คำนำ โอเพ่น ดราก้อน 1

ผมไปเมืองจีนครั้งแรกเมื่อต้นปี 1997 อยู่ปักกิ่งได้สองวัน เติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำสูงสุดของจีนก็ถึงแก่อสัญกรรม สุดสัปดาห์นั้นผมนั่งรถเมล์จากโรงเรียนมาต่อรถไฟใต้ดิน เสียเงินค่าตั๋วสองหยวนหรือประมาณ 6 บาท (สมัยนั้นหนึ่งหยวนตกประมาณ 3 บาท) ก็สามารถเดินทางจากเขตรอบนอกทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง อันเป็นย่านมหาวิทยาลัย เข้าสู่ใจกลางมหานครของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้ภายในเวลาไม่นานนัก นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมสัมผัสจัตุรัสเทียนอันเหมิน อันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทุกทั่วสารทิศ ตั้งแต่คนจีนโพ้นทะเล คนจีนจากต่างจังหวัด นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมทั้งคนคนจีนในปักกิ่งเอง ที่พากันมาเดินเล่นชมอาคารสถานที่ที่ตั้งอยู่รายรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชวังต้องห้าม ซึ่งวางตัวโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ทางด้านทิศเหนือของจัตุรัสแห่งนี้ เทียนอันเหมินสร้างขึ้นในสมัยประธานเหมา ผ่านร้อนผ่านหนาวกับเหตุการณ์ทางการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่ยุคก่อร่างสร้างประเทศภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมซึ่งทำลายล้างสิ่งดีงามจำนวนมากและสร้างบาดแผลร้าวลึกในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ ไปจนถึงพิธีไว้อาลัยการจากไปของเหมาเอง ทศวรรษก่อนหน้า คือในช่วงปี 1989 นักศึกษาและประชาชนจีนซึ่งชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในบริเวณจัตุรัสแห่งนี้ถูกกวาดล้างอย่างเหี้ยมโหดจนกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก แม้จะเป็นข้อถกเถียงจนถึงปัจจุบัน แต่เหตุการณ์นี้หาได้หยุดยั้งพัฒนาการทางเศรษฐกิจไม่ จีนในช่วงเวลานั้นเริ่มเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากทุกสารทิศ ถนนทุกสายนอกจากจะมุ่งสู่เซี่ยงไฮ้เมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของจีนแล้ว บางสายยังทอดยาวขึ้นสู่ปักกิ่ง ร้านฟาสต์ฟูดขนาดใหญ่ทั้งเคเอฟซี แมคโดนัลด์ส ต่างดาหน้ากันเข้าไปปักหลักเลือกทำเลทองเพื่อรองรับกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นของคนเมือง เครื่องดื่มอย่างเป๊ปซี่และโคคาโคล่า แข่งขันกันทำการตลาดอย่างเอาจริงเอาจัง ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของปักกิ่งในย่านถนนหวังฝูจิ่ง ตกแต่งหรูหราไม่แพ้ห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ สูทแบรนด์เนมชื่อดังราคาหลายหมื่น มีให้เลือกซื้อเช่นเดียวกับน้ำหอมและเครื่องสำอางราคาแพง ถ้าไม่เดินเลี้ยวกลับเข้าไปในซอกซอยเล็กๆ ของปักกิ่ง ซึ่งผู้คนยังคงอยู่อาศัยในบ้านเรือนแบบเก่า หรือออกไปท่องเที่ยวในย่านชานเมือง ก็ยากจะเชื่อว่า เรากำลังอยู่ในโลกสังคมนิยมที่เคยเป็นเสาหลักเคียงข้าง อีกทั้งเคยต่อสู้ทางความคิดกับสหภาพโซเวียตมาอย่างไม่ลดราวาศอก มิต้องพูดถึงว่า นี่คือประเทศที่อเมริกาเคยวาดภาพให้เป็นปีศาจคอมมิวนิสต์อันน่าหวาดกลัว จนแม้ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เอง กว่าจะเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนได้ ก็ต้องใช้กุศโลบายทางการทูตหลายรูปแบบ จนทำให้ปิงปองพัฒนาจากกีฬากลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปได้ ด้วยนโยบายอันชาญฉลาดของเติ้งเสี่ยวผิง รวมถึงผู้นำจีนรุ่นต่อมาทั้งเจียงเจ๋อหมินและหูจิ่นเทา ทำให้จีนสามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศมาได้ตั้งแต่ปี 1997 แม้ประเทศในเอเชียจะต้องประสบกับภาวะวิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วงปีดังกล่าว จนส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก จีนก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ อีกทั้งเศรษฐกิจยังทวีความร้อนแรงขึ้นจนในปีนี้รัฐบาลเองต้องเป็นฝ่ายออกมาตรการให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่ดังที่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชียได้เคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว ปัจจุบันนอกจากจีนจะถูกรัฐบาลอเมริกากดดันอย่างหนักให้ปรับค่าเงินหยวน เนื่องจากอเมริกาเห็นว่า การผูกติดค่าเงินหยวนไว้อย่างเหนียวแน่นกับเงินดอลลาร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ แล้วความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลพวงจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของจีน (รวมทั้งอินเดียก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยฉุดให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น) การขยับตัวของจีนในวันนี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะเอเชียเท่านั้น แต่จีนได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ทั้งอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่สามารถก้าวพ้นจากภาวะชะงักงันและสามารถสร้างนโยบายใหม่ในการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยรวมของตนได้ ต้นทุนการผลิตที่ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ กำลังซื้อมหาศาลของผู้คนกว่าหนึ่งพันสามร้อยล้านคน ทรัพยากรธรรมชาติอันหลากหลาย อีกทั้งรากฐานวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ ขับเคลื่อนจีนให้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลกอย่างยากที่ใครจะปฏิเสธ ในประเทศไทยยุคก่อนเคยมีสำนวนว่า เจ๊กตื่นไฟ เป็นทำนองดูถูกคนจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาตั้งหลักปักฐานในไทยตั้งแต่สมัยปลายธนบุรี ต้นรัตนโกสินทร์ (เรื่อยมาจนถึงยุคสงครามกลางเมืองในประเทศจีน ก่อนที่เหมาจะนำพรรคคอมมิวนิสต์บุกเข้ายึดกรุงปักกิ่ง) แต่ทุกวันนี้คนจีนโพ้นทะเลสามารถกลมกลืนเข้าเป็นเนื้อเดียวกับคนไทยจนมีสำนวนว่า เจ๊กน้ำพริก อีกทั้งคนจีนที่ได้กลายเป็นคนไทยไปเต็มตัวแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้สั่งสมความมั่งคั่งจนสามารถกุมเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศไว้ภายใต้อาณาจักรธุรกิจที่หลากหลาย กำลังตกอยู่ในอาการตื่นตัวจีนไม่ต่างจากอเมริกาตื่นทอง ถ้าเจ๊กเคยตื่นไฟ ยุคนี้น่าจะเรียกได้ว่า คนไทยตื่นจีน เห็นจะพอได้ ปรากฏการณ์ตื่นจีนส่งผลให้มีโรงเรียนสอนภาษาจีนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เศรษฐีไทยส่งลูกหลานที่จบเอ็มบีเอจากอเมริกา ไปหาประสบการณ์เรียนภาษาในเมืองจีนกันคนละปีสองปีก่อนจะกลับมาตั้งหลักสืบสานธุรกิจ กระทั่งโรงเรียนนานาชาติที่ทำการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ก็ยังต้องเพิ่มหลักสูตรภาษาจีนเสริมเข้าไปอีกหนึ่งภาษาตามความต้องการของผู้ปกครอง และกระแสตื่นจีนที่โฉ่งฉ่างไปทั้งประเทศ สุนทรภู่เคยเขียนไว้ในนิราศเมืองแกลงว่า ดูเรือแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ พวกเจ๊กกินโต๊ะเสียงโหลเหล มาวันนี้กลับกลายเป็นว่า คนไทยเสียเองที่ส่งเสียงโหลเหลและคุยเฟื่องเรื่องโอกาสทองในจีน ประหนึ่งว่ามีทองกองอยู่บนถนนทุกหนทุกแห่ง นอกจากภาษาจีนกลางซึ่งเราเพิ่งเริ่มต้นหัดเรียนกันใหม่แล้ว ความรู้เกี่ยวกับจีนศึกษาในบ้านเราจัดว่าน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับการมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาร่วมกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ทำการกดจีนและหันไปเชิดชูญี่ปุ่น ก่อนที่ในยุคสฤษดิ์เราจะหันหน้าไปพึ่งพาอเมริกาอย่างเต็มตัว ความต่อเนื่องทางการศึกษาเรื่องจีนจึงขาดช่วงลงไปอย่างน่าเสียดาย ทุกวันนี้ท่ามกลางความตื่นจีนแต่เรากลับมีความรู้เกี่ยวกับจีนอย่างตื้นเขิน เรารู้เพียงว่า จีนมีประชากรหนึ่งพันสามร้อยล้านคน มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละเก้า แต่มีน้อยคนเต็มทีที่จะรู้ลึกลงไปในความเป็นจีน ในทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ตลอดจนถึงในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อันเป็นรากฐานที่แท้ของแต่ละประเทศ ซึ่งความรู้เหล่านี้ต่างหากที่มีความสำคัญต่อการดำเนินกิจการงานร่วมกัน ตั้งแต่ธุรกิจไปจนถึงเศรษฐกิจการเมือง หนังสือเล่มนี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อพยายามปะติดปะต่อองค์ความรู้เหล่านี้ที่มีอยู่อย่างขาดวิ่น ให้ค่อยๆ ถักทอเป็นเนื้อเดียวกัน แม้ด้วยศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่จะทำให้เราต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัด และคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะจักสานผืนผ้าแห่งความรู้เรื่องจีนให้เป็นที่เข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง แต่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ถ้าไม่มีก้าวแรกไฉนเลยจะมีก้าวต่อไป เช่นเดียวกับที่ปรมาจารย์เหลาจื่อเคยกล่าวไว้เมื่อกว่าสองพันปีก่อน ทำให้เราไม่เร่งร้อน แต่จะพยายามพัฒนาคุณภาพของเนื้อหาในหนังสือไปตามวันเวลาที่ผ่านพ้นและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ในนามสำนักพิมพ์ ผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ช่วยสละเวลา ข้อเขียน (ดังรายนามที่ปรากฏอยู่ในเล่ม) และความคิดเห็นต่างๆ จนสามารถก่อให้เกิดหนังสือเป็นรูปเป็นร่างดังที่ท่านได้ถืออยู่ในขณะนี้ ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะพาท่านผู้อ่านโลดแล่นไปในปริมณฑลแห่งความรู้ต่างๆ ของจีนและเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีกฟากตะวันออก อันเป็นอู่อารยธรรมอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลกอย่างเพลิดเพลินตามสมควร
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ตุลาคม 2547