หนังสือใหม่โอเพ่นบุ๊กส์ มกราคม-เมษายน 2555

jpg

โอเพ่นบุ๊กส์ขอต้อนรับปี 2555 ด้วยผลงานคลาสสิกของอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล พุทธโคดม: บทวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์ว่าด้วยพุทธประวัติในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมอินเดียในสมัยพุทธกาล ซึ่งเคยทยอยตีพิมพ์ใน มติชนสุดสัปดาห์ ก่อนจะได้รับการปรับปรุงแก้ไขและเพิ่มเติมเนื้อหา จนกลายเป็นหนังสือเล่มหนาที่อัดแน่นด้วยสาระความรู้เล่มนี้ การันตีคุณภาพโดย “คำนิยม” ของอาจารย์วีระ สมบูรณ์ ดังนี้

ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญจากอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล ให้เขียน “คำนิยม” สำหรับหนังสือ พุทธโคดม: บทวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์ว่าด้วยพุทธประวัติในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมอินเดียในสมัยพุทธกาล ของท่าน

เมื่อครั้งอาจารย์วรศักดิ์และผมเข้าร่วมในชุดโครงการวิจัยเรื่อง “สิทธิมนุษยชนไทยในสถานการณ์สากล” ซึ่งมี ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก เป็นหัวหน้าโครงการ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๓  อาจารย์วรศักดิ์ศึกษาความคิดจารีตเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนตามมุมมองของ “เอเชียวิถี”  การศึกษาของท่านเน้นไปที่รากฐานของสิ่งที่ท่านเรียกอิงภาษาภารตะว่า “รีต” และตามภาษาจีนว่า “หลี่”  อันที่จริง อาจารย์วรศักดิ์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะนักวิชาการด้านจีนศึกษานับแต่เวลานั้นแล้ว แต่การศึกษาเอเชียวิถีทำให้ท่านต้องศึกษาคติความเชื่อและวิถีปฏิบัติในอินเดียโบราณสมัยอย่างละเอียดด้วย และนั่นก็เป็นที่มาของความสนใจในพุทธศาสนาและพุทธประเพณีอย่างจริงจังเช่นกัน  ในช่วงที่ร่วมงานกันในชุดโครงการวิจัยนั้น ท่านปรารภกับผมว่า เมื่อท่านทำงานวิจัยชิ้นนั้นเสร็จแล้ว จะค้นคว้าเกี่ยวกับพุทธประวัติอย่างเต็มที่ เพื่อศึกษาให้เข้าใจพระพุทธเจ้าและพุทธธรรมมากขึ้น  และเพื่อศึกษาภูมิหลังความเป็นมาตลอดจนสถานการณ์สังคมในชมพูทวีปเมื่อครั้งพุทธกาล จากแง่มุมทางรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ต่างๆ

หลังจากเสร็จงานวิจัย ท่านก็ทำตามที่ดำริไว้ เริ่มค้นคว้าหาหนังสือ คัมภีร์ ตำรา และเอกสารต่างๆ ทั้งจากห้องสมุดหลายแห่ง จากร้านหนังสือทั้งหนังสือใหม่และเก่า ตลอดจนหยิบยืมจากกัลยาณมิตรมาถ่ายสำเนา  ครั้นเมื่อพบการอ้างอิงถึงหนังสือสำคัญเล่มใด ท่านก็เพียรหาหนังสือเล่มดังกล่าวมาให้ได้ หลายเล่มเป็นหนังสือหายาก เมื่อได้มาแล้ว  ยังกรุณาถ่ายสำเนามอบให้ผมด้วยเนืองๆ  นับเป็นการศึกษาด้วยฉันทะอันแรงกล้า ทั้งๆ ที่โดยภูมิหลังแล้ว อาจารย์วรศักดิ์มิได้เป็นพุทธมามกะ หากแต่เรียนรู้พุทธศาสนาในฐานะคนไทยและนักวิชาการคนหนึ่ง และในอีกด้านหนึ่ง ท่านมีพื้นความรู้จากจีนศึกษา ซึ่งต้องเกี่ยวโยงกับความเข้าใจในพุทธศาสนานิกายมหายานของจีนอยู่ไม่น้อย

อาจารย์วรศักดิ์ใช้เวลาหลายปีในการศึกษา ครั้นเมื่อได้เค้าโครงและเนื้อหาพอสมควรแล้ว ท่านก็เริ่มเรียบเรียงทยอยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในวารสาร มติชนสุดสัปดาห์  ใช้เวลาหลายปีเช่นเดียวกัน  มีผู้ติดตามอ่านงานชิ้นนี้ของท่านจำนวนมาก บางคนถึงกับติดต่อไปทางสำนักพิมพ์ถามถึงการรวมตีพิมพ์เป็นเล่ม  กระนั้นก็ตาม เมื่อการเขียนลงตีพิมพ์ในวารสารสิ้นสุดลง ท่านก็มิได้รวมตีพิมพ์เป็นเล่มในทันที หากแต่นำมาแก้ไขปรับปรุง ขัดเกลา เรียบเรียงใหม่ เพิ่มเติมเนื้อหาและการอ้างอิงให้ครบถ้วน ใช้เวลาอีกหลายปีในการทำงานดังกล่าว  หลังจากนั้น ท่านก็เสนอให้คณะกรรมการด้านวิชาการของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ประจำอยู่ ดำเนินการคัดเลือกและส่งงานของท่านให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่งอ่านประเมิน  ครั้นเมื่อผู้ทรงคุณวุฒิได้ประเมินและเสนอข้อแนะนำข้อวิจารณ์แล้ว อาจารย์วรศักดิ์ก็นำไปใช้ปรับปรุงต้นฉบับอีกรอบหนึ่ง  ทั้งนี้ หากนับเวลาในการศึกษาและเรียบเรียงทั้งหมดนับแต่แรกเริ่มจนสำเร็จเป็นรูปเล่มดังที่ท่านผู้อ่านถืออยู่นี้ รวมประมาณ ๑๒ ปีหรือหนึ่งรอบนักษัตรเลยทีเดียว  แน่นอนว่าทั้งหมดนี้กระทำไปพร้อมๆ กับการที่อาจารย์วรศักดิ์มีภาระมากมายในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้บริหารศูนย์จีนศึกษา รวมทั้งในฐานะนักเขียนและคอลัมนิสต์ในสื่อหลายแห่ง งานชิ้นนี้จึงเป็นผลมาจากอิทธิบาทสี่อันต่อเนื่องยาวนานโดยแท้

ดังได้กล่าวแล้วว่า หนังสือ พุทธโคดม นี้ ด้านหนึ่งเป็นการศึกษาเชิงพุทธศาสน์ศึกษา ในอีกด้านหนึ่งเป็นการศึกษาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเน้นการวิเคราะห์บริบทเชิงโครงสร้างและสภาพการณ์ที่แวดล้อมพุทธกิจ พุทธจารีต ตลอดจนพุทธสาวกในสมัยนั้น  ข้อเสนอและข้อถกเถียงที่ปรากฏจึงเชื่อมโยงมิติทางรัฐศาสตร์เข้ากับปรากฏการณ์ที่สำคัญๆ ของพุทธประวัติและพุทธศาสนา อันประกอบด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐ ระบบสังคม พลวัตทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เงื่อนไขทางการเมือง รัฐประศาสโนบาย รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ  กระนั้นก็ตาม งานชิ้นนี้ก็จะทำให้นักศึกษาพุทธศาสน์ได้ข้อมูล ความรู้ มุมมอง คำถาม และความคิดเห็นที่น่าสนใจน่าพิจารณาพร้อมๆ กันไปด้วยอย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่มีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามคติเถรวาทนิกายของไทย วิธีการที่อาจารย์วรศักดิ์ใช้ในการศึกษาตีความพระคัมภีร์และหนังสือต่างๆ รวมทั้งการประเมินน้ำหนักความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลและมุมมองต่างๆ อาจก่อให้เกิดข้อสงสัยและความเห็นต่างได้ไม่น้อย ดังที่ผมเองก็มีความเห็นต่างจากอาจารย์วรศักดิ์ทำนองนี้ในหลายประเด็นด้วยกัน แต่นี้ก็อาจเป็นข้อดีที่จะช่วยให้เราได้ใช้วิจารณญาณพินิจพิเคราะห์อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะในเชิงเห็นด้วยหรือเห็นแย้งก็ตาม  ยิ่งกว่านั้น จากการอ่านงานชิ้นนี้และจากการที่ผมได้สนทนาแลกเปลี่ยนกับท่าน ทำให้ผมกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า แม้การศึกษาเรียบเรียงงานชิ้นนี้จะตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการสังคมศาสตร์ แต่อาจารย์วรศักดิ์ก็ทำงานชิ้นนี้ด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างจริงใจต่อพระพุทธเจ้า ทั้งในฐานะที่เป็นศาสดาและมหาบุรุษของโลก ท่านจึงพยายามใช้ความระมัดระวังอย่างเคร่งครัดในการศึกษาตีความและนำเสนอความเข้าใจและทัศนะของท่าน 

พุทธโคดม: บทวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์ว่าด้วยพุทธประวัติในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมอินเดียในสมัยพุทธกาล ของอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล จึงนับเป็นผลงานศึกษาที่สำคัญยิ่ง กอปรด้วยคุณปการอันทรงค่าต่อทั้งพุทธศาสน์ศึกษา อินเดียศึกษา รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ตลอดจนสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แขนงอื่นๆ เป็นการผสมผสานแหล่งความรู้และมุมมองอันหลากหลาย เพื่อวิเคราะห์นำเสนอเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก อย่างเหมาะสมต่อผู้คนและองค์ความรู้หลายด้านในปัจจุบัน   

ทั้งนี้ การที่หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ตามคติของไทยในการนับพุทธศักราช ถือว่าสมควรแก่วโรกาสมงคลสมัยอย่างน่ายินดี เพราะหากนับรวมช่วงเวลาตั้งแต่การตรัสรู้ของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และการบำเพ็ญพุทธกิจหลังจากนั้นตลอด ๔๕ พรรษาด้วยแล้ว  ในวันวิสาขบูชาแห่งพุทธศักราชนี้ ศาสนายุกาลแห่ง “พุทธโคดม” ย่อมบรรจบครบ ๒,๖๐๐ ปีหรือ ๒๖ ศตวรรษ อันพุทธศาสนิกชนไทยถือเป็นมงคลวาระสำหรับ “พุทธชยันตีแห่งการตรัสรู้”

 

ลำดับต่อมา แฟนๆ นักอ่านรุ่นใหญ่คงจะคุ้นเคยกับชื่อ กิเลน ประลองเชิง เจ้าของคอลัมน์ “ชักธงรบ” ในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เป็นอย่างดี คอลัมน์ “ชักธงรบ” ของคุณกิเลนปักหลักอยู่ที่หน้า 3 ของหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ มายาวนาน มีแฟนๆ นักอ่านติดตามอยู่ทั่วประเทศ เพราะให้ทั้งสาระความรู้และแง่คิดมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งชีวิตส่วนตัวและสังคมโดยรวม สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊กส์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับ ชักธงรบ ลำดับที่ 1: ยารักษาเมือง ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมบทความคัดสรรเล่มแรกของคุณกิเลน นักอ่านรุ่นใหม่ท่านใดที่ยังไม่เคยอ่าน ขอแนะนำให้ลองชิม

คำนิยมโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

ไทยรัฐ เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกที่ผมอ่านในชีวิต เมื่ออ่านแล้วก็อ่านเรื่อยมาเหมือนคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศนี้ การอ่านหนังสือพิมพ์นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องความเคยชิน เปิดหน้าไหนเจอคอลัมน์อะไร ถ้าเคยชินเสียแล้ว มันก็คล่องมือคล่องตาไปเสียหมด แต่ถ้าไปอ่านผิดเล่ม ทุกอย่างก็จะดูขวางหูขวางตา

ไม่ใช่ไม่ดี แต่เป็นเพราะว่าไม่ชิน

หลายปีมานี้ คอลัมน์แรกในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ที่ผมอ่าน ก็คือ ชักธงรบ ของคุณ กิเลน ประลองเชิง ความวิเศษของคอลัมน์นี้คือ เกร็ดประวัติศาสตร์ เรื่องราวเก่าๆ และประสบการณ์งานข่าว ที่ผู้เขียนสรรหามาเล่าได้ไม่รู้จบ เล่าไม่เล่าเปล่า แต่ผู้เขียนยังใช้เนื้อที่เล็กๆ เพียงไม่กี่ประโยคขมวดเรื่องให้จบลงด้วยความคมคายได้ทุกวัน

คนเขียนหนังสือด้วยกันย่อมเข้าใจได้ว่า นี่คืองานเขียนระดับเซียนเหยียบเมฆ

สมดังนามปากกา กิเลน ประลองเชิง จริงๆ

นอกจากความโชกโชนในสนามข่าวและการเข้าถึงแหล่งข้อมูลระดับสูงแล้ว คุณกิเลนยังเป็นนักเลงหนังสืออย่างหาตัวจับยาก หนังสือเก่าหนังสือใหม่ถูกคุณกิเลนหยิบมาอ้างใช้ราวกับหยิบปุยเมฆในอากาศมาทำหมึก ครั้นอุณหภูมิพอเหมาะ เมฆนั้นก็กลั่นตัวเองเป็นพิรุณ หลั่งรินจากฟากฟ้าสู่หน้ากระดาษ

กลายเป็นข้อเขียนที่คนอ่านติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง

แม้ข้อเขียนบางวัน จะคล้ายดังกระบี่เดียวแทงทะลุขั้วหัวใจ แต่ก็คงยากที่จะหาใครโกรธเคืองคุณกิเลนได้ลง เพราะข้อเขียนของคุณกิเลนนั้น เปี่ยมด้วยความเมตตา ปากกาในมือไม่เคยระรานใคร มีแต่ความหวังดีห่วงใย ตักเตือนทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา

ในยามวิกฤตบ้านเมือง คุณกิเลนก็ยังคงยืนหยัดเป็นสติกำกับผู้มีอำนาจอย่างหนักแน่น สมกับเป็นคอลัมนิสต์อาวุโสแห่งหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ อันเป็นหลักชัยของประเทศ

ทุกบ้านเมืองที่มีอารยะ จำเป็นต้องมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตคอยให้สติผู้นำ มีนักเขียนคอยให้ปัญญาผู้อ่าน ท่ามกลางความมืดมิด ข้อเขียนจากนักคิดเหล่านี้จะทำหน้าที่เยียวยาและปลอบโยนสังคม ไม่ให้กระโจนลงสู่หุบผา

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา คุณกิเลนทำหน้าที่นี้ได้อย่างสง่างาม

สมกับความเป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักคิด และคอลัมนิสต์ครบเครื่อง

แม้ตัวจริงคุณกิเลนจะถ่อมตนว่าตนเองนั้นแค่ ประลองเชิง แต่สำหรับผู้อ่านแล้ว คุณกิเลนได้โลดแล่นอย่างน่าเกรงขามบนฟากฟ้าสยาม ผ่านการชักธงรบในหน้าสามของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อย่างมิพักต้องครั่นคร้ามเชิงผู้ใด

 

เมื่อเดือนกันยายน 2554 โอเพ่นบุ๊กส์ได้ตีพิมพ์ จวงจื่อ ฉบับสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นปฐมบทของโครงการ “ภูมิปัญญาตะวันออก” ที่สำนักพิมพ์ตั้งใจจะนำเสนอสู่ผู้อ่านอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา คือผลงานลำดับต่อมาในชุดโครงการดังกล่าว อาจารย์สุวรรณา สถาอานันท์ ผู้แปลผลงานชิ้นนี้ ได้ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาจากฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2551 ซึ่งทำให้ หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา ฉบับพิมพ์ครั้งนี้สวยงามและลงตัวทั้งเนื้อหาและรูปเล่ม

คำนิยมโดย ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์

ช่วงทศวรรษที่เพิ่งผ่านไป บนแผ่นดินจีนมีกระแสความนิยมกระแสหนึ่งซึ่งอาจจะเรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า “ความรุ่มร้อนที่จะรักขงจื่อ” บังเกิดขึ้นและพัดโบกโบยให้ชาวจีนแห่แหนกันไปทักทายทำความรู้จักตีสนิทกับขงจื่อกันเป็นการใหญ่ คัมภีร์หลุนอี่ว์ซึ่งเป็นบัตรผ่านแดนสำหรับการทำความรู้จักกับเมธีเฒ่าสองพันปีผู้นี้กลายเป็นหนังสือที่ชาวจีนเกิดอยากอ่านขึ้นมาพร้อมๆ กัน และส่งผลให้มีหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาแนวคิดของขงจื่ออุบัติขึ้นมามากมายไม่ขาดสาย ทั้งชนิดที่เขียนแบบเคร่งขรึม ชนิดที่เขียนแบบทอดไมตรีชวนให้เชื่อว่าไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองปัญญาในการอ่านมากนัก และชนิดที่เขียนแบบสุกเอาเผากิน หนังสือบางเล่มก็โด่งดังถึงขนาดติดอันดับขายดีระดับชาติทีเดียว ว่ากันว่าแม้แต่นักโทษในเรือนจำก็ยังเรียกร้องหาอ่านขงจื่อกัน

สำหรับในวงวิชาการจีน การเกิดอาการ “ร้อน” วิชาในหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา ควรนับว่าเป็นวัฏจักรปกติ อาจจะมีเชื้อมาปะทุสุมก่อให้เกิดขึ้นได้เสมอๆ ดังปรากฏการณ์ “ร้อน” เรื่องคัมภีร์อี้จิง เมื่อกลางทศวรรษ 1980 หรือเรื่องจารึกบนติ้วไม้ไผ่โบราณ เมื่อกลางทศวรรษ 1990 เป็นต้น ยังไม่นับที่กลายเป็นหัวข้อระดับขนาด “อุ่นๆ” อีกหลายเรื่องที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกสองสามปี หากแต่ในกรณีของขงจื่อนี้ ความร้อนคงจะแผ่รังสีกว้างเป็นพิเศษ จนกลายเป็นความ “รุ่มร้อน” ของหลายองค์กร เป็นความ “เร่าร้อน” ของบางหน่วยสังคม หรือแม้แต่เป็นคงาม “เดือดร้อน” ของคนบางคนขึ้นมา จึงดูเหมือนว่าอุณหภูมิของขงจื่อจะส่งผลข้างเคียงออกนอกวงวิชาการไปมากกว่าความร้อนวิชาอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของขงจื่อผู้ทรงอิทธิพลที่มักจะมีเรื่องมากทุกครั้งที่ปรากฏตัวขึ้น

ในภาคส่วนอารมณ์ของสังคมจีนนั้นเล่า ก็อาจจะเกิดรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวตามอาการขึ้นมาบ้าง เหตุเพราะขงจื่อผู้นี้นี่เองที่ทางการจีนเพิ่งจะปฏิบัตอย่างเป็นทางการในการโฆษณาโจมตีอย่างหนัก ทั้งกล่าวประณาม ทั้งวินิจฉัยกระบวนความ ตัดสินสำเร็จโทษขั้นอุกฤษฏ์กันเป็นโกลาหลเมื่อไม่นานมานี้เอง ทีท่าอาการที่เปลี่ยนไปของอารมณ์สังคมจีนในเพียงชั่วระยะที่กรุ่นควันหลงจากตลบฝุ่นเดิมยังไม่จางลงเยี่ยงนี้ย่อมฟ้องความไม่จริงใจอยู่ในตัว จึงทำให้มีผู้แสดงความไม่ไว้วางใจโดยตั้งข้อกังขาว่า นี่ชะรอยจะเป็นเหตุผลเชิงการเมืองล้วนๆ ของชาวจีนกระมังที่เห็นว่าการ “เปลี่ยน” มาเอาอกเอาใจขงจื่อจะนำผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมาให้ได้มากกว่าการตั้งท่าคัดง้าง และบ้างก็วิเคราะห์ออกไปในเชิงจิตวิทยาว่านี่คงเป็นอาการโหยหามรดกวัฒนธรรมบางอย่างที่กำลังจะเสื่อมสลายมลายสูญไปในสังคมจีนใหม่ และบ้างก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเกินไปสักหน่อยว่า นี่คือวิธีหนึ่งของชาวจีนที่ขุดเอาซากของเก่าในหลุมฝังขึ้นมาใช้เตรียมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าที่จะผลิตตามมาอีกหลายขบวนใหญ่ ทัศนะเหล่านี้อาจจะถือว่าเป็นการมองลำเอียงไปในแง่ร้ายก็ได้อยู่ แต่กระนั้นก็ตาม ถ้าหากย้อนคิดไปถึงคำรำพึงของขงจื่อตามที่บันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์นิพนธ์สื่อจี้ของซือหม่าเชียนตอนหนึ่งว่า “ที่มีผู้บอกว่าตัวเราคล้ายหมาไม่มีเจ้าของนั้น ถูกต้องแล้ว ถูกต้องแล้ว” และหากระลึกต่ออีกสักหน่อยว่า ขงจื่อก้เป็นมนุษย์ผู้หนึ่งที่มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึกทางจิตใจดังเช่นเราๆ ทั้งหลาย และได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสารพัดนึกมีฐานะขึ้นๆ ลงๆ มาตลอดประวัติศาสตร์สังคมจีนแล้ว อาการของสังคมจีนที่กำลังรักขงจื่ออยู่นี้ก็น่าจะสะท้อนชวนให้เราเกิดความเห็นอกเห็นใจปราชญ์จีนโบราณผู้ไม่เคยนอนตาหลับผู้นี้ได้มากขึ้นอีกอักโข และอาจารย์สุวรรณา สถาอานันท์ ก็น่าจะเป็นผู้ที่รู้สึกได้ละเอียดยิ่งกว่าใครๆ ในวงวิชาการไทยว่าขงจื่อควรรู้สึกอย่างไรกับสังคมจีนปัจจุบันและควรยินดีหรือไม่ที่ตนกำลังอยู่ในกระแสนิยมของจีนยุคบริโภคนิยม

เหตุที่ข้าพเจ้ากล่าวอ้างถึงอาจารย์สุวรรณาเช่นนี้ ก็เพราะมีความรู้เห็นประจักษ์อยู่ว่าท่านเป็นสหายผู้รู้ใจของขงจื่อที่คบหากันมาช้านานในฐานะคู่สนทนาทางปัญญา ต่างฝ่ายต่างก็ตั้งปัญหาให้ฝ่ายหนึ่งตอบและต่างก็ตอบปัญหาให้แก่กัน จนกระทั่งฝ่ายอาจารย์สุวรรณาพอเพียงแก่ใจในระดับหนึ่งแล้ว จึงบันดาลให้เกิดงานแปลวิจัย “หลุนอี่ว์” เล่มนี้ขึ้นมากำนัลแก่วงการศึกษาไทยได้สำเร็จ โดยทางฝ่ายขงจื่อก็น่าจะพอใจที่ได้มนุษย์ร่วมทุกข์ต่างวัฒนธรรมเป็นกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง ก็การคบมิตรสหายนั้นจะมีประโยชน์อะไรอื่นอีกเล่าที่จะสร้างความพอใจให้เราได้มากกว่าการมีความถ่องแท้ในการเข้าถึงน้ำใจความรู้สึกนึกคิดของเรา

ความประจักษ์ในสายสัมพันธ์ทางปัญญของอาจารย์สุวรรณากับขงจื่อนี้ ข้าพเจ้าได้มาจากการที่มีโชคได้เป็นพยานการสนทนาของบุคคลทั้งสองอย่างใกล้ชิดในโอกาสที่อาจารย์สุวรรณาต้องการตรวจสอบถ้อยความของคัมภีร์หลุนอี่ว์ที่ “แปล” เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาจีนชนิดคำต่อคำ ก่อนหน้านั้น ท่านได้พิจารณาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนแล้วจากทุกแหล่งที่สามารถเข้าถึงได้จนค่อนข้างแน่ใจว่ากำลังสนทนากับขงจื่อด้วยภาษาเดียวกันอยู่ จะขาดก็แต่เพียงความยอกย้อนซ่อนนัยตามลักษณะของภาษาจีนโบราณซึ่งขงจื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารเท่านั้นที่ท่านยังลังเล แม้จะมีโอกาสได้สอบทานไต่ถามผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาจีนมาบ้าง ก็เป็นโอกาสบางครั้งคราวเท่านั้น ไม่อาจรบกวนถึงที่สุดได้ จนเมื่อข้าพเจ้าได้ทราบความต้องการของท่าน จึงปวารณาตัวในฐานะที่เป็นนักเรียนภาษาจีนอยู่ว่ายินดีจะเป็นร่างทรงของภาษาจีนโบราณซึ่งเป็นร่างทรงของขงจื่ออีกชั้นหนึ่งให้อย่างเต็มที่

ตลอดระยะเวลาปีกว่าๆ ที่ข้าพเจ้าเข้าเบิกความเป็นพยานในการสนทนาของอาจารย์สุวรรณากับขงจื่ออย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ นับเวลารวมแล้วก็คงไม่น้อยกว่าร้อยชั่วโมง ปรากฏผลว่า แทนที่อาจารย์สุวรรณาจะได้ประโยชน์มากจากข้าพเจ้าตามที่ควรเป็น กลับกลายเป็นข้าพเจ้าได้รับประโยชน์จากท่านมากกว่า เพราะข้าพเจ้าจะมีหน้าที่เพียงบอกว่าถ้อยคำภาษาจีนในแต่ละแห่งมีความหมายว่าอะไร มีการตีความโดยปราชญ์จีนรุ่นหลังในชั้นอรรถกถาว่าอย่างไร มีข้อถกถียงที่ไม่เป็นที่ยุติตรงไหนบ้าง เป็นต้น แต่บ่อยครั้งที่เมื่อบอกออกไปแล้วจะถามอาจารย์สุวรรณาต่อว่า การที่ถ้อยคำมีความหมายว่าอย่างนี้ แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร ซึ่งท่านก็มักจะวินิจฉัยอธิบายให้ฟังอย่างกระจ่างว่า ถ้อยคำเหล่านั้นส่อแสดงถึงเจตนารมณ์ของขงจื่ออย่างไรบ้าง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ข้าพเจ้ารู้เพียงแค่ความหมายของภาษา แต่ไม่อาจเข้าถึงสารัตถะของของความหมายที่สื่อผ่านภาษาได้นั่นเอง จึงเมื่อสิ้นวาระของกิจกรรมแห่งการสนทนานี้ ข้าพเจ้าก็มีความรู้ก้าวหน้าทางวิชาการเกี่ยวกับปรัชญาของขงจื่อเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทัศนะเดิมที่มีต่อขงจื่อเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ยังไม่นับถึงคุณค่าเชิงจริยธรรมอีกหลายประการที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสผ่านท่วงท่าการแสดงออกทางวิชาการของอาจารย์สุวรรณา ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่าไม่ได้แตกต่างห่างไกลจากทีท่าของขงจื่อเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นความรักและอดทนในการเรียนรู้ ความมีวินัย ความนอบน้อมถ่อมตน ความใจกว้างยอมรับความแตกต่างจากตน และความปรารถนาดีต่อสังคมมนุษยชาติ

การ “แปล” ของอาจารย์สุวรรณาจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การแปลความทางภาษาเท่านั้น แต่ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าอกเข้าใจอารมณ์และมูลเหตุแห่งถ้อยคำที่ขงจื่อบันทึกไว้ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ผ่านสายตาและมุมมองเชิงปรัชญาที่ท่านได้รับการฝึกปรือมาอย่างช่ำชอง ผ่านการตริตรองและการสัมผัสทางจิตวิญญาณอย่างยาวนานจนเปลี่ยนจากวัยหนึ่งไปสู่อีกวัยหนึ่ง และผ่านความละเอียดอ่อนพิถีพิถันในการเลือกเฟ้นถ้อยคำเพื่อรักษาเจตนารมณ์เดิมของขงจื่อไว้ให้ใกล้เคียงที่สุด แม้กระทั่งการเลือกใช้สรรพนามกว่าจะตกลงใจให้ขงจื่อเรียกตัวเองว่า “เรา” ก็ไตร่ตรองจนสามารถชี้แจงเหตุผลของการใช้ให้ตนพอใจได้ ความบางตอนที่คลุมเครือต่อความเข้าใจก็ทิ้งความไว้เช่นนั้น ไม่ต่อเติมโดยพลการด้วยความเคารพในวิจารณญาณอิสระของผู้อ่าน เราอาจจะรับรองไม่ได้ว่าอาจารย์สุวรรณาเข้าใจขงจื่อถูกต้องดีแล้ว ดังเช่นที่เราก็ไม่ควรเชื่อตามคำอธิบายของอรรถกถาจารย์จีนยุคสมัยต่างๆ ไปเสียทั้งหมด แต่ข้าพเจ้าก็มีความเห็นว่า การกำหนดทีท่าศึกษาแนวคิดของขงจื่อไว้ชัดเจนแต่ต้นว่าจะใช้วิธีการ “สนทนา” นั้นน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมกับสภาวะปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศเจริญเติบใหญ่จนครอบงำสติสัมปชัญญะของมนุษย์ได้แทบสิ้นเชิง และการรับรู้ข้อมูลแต่ฝ่ายเดียวหรือการส่งข้อมูลแต่ฝ่ายเดียวกำลังจะกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการสื่อสารอันน่าสะพรึงกลัว ดังนั้น คัมภีร์หลุนอี่ว์ ที่อาจารย์สุวรรณาบรรจงนำเสนอในวาระนี้ จึงน่าจะสามารถอำนวยประโยชน์แก่การสร้างสรรค์สิกขาสโมสรในสังคมของเราได้มากพอสมควร อย่างน้อยก็จากการพิจารณาตัวอย่างการสนทนาระหว่างวิญญูชนด้วยกัน เพื่อตระหนักและฝึกเรียนฝึกพิจารณาปัญหาของการอยู่ร่วมกันในความแตกต่างกันอันเป็นปัญหาที่สังคมทุกระดับกำลังเผชิญอยู่ โลกปัจจุบันนี้เล็กลงเรื่อยๆ จนความแตกต่างหลากหลายทั้งทางด้านนามธรรมและรูปธรรมไม่มีพื้นที่มากพอจะหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งปะทะเสียดสีซึ่งกันและกันได้พ้น และการ “สนทนา” กันย่อมเป็นกิริยาวัตรพื้นฐานของมนุษย์ที่ทวีความสำคัญและความจำเป็นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับกาล

สังคมสยามของเราไม่มีกระแสรุ่มร้อนที่จะมาผลักดันให้สนใจขงจื่อจนผู้คนชวนกันแตกตื่นเหมือนแผ่นดินจีน “หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา” ของอาจารย์สุวรรณาเล่มนี้ จึงไม่ได้เกิดจาการตามกระแสหรือการพยายามสร้างกระแสแต่อย่างไร หากเป็นผลของงานที่สั่งสมทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และแม้จะไม่ใช่หลุนอี่ว์พากย์ไทยฉบับแรก แต่ก็เป็นฉบับที่จะกลายเป็นสดมภ์หลักสำหรับใช้ฝึกเรียนรู้วิธีการสนทนาทางปัญญาอย่างมีคัมภีรภาพ และบุกเบิกกระตุ้นให้วงวิชาการไทยศึกษาขงจื่ออย่างมีหลักวิชาได้มั่นคงยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นสดมภ์อันสถาพรอย่างมิพักต้องสงสัยเยี่ยงเดียวกับที่ในพากย์ภาษาอังกฤษยังคงต้องให้ความนับถือต่อฉบับของ James Legge ในปัจจุบันอยู่ แม้จะผ่านกาลเวลาไปแล้วเป็นร้อยปี

 

วิชา 50 เล่มเกวียน เล่ม 1 ของคุณสฤณี อาชวานันทกุล ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 สองปีต่อมา วิชา 50 เล่มเกวียน เล่ม 2 ก็ได้ฤกษ์ออกวางตลาด รอบนี้คุณสฤณียังคงสรรหาหนังสือดีมีคุณค่ามาแนะนำเช่นเคย ถ้า “ไฟไม่แรง” เท่าผู้เขียน หรือยังนึกไม่ออกว่าจะอ่านหนังสือทั้ง 50 เล่มจบเมื่อไร อ่าน วิชา 50 เล่มเกวียน ทั้งสองเล่มก็อาจจะเพียงพอ

คำนำโดยผู้เขียน

ถ้าหากศตวรรษที่ 20 เป็นยุคแห่งความสมัยใหม่แล้วไซร้ ยุค “หลังสมัยใหม่” แห่งศตวรรษที่ 21 ก็น่าจะเป็นยุคแห่งความย้อนแย้งและสับสนอลหม่าน ยุคแห่งความไม่แน่นอนที่หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยเชื่อว่าเป็นสัจธรรมหรือความดีงามกลับเผยด้านมืดหรือจุดบอด โลกทัศน์การพัฒนาดูจะล้าหลังเพราะเดินผิดจังหวะกับธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

ยุคนี้เป็นยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้โลกทั้งใบดูเล็กลง แต่ข้อมูลก็มีทั้งคุณและโทษ (ดังอธิบายอย่างสนุกสนานในหนังสือเรื่อง Information) ข้อมูลท่วมท้นในอินเทอร์เน็ตทำให้คนจำนวนมากคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าเดิม แต่นักวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งส่งเสียงเตือนว่าข้อเท็จจริงอาจเป็นตรงกันข้าม (The Shallows) นักเทคโนโลยีที่ศึกษาเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างอินเทอร์เน็ตกับการพัฒนาสังคมบางคนเตือนว่าเราไม่ควรลิงโลดกับเสรีภาพในเน็ตเร็วเกินไป เพราะขณะที่ประชาชนแลกเปลี่ยนกันในเน็ตมากขึ้น รัฐเผด็จการก็สามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการกดขี่ปราบปรามประชาชนได้เช่นกัน (The Net Delusion)

อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เน็ตก็มีคุณูปการมหาศาลที่ไม่อาจมองข้ามในแง่ของการเชื่อมโยงให้คนธรรมดาได้มาทำอะไรๆ ร่วมกันในขนาดและขอบเขตที่ไม่เคยมีมาก่อน (Here Comes Everybody) และพลังของมวลชนยุคโซเชียลมีเดียก็สร้างประโยชน์แก่ภาคธุรกิจได้ด้วยถ้าเพียงแต่ธุรกิจจะใช้ให้ถูกทาง (Groundswell) แต่พลังบนเน็ตจะผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้จริง กระตุ้นให้คนใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกันได้จริง ก็ต่อเมื่อเราไม่บังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์อย่างแข็งตัวจนบีบคั้นความคิดสร้างสรรค์ให้ฝ่อตั้งแต่ต้น และเราจะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อตระหนักว่าความก้าวหน้าในอดีตที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นผลงานของ “หัวขโมย” (The Pirate’s Dilemma) และมองเห็นประโยชน์ของวัฒนธรรมดิจิตัลอย่างเช่นเกมคอมพิวเตอร์ (Extra Lives) แทนที่จะประณามว่ามันก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากมายถ่ายเดียว

ยิ่งเทคโนโลยีมีผลต่อพฤติกรรมและซึมซาบในชีวิตประจำวันของเราเท่าไร ดูเหมือนว่าคนจำนวนมากก็ยิ่งโหยหาไขว่คว้าเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ต่อให้ไม่เคยเชื่อในจิตวิญญาณ นักเทววิทยาบางคนค้นพบความหมายใหม่ในศาสนาโบราณ (The Case for God) ขณะที่บางคนตีความคัมภีร์ศาสนาเหล่านั้นใหม่เพื่อตั้งคำถามกระชากสำนึก (The Good Man Jesus and the Scoundrel Christ) นักคิดบางคนสงสัยว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นนักคณิตศาสตร์หรือไม่ (Is God a Mathematician?) ขณะที่วิศวกรบางคนพยายามหาจุดร่วมที่ลงตัวระหว่างความเชื่อทางศาสนากับวิทยาศาสตร์ของตัวเอง (God’s Mechanics)

ไม่ว่านักวิทยาศาสตร์จะครุ่นคิดเรื่องจิตวิญญาณอย่างไร วงการของพวกเขาก็รุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง การค้นพบใหม่ๆ ในฟิสิกส์ชี้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ บัดนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม (Physics of the Impossible) อีกไม่นานเราอาจมี “สมองเทียม” ที่ฉลาดทัดเทียมกับมนุษย์ (On Intelligence) ส่วนนักพันธุศาสตร์ก็พิสูจน์ว่ายีนของเราหาได้เป็น “พิมพ์เขียว” แต่กำเนิด หากแต่ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ (The Agile Gene) แต่ท่ามกลางความรู้ใหม่อันน่าทึ่งเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เตือนว่าฟิสิกส์กำลังหลงทาง ไร้วิธีทดสอบทฤษฎีที่อยู่ในกระแสนิยม (The Trouble with Physics)

หันจากกิจกรรมของธรรมชาติสู่กิจการของคน วิกฤติการเงินอเมริกาปี 2008 ซึ่งสั่นสะเทือนทั่วโลกสืบเนื่องยาวนานจนล่วงสู่ปี 2011 ยังมอบบทเรียนให้ศึกษาค้นคว้าไม่สิ้นสุด นักวิเคราะห์บางคนส่องกล้องมองบทบาทของธนาคารกลางในวิกฤติ (In Fed We Trust) บางคนเจาะลึกถึงวิธีคิดและวิถีชีวิตของตัวละครหลากมิติในภาคการเงิน (Lecturing Birds on Flying, The Big Short, More Money than God) บางคนถอยออกมามองภาพใหญ่จากมุมสูง เพื่อชี้ให้เห็น “รอยเลื่อน” อันตรายในระบบการเงินโลก (Fault Lines) นักการเงินผู้คร่ำหวอดในวงการยาวนานหลายสิบปีบางคนออกมาย้ำเตือนว่าภาคการเงินได้เข้าสู่ยุคเสื่อม และประกาศว่าการแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าหากผู้เล่นในวงการยังไม่ตระหนักว่า “คุณค่า” ที่แท้จริงในงานของพวกเขาอยู่หนใด (Good Value, Enough.)

การถกเถียงเรื่อง “คุณค่า” ที่แท้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นนอกแวดวงการเงินเช่นกัน นักเคลื่อนไหวหลายคนชี้ให้เห็นปัญหาของการเชื่อมั่นผิดๆ ว่าระบบตลาดจะสามารถสะท้อนมูลค่าของทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะ “ราคา” หลายครั้งไม่สะท้อน “คุณค่า” ในมุมมองของมนุษย์ (The Value of Nothing) สมกับที่ยุคนี้เป็นยุคแห่งการถอดรื้อมายาคติที่ว่า ตลาดเสรีดีที่สุดเพราะมนุษย์มีเหตุมีผลเสมอ

ระหว่างที่เราเริ่มตระหนักว่าราคาหลายครั้งเดินสวนทางกับคุณค่า นักธุรกิจและนักพัฒนาสังคมหลายคนก็เริ่มเข้าใจในพลังของ “เลขศูนย์” (Zilch) อดีตที่ปรึกษาเขียนหนังสือตีแผ่ความไม่เป็นวิทยาศาสตร์ของทฤษฎีการบริหารจัดการ (The Management Myth) นักจิตวิทยาตีแผ่มายาคติที่ว่า เรามีทางเลือกยิ่งมากยิ่งดี และเสนอวิธีรับมือกับภาวะทางเลือกล้นเกิน (The Paradox of Choice, The Art of Choosing) นักคิดบางคนตีแผ่มายาคติที่ว่าประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างมีเหตุมีผล (The Myth of the Rational Voter) ขณะที่อีกหลายคนชี้ให้เห็นประโยชน์ของความไร้เหตุผล (The Upside of Irrationality) ความน่าฉงนสนเท่ห์ของศิลปะสมัยใหม่ซึ่งกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (The $12 Million Stuffed Shark)

ยุคนี้เป็นยุคที่นักข่าวเจาะผู้เก่งกาจสามารถสาธยายกรณีทุจริตขนาดใหญ่ในวงการธุรกิจได้อย่างวางไม่ลงยิ่งกว่านิยายชั้นดี (The Informant, Tangled Webs) แต่ก่อนที่เราจะหดหู่สิ้นหวังกับทุนนิยมทั้งระบบ นักคิดและนักปฏิบัติจำนวนมากก็มอบความหวังและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา ด้วยการอธิบายวิธีที่เราสามารถสร้างแรงจูงใจและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดูยากเย็น ด้วยการเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จ และประยุกต์ใช้ข้อค้นพบล่าสุดจากจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และวงการการออกแบบ (Change by Design, Linchpin, Switch, Drive)

นักคิดบางคนมองภาพกว้าง วาดหน้าตาของทุนนิยมใหม่ หลังยุคทุนอุตสาหกรรมอันล้าหลังที่จะต้องล่มสลายไปในศตวรรษนี้ เพื่อป้องกันมิให้อารยธรรมมนุษย์ล่มสลาย (The New Capitalist Manifesto) นักธุรกิจบางคนชี้ให้เห็นรูปธรรมของทุนนิยมใหม่ที่ว่านี้ (Delivering Happiness) นักเขียนบางคนทำให้เรามีความหวังเพียงด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ด้อยโอกาสที่กระทำในสิ่งเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในความหมาย (The Boy Who Harnessed the Wind) นักปรัชญาศีลธรรมบางคนใช้เรื่องเล็กๆ เป็นกลวิธีในการถ่ายทอดปรัชญาอันยิ่งใหญ่และชี้ให้เห็นคุณูปการของการใช้เหตุผลทางศีลธรรม (Justice) หนังสือบางเล่มถ่ายทอดเรื่องราวหนักๆ ได้อย่างน่าสนใจด้วยการใช้เสน่ห์ของการ์ตูน (The Photographer, Footnotes in Gaza, How to Understand Israel in 60 Days or Less, The Influencing Machine)

หนังสือบางเล่มถ่ายทอดความสำคัญของตัวเลขในประวัติศาสตร์ (The Code Book) บางเล่มทำให้เราเข้าใจปัญญาของคนที่ถูกสังคมรังเกียจอย่างโสเภณี (The Wisdom of Whores) ความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะกับชีวิต (The Story of Art) แรงบันดาลใจในชีวิตธรรมดา (Life is What You Make It) และบางเล่มก็ทำให้เราเพลิดเพลินไปกับเรื่องจริงที่เหลือเชื่อกว่านิยาย (The Devil and Sherlock Holmes, The New Kings of Nonfiction)

เรารับรู้แง่มุมอันสลับซับซ้อนของโลก และเรื่องราวอันยอกย้อนทั้งหมดนี้ได้ ก็เพราะเราอ่านหนังสือ

และด้วยเหตุนี้ หนังสือ – ไม่ว่าเราจะเสพมันจากกระดาษ หน้าจอ หรือเครื่องมืออื่นใดในอนาคต – จะดำรงอยู่ตลอดชั่วกาลนาน

ท้ายนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณบุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ผู้เปิดพื้นที่ให้กับคอลัมน์ "Dog-Ear" ในเซคชั่น D-Life ทุกสองสัปดาห์ จนก่อเกิดเป็นหนังสือเล่มนี้ซึ่งรวบรวมห้าสิบตอนแรกที่ตีพิมพ์ระหว่างเดือนมิถุนายน 2552 ถึงเดือนกรกฎาคม 2554 คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และสมาชิกสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ทุกท่าน หากเนื้อหายังมีที่ผิดพลาดประการใด ย่อมเป็นความผิดของผู้เขียนเพียงลำพัง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่าน

 

ไม่ว่าจะในยุคใดสมัยใด การเมืองไทยก็ดูเหมือนจะไม่มีวัน “นิ่ง” สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊กส์ยังคงติดตามความเป็นไปของการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด และขอนำเสนอหนังสือสามเล่มสำหรับคอการเมืองทุกสีทุกฝ่าย เริ่มจาก คำถามที่ “ยิ่งลักษณ์” ไม่กล้าตอบ โดยยอดฝีมือนักข่าวสืบสวนสอบสวนของประเทศไทย คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์

พี่น้องเสื้อแดงบางท่านเห็นหนังสือแล้วอาจจะขัดใจ แต่นี่คือผลงานที่มีข้อมูลเป็นพื้นฐาน และวิเคราะห์เจาะลึกแบบมืออาชีพที่ซื่อตรงต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

คำนำสำนักพิมพ์

ไม่ว่าจะเป็นฝีมือ ความสามารถ หรือความซื่อตรงต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ จัดว่าเป็น ‘ของจริง’ ในวงการข่าว ผลงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนของเขา ทำให้คนไทยได้มองเห็นพลังด้านบวกที่เป็นคุณแก่บ้านเมืองของสื่อโดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์

ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจที่เขาเป็นบรรณาธิการบริหารอยู่ เปิดโปงขุดคุ้ยการซุกหุ้นไว้กับคนใช้และคนขับรถอย่างกัดไม่ปล่อย

ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2543 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติว่า พ.ต.ท.ทักษิณแจ้งทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ต้องถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองนาน 5 ปี

ข่าว ‘คนใช้ซุกหุ้นหมื่นล้าน พิสดารแจ้งเท็จป.ป.ช.’ ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจกลายเป็นกรณีศึกษาหนึ่งของการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนของวงการสื่อไทย และได้รับรางวัลอิศราฯ ประเภทข่าวยอดเยี่ยมประจำปี 2543 นอกจากนั้น นิตยสารบิสสิเนสวีกยังจัดอันดับให้เขาเป็น ‘สตาร์ ออฟเอเชีย’ ประจำ ป  2001 และนิตยสารฟาร์อีสเทริน์ อิโคโนมิกรีวิว ยกย่องให้เป็น ‘ผู้เป่านกหวีด’ เนื่องจากทำ ข่าวเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นจนส่งผลสะเทือนอย่างมาก

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กลายเป็นชื่อที่พ.ต.ท.ทักษิณจำได้แม่น

กระทั่งในวันที่ 6 มกราคม 2544 พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีชนักติดหลัง คือ คดีซุกหุ้นที่รอการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 295 ในปีเดียวกัน สร้างกระแสให้กับคำว่า ‘บกพร่องโดยสุจริต’ เลื่องลือไปทั่ว

สิบปีต่อมา พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ในนามของนารีขี่ม้าขาว ประสงค์จรดปากกาถามผู้เป็นน้องสาวถึงกรณีให้การเท็จในคดีซุกหุ้นภาค 2 ของพี่ชาย ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุไว้ในคำพิพากษาว่า คำให้การของยิ่งลักษณ์นั้น ‘ฟังไม่ขึ้น’ และกรณีการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นของเอสซี แอสเสทที่ยิ่งลักษณ์เคยเป็นซีอีโออยู่ ภายใต้ชื่อบทความ‘คำถามที่ยิ่งลักษณ์ (ยัง) ไม่กล้าตอบ’

วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เวลา 22.00 น. หลังทราบผลการเลือกตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์สถานีไทยพีบีเอสยืนยันว่าจะไม่เห็นแก่ประโยชน์ของครอบครัวและตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวยํ้าอยู่ตลอดเวลาว่าจะไม่ทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จะทำเพื่อประชาชน

ทั้งการประกาศและการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ถือเป็นสัญญาประชาคมของนายกรัฐมนตรีและนางสาวยิ่งลักษณ์ต้องตอบคำถามหลายข้อในหนังสือเล่มนี้

และนี่คือที่มาของหนังสือคำถามที่ยิ่งลักษณ์ไม่กล้าตอ

 

สองเล่มต่อมาคือผลงานของคุณ “ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์ที่คอการเมืองพันธุ์แท้ต้องรู้จัก

ตีแมลงสาบ และ 2 แพร่ง 112 คือผลงานลำดับที่สองและสามต่อจาก หมาเห่า ที่ออกมาส่งเสียงเจี้ยวจ้าวให้ใครบางคนหนวกหูเล่นเมื่อเดือนมีนาคม 2554

ลีลากวนบาทาของคุณใบตองแห้งยังคงสะเด็ดสะเด่าถูกใจคอการเมืองเช่นเดิม มิพักต้องเอ่ยถึงข้อมูลอันหนักแน่นและจุดยืนที่ยังคงมั่นคงไม่แปรเปลี่ยน

ภารกิจราดน้ำเกลือ

ตอนที่สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊กส์บอกจะตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า “ใบตองแห้ง...ตีแมลงสาบ” ผมรู้สึกว่ามันเว่อร์ไปนิด แต่มาคิดทบทวนดู ชื่อนี้ก็สะท้อนข้อเขียนของผม ในส่วนที่เป็นทั้งจุดเด่นจุดด้อย นั่นคือผมไม่ได้เขียนบทความเชิงวิชาการ แต่เขียนประชดประเทียด เสียดแทง เน้นสีสันฉูดฉาด ราดแผลด้วยพริก ทำให้คนอ่านสะใจ

ข้อเขียนของผมมีที่มาจากวิกฤติขัดแย้ง 6 ปีเต็ม ซึ่งผมยืนอยู่ข้างนักคิด นักวิชาการ เสียงข้างน้อย ที่มีความคิดเห็นต่างจากแมลงสาบ พันธมิตร และสื่อกระแสหลัก แม้เคยคัดค้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลทักษิณมาก่อน แต่พอไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารตุลาการภิวัฒน์ ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน เราก็ถูกก่นด่าประณามเป็นพวกคนเลว รับจ้าง รับเงิน เป็นเครื่องมือทักษิณ ฯลฯ

ผมโกรธที่พวกเขาให้ร้ายป้ายสีนักวิชาการผู้ยึดมั่นในหลัก ไม่คล้อยตามกระแส อย่าง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อ.เกษียร เตชะพีระ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ฯลฯ ซึ่งด้วยจรรยานักวิชาการ ความมีขันติ อุเบกขา ทำให้นักวิชาการเหล่านี้ไม่อยู่ในสถานะที่จะแลกหมัด แต่ผมไม่จำเป็นต้องอดทนอดกลั้นอย่างนั้น ผมจึงตอบโต้แบบเกลือจิ้มเกลือ รวมทั้งราดน้ำเกลือเมื่อพวกเขาพ่ายแพ้ ด้วยสำนวนภาษาเยาะเย้ยถากถาง แต่ไม่ใช่บิดเบือน ให้ร้าย เพราะผมจับวิธีคิด ทัศนะ ที่ไร้ตรรกะของพวกเขานั่นแหละ มาหยามหยัน

งานเขียนแบบนี้อาจทำให้ผู้ถูกพาดพิงบางรายรู้สึก “ไม่ได้รับความเป็นธรรม” แต่ผมไม่ใคร่สนใจนัก เพราะพวกเขาไม่ให้ความเป็นธรรมคนอื่นตลอดมา ฉะนั้นก็ควรโดนเสียบ้าง จะเรียกร้องให้คนอื่นมานั่งพับเพียบวิจารณ์ได้อย่างไร

อย่างน้อย ผมก็ยังพยายามให้ผู้อ่านมองสองด้าน ด้วยคำชมผสมแดกดันว่าคนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเป็น “คนดี” (ฮา)

ข้อเขียนบางชิ้น ยอมรับว่าผมเจตนา satire หรือเขียนให้มันเว่อร์บ้าง เช่น “3 ก.ค.วันปลดแอก เราจะเลือกคนเลว” หรือเช่น “อุดมการณ์สื่อ SAGA จัดระเบียบเชิงอุดมการณ์” ซึ่งหลายคนในวงการสื่อไม่พอใจ แต่ผมไม่ได้เขียนตำราวารสารฯ ผมแค่เขียนแบบเย้ยๆ ในฐานะผู้ถูก “จัดระเบียบ” มาก่อน ว่าอย่าไปเรียกหาเลย “อิสรภาพแห่งความคิด”

อย่างไรก็ตาม งานเขียนของผมหากมีคุณูปการอยู่บ้าง ก็ขอคารวะแด่ “ป๋า” เปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ ผู้ให้โอกาสแสดงความเห็นต่างอยู่หลายปี เพราะไม่มีไทยโพสต์ก็ไม่มีใบตองแห้ง ผมไม่ใช่คนที่มีความคิดเห็นโดดเด่นอะไร เป็นแค่คนเดือนตุลาชั้นปลายแถว มีคนเก่งกาจปราดเปรื่องกว่าผมมากมาย แต่ผมบังเอิญมาอยู่ในจุดที่ขับเน้น อยู่กลางวงผู้มีความเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในด้านกลับก็เป็นภูมิคุ้มกันว่าผมแสดงความคิดเห็นอย่างบริสุทธิ์

อันที่จริง ผมไม่ใช่คนที่ชอบสู้รบปรบมือกับใคร นิสัยส่วนตัวเป็นคนรักสบาย ไม่เอาจริงเอาจังอะไรนักหรอก สมมติผมเป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว ต่อให้ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ผมก็คงไม่ไปม็อบกับใคร แต่บังเอิญ ผมต้องเขียนคอลัมน์  ต้องแสดงความเห็นรายวัน จะให้พูดตรงข้ามกับที่ตัวเองคิด จะให้ฝืนหลักการที่ยึดถือ ก็ทำไม่ได้ ผมจึงบอกว่าถ้ามีรัฐประหารผมออกไปขายก๋วยเตี๋ยวดีกว่า แล้วพอมีรัฐประหารจริง ผมก็ลงภาพชามก๋วยเตี๋ยวในคอลัมน์ จากนั้นมา ผมก็ตกกระไดพลอยโจน

จะบอกว่าผมเป็นผลผลิตแห่งความวิปริตผิดเพี้ยนของวิกฤติครั้งนี้ ก็ย่อมได้

 

2 แพร่ง 112 

ถ้ามองย้อนไปสู่จุดแยก ระหว่างพันธมิตรฯ กับนักคิดนักวิชาการเสียงข้างน้อย ในเรื่องนายกพระราชทาน “ม.7” เมื่อกลางปี 2549 ก็ไม่น่าแปลกใจที่ฝ่ายหนึ่งพัฒนาไปเป็นขนมเส้นหลากสีสัน อีกฝ่ายหนึ่งก้าวมาสู่การเรียกร้องให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งที่จุดเริ่มต้นก็ต่อต้านอำนาจนิยมของ “ระบอบทักษิณ” มาด้วยกัน

ในฐานะคนรุ่น 6 ตุลา แม้ผมคัดค้านรัฐบาลอำนาจนิยม แต่ตอนนั้นก็ไม่เห็นพ้องกับม็อบสวนลุมของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มุ่งโจมตีทักษิณโดยอ้างอิงสถาบันสูงสุด

ครั้นทักษิณขายหุ้นชินคอร์ป แม้ผมไม่เห็นด้วยกับการปลุกอุดมการณ์ชาตินิยมต้าน “สิงคโปร์โตก” แต่ก็ยังยินดีที่เห็นการก่อตั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนเข้าไปเป็นแกนนำ ช่วงนั้นผมเคยฝันเห็นความเติบโตของขบวนการประชาชน กระทั่งเห็นหน้าพี่พิภพ ธงไชย, สุริยะใส กตะศิลา กลายเป็นลูลา ดา ซิลวา, เอโว โมราเลส หรือเฟอร์นานโด ลูโก เสียด้วยซ้ำ

ที่ไหนได้ พันธมิตรกลับเลี้ยวขวาไปหา ม.7 พอไม่สำเร็จก็เกิดรัฐประหารตามบัตรเชิญ แม้แกนนำจะเถียงคอเป็นเอ็นจนทุกวันนี้ว่าไม่ได้สนับสนุนรัฐประหาร แต่มวลชนของพวกเขาเองยังไม่เชื่อเลย

ทำไมผมไม่เอารัฐประหาร ทำไมผมไม่เอานายกพระราชทาน ไม่ใช่ว่าต่อต้านตะพึดตะพือ ความจริงผมก็เหมือนกับคนกรุงคนชั้นกลางทั้งหลายที่เรียกร้องนายกฯ เลือกตั้ง แล้วไชโยโห่ร้องเมื่อได้นายกฯ อานันท์ (ที่เข้าใจกันว่าเป็นนายกพระราชทาน แต่ในหลวงตรัสว่าไม่ใช่)

สถานการณ์มันต่างกัน เมื่อเกิดความแตกแยก 2 ฝ่าย ความแตกแยกนั้นขยายไปสู่ประชาชนและยังไม่สามารถยุติโดยง่าย เราไปดึงสถาบันสูงสุดซึ่งควรเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งประเทศ ลงมาเกี่ยวข้องหรือตัดสินไม่ได้ เพราะจะทำให้สถาบันลงมาอยู่ในความขัดแย้ง

หลังจากสถานการณ์บานปลาย หลายฝ่ายดูเหมือนเริ่มเข้าใจว่า “อย่าดึงฟ้าลงต่ำ” แต่สิ่งที่ทำกันก็คือ พยายามหมุนเข็มนาฬิกากลับไปสู่จุดเดิม โดยไม่นำบทเรียนที่สรุปได้มาแก้ไขปรับปรุง

บทเรียนที่เราควรจะเก็บรับคือ นอกจากไม่ดึงสถาบันลงมาอยู่ในความขัดแย้งแล้ว ยังต้องไม่นำเอาความเคารพรักเทิดทูนที่คนไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือปลุกความเกลียดชัง กระทั่งก่อความรุนแรง ทำรัฐประหาร หรือเข่นฆ่ากันกลางเมือง

จาก 6 ตุลาคม 2519 ถึงพฤษภาคม 2553 ผ่านมา 34 ปี ทำไมไม่เคยมีการสรุปบทเรียน ถ้ามีใครตั้งข้อกล่าวหาว่าใครคิดไม่ดีไม่ซื่อต่อสถาบันเมื่อไหร่ ก็จะทำให้คนจำนวนมากสูญเสียความยับยั้งชั่งใจ พลุ่งพล่านไปด้วยโทสะโมหะ พร้อมจะใช้ความอำมหิตโหดเหี้ยมกับฝ่ายตรงข้าม ราวกับคนไทยเป็นหุ่นยนต์ฝังชิพ ปกติเป็นสยามเมืองยิ้ม แต่ถูกสะกิดเรื่องนี้เมื่อไหร่ ก็พร้อมจะแสยะ คว้าเก้าอี้ฟาดศพได้อย่างไม่เหลือความเป็นพุทธศาสนิกชน

นั่นทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนให้พสกนิกรอยู่ในหลักธรรมของศาสนา มีเมตตากรุณา มีหิริโอตตัปปะ มีสติยั้งคิด มีความอดทนอดกลั้น ใช้ปัญญาไตร่ตรอง รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งก็หมายถึงไม่สุดขั้วสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง

แต่มันเกิดอะไรขึ้นกับการอบรมบ่มสอนให้ “รักในหลวง” ที่กลับเป็นเหมือนปลูกฝังความคิดสุดขั้ว ทำไมการอบรมบ่มสอนให้ “ทำดีเพื่อในหลวง” กลับทำให้เกิดอารมณ์ที่พร้อมจะฆ่าคนโดยคิดเอาเองว่าทำเพื่อในหลวง

สังคมไทยต้องทบทวนทัศนะเหล่านี้ ที่กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ ในการปิดปากผู้มีความคิดเห็นแตกต่าง เราจึงจำเป็นต้องแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งไม่ใช่แก้ไขให้ใครมาลบหลู่สถาบัน แต่เพื่อให้ความเคารพรักเทิดทูนอยู่ในลู่ของสติและเหตุผล ไม่ถูกนำไปจุดชนวนความรุนแรงอีก ยุติการอ้างสถาบันมาปิดกั้นประชาธิปไตย อันอาจทำให้เกิดแรงปะทะ แทนที่จะปรับเปลี่ยนอย่างสันติ ไปสู่จุดสมดุลของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ"

 

และสุดท้ายคือรวมบทความว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งประกอบด้วย ความ(ไม่)รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมเศรษฐกิจพอเพี้ยง และ เศรษฐสวดอนุบาล

แฟนๆ ของอาจารย์นิธิไม่ควรพลาด

คำนำสำนักพิมพ์

เมื่อสำนักพิมพ์ openbooks แจ้งให้ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ทราบว่าพวกเราอยากนำบทความเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจไทยของอาจารย์มารวมพิมพ์เป็นเล่ม อาจารย์ตอบกลับมาว่ามีข้อหนักใจอยู่อย่างหนึ่งในส่วนของ ‘เศรษฐศาสตร์’ หากไม่มีคำว่า ‘เศรษฐศาสตร์’ ในชื่อหนังสือได้ก็จะดี เพราะอายนักเศรษฐศาสตร์เขา

หากอ่านบทความในเล่ม จะสังเกตเห็นได้ว่าอาจารย์นิธิมักกล่าวเสมอว่าเป็นผู้ไม่รู้ทางเศรษฐศาสตร์ หรือมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ระดับอนุบาลเท่านั้น บางครั้ง ยามตั้งคำถามกับนักเศรษฐศาสตร์ อาจารย์ถึงกับออกตัวว่าชอบถามคำถามโง่ๆ หรือถามตัวเองเสมอว่านี่กูจะบ้าหรือเปล่า ซึ่งใครที่พอรู้จักตัวตนของอาจารย์นิธิอยู่บ้าง ก็คงไม่แปลกใจกับความถ่อมตัวทางวิชาการของอาจารย์

การที่ไม่ได้ถูกฝึกฝนเล่าเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงกลับเป็นจุดเด่นของงานเขียนชุด ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์ อ่านเศรษฐกิจไทย’ เพราะทำให้อาจารย์สามารถมองเห็นอะไรต่อมิอะไรมากมายที่นักเศรษฐศาสตร์มองไม่ชัด มองไม่เห็น หรือไม่คิดจะมอง

นักเศรษฐศาสตร์คงอ่านหนังสือชุดนี้ด้วยความรู้สึกแตกต่างกัน บางคนคงรู้สึกโดนปลุกให้ตื่น บ้างคงตื่นเต้นเพลิดเพลิน แต่จำนวนไม่น้อยคงหงุดหงิดตะขิดตะขวงใจ เพราะหลายเรื่องที่อาจารย์นิธิเขียน เป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่อยากฟัง เพราะตีตรงแสกหน้ากลางหัวใจของนักเศรษฐศาสตร์ หรือไปรุกล้ำพื้นที่หวงห้ามอันแสนภาคภูมิใจของเหล่านักเศรษฐศาสตร์เข้าให้

ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับอาจารย์หรือไม่ หรือแค่ไหน นี่เป็นโอกาสดีที่นักเศรษฐศาสตร์และนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้มีหัวใจเปิดกว้างจักได้คิดทบทวนตัวเอง เชื่อมร้อยเศรษฐศาสตร์เข้ากับศาสตร์อื่นๆ และร่วมถกเถียงทางปัญญาเกี่ยวกับข้อสังเกตและข้อเสนออันท้าทายหลายเรื่อง ซึ่งอาจารย์ได้เปิดประเด็นไว้ในหนังสือชุดนี้

หนังสือชุด ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์ อ่านเศรษฐกิจไทย’ ในวาระนี้แบ่งออกเป็น 3 เล่ม ซึ่งคัดสรรมาจากคอลัมน์ใน มติชนรายวัน และ มติชนสุดสัปดาห์ ระหว่างช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่

(1) ความ(ไม่)รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ว่าด้วยบทวิพากษ์และคำถามต่อเศรษฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ อาจารย์นิธิพยายามนำเสนอคำอธิบายของศัพท์เศรษฐศาสตร์หลายคำ เช่น ทุน ตลาด จริยธรรม ความเชื่อมั่น ความเสมอภาค ฯลฯ ในแนวทางที่พ้นไปจากกรอบความคิดกระแสหลักของเศรษฐศาสตร์ รวมถึงพยายามอธิบายปรากฏการณ์และสถานการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตการณ์น้ำมัน ปัญหาค่าเงินบาท ปัญหาในภาคแรงงาน นโยบายประชานิยมต่างๆ และกรณีมาบตาพุด เป็นต้น

(2) วัฒนธรรมเศรษฐกิจพอเพี้ยง

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ว่าด้วยบทสังเกตและบทวิพากษ์ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ในฐานะทางออกของสังคมเศรษฐกิจไทย รวมถึงการศึกษาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญอย่างแนวทางการพัฒนา ความยากจนและคนจน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(3) เศรษฐสวดอนุบาล

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ร่วมสมัยด้านเศรษฐกิจในสังคมผ่านแว่นตาแบบเศรษฐศาสตร์อนุบาล ผสมผสานเข้ากับมิติด้านอื่นๆ ทั้งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ไล่ตั้งแต่บทวิเคราะห์ว่าด้วย เศรษฐี หมอกับคนไข้ ผู้บริโภค เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญา หวย หนี้ ที่ดิน จนถึง Occupy Wall Street  ปัญหาวิกฤตน้ำท่วม แอปเปิ้ลและสตีฟ จ็อบส์

แม้บทความหลายชิ้นในหนังสือชุดนี้จะมีอายุเก่าแก่ ย้อนกลับไปจนถึงช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และผ่านรัฐบาลมาแล้วเกือบสิบรัฐบาล (บางบทความในเล่ม 2 เคยได้รับการตีพิมพ์ในหนังสืออื่นมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ถูกนำมารวมไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งเพื่อความสมบูรณ์ของเรื่อง) แต่ทางสำนักพิมพ์ openbooks ยังเห็นว่างานเขียนชุดนี้ยังคงทันสมัยและมีพลังในการอธิบายสังคมเศรษฐกิจไทยร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี กล่าวได้ว่า แม้ท่านผู้อ่านจะเปลี่ยนชื่อของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล แต่สภาพการณ์ที่ถูกเล่าไว้ในบทความส่วนใหญ่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย

นั่นแสดงว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในด้านต่างๆ ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะยกระดับเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับความเป็นธรรม และเป็นเศรษฐกิจที่มีความหมายต่อผู้คนในระดับเศรษฐกิจอย่างถ้วนทั่ว   

บนเส้นทางสู่เศรษฐกิจในฝันดังกล่าว นี่คือหนังสือที่เราอยากเชิญชวนให้นักเศรษฐศาสตร์ นักเรียนเศรษฐศาสตร์ และผู้สนใจเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจทุกคนหยิบมาอ่านระหว่างทางอย่างยิ่ง