเก่ง แต่มีชีวิตที่เหลือเหมือนอนารยะชน เพราะฉะนั้นแทนที่จะให้แสงสว่างทางปัญญากับสังคม ระบบการศึกษาที่ตกเป็นอาณานิคมของลัทธิบูชาเศรษฐกิจกลับกลายเป็นโครงสร้างที่ผลิตอวิชชาเสียเอง
กล่าวสำหรับระบบการนำเสนอข่าวสารในสังคมซึ่งมีผลหล่อหลอมโลกทัศน์ไม่น้อยไปกว่าระบบการศึกษา กระทั่งอาจจะมีพลังหนักหน่วงมากกว่า เราก็คงเห็นอยู่แล้วว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร อาจพูดได้ว่ากระแสหลักของการนำเสนอข่าวสารข้อมูลในสังคมได้ถูกครอบงำโดยแรงจูงใจทางด้านธุรกิจไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโฆษณาสินค้าและวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยม หรือการเสนอข่าวเร้าใจให้เสพ (ทั้งๆที่หลายเรื่องไม่ควรจะเป็นข่าว) หรือแม้กระทั่งวิธีการนำเสนอข่าวความเป็นไปในบ้านเมืองธรรมดาๆ ก็ยังต้องมีการปรุงรสเพื่อเพิ่มยอดขาย สภาพดังกล่าวนับว่าสวนทางกับการสร้างสังคมอุดมปัญญาในระดับประสานงา และต้องถือว่าเป็นการผลิตอวิชชาในระดับโครงสร้างอีกชนิดหนึ่ง ผู้ผลิตสื่อไม่ว่าจะหวังดีเพียงใด ล้วนแล้วแต่ดิ้นไม่พ้นอิทธิพลของเงื่อนไขทางธุรกิจ และจำเป็นต้องปรุงแต่งข่าวสารให้นำมาซึ่งกำไรสูงสุดของผู้ว่าจ้าง ซึ่งตนเองมีส่วนแบ่งอยู่ด้วย ลัทธิบูชาเศรษฐกิจจะไม่ปรานีผู้คนที่ไม่ร่วมมือ
ในสภาวะที่ระบบข่าวสารของสังคมเป็นเช่นนี้ ก็ชวนให้น่าสงสัยเหมือนกันว่ากลไกการทำงานของสิ่งที่เรียกว่าตลาดเสรีจะเป็นเช่นไร สมมุติฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เห็นว่าในระบบตลาดมนุษย์เราจะตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลหรือ make rational choice แท้จริงแล้วเป็นไปได้หรือไม่.. การถูกพูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่าผิวคล้ำเป็นปมด้อย หรือรักแร้ดำเป็นปัญหาใหญ่ของชีวิต จนต้องซื้อครีมยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้มาถูทา เป็นการตัดสินใจที่เต็มไปด้วยเหตุผลหรือไม่
แน่นอน วิถีชีวิตแบบบริโภคนิยมที่กระพือพัดอยู่ในสื่อโฆษณาต่างๆย่อมทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่พอใจชีวิตที่เป็นอยู่ เพราะสิ่งที่ยังไม่ได้บริโภคยังมีอีกมากเหลือเกิน กระนั้นก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะมีรายได้พอสำหรับการบริโภคทุกอย่างได้ตามแรงโฆษณา
ด้วยเหตุนี้ความคิดที่ก่อรูปขึ้นตามหลังก็คือตัวเองยังรวยไม่พอ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงอาจจะพออยู่พอกินมากแล้วก็ตาม
ในความเห็นของผม แม้ว่าเราจะมีคนจนจริงๆอยู่ในประเทศหลายล้านคน ซึ่งจำเป็นต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทุกรูปแบบ แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ได้สานต่อก่อกระแสอวิชชาเท่ากับสภาพจิตแบบ ’กลัวไม่รวย’ ของคนชั้นกลางซึ่งตกเป็นเหยื่อโฆษณาของสื่อต่างๆมากกว่า
ดังเราจะเห็นได้จากการหันเข้าหาไสยศาสตร์อย่างบ้าคลั่งของคนกลุ่มหลัง ซึ่งนำไปสู่การบิดเบือนศาสนธรรมอย่างไม่เคอะเขิน วัดวาอารามหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งล้วนถูกดัดแปลงให้เป็นแหล่งประกอบพิธีกรรมขอลาภ ยศ สรรเสริญ บางพวกตระเวนไหว้พระไหว้เจ้าทุกหนแห่งเพื่อจุดหมายที่ตรงกันข้ามกับพระธรรมคำสอน หลายคนไหว้กระทั่งหมูหมากาไก่ท่อนไม้สากกะเบือ หรือสัตว์ชนิดไหนก็ได้เกิดมาผิดปกติจากเพื่อนร่วมสายพันธุ์ ทั้งนี้ด้วยความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวคือขอให้รวย... ขอให้รวย
อันที่จริง จะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นผลจากลัทธิบริโภคนิยมอย่างเดียวก็อาจจะไม่ถูกนัก เพราะในบางกรณีความมั่งคั่งอาจจะถูกมองเป็นจุดหมายสูงสุดโดยตัวของมันเอง ดื้อๆ ลอยๆ เหมือนกับที่นโยบายของรัฐเน้นเรื่องการเติบโตของจีดีพี
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมาก ท่านบอกว่าตัวเองได้เลี้ยงปี่เซียะไว้ทั้งหมดสามคู่ โดยตั้งชื่อให้ครบทุกตัว เช่นชื่ออำนาจ บารมี พันล้านและหมื่นล้าน เป็นต้น ปี่เซียะดังกล่าวมีคุณสมบัติหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือ ส่งเสริมความมั่งคั่งร่ำรวย นำโชคลาภให้ไหลมาเทมา
“ปี่เซียะพวกนี้ ต้องทำจากหยกหรือหิน เพราะจะมีพลังในตัวเอง โดยจะต้องผ่านพิธีปลุกเสกก่อน พอได้มาเราต้องเอาอาบน้ำ ตั้งชื่อ และขอให้เขาช่วยดูเงินดูทองให้เรา เลี้ยงเหมือนทามาก็อด เอาน้ำตั้งให้เขากิน เวลากลางคืนนั่งดูทีวี ก็เอาเขามาวางข้างๆ เรียกชื่อเขา...ลูบเค้า ขอให้เขาให้ลาภเรา”
ท่านเจ้าของบทสัมภาษณ์ยังยืนยันด้วยว่าข้อห้ามสำหรับการเลี้ยงปี่เซียะนั้น คนที่เป็นเจ้าของสามารถจับได้คนเดียว เพราะหากให้คนอื่นจับเปรียบเสมือนการแบ่งโชคแบ่งลาภให้คนอื่น (มติชน 4 ต.ค. 52)
คิดว่าผมคงไม่ต้องออกความเห็นเพิ่มเติมอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพียงแต่ขอทำหมายเหตุไว้เล็กน้อยว่าปี่เซียะนั้นเป็นรูปแกะสลักขนาดเล็กที่มีส่วนผสมของสัตว์หลายชนิดทั้งสัตว์ที่มีจริงและสัตว์ในจินตนาการ ทามาก็อดเป็นของเล่นเด็กญี่ปุ่นที่เลียนแบบรูปสัตว์เช่นกัน แต่ออกไปในทางการ์ตูน ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์เรื่องทั้งหมดนี้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ถึงวันนี้เราอาจพูดได้ว่าการผลิตสื่อโฆษณาในแนวทางของลัทธิบูชาเศรษฐกิจกับโลกทัศน์ชีวทัศน์ของผู้เสพสื่อ ได้ถักทอเป็นปฏิสัมพันธ์จนไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนดใครอีกแล้ว และในระบบตลาดเสรี เมื่อมีความเรียกร้องต้องการในเรื่องความมั่งคั่งส่วนบุคคล หนังสือประเภทนำเสนอวิธีการบรรลุหมายดังกล่าวจึงถูกผลิตออกมาสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างท่วมท้น จนเหลือพื้นที่ไว้สำหรับหนังสือประเภทอื่นๆน้อยเต็มที แน่ละ สำหรับสำนักพิมพ์และร้านหนังสือ มีแต่หนังสือที่ขายได้เท่านั้นที่ถูกนับว่าเป็นหนังสือดี ส่วนเนื้อหาสาระที่บรรจุไว้ในหน้ากระดาษอาจจะไม่สำคัญ ทั้งๆที่มันอาจจะถอนรากถอนโคนคุณค่าที่เหลือทั้งหมดของชีวิตเลยทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่นหนังสือแปลเล่มหนึ่งซึ่งน่าจะกำลังขายดีอยู่ในประเทศไทย หลังจากขายดีมาแล้วในโลกตะวันตก หนังสือเล่มนี้มีชื่อภาษาไทยว่า”รวยได้ไม่ต้องเอาถ่าน” (สำนักพิมพ์วีเลิร์น 2552)โดยมีคำโปรยหน้าปกสำทับไว้ด้วยว่านี่คือ “วิธีคิดทางการเงินแบบนอกกรอบ ที่ช่วยให้คนไม่เอาถ่านพลิกกลับมารวยล้ำหน้าคนที่ฉลาดและทำงานหนักกว่า”
เอาละบางทีชื่อหนังสือและคำโปรยอาจจะเป็นแค่กลยุทธ์ทางการค้าที่ใช้เรียกร้องความสนใจ แต่พอพลิกอ่านข้างใน เรากลับพบว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เอาจริงกับเรื่องที่เขาเขียนมาก และหมายความตามชื่อเรื่องและคำโปรยจริงๆ
ดังมีข้อความตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า “คนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งล้วนมีเป้าหมายหลักในการครอบครองทรัพย์สินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้...เป้าหมายแรกของคุณในฐานะคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งมือใหม่ก็คือซื้อหาทรัพย์สินชิ้นแรกมาซะ คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินมากหรอกครับ อันที่จริงแล้ว คุณไม่ต้องใช้เงินตัวเองเลยก็ได้” (น. 207)
นอกจากนี้ยังมีข้อความบางตอนเขียนไว้เกี่ยวกับชีวิตที่ดี “การมีชีวิตที่ดีเสียตั้งแต่ตอนนี้หมายถึงอะไร มันหมายถึงการสนุกกับสิ่งของทุกอย่างของคนที่มีฐานะมั่งคั่ง ไม่ว่าเสื้อผ้า รถยนต์ การท่องเที่ยว สิ่งของหรูหรา สิ่งของดีๆทั้งหลาย...แต่ก็อย่างที่คุณรู้อยู่แล้ว ผมยังเชื่อว่าการจะเป็นคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งนั้น คุณต้องมีเวลาอีกด้วย ซึ่งเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่คุณใช้ร่วมกับคนอื่น คนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งใช้เวลากับครอบครัวอย่างจริงจัง พวกเขาอุทิศตัวให้กับชุมชน ให้เงินบริจาคแก่องค์กรการกุศล รวมทั้งสนับสนุนการศึกษาและสถาบันศาสนา พวกเขาคือผู้อุปถัมภ์ของวงการวิทยาศาสตร์และศิลปะ พวกเขาช่วยให้คนอื่นตะเกียกตะกายออกจากความยากจน...ผมจึงอยากเป็นคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งทางจิตวิญญาณด้วย” (น. 109)
ครับ เช่นเดียวกับเรื่องปี่เซียะให้ลาภ ผมคงไม่ต้องออกความเห็นเพิ่มเติมอะไร จะว่าไป นับถึงวันนี้แนวคิดข้างต้นก็ไม่ใช่ของใหม่อีกต่อไปแล้ว แต่การที่มันถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างเข้มข้นในรูปแบบต่างๆ ก็ทำให้ชวนคิดอยู่ไม่น้อยว่าสังคมที่ถูกอบร่ำด้วยบรรยากาศเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง จะพาวิกฤตแบบไหนมาให้เราอีก
สิ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับหนังสือที่ผมยกมาก็คือ มันมีข่าวสารที่ยืนยันว่าต้องรวมศูนย์ความมั่งคั่งไว้ในมือคนส่วนน้อยก่อน จากนั้นการกระจายรายได้และความเจริญจึงจะเกิดขึ้นตามหลัง ผมไม่ทราบว่าในระดับของปัจเจกบุคคลมันได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ มันเป็นไปได้แค่ไหนที่จะบวกรวมจิตวิญญาณที่โลภเร่งถึงขีดสุดเข้ากับจิตวิญญาณที่อุทิศตัวเพื่อผู้อื่น แต่อย่างน้อย ผมทราบว่าแนวคิดคล้ายๆกันนี้เคยถูกโฆษณาโดยรัฐและนักวิชาการในประเทศไทยมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรกๆ และมันเป็นคำมั่นสัญญาที่ไม่เคยปรากฏเป็นจริง
เพราะฉะนั้น การเอามายาคติดังกล่าวมาผลิตซ้ำอีก จึงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นอวิชชา
จริงอยู่ ลำพังความคิดอยากได้อยากมีเหล่านี้ หากไม่ไปละเมิดล่วงเกินใครก็อาจอนุโลมได้ว่าเป็นความเชื่อส่วนตัว เป็นสิทธิเสรีภาพแบบหนึ่ง แม้จะไม่ค่อยสร้างสรรค์นัก แต่ความเป็นจริงมีอยู่ว่าสถานการณ์ทางสังคมไม่ได้หยุดอยู่ที่ความคิดอันฟุ้งซ่านเท่านั้น หากยังนำไปสู่ความเดือดร้อนที่เป็นรูปธรรมด้วย ทั้งคนที่ถูกทิ้งให้ยากจนสุดขีด และคนที่กลัวไม่รวย ล้วนแล้วแต่มีโอกาสลื่นไถลไปสู่การสนองความต้องการของตนโดยไม่เลือกวิธีการ ดังจะเห็นได้จากตัวเลขสถิติอาชญากรรมต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากความอยากได้ผลประโยชน์ทางวัตถุทั้งสิ้น
นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างหนักหน่วง จากรายงานล่าสุดของธนาคารโลกประเทศไทยถูกจัดไว้ที่อันดับที่ 80 จาก 160 ประเทศ ทั้งนี้โดยมีการเรียงลำดับจากคอร์รัปชั่นน้อยสุดไปสู่คอร์รัปชั่นมากสุด (มติชน 30 ก.ย. 52) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเป็นคะแนนกับประเทศในเอเชียด้วยกันแล้วประเทศไทยได้คะแนนเพียง 3.5 จากคะแนนเต็ม 10 ขณะที่มาเลย์เซียได้ 5.1 ญี่ปุ่นได้ 7.3 และสิงคโปร์ได้ถึง 9.2 (มติชน 13 ก.ย. 52)
ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่เกาะกินประเทศมาช้านาน กลายเป็นทั้งปัญหาการเมืองและปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน แน่นอนเราคงพูดไม่ได้ว่าปัญหาเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับโลกทัศน์ทางด้านผลประโยชน์ แต่มันได้กลายเป็นผลประโยชน์ที่ออกนอกบรรทัดฐานไปไกล ซึ่งสุดท้ายได้กลับมาส่งผลร้ายต่อระบบเศรษฐกิจเสียเอง
ดังเราจะเห็นได้จากคำปรารภของประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ว่า ”ได้รับทราบจากบรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างว่ามีการกินค่าหัวคิวในโครงการต่างๆภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็งสูงถึง 20-25 เปอร์เซนต์ ถือว่ามากเกินไป...ถ้ากินแค่ 5 เปอร์เซนต์ก็คงไม่เป็นไร ถือว่าธรรมดา” (มติชน 13 ต.ค. 52)
ตามที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้คำนวนไว้ หากมีการคิดค่าหัวคิวในอัตรา 25 เปอร์เซนต์ เงินภาษีอากรของประชาชนที่รั่วไหลไปสู่กระเป๋าคนโกงจะมีปริมาณมากกว่า3.5แสนล้านบาททีเดียว (เล่มเดียวกัน)
แน่นอน เราคงไม่สามารถโยนความผิดปกติเหล่านี้ไปให้วิชาเศรษฐศาสตร์ช่วยรับผิดชอบได้ แต่ก็คงต้องยอมรับว่ามันเป็นสภาพที่ต่อเนื่องมาจากอวิชชาเชิงโครงสร้าง ที่เกิดจากลัทธิบูชาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อันนี้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของคนจำนวนหนึ่งซึ่งคิดว่าที่ผ่านมากินหัวคิวแค่5เปอร์เซนต์ไม่มีใครว่าอะไร เพราะฉะนั้นหากเพิ่มเป็น 20-25 เปอร์เซนต์ ก็ไม่น่าจะเป็นไรด้วยเช่นกัน
กล่าวอย่างถึงที่สุด เงินทองทั้งที่ได้มาจากอาชญากรรมและการฉ้อราษฎร์บังหลวงเมื่อถูกนำมาจับจ่ายใช้สอยในตลาดผู้บริโภค ก็ล้วนถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของจีดีพีโดยไม่เคอะเขินกันอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นในความเห็นของผม ปัจจัยมูลฐานที่สุดที่ก่อให้เกิดอวิชชาเชิงโครงสร้าง ก่อให้เกิดการมองโลกเพียงด้านเดียว ซึ่งผิดจากความจริง ยังคงอยู่ที่นโยบายของรัฐ ซึ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดยั้ง ที่ผ่านมาในระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ รัฐไทยได้ใช้อำนาจที่รวมศูนย์กำหนดความสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้เป็นอันดับหนึ่ง มิใยว่าบาดแผลทางสังคมที่เกิดขึ้นจะสั่งสมไว้มากมายแค่ไหน มิใยว่าความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้จะถ่างกว้างออกไปเพียงใด การเสื่อมทรุดของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจะหนักหน่วงปานใด ฯลฯ รัฐก็ยังคงยืนยันที่จะให้การเติบโตทางเศรฐกิจเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งอยู่ตลอดเวลา สภาพเช่นนี้ทำให้สังคมไทย ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้นความขัดแย้งในระดับโครงสร้างไปได้
ล่าสุดตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดคือกรณีมาบตาพุด ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างการสร้างความมั่งคั่งทางวัตถุ โดยผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรม กับคุณภาพชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น การที่ชุมชนชาวมาบตาพุดและเครือข่ายภาคประชาชนที่เห็นอกเห็นใจ ไม่อาจฝืนทนกับสภาพทุกข์ทรมานเช่นนี้ต่อไป นับเป็นการตื่นรู้ครั้งสำคัญของสังคมไทย ที่เรียกร้องต้องการให้รัฐไทยออกจากลัทธิบูชาเศรษฐกิจ และนำพาประชาชนมาสู่ชีวิตที่สมดุลมากขึ้น
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับกรณีนี้ก็คือ นับตั้งแต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ระงับโครงการขยายอุตสาหกรรม 76 โครงการทั้งในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง ปรากฏว่าทั้งฝ่ายรัฐและภาคธุรกิจเอกชน ต่างก็ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่าคำสั่งศาลดังกล่าวจะทำให้เกิดผลเสียทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้โดยมีชุดเหตุผลที่เราได้ยินได้ฟังกันมากันจนคุ้นเคย คือหนึ่ง เดี๋ยวต่างชาติจะไม่ยอมมาลงทุนในประเทศไทย สอง จีดีพีจะลดลงเพราะเงินลงทุนหายไป 3-4 แสนล้านบาท และสามผู้คนจะตกงานถึงประมาณหนึ่งแสนคน เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วประเทศไทยเสียหายมาก
ที่ผมบอกว่าน่าสนใจก็คือ ชุดเหตุผลเช่นนี้ได้ถูกนำมาใช้ทุกครั้งที่มีความขัดแย้งคล้ายๆกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นมันจึงลักษณะเป็นอุดมการณ์หรือวาทกรรมทางการเมืองมากกว่าคำอธิบายสถานการณ์ที่เป็นจริง และลักษณะของอุดมการณ์ไม่ว่าของฝ่ายไหนก็ตาม กระบวนการใช้ตรรกะเหตุผลทั้งหมดมักตั้งอยู่บนฐานความเชื่อบางอย่างที่ยกขึ้นหิ้งไว้แล้วว่าห้ามเถียง เช่นในกรณีนี้ การขยายตัวของอุตสาหกรรมคือผลประโยชน์ส่วนรวม จีดีพีคือดัชนี้ชี้วัดความเจริญรุ่งเรือง การมีงานทำเป็นสิ่งที่ดี ฯลฯ อะไรทำนองนั้น
ในจุดนี้ ผมอยากจะขอหมายเหตุไว้สักนิดว่าถ้าพิจารณาโดยหลักธรรมแล้ว อุดมการณ์ทุกประเภทล้วนเป็นมิจฉาทิฐิ เพราะมันเกิดจากจับความจริงบางส่วนมาขังไว้ในกรอบคิดทางอัตตวิสัย จากนั้นปรุงแต่งถือมั่นจนมองข้ามความจริงรูปธรรม ที่คลี่คลายอยู่เบื้องหน้าในปัจจุบันขณะ
ท้ายที่สุดมุมมองแบบนี้ก็จะนำไปสู่การเข้าใจโลกอย่างผิดๆ กระทั่งหลุดไปจากความจริงอย่างสิ้นเชิง หรือทะเลาะกับความจริงอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะมีความคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของความจริงเสียเอง พวกFundamentalists ทั้งหลายไม่ว่าซ้ายหรือขวา ไม่ว่าฝ่ายศาสนาหรือฝ่ายการเมือง ล้วนแล้วแต่มีมิจฉาทิฐิเช่นนี้
ในกรณีของมาบตาพุด สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกใจหายก็คือ ขณะที่ชาวบ้านผู้เดือดร้อน มีหน้าตาและตัวตนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม มีคนเจ็บคนป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคร้ายนานาชนิดให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ฝ่ายรัฐและภาคธุรกิจเอกชนกลับพูดถึงคุณค่าและปริมาณของเงินลงทุนแบบลอยๆ โดยไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าใครได้อะไรแค่ไหนอย่างไรจากเงินดังกล่าว จำนวนคนทำงานหนึ่งแสนคนก็เป็นมนุษย์นิรนาม ไม่รู้ว่าเป็นใครและทำงานในเงื่อนไขอะไร งานเหล่านั้นสร้างชีวิตที่ดีให้พวกเขาหรือไม่ หรือว่ายิ่งทำให้ชีวิตของพวกเขาเลวลง กลายเป็นแค่วัตถุดิบป้อนโรงงานอีกชนิดหนึ่ง
เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่ง เราจะเห็นได้ว่าข้อขัดแย้งที่มาบตาพุดเป็นข้อขัดแย้งระหว่าง Myth กับ Reality และผมคงไม่ต้องย้ำก็ได้ว่าการมองข้ามความทุกข์ร้อนที่เป็นรูปธรรมของผู้คน ในนามของความดีหรือความถูกต้องที่เป็นแค่ตัวเลขนามธรรม จริงๆแล้วก็คืออวิชชานั่นเอง นี่คือโมหะที่ครอบงำประเทศไทยมาตั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่หนึ่งแล้ว ชาวมาบตาพุดไม่ใช่เหยื่อรายแรกของอวิชชาชุดนี้ ก่อนหน้านั้นยังมีชาวบ้านปากมูล ชาวอำเภอจะนะ บ่อนอก บ้านกรูด และคนยากคนจนในอีกหลายที่หลายแห่ง ซึ่งถูกกดดันให้สูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม เพื่อหลีกทางให้กับสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา
แน่ละ กล่าวเช่นนี้แล้วมิได้หมายความว่าเศรษฐกิจไม่สำคัญ เพียงแต่ว่าความสำคัญนั้นไม่ควรถูกสร้างขึ้นมาโดดๆ โดยไม่เกาะเกี่ยวยึดโยงกับคุณค่าอื่นใดของความเป็นคน พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ เราไม่ควรต้องเลือกอย่างสุดขั้วระหว่างเอาเศรษฐกิจแล้วทิ้งทุกอย่างกับได้ทุกอย่างยกเว้นเศรษฐกิจ แท้จริงแล้วประเด็นหลักมันอยู่ที่องศาแห่งความเหมาะสม อยู่ที่ความสมดุลระหว่างปัจจัยอันเป็นคุณต่างๆ ซึ่งมีทั้งด้านที่เป็นวัตถุและด้านที่เป็นเรื่องของจิตใจ
ในความเห็นของผม กรณีมาบตาพุดนั้นควรจะต้องถูกมองในเชิงบวกและถือว่าเราโชคดีที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ผมหมายถึงว่าในเมื่อกลไกตลาดเสรีไม่สามารถปรับสมดุลของตัวเองได้ ไม่สามารถแก้ไขจุดอ่อนข้อบกพร่องของตนได้ กลไกอื่นๆของสังคมก็ต้องเข้ามาช่วยกันทำงาน ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงการจัดตั้งรวมตัวกันเอาธุระของชาวบ้าน และบทบาทของศาลปกครอง ตลอดจนการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆในสังคม ถ้าหากเราสามารถทำให้สภาพเหล่านี้กลายเป็นกระบวนการปกติธรรมดา ในระยะยาวแล้วการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างก็จะทำได้น้อยลง กระทั่งทำไม่ได้อีกต่อไป
ที่ผ่านมาวาทกรรมของลัทธิบูชาจีดีพีหรือพวก Fundamentalists ทางด้านเศรษฐกิจ มักจะกล่าวอ้างว่าเศรษฐกิจดีคนก็มีงานทำ ซึ่งตั้งอยู่บนสมมมุติฐานว่ามีงานทำมีรายได้คือการมีความสุข
แต่คำถามมีอยู่ว่าความจริงเป็นเช่นนั้นเสมอไปหรือไม่ งานและรายได้แบบที่เป็นอยู่คือความสุขเสมอไปหรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วสำหรับคนจำนวนมหาศาล มันเป็นแค่ทางเลือกระหว่างอดตายกับมีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากแค้นเท่านั้นเอง
จากตัวเลขที่มีอยู่ ทุกวันนี้เรามีคนงานที่อยู่ในระบบจ้างงานอย่างเป็นทางการไม่ถึง 10 ล้าน แต่มีแรงงานรับจ้างนอกระบบราว 23-24 ล้านคน ดังนั้นคนกลุ่มใหญ่ที่ออกแรงสร้างจีดีพี แท้จริงแล้วกลับไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฏหมายแรงงาน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยในเรื่องไหน การรวมตัวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองก็ทำไม่ได้ ถึงเวลาถูกเลิกจ้าง ก็ไม่มีใครรู้ว่าชตากรรมของพวกเขาจะเป็นเช่นใด (เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 906/9 ต.ค. 52)
ยิ่งไปกว่านั้น เรายังต้องถามต่อไปอีกว่านอกเหนือไปจากการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เที่ยวไปหักล้างคุณค่าอื่นๆทางสังคมนั้นเป็นเรื่องคุ้มกันหรือไม่ แม้ว่าคุณค่าทางสังคมดังกล่าวจะวัดเป็นตัวเลขหรือถูกตีราคาเป็นเงินไม่ได้ก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา พอประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป รัฐได้นำเงินมาแจกผู้ประกันตนคนละสองพันบาทเพื่อจับจ่ายใช้สอยในเรื่องใดก็ได้ เจตนารมย์ของรัฐคือให้ใช้สอยไม่ใช่เก็บออม เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงไปทำข้อตกลงกับห้างร้านและองค์กรธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ร้านขายฟาสท์ฟู๊ดไปจนถึงห้างใหญ่ห้างหรู และโรงภาพยนต์ โดยตกลงให้ประชาชนสามารถนำสิ่งที่เรียกว่า ’เช็คช่วยชาติ’ ไปใช้แทนเงินสดได้ และให้บริษัทเหล่านั้นช่วยเพิ่มมูลค่าเช็ค (ซึ่งเป็นจินตนาการเกี่ยวกับความได้เปรียบของลูกค้า) อีกทั้งใช้เงินสดเป็นเงินทอนด้วย
ผลที่ออกมาคือบรรดาห้างร้านต่างๆพากันโหมโฆษณาสินค้าของตนเป็นการใหญ่พร้อมทั้งแข่งกันเสนอเพิ่มมูลค่าของเช็คสองพันบาท ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าสินค้าที่โฆษณากันใหญ่โตไม่ใช่น้อยคือเครื่องสำอางยี่ห้อต่างประเทศ อาหารต่างประเทศ สถานบันเทิง ตลอดจนสินค้าฟุ่มเฟือยระดับแบรนด์เนมอีกหลายอย่าง พูดสั้นๆคือกระตุ้นกระแสบริโภคนิยมให้เร้าใจถึงจุดขีดสุดเพื่อจะได้เกิด Economic Intercourse และไปถึง Economic Orgasm พร้อมๆกัน
อย่างไรก็ดี สภาพดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในนิยามคำว่าชาติอยู่ไม่ใช่น้อย ชาติคืออะไร แค่ซื้อเครื่องสำอางฝรั่งมาใช้ก็เป็นการรักชาติแล้วหรือ ใช่หรือไม่ว่าความสับสนในเรื่องนี้ย่อมทำให้คำว่าชาติเลอะเทอะมากขึ้น มีอย่างเดียวที่ชัดเจนคือชาติดังกล่าวไม่ได้รวมชาวไร่ชาวนาและแรงงานนอกระบบซึ่งไม่ได้มีฐานะเป็นผู้ประกันตน และเป็นประชากรมากกว่าครึ่งประเทศ
แน่นอน ข้อโต้แย้งที่เดาได้คือ การค้าและการจับจ่ายใช้สอยเป็นเรื่องดี เพราะถึงที่สุดแล้วก็จะก่อให้เกิดการจ้างงาน เม็ดเงินจะลงไปถึงรากหญ้า ทุกคนจะได้รับประโยชน์ แม้จะไม่ได้รับแจกเงินโดยตรงก็ตาม
แต่เรียนตรงๆ ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าคนยากคนจนที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศหลายล้านคนจะได้ส่วนแบ่งจากปรากฏการณ์แบบนี้สักกี่บาทกี่สตางค์ ยกเว้นพวกสามล้อแดง ซึ่งอาจจะได้เก็บขยะที่เป็นกระดาษและพลาสติกเพิ่มขึ้น
อันที่จริงประเด็นสำคัญที่สุดมันก็อยู่ตรงนี้แหละ เป้าหมายหลักของการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างโดยลัทธิบูชาเศรษฐกิจ คือก่อให้เกิดภาพลวงตาเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ มายาคติดังกล่าวทำให้ผู้คนในสังคมต้องรีบวางอาวุธทางปัญญา ทำให้เราแทบไม่มีกรอบคิดทางสังคมการเมืองและวัฒนธรรมใดๆที่จะไปถ่วงดุลการเติบโตทางเศรษฐกิจได้แม้แต่น้อย รัฐบาลและภาคธุรกิจเพียงพูดลอยๆว่าส่วนรวมได้ประโยชน์เรื่องก็จบลงตรงนั้น
อย่างไรก็ตาม ลึกๆแล้วเราทุกคนทราบดีว่าหลักการที่ใช้ในการบริหารธุรกิจก็ดี หรือแผนการที่นำมาใช้กระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ดี กลับมีจุดเน้นอยู่ที่กำไรสูงสุดและต้นทุนต่ำสุดของผู้ประกอบการ ซึ่งบ่อยครั้งกลับสวนทางกับประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ แทนที่จะบรรจบกันโดยอัตโนมัติ
ถามว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วยหรือไม่ ต่อประเด็นนี้ผมได้เรียนไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ผมไม่มีความรู้พอที่จะวิจารณ์วิชาเศรษฐศาสตร์ และผมจำแนกความแตกต่างระหว่างการยึดถือเศรษฐกิจเป็นศาสนาประจำชาติ กับวิชาเศรษฐศาสตร์ในฐานะสาขาหนึ่งขององค์ความรู้ทางวิชาการ
แต่ก็อีกนั่นแหละ พูดอย่างเกรงอกเกรงใจแล้ว ผมก็ยังต้องยืนยันว่านักเศรษฐศาสตร์มีส่วนทำให้การผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นด้วย เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เกิดจากอกุศลเจตนา หากเกิดจากท่านถูกเชื่อถือและถูกนำไปอ้างมากเกินไป โดยผู้คนที่ท่านควบคุมไม่ได้ เช่นนักธุรกิจและผู้บริหารบ้านเมือง
ความน่าเชื่อถือของวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นเกิดจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือมันเป็นวิชาที่ค่อนข้างยืนยันลักษณะ Value Free หรือไม่มีอคติฉันทาคติในเรื่องคุณค่าและรสนิยม ไม่ตีเส้นแบ่งผิดถูกด้วยหลักการทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นจึงมีฐานะเป็นกลางไม่เข้าใครออกใคร พูดอีกแบบหนึ่งคือเศรษฐศาสตร์ทั้งที่เป็น Self Image และ Public Image นับเป็นการมองโลกแบบภววิสัย (Objective) โดยผ่านการคิดคำนวนเป็นสำคัญ กระทั่งเป็นสาขาสังคมศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์มากที่สุด
อย่างไรก็ดี ปัญหาใหญ่ที่สุดมันก็อยู่ตรงนี้แหละ ในเมื่อวิชาเศรษฐศาสตร์เปิดพื้นที่โล่งในทางคุณค่า ผู้ที่ขอยืมชุดความคิดของวิชานี้ไปใช้จึงสามารถใส่อะไรลงไปก็ได้
ยกตัวอย่างเช่นคำว่าผู้บริโภคซึ่งฟังดูเป็นคำกลางๆ และมักจะถูกนำมาใช้มากในระยะหลัง เพื่อกระตุ้นการซื้อขายภายในประเทศ หรือเพื่อชดเชยการถดถอยทางเศรษฐกิจ อะไรทำนองนั้น ตามความเข้าใจของผม หลักเศรษฐศาสตร์อาจจะไม่ได้บอกว่าคุณควรบริโภคอะไร ด้วยวิธีไหน ที่สำคัญคือบริโภคมากๆแล้วจะกระตุ้นการผลิต ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงาน จากนั้นทุกคนได้ประโยชน์หมด
แต่สำหรับเราท่านซึ่งเป็นคนธรรมดาไม่รู้วิชาเศรษฐศาสตร์ หรือเป็นนักวิชาการในสาขาอื่น การที่ซาเล้งครอบครัวหนึ่งซื้อไข่ไก่สามฟองมาแบ่งกันกินในบ้านซึ่งมีสมาชิกหกคน ย่อมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการที่เศรษฐีนีวัยสาวปลายๆซื้อไข่ไก่หนึ่งโหลมาพอกหน้าทาสะโพกหรือส่วนอื่นๆของร่างกาย ทั้งนี้เนื่องเพราะมันมีเรื่องความไม่ธรรมทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง และเราก็อดเสียดายไข่ไก่แทนคนจนๆไม่ได้
แน่ละ เราสามารถยกตัวอย่างแบบนี้ได้อีกมากมายหลายกรณี เพื่อยืนยันว่าการเติบโตของยอดขายหรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายถึงความเจริญทางสังคมเสมอไป
ผมไม่ทราบว่าเป็นเพราะเศรษฐศาสตร์อาศัยคณิตศาสตร์มากไปหรือไม่ จึงทำให้กระบวนการใช้ตรรกะเหตุผลส่วนใหญ่หนักไปในทาง Deduction แต่อย่างที่เราทราบกันดีวิธีการให้เหตุผลแบบดีดักชั่นนั้น ขึ้นต่อสมมุติฐานเป็นสำคัญ จากนั้นข้อสรุปที่ได้มาก็จะกลายเป็นสมมุติฐานของข้อสรุปต่อๆไป อันที่จริงวิธีคิดแบบนี้มีประโยชน์ถ้าใช้พิจารณาสถานการณ์ที่เราควบคุมตัวแปรได้ทั้งหมด... แต่ถ้านำมาใช้พิจารณาสิ่งที่มีมิติหลากหลายและแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาอย่างสังคมมนุษย์ โอกาสที่สมมุติฐานจะคลาดเคลื่อนจากความจริงก็เป็นไปได้สูง เมื่อผิดพลาดตั้งแต่สมมุติฐาน ข้อสรุปที่เหลือซึ่งได้มาจากกระบวนการ Deduction ก็อาจจะใช้ไม่ได้เลย
พูดให้ชัดขึ้นคือ ในความรู้สึกของผมเศรษฐศาสตร์อิงอยู่กับนิยามของสังคมและมนุษย์ที่ตายตัวมากเกินไป ทั้งในการตั้งสมมุติฐานและในกระบวนการสร้างชุดเหตุผล ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะถูกนำไปแปรรูปเป็นศาสนาทางเศรษฐกิจ แทนที่จะถูกใช้ประโยชน์ในฐานะองค์ความรู้ทางวิชาการ
ตามความเห็นของผมการสร้างสมมุติฐานเบื้องต้นนั้นอาศัยวิธีการแบบ Induction น่าจะถูกต้องกว่า คือหากฏเกณฑ์ทั่วไปจากความจริงที่เป็นรูปธรรม...
แต่ก็ดังที่ศาสตราจารย์ Deirdre McCloskey ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ The Secret Sins of Economics ท่านกล่าวว่าจุดอ่อนอย่างหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ อยู่ที่ไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ตัวเป็นๆที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกที่ตัวเองพยายามอธิบายเท่าใด อันนี้ท่านใช้คำว่าเป็น Institutional Ignorance เลยทีเดียว (น. 28)
แต่ก็อย่างที่เรารู้ๆกัน เศรษฐศาสตร์กลับชอบตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับความต้องการและความพอใจของมนุษย์ตลอดจนความมีเหตุมีผลของมนุษย์ในตลาดเสรี ราวกับว่าไม่ต้องเถียงกันในประเด็นเหล่านี้อีกแล้ว
สำหรับในกรณีของประทศไทย ตัวอย่างที่สะท้อนภาพความไม่เพียงพอ (Inadequate) ของวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ชัดที่สุดคือเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540
ดังที่ทุกท่านคงจำกันได้ การเปิดเสรีทางการเงินในประเทศที่พัฒนามาอย่างไม่สมดุล และขาดทั้งธรรมาภิบาลกับความโปร่งใสอย่างประเทศไทย ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การพังพินาศทางเศรษฐกิจในชั่วเวลาข้ามคืน สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือเงินกู้ต่างประเทศถูกนำมาแบ่งปันกันระหว่างนักการเมืองและนักธุรกิจที่ฉ้อฉล เม็ดเงินจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปกระตุ้นการผลิตหรือการการค้าการลงทุนอย่างแท้จริง หากถูกดูดซับไปเข้ากระเป๋าปัจเจกบุคคลด้วยการปั่นหุ้นปั่นราคาที่ดินตลอดจนการปล่อยกู้อย่างไร้หลักการ จากนั้นมีการนำเงินไปใช้ในการบริโภคที่ล้นเกินอย่างเหลือเชื่อ
สุดท้ายเมื่อรัฐบาลถูกกดดันให้ปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ต่างประเทศทวงหนี้คืน ทั้งประเทศก็ตกอยู่ในสภาวะล้มละลาย พอเกิดปัญหาขึ้นแล้ว การแทรกแซงของรัฐบาลไม่เพียงแต่จำเป็น หากยังกลายเป็นข้อเรียกร้องของสาธารณชน ความคิดเรื่องปล่อยให้กลไกตลาดเสรีแก้ปัญหาเอง กลับหายไปโดยสิ้นเชิง
ถามว่านี่เป็นความผิดของนักเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า หลายท่านอาจจะคิดว่าไม่ใช่ เพราะผู้คนไม่ได้ทำตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้อง แต่ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์อย่างน้อยก็พลาดในเรื่องนี้ เพราะท่านไม่ได้วางสมมุติฐานเรื่องตลาดเสรีไว้บนพฤติกรรมมนุษย์ที่เป็นจริง
ผมหมายถึงมนุษย์บางจำพวกในประเทศไทย ซึ่งถือหลัก Rationalismเฉพาะในกรอบของผลประโยชน์เฉพาะหน้า และผลประโยชน์เฉพาะตัวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การเปิดตลาดเสรีทางการเงินจึงไม่ได้นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง หรือความมั่งคั่งที่แท้จริง หากเป็นการเปิดโอกาสให้กับการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมฉ้อฉลและฟุ้งเฟ้อที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ซึ่งเขียนไว้เมื่อเร็วๆนี้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์มีส่วนสร้างมายาคติขึ้นมาหลายเรื่อง จนทำให้สังคมหลงใหลได้ปลื้มไปกับภาพลวงตาหลายอย่าง เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับวิกฤตไทยปี 2540 และวิกฤตโลกในปัจจุบันคงไม่ได้ (มติชน 16 ต.ค. 52)
แน่ละ ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องมาซ้ำเติมกัน และยิ่งไม่ใช่เรื่องยกตนข่มท่าน ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ ก็คงต้อขอสารภาพว่าพวกเราเองก็ไม่ได้ทำได้ดีกว่าท่านเท่าใด ดูจากสภาพการเมืองที่ผ่านมาและเป็นอยู่ก็จะเห็นสภาพความอับจนทางปัญญาของพวกเราอยู่ไม่น้อย
นักรัฐศาสตร์หลายคนก็เหมือนนักเศรษฐศาสตร์ คือออกแบบระบอบประชาธิปไตยได้งดงามมาก โดยมีข้อแม้อย่างเดียวว่าคนที่จะเข้าสู่เวทีอำนาจต้องเป็นคนดี แต่ตรรกะแห่งอำนาจเป็นความจริงอีกชุดหนึ่ง ทำให้คนดีไม่ค่อยได้เข้าใกล้อำนาจสักเท่าใด...
กลับมาเรื่องเศรษฐศาสน์หรือลัทธิบูชาเศรษฐกิจ ถึงตอนนี้ท่านทั้งหลายคงเห็นแล้วว่าการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างเพื่อค้ำจุนลัทธินี้ จะมากจะน้อยก็ล้วนขอยืมหลักคิดพื้นฐานไปจากวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ จากนั้นจึงปรุงแต่งเพิ่มเติมในพื้นที่ที่เศรษฐศาสตร์เปิดโล่งไว้ เช่น ส่งเสริมการบริโภคสรรพสิ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงรสนิยมและคุณค่าทางวัฒนธรรม ขอเพียงให้เพิ่มยอดขายและเพิ่มอัตราการเติบโตของจีพี ถลุงต้นทุนทางสังคมและทรัพยากรธรรมชาติตลอดจนสิ่งแวดล้อมอันเอื้อชีวิตอย่างไม่ยั้ง เพราะเป็นต้นทุนที่เจ้าของกิจการไม่ต้องแบกค่าใช้จ่าย ฯลฯ เป็นต้น
ทั้งนี้โดยอธิบายทุกอย่างว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนรวม ง่ายๆและดื้อๆ
ถามว่าแล้ววิชาเศรษฐศาสตร์ของเราจะพ้นจากบาปกรรมเหล่านี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าจริงๆแล้วนักเศรษฐศาสตร์นั่นแหละที่จะมีบทบาทมากกว่าใครในการถอนอุปาทานเรื่องลัทธิบูชาเศรษฐกิจ ศาสตร์แขนงนี้ได้รับการเคารพนบนอบทั้งจากภาครัฐและภาคสังคมมากอยู่แล้ว ท่านควรจะใช้บารมีที่มีอยู่ช่วยผู้คนแก้ปัญหาทางปัญญา
ประการแรก แม้ท่านอาจจะยังต้องอยู่กับคณิตศาสตร์ต่อไป แต่ก็ควรเพิ่มคุณค่าจริงของชีวิตเข้าไปในการหาข้อสรุปทางเศรษฐกิจมากขึ้น อย่าลืมว่าแม้วิชาโหราศาสตร์ซึ่งใช้คณิตศาสตร์อยู่ไม่น้อย ท้ายที่สุดยังต้องนำปัญหารูปธรรมของเจ้าของดวงมาพิจารณา
ประการที่สอง ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์ควรตรวจสอบสมมุติฐานที่ใช้มากขึ้น เช่นผลประโยชน์แห่งชาติตอนนี้มีจริงหรือไม่ ส่วนรวมหมายถึงอะไรหนึ่งก้อนหรือประกอบด้วยกลุ่มผลประโยชน์แสนล้านกลุ่มที่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา การลงทุนของต่างชาติที่ว่าดีนั้นดีตรงไหน ฯลฯ อะไรทำนองนั้น
และประการสุดท้าย ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์ควรจะถือเป็นหน้าที่ของตนที่จะออกมาท้วงติงหรือตอบโต้พวก Economic Fundamentalists ซึ่งเอาหลักวิชาของท่านไปใช้อย่างสามานย์ กระทั่งบิดเบือน
อันที่จริงสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้อาจจะเป็นการเหมารวมมากไปหน่อย และอาจจะไม่ยุติธรรมกับนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบอยู่แล้ว หากเป็นเช่นนั้นก็คงต้องขออภัย ผมทราบดีว่าทุกอย่างมีข้อยกเว้น และในวงวิชาการทุกสาขา ผู้คนต่างก็มีความเห็นแตกต่างกันไป หากท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่คิดอ่านอยู่ในแนวนี้อยู่แล้ว ผมก็ขออนุโมทนาด้วย ส่วนท่านที่ยังเห็นต่าง หรือเห็นว่าความเห็นของผมไม่ถูกต้อง ก็ต้องขออภัยด้วยเช่นกัน ที่ทำให้ท่านรู้สึกหงุดหงิด ถูกล่วงเกิน
รบกวนเวลาท่านทั้งหลายมาพอสมควรแล้ว ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณารับฟัง