
ในภาวะที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังร้อนแรงไร้วี่แววทางออก รัฐบาลเริ่มปิดก้ันสื่อที่เชื่อว่าเป็นสีแดง โอเพ่นออนไลน์ ขอเปิดพื้นที่ชั่วคราวให้กับ 'ใบตองแห้ง' คอลัมนิสต์รุ่นเก๋าประจำเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งโดนหางเลขถูกรัฐบาลใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สั่งปิดกั้นตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2553 ก่อนที่จะเปิดเว็บได้ใหม่อีกครั้งในวันถัดมา (ปัจจุบันเข้าได้จาก http://prachatai.net/ และ http://prachatai.com/)
โอเพ่นออนไลน์ ยินดีต้อนรับ 'ใบตองแห้ง' ด้วยความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์แบบนี้คือช่วงเวลาที่เราต้องเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
โดยเฉพาะคนที่ใส่เสื้อสีต่าง
-----------
CHAOS
- ใบตองแห้ง -
ขอประณามรัฐบาลขวัญใจจริตนิยมที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน “ร้ายแรง” โดยไร้เหตุผล และจะส่งผลยกระดับความรุนแรงและความแตกแยกที่ดำรงอยู่ในสังคมขณะนี้
ถ้าเทียบกับสงกรานต์ปีที่แล้ว ซึ่งผมเห็นว่าประกาศภาวะฉุกเฉินโดยอ่อนเหตุผล เพราะจริงๆ แล้วเหตุเกิดที่พัทยา ไม่จำเป็นต้องตามมาประกาศที่กรุงเทพฯ แต่ขวัญใจจริตนิยมก็ยังพอจะอ้างได้ว่าม็อบเสื้อแดง ณ วันนั้น แสดงท่าทีรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ยึดอนุสาวรีย์ไปถึงบุกที่ประชุมอาเชียน (อย่านับเหตุรุมทุบรถนายกฯที่มหาดไทย เพราะนั่นเกิดหลังม็อบทราบว่าประกาศภาวะฉุกเฉิน)
แต่ครั้งนี้ยิ่งไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง เพราะแม้จะเกิดเหตุที่รัฐสภา ซึ่งสมควรต้องประณามคนเสื้อแดงที่ก้าวล่วงหลักสันติวิธี แต่เทียบกันแล้ว ไม่ได้ร้ายแรงเท่าเหตุเกิดที่พัทยา และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข่าว ทั้งแกนนำเสื้อแดงและแกนนำพรรคเพื่อไทยต่างก็ทัดทานท้วงติงอริสมันต์เจ้าเก่า กระทั่งตำหนิกันบนเวทีอย่างเปิดเผย จึงกล่าวได้ว่าเป็นการกระทำของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่เสื้อแดงทั้งหมด
ถ้ารัฐบาลฉลาด ก็ควรใช้โอกาสนี้ กดดันแกนนำเสื้อแดงส่งตัวอริสมันต์ให้ดำเนินคดี ถ้าเสื้อแดงไม่ส่ง ก็จะเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง เปิดช่องให้รัฐบาลรุกได้เต็มที่
แต่ไม่ทราบว่าไม่ฉลาดหรือคิดง่ายอยากให้สถานการณ์จบเร็วๆ ขวัญใจจริตนิยมจึงประกาศภาวะฉุกเฉิน “ร้ายแรง” เท่ากับยกระดับสถานการณ์ขึ้นสู่ความเสี่ยงเต็มพิกัด
ทำไมถึงเสี่ยง ก็เพราะม็อบเสื้อแดงครั้งนี้ไม่เหมือนสงกรานต์ปีที่แล้ว ทั้งปริมาณและคุณภาพ ความเข้มแข็ง ความร้อนแรง พลังที่จุดติด ฮึกเหิม สั่งสมต่อเนื่องมานานกว่าครึ่งเดือน ตั้งแต่ยึดผ่านฟ้า เดินขบวนแสดงพลังรอบกรุง ซึ่งถือเป็นการเดินขบวนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ส่วนรอบนอกม็อบ แท็กซี่ สามล้อ หรือแม้แต่รถส่วนตัว ก็ติดผ้าแดง “ยุบสภา” กันทั่ว
ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว มีวันหนึ่งที่ม็อบมามากจริง ผู้คนท่วมท้น แต่ยังไม่ทันตั้งตัวติด ก็มีฮาร์ดคอร์กลุ่มหนึ่งไปยึดอนุสาวรีย์ชัย โดนชาวบ้านด่าขรม ตามด้วยบุกพัทยา แม้แต่คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งเองก็รู้สึกว่าทำเกินเหตุ จีงถอยออกไป
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ครับ ม็อบจุดติดแล้ว ค่อยๆ สร้างอารมณ์ร่วมของมวลชน กระทั่งมายึดราชประสงค์ ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะ เพราะผมเห็นว่าเสื้อแดงส่ออาการอยากแตกหัก ยั่วยุให้มีการสลายม็อบ แต่อย่างที่บอก สังคมแตกแยกไปแล้ว คนเสื้อแดงมีอารมณ์ร่วมไปแล้ว (และถ้าจะว่าเป็นการชุมนุมขัดรัฐธรรมนูญ ก็ตลก ทำไมชุมนุมผ่านฟ้าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ชุมนุมราชประสงค์ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเห็นความสำคัญของห้างแบรนด์เนมมากกว่าชาวบ้านแถวผ่านฟ้าหรือ)
อารมณ์ร่วมของม็อบวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลจะใช้กำลังทหารตำรวจเข้าสลายได้ง่ายๆ ไม่เหมือนสงกรานต์ครั้งที่แล้วแน่นอน ตรงข้าม ความโกรธแค้นจะทวีขึ้นมากกว่า เพราะพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้ทำผิด แต่รัฐฉวยโอกาสแค่มีคนส่วนหนึ่งไปบุกรัฐสภามาประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง
ไม่เชื่อก็ลองลุยดูสิครับ แล้วอาจจะได้เห็นการจลาจลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย 14 ตุลาหรือพฤษภาทมิฬก็ไม่เท่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 เมษา ที่มีการผลักดันกันจนทหารตำรวจต้องล่าถอย ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคนเสื้อแดงที่พร้อมสู้ตายมีเป็นหมื่นๆ คน
ในขณะเดียวกัน “อารมณ์สังคม” ต่อม็อบเสื้อแดงครั้งนี้ ก็ไม่ได้เหมือนสงกรานต์ปีที่แล้ว ที่ชาวกรุงผู้รักสงบแสดงท่าทีต่อต้านเต็มที่ แต่ครั้งนี้ คนจำนวนหนึ่งมีความเห็นอกเห็นใจเสื้อแดงมากขึ้น คนจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์โภชน์ผลอะไรที่จะต้องปกป้องรัฐบาล บอกแล้วว่าแม้แต่พันธมิตรก็ยังวางเฉย แค่แถลงข่าวเป็นพิธี ปีกของพันธมิตรที่ออกมาต่อต้านมีแต่พวก ultra royalist แล้วก็พวกที่ได้ประโยชน์จากอำมาตย์และ ปชป.เช่น สว.ลากตั้งทั้งหลาย
เราจะเห็นได้ว่าคนหลายๆ กลุ่ม ต่างสนับสนุนให้มีการเจรจาหาทางออก หรือกระทั่งสนับสนุนให้ยุบสภา แม้แต่ NGO กลุ่ม “ขาวเนียน” ที่ว่ากัน (ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นพันธมิตรนั่นแหละ) ก็ยังสนับสนุนให้ยุบสภาใน 6 เดือน มิพักต้องกล่าวถึงนักวิชาการกลุ่ม 2 ไม่เอาที่สนับสนุน 3 เดือน
การที่รัฐบาลจะฉวยโอกาสฉวยข้ออ้างฟังความข้างเดียว เฉพาะพวกนักวิชาการหรือ สว.ที่สนับสนุนตน จึงไม่ง่ายเหมือนสงกรานต์ปีที่แล้วนะครับ
ผมมองต่างมุมว่าวันนี้ การประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงเป็นเหมือนขี่หลังเสือ คือรัฐบาลต้องใช้กำลังเข้าสลายม็อบ โดยที่ผลมันคงไม่ออกมางดงามเหมือนปีที่แล้วแน่
แต่ถ้าไม่สลาย ปล่อยให้ม็อบกันต่อไป ประกาศภาวะฉุกเฉิน “ร้ายแรง” ก็จะเป็นเหมือนสากกระเบือทื่อ เหมือนที่รัฐบาลสมัครเคยประกาศใช้กับพันธมิตร
สมมติสลายม็อบได้ จะเกิดอะไรขึ้น คิดหรือว่าจะสงบราบคาบ ไม่มีทางครับ สงกรานต์ปีที่แล้ว รัฐบาลดูเหมือนจะมีความชอบธรรมสูงกว่าครั้งนี้ คุณยังยับยั้งกระแส “แดงทั้งแผ่นดิน” ไม่อยู่เลย หนึ่งปีผ่านไป เขายังกลับมาใหม่ มีพลังเข้มแข็งกว่าเดิม (ถ้ามาร์คอยู่ถึงปีหน้า เข้าหน้าแล้ง ทัพพม่าก็คงยกเข้ามาใหม่ทางด่านเจดีย์สามองค์ ฮิฮิ)
ถ้าสลายม็อบครั้งนี้ ต่อให้ “เอาอยู่” ก็ไม่ง่ายเหมือนปีที่แล้ว ที่จะไม่ให้มีเลือดตกยางออก คุณคิดว่าทำได้อีกครั้งหรือ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ความโกรธแค้นที่จะแผ่ไปทั่วทุกจังหวัดในภาคเหนือภาคอีสานจะรุนแรงขนาดไหน ที่ว่ารัฐมนตรีไปตรวจราชการไม่ได้ คงแค่เรื่องจิ๊บจ๊อยแล้วครับ เพราะคุณไม่ไป คนอีสานเขายังขึ้นรถเอาขี้วัวมาปาถึงบ้าน
อภิสิทธิ์จะได้จบชีวิตทางการเมืองอย่างสวยงามหรือครับ ถ้ามีคนเกลียดครึ่งประเทศ ถ้าถลำไปมากกว่านี้ก็ไม่ต่างจากทักษิณหรอก ไม่ต้องมาอ้างชั่วดี ไม่โกงไม่กิน ผู้นำที่มีคนเกลียดครึ่งประเทศจะบริหารได้อย่างไร จะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสงบได้อย่างไร
รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังยกระดับความรุนแรงของ “สงครามกลางเมือง” เพราะคนเสื้อแดงที่รวมตัวกันอยู่ หมื่นคนแทนคนหลายแสนคน แท็กซี่ สามล้อ หรือคนหาเช้ากินค่ำที่อยู่รอบๆ อีกนับไม่ถ้วน บังเอิญผมรู้จักแกนนำระดับอำเภอคนหนึ่ง เขาบอกว่ามีมวลชน 3 อำเภอ 7-8 พันคน แต่มาหมดไม่ได้ มาได้ไม่กี่ร้อยคน ถ้าคนเสื้อแดงทั้งประเทศยกระดับความเป็นปฏิปักษ์ต่อ “รัฐอำมาตย์” ในทัศนะของเขา อะไรจะเกิดขึ้น
ยังครับ ยังไม่ใช่สงครามกลางเมืองหรอก แต่ผมเชื่อว่า มวลชนเสื้อแดงแถวหน้า ถ้ามีใครชวนไปฝึกอาวุธ หัดประกอบระเบิด น่าจะรวบรวมได้ไม่ต่ำกว่าหมื่น อย่าให้มันเกิดอย่างนั้นก็แล้วกัน
แล้วอย่าคิดว่ากวาดจับแกนนำไปจะทำให้สงบ เพราะเสื้อแดงจุดติดแล้ว จับวันนี้ พรุ่งนี้ใครก็ได้ใส่เสื้อแดงออกมานำ เผลอๆ ผมเดินอยู่บนถนน รถบรรทุกไม้ทำธงแดงหล่น วิ่งไปเก็บให้ ตะโกนเรียกรถ หันหลังมาอีกทีมีคนเดินตามเป็นร้อย (ฮา)
สรุปง่ายๆว่า ถ้ารัฐบาลสลายม็อบ Chaos แบบที่พี่พิภพ ธงไชย อยากเห็น ก็จะเกิดขึ้นแน่
สถานการณ์ตอนนี้ แม้แต่รัฐบาลเองก็ยกระดับความเสี่ยงของตัวเอง เพราะแม้คุณจะเชื่อมั่นความเป็นเอกภาพของกองทัพที่หนุนหลัง แต่กองทัพยุคปัจจุบันที่มีบทเรียนแล้ว ก็ไม่อยากเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยง สมมติประเมินสถานการณ์แล้ว สลายม็อบได้ไม่เลือดตกยางออก กองทัพก็คงยินดี แต่สมมติประเมินสถานการณ์แล้ว สลายม็อบแต่ต้องเลือดนอง นายทหารระดับสูงก็ต้องคิดหนักละครับ ว่าจะเอาอนาคตราชการมาเสี่ยงแค่ไหน
สมมติผมเป็นกองเชียร์รัฐบาลที่มีสติหน่อยนะ ผมก็จะตั้งคำถามง่ายๆว่า เวทีเสื้อแดงเขาท้าทายให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อสลายม็อบอยู่แทบทุกวัน ทำไมรัฐบาลถึงไปประกาศเข้าทางเขาล่ะ
กระแสข่าวบางสายบอกว่าอภิสิทธิ์ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อกดดันเสื้อแดงให้เจรจา แต่อย่าลืมว่าข้อเรียกร้องยุบสภาน่ะ เป็นข้อเรียกร้องขั้นต่ำสุดของเสื้อแดง เป้าหมายจริงๆ ของมวลชนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไปไกลกว่านั้นเยอะแล้ว เขาไม่ได้ต้องการแค่ยุบสภา เขาพร้อมจะเสี่ยงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉะนั้นอภิสิทธิ์จะทำอย่างไร ถ้าเสื้อแดงไม่เจรจา ดีไม่ดี แทนที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับ เมื่อเรียกระดมมวลชนครั้งใหญ่ในวันศุกร์ เขาอาจจะรุกอีกขั้นในวันเสาร์อาทิตย์นี้ก็ได้
“ยุบสภา” ยังอาจจะน้อยเกินไปและสายเกินไป
ใบตองแห้ง (ลี้ภัย)
8 เม.ย.53
หมายเหตุ-เรียบเรียงใหม่จากบทความที่จะส่งลงประชาไทในช่วงเช้าวันนี้ แต่ประชาไทโดนบล็อกเสียแล้ว ด้วยข้อหายุยงปลุกปั่น ไม่ทราบว่า อ.ปณิธานจะเห็นว่าผมยุยงปลุกปั่น แล้วตามมาบล็อกอีกหรือไม่
.........................

