ใช่, เราขับรถครับ!
ใครๆก็ขับรถ รถยนต์ไม่ใช่แค่ปัจจัยที่ 5 แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในชีวิตของมนุษย์เมือง มันไม่ใช่แค่พาหนะพาเราจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่มันกลายเป็น ‘ภาพตัวแทน’ ไลฟ์สไตล์ของเรา ตัวตนของเรา และมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้อื่นที่มีต่อเรา พูดให้ถึงที่สุด รถยนต์จึงมีอำนาจต่อการอยู่รอดและสถานภาพของเราด้วย การเลือกรถยนต์มาใช้สักคัน จึงไม่ใช่แค่เพื่อการเดินทางอีกต่อไปแล้ว แต่มันหมายถึงว่า คุณอยาก ‘ฉาย’ ภาพของตัวเองออกไปให้คนอื่นรับรู้ว่าคุณเป็นอย่างไรด้วย ไม่ว่ารถจะติดสาหัสแค่ไหน น้ำมันกำลังจะหมดโลกอย่างไร มลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้นมหาศาลเพียงใด เราก็ยังเลือกซื้อรถ ขับรถ และใช้ให้รถเป็นตัวแทนบางอย่างของเรา
พูดง่ายๆ เรากำลังอาศัยอยู่ในโลกแห่งวัฒนธรรมรถยนต์นั่นเอง!
ยุคแห่งรถยนต์
รถยนต์ก็คือฝันที่เป็นจริงในการคิดสร้าง ‘รถม้าที่ไม่มีม้า’ ของมนุษย์นั่นเอง รถยนต์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเปลี่ยนศตวรรษที่แล้ว แต่ไม่ได้เกิดขึ้นมาแล้วก็ใช้การได้ทันที รถยนต์ต้องรอเวลาอีกระยะหนึ่ง กว่าจะกลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อชีวิตคน เพราะต้องรอให้เกิดเครือข่ายของถนนและมีการสร้างสาธารณูปโภคที่เกี่ยวกับรถยนต์ขึ้นมาเสียก่อน
ไม่มีที่แห่งไหนบนโลกที่ผู้คนกระตือรือร้นจะใช้รถยนต์มากเท่าอเมริกา รถยนต์กลายเป็นพาหนะหลักของการขนส่ง และมีส่วนสำคัญในการก่อร่างสร้างวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการขนส่ง แล้วที่สุดก็กลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมอื่นๆในวิถีชีวิตของมนุษย์ ถนน ไฮเวย์ ลานจอดรถ หรือย่านชานเมืองที่เป็นแหล่งพักอาศัย ล้วนแต่เป็นกุญแจหลักสำคัญของวัฒนธรรมรถยนต์ อเมริกาสร้างเครือข่ายของถนนเชื่อมระหว่างศูนย์กลางของเมืองและย่านชานเมือง สร้างลานจอดรถในเมือง สร้างไฮเวย์ขึ้นเชื่อมระหว่างเมือง และกระตุ้นเร้าให้ผู้คนใช้รถยนต์กันอย่างเสรี ที่สุด รถยนต์ก็กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี
ที่จริง จุดเริ่มต้นของรถยนต์และเครือข่ายถนนมีกำเนิดในยุโรป ในปี 1836 ฝรั่งเศสสร้างเครือข่ายไฮเวย์สายแรกของโลกขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ในที่สุด เครือข่ายไฮเวย์ที่ว่าก็ถูกใช้สำหรับยานพาหนะต่างๆแทนที่การเคลื่อนกำลังพล แรกทีเดียวก็เป็นรถม้าหรือรถจักรยาน แต่เมื่อศตวรษที่ 20 ย่างกรายเข้ามา ทั้งรถม้าและรถจักรยานก็ต้องหลีกทางให้กับรถยนต์
เมื่อมีการคิดประดิษฐ์รถยนต์ขึ้นโดยก๊อตฟรีด์ เดมเลอร์ กับ คาร์ล เบนซ์ ในปี 1885 โฉมหน้าของโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รถยนต์กำลังก้าวเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
ถึงเยอรมนีจะเป็นประเทศที่มีการประดิษฐ์รถยนต์ขึ้นมาเป็นประเทศแรก แต่พอถึงปี 1906 ก็กลายเป็นอเมริกา ที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ยิ่งเมื่อมีการค้นพบว่า เท็กซัสมีบ่อน้ำมัน ก็ยิ่งเร่งเร้าให้อเมริกาผลิตรถยนต์ต่อไปไม่หยุดมือ
และแล้ว ยุคของเฮนรี่ ฟอร์ด ก็มาถึง
ฟอร์ดประกาศว่า จะทำให้ครอบครัวอเมริกันทุกครอบครัวมีรถยนต์ให้ได้ครอบครัวละหนึ่งคัน เขาใช้วิธีผลิตแบบอุตสาหกรรมทำให้รถยนต์มีราคาถูกลงอย่างมาก สายการผลิตของฟอร์ดทำให้ฟอร์ดโมเดลทีกลายเป็นตำนานสำคัญของโลกรถยนต์ ถึงตอนนี้ รถยนต์ก็เข้าแทนที่รถม้าและรถอื่นๆไปเรียบร้อยแล้วทั้งในยุโรปและอเมริกา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการตัดถนนเพิ่มขึ้นทั้งในยุโรปและอเมริกามากมายเพื่อลดความคับคั่งของการสัญจรโดยรถไฟ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกก็ก้าวสู่ยุคแห่งรถยนต์เต็มรูปแบบ จากอัตราส่วนของรถหนึ่งคันต่อคน 3.75 คน ในต้นทศวรรษ 1950s กลายมาเป็นรถหนึ่งคันต่อคน 2.25 คน ในปลายทศวรรษ 1960s ในอเมริกา อัตราส่วนนี้มีค่าค่อนข้างคงที่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์ในอเมริกาอิ่มตัวมานานแล้ว
วัฒนธรรมรถยนต์
คุณสงสัยไหมว่า ทำไมจู่ๆโลกก็หันมาให้ความสนใจกับรถยนต์และการก่อสร้างถนนรนแคมมากมายขนาดนี้
เหตุผลก็คือ เกิดการสร้างถนนมากขึ้นเรื่อยๆในอเมริกา ขณะที่การขนส่งรูปแบบอื่น เช่น รถไฟฟ้าหรือรถราง กลับถูกละเลยเพิกเฉย ทำให้การขนส่งด้วยวิธีการเหล่านี้อ่อนแอหรือยุติลงด้วยวิธีการบางอย่าง ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เคยมีบทบาทสำคัญในการขนส่งของอเมริกา
ทำไมรัฐบาลถึงสร้างถนนแทนที่จะสร้างรางรถไฟ?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความต้องการของประชาชน คำตอบอยู่ที่ความต้องการของรัฐบาลและผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ!
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความพยายามในการเปลี่ยนจากการขนส่งสาธารณะมาเป็นการขนส่งแบบส่วนตัว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิธีคิดในการเดินทางและเคลื่อนย้ายตัวเองอย่างสิ้นเชิง มีผลไปกระตุ้นให้รถยนต์ส่วนตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกับถนน และมีการผลักดันให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือสนับสนุนรถยนต์ ไม่ใช่การขนส่งสาธารณะอื่นๆ
วัฒนธรรมรถยนต์ทำให้ ‘เมือง’ ส่วนใหญ่ของอเมริกามีหน้าตาและผังเมืองในแบบที่เห็น กล่าวคือมีศูนย์กลางกระจุกตัวอยู่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วมีย่านชานเมืองมากมายกระจายตัวออกไปหลายย่าน
หน้าตาของเมืองแบบนี้ยิ่งกระตุ้นเร้าให้วัฒนธรรมรถยนต์เติบโต และเมื่อประกอบเข้ากับการละเลยเพิกเฉยการขนส่งสาธารณะด้วยแล้ว วัฒนธรรมรถยนต์จึงเข้มแข็งขึ้นเป็นทวีคูณ
ตัวอย่างของเมืองแบบนี้ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือลอสแองเจลิส ซึ่งแม้ในปัจจุบันก็ยังมีรถไฟใต้ดินน้อย ไม่เพียงพอ และรถโดยสารก็ให้บริการได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ผู้คนจำเป็นต้องมีรถ การไม่มีรถเท่ากับไม่มีแขนขาเป็นของตัวเองเลยทีเดียว
วัฒนธรรมรถยนต์ทำให้บริษัทผลิตรถยนต์, บริษัทน้ำมัน และบริษัทก่อสร้างถนนได้ประโยชน์ และทำให้บริษัทเหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 1920-1955 บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการผลิตรถยนต์ของอเมริกาบริษัทหนึ่งถึงกับกว้านซื้อเอาระบบขนส่งมวลชนมากกว่า 100 แห่งใน 45 เมือง ทั่วอเมริกา ไม่ได้ซื้อมาเพื่อปรับปรุงให้บริการ แต่ซื้อมาเพื่อฆ่าและทำลาย ระบบขนส่งมวลชนที่ถูกซื้อมานั้นค่อยๆทยอยปิดตัวเองลงไปเรื่อยๆ และถูกแทนที่ด้วยบริษัทลูกอย่างบริษัทผลิตยางรถยนต์ บริษัทผลิตรถยนต์แทน เรื่องนี้มีผลถึงขั้นขึ้นศาล แต่คุณเชื่อไหมว่า ศาลสั่งปรับบริษัทนั้นเพียง 5,000 เหรียญ และสั่งปรับกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เพียง 1 เหรียญ
การ ‘สังหารหมู่’ ระบบขนส่งมวลชนจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ โดยมีรัฐบาลอเมริกันร่วมมือด้วย มีผลให้วัฒนธรรมรถยนต์แข็งแกร่งสุดขีด มีการล็อบบี้ให้สร้างไฮเวย์ในอเมริกาความยาวถึง 41,000 ไมล์ โดยพระราชบัญญัติไฮเวย์ในปี 1956
ในระยะแรก ประชาชนไม่ได้สนใจการสร้างไฮเวย์ เพราะผู้คนขับรถกันอยู่เฉพาะในเขตเมือง เมื่อจะเดินทางข้ามเมือง จะใช้บริการรถไฟหรือขนส่งมวลชนอื่นมากกว่า แต่รัฐบาลอเมริกันก็ยังลงทุนถึงเจ็ดพันล้านเหรียญเพื่อสร้างไฮเวย์ขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน มีค่าใช้จ่ายเรื่องการสร้างรางรถไฟเพียง 795 ล้านเหรียญเท่านั้น ในแง่หนึ่ง วัฒนธรรมรถยนต์ที่เกิดขึ้นจึงมี ‘ต้นทุน’ ที่สูงมาก และที่สำคัญก็คือไม่ได้เกิดขึ้นเอง ทว่า ‘ถูกสร้าง’ ให้เกิดขึ้นผ่านทางการบีบบังคับเชิงนโยบายของรัฐ และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของเอกชน
ย่านชานเมืองหรือ suburb เป็นตัวเร่งเร้าสำคัญที่ทำให้ผู้คนต้องหันมาใช้รถยนต์ ถึงกับมีคำกล่าวว่า The car gave us the suburb and the suburb gave us the car ที่จริงแล้ว ย่านชานเมืองแรกๆเกิดขึ้นตามรางรถไฟ ไม่ใช่ถนน แต่เมื่อเลิกใช้รถไฟ รถยนต์ก็เข้ามาแทนที่ ทำให้ย่านชานเมืองกระจายไปได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น รัฐบาลเองก็สนับสนุนย่านชานเมือง ซึ่งที่จริงเป็นถิ่นที่อยู่ของชนชั้นกลางที่มีฐานะและตั้งอยู่อย่างกระจัดกระจาย รัฐบาลต้องต่อน้ำต่อไฟ สร้างถนนเข้าไปให้ครอบคลุมพื้นที่อันกว้างขวางของย่านชานเมือง เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกจากเมืองไปอยู่ในย่านชานเมืองมากยิ่งขึ้น และยิ่งออกไปอยู่ในย่านชานเมือง ก็ยิ่งต้องใช้รถยนต์
รถยนต์ทำให้ย่านชานเมืองมีชีวิต มันเชื่อมย่านชานเมืองเข้ากับศูนย์กลางเมือง แต่ในเวลาเดียวกันก็ละเลย ‘พื้นที่’ ที่อยู่ระหว่างย่านชานเมืองกับศูนย์กลางเมืองไปด้วย ในยุคนั้น ถ้าใครสักคนหนึ่งมีรถยนต์ พื้นที่ที่เชื่อมอยู่ตรงกลางจะไม่มีความสำคัญกับชีวิตอีกต่อไป สิ่งสำคัญก็คือจุดเริ่มต้นกับจุดหมายปลายทางเท่านั้น เพราะฉะนั้น ‘สปีด’ หรือความเร็วของรถยนต์ จึงถูกพัฒนาขึ้นมารองรับวิธีคิดแบบนี้ ทั้งนี้เพื่อย่นระยะเวลาในการเดินทางให้เหลือน้อยที่สุด เนื่องจาก ‘ระหว่างทาง’ ไม่มีความสำคัญอะไร และเมื่อรถยนต์ถูกพัฒนาให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ที่สุดก็ไปสอดรับกับการก่อสร้างไฮเวย์ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรถยนต์กับถนนเป็นไปอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น และความพยายามของรัฐบาลกับเอกชนผู้ผลิตรถยนต์ก็ประสบความสำเร็จในที่สุด
ปัญหาของวัฒนธรรมรถยนต์อย่างหนึ่งก็คือ เมื่อสิ่งที่อยู่ ‘ระหว่างทาง’ ไม่มีความสำคัญเสียแล้ว ที่สุด สิ่งที่อยู่ระหว่างทางก็ถูกทิ้งให้ร้าง เกิดเป็นแหล่งเสื่อมโทรมแทรกอยู่ระหว่างศูนย์กลางเมืองกับย่านที่พักอาศัย ไม่มีความต่อเนื่องของชุมชน รถยนต์ทำให้ ‘บ้าน’ กับ ‘ห้างสรรพสินค้า’ เชื่อมโยงกันได้โดยละเลยมิติอื่นๆของเมืองไป วัฒนธรรมรถยนต์จึงไปทวีความซับซ้อนให้กับปัญหาอื่นๆของเมือง เช่น ความไม่เท่าเทียมกัน ความยากจน การไม่เอาใจใส่กันและกัน เมืองถูกออกแบบมาสำหรับการใช้รถยนต์ คนจึงเดินเท้าไปถึงจุดหมายไม่ได้ ต้องใช้รถเท่านั้น เมืองแบบนี้กลายเป็นเมืองในอุดมคติ ถูกยกย่องว่ามี ‘ผังเมือง’ ที่ดี ทั้งนี้ก็เพราะมันเอื้อประโยชน์ให้กับการใช้รถยนต์ที่สุดนั่นเอง
เคยมีหนังการ์ตูนเสียดสีวัฒนธรรมรถยนต์เรื่องหนึ่งจาก National Film Board ของอเมริกา ชื่อเรื่อง What on Earth in which Martians visit the planet Earth เป็นเรื่องของมนุษย์ดาวอังคารที่มาสำรวจโลก สิ่งแรกที่มนุษย์ดาวอังคารเห็นว่าเคลื่อนไหวได้ก็คือรถยนต์ จึงสันนิษฐานว่า รถยนต์ก็คือสิ่งมีชีวิตของโลก แต่เมื่อเข้ามาใกล้อีก และพบว่ามีมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงนั่งอยู่ในรถด้วย มนุษย์ดาวอังคารก็เลยคิดว่า มนุษย์กับสัตว์เลี้ยงคือปรสิตของรถยนต์!
ผู้คนหันเข้าหาการใช้รถยนต์เป็นศูนย์กลางของชีวิตและไลฟ์สไตล์แบบที่ต้องใช้รถยนต์ ทำให้เกิดการสร้างไฮเวย์และถนนมากขึ้น ที่สำคัญก็คือ รถยนต์เริ่มกลายเป็นสัญญะบางอย่าง มีความหมายบางอย่างที่เหนือกว่าการเป็นยานพาหนะธรรมดา เมื่อทุกคนมีรถยนต์ใช้ จึงเกิดการแบ่งแยก ‘คลาส’ ของรถยนต์ การใช้รถยนต์บ่งบอกได้ถึงสถานภาพของเจ้าของ รถยนต์จึงกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเจ้าของประสบความสำเร็จในชีวิตมากน้อยแค่ไหน ความหมายแบบนี้ของรถยนต์แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเพราะสอดรับกับวิธีคิดในวัฒนธรรมรถยนต์อยู่แล้ว บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ก็ใช้วิธีคิดนี้ในการโฆษณารถยนต์ของตัวเอง กล่าวคือทำให้ผู้คนตระหนักว่า รถยนต์ไม่ได้มีความหมายแค่เป็นยานพาหนะ แต่ยังมีความหมายแฝงอื่นๆอยู่ด้วยมากมาย
สำหรับ ‘เมือง’ ในประเทศไทย (ตัวอย่างเช่น กรุงเทพฯ) การกระจายตัวของเมืองไม่ได้มีลักษณะเหมือนเมืองในอเมริกา กล่าวคือมีการกระจายตัวต่อเนื่อง ไม่ขาดตอนแบ่งเป็นย่านชานเมืองกับศูนย์กลางเมือง ผู้คนของเรายังสามารถเดินเท้าไปตามที่ต่างๆได้ เพราะเมืองไม่ได้ออกแบบมาโดยมีรถยนต์เป็นศูนย์กลางตั้งแต่ต้นเหมือนเมืองในอเมริกา เมืองในเอเชียอื่นๆและเมืองในยุโรปหลายเมืองก็เช่นกัน เมืองเหล่านี้ออกแบบขึ้นโดยมี ‘มนุษย์’ เป็นศูนย์กลาง ทำให้เมืองมีความซับซ้อนและมีความต่อเนื่องในพื้นที่ ไม่เกิด ‘พื้นที่ตาย’ เหมือนเมืองในอเมริกา แต่เมื่อเรายอมรับเอาวัฒนธรรมรถยนต์ยัดเข้ามาในเมืองที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เราก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง รถยนต์กลายเป็นปัญหาใหญ่ของเมือง มันสร้างทั้งปัญหาทางกายภาพอย่างปัญหาจราจร ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมลพิษและการใช้น้ำมัน ปัญหาเศรษฐกิจอย่างการพึ่งพิงน้ำมันจากต่างประเทศ รวมไปถึงปัญหาสังคมอย่างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของการใช้รถยนต์ แต่ในเมื่อเรายอมรับให้รถยนต์เป็นศูนย์กลางในการเดินทางของชีวิตเสียแล้ว ปัญหาที่เกิดจากความไม่ลงตัวของวิธีคิดเหล่านี้ก็ต้องแก้ไขกันไป เพื่อปรับให้เมืองกลายเป็นเมืองในอุดมคติ คือเป็นเมืองที่ออกแบบมาเพื่อให้มีรถยนต์เป็นศูนย์กลางให้ได้
ถ้าสังเกตดู คุณจะเห็นว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่เอื้อให้คนเดินเท้า เพราะทางเท้าไม่เคยเรียบ ไม่เอื้อให้คนขี่จักรยาน เพราะไม่เคยมีเส้นทางจักรยานที่ดี ทั้งยังไม่เอื้อให้คนได้ใช้ระบบขนส่งมวลชน เพราะมีราคาแพง ส่วนที่มีราคาถูกก็มีบริการที่สมกับราคา ไม่ต้องแปลกใจที่ทำอย่างไร ระบบขนส่งมวลชนของเราก็ไม่พัฒนาเสียที ทั้งนี้ก็เพราะเราล้วนอาศัยอยู่ในวัฒนธรรมรถยนต์ที่มีการใช้รถยนต์เป็นศูนย์กลางของวิธีคิดนั่นเอง
รถยนต์กับป๊อบคัลเจอร์
รถยนต์เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตของเราไปแล้วตลอดกาล
ว่าแต่, รถยนต์สอดสวมเข้ามาในวัฒนธรรมอื่นๆของเราได้อย่างไร เรา ‘ปล่อย’ ให้รถยนต์ถึงก้าวเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตของเราได้มากถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่
คำตอบของเรื่องนี้ก็คือวัฒนธรรมป๊อบ (Pop Culture)
รถยนต์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักร แต่มันคืออุปมาอุปมัยถึงตัวของเจ้าของรถยนต์ มันเป็นมากกว่าสิ่งที่ช่วยเคลื่อนย้ายเราจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แรกๆมันเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยให้กับคนในชนชั้นหนึ่ง แต่ต่อมาเมื่อรถยนต์แพร่กระจายไปมากขึ้น คนส่วนใหญ่มีรถยนต์ใช้ รถยนต์ก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเสรีนิยมที่จะไปที่ไหนก็ได้ รถยนต์กลายเป็นภาพตัวแทนของการแสดงออกทางเพศ เช่น ผู้ชายต้องขับรถเป็น ต้องชอบรถสปอร์ต ต้องรักรถ ต้องรู้จักซ่อมรถ เป็นต้น รถยนต์ทำให้คนมีงานอดิเรกแบบใหม่ ได้ใช้เวลาว่างแบบใหม่ไปกับการดูแลเครื่องจักรด้วยความรักและหลงใหลในแบบที่มนุษย์ไม่เคยทำมาเลยตลอดประวัติศาสตร์ และแล้ว เรื่องราวของรถยนต์ก็ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นของคนรวยเท่านั้น แต่มันแพร่เข้าไปในชีวิตประจำวัน เผยโฉมอยู่ในนิตยสาร ข่าว เพลง การถ่ายภาพ ภาพยนตร์ วรรณกรรม บทความ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสื่อของวัฒนธรรมป๊อบ และมีส่วนเอื้อให้รถยนต์มีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากยิ่งกว่าเครื่องจักรอื่นใดในโลก
รถยนต์ที่ปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ลักษณะ และแต่ละลักษณะจะเป็นตัวแทนของความหมายอย่างหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดขับเน้นลักษณะของวัฒนธรรมป๊อบให้เห็นชัดเจน ลักษณะทั้ง 5 ได้แก่
1. ถ้าเป็นภาพโฆษณารถยนต์เพียงอย่างเดียว : มักมีความหมายถึงความสำเร็จ ใครสามารถไขว่คว้าหารถยนต์คันนั้นมาครอบครองได้ ย่อมเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
2. ถ้าเป็นภาพโฆษณาที่มีคนอยู่กับรถยนต์ด้วย : มักเป็นภาพที่มีความหมายถึงสถานภาพทางสังคม เช่น ถ้าเป็นรถหรู คนคนนั้นจะเป็นคนรวย, ถ้าเป็นรถโฉบเฉี่ยว คนคนนั้นอาจเป็นสปอร์ตแมน, ถ้าเป็นรถครอบครัว คนคนนั้นอาจเป็นแฟมิลี่แมน เป็นต้น
3. ถ้าเป็นภาพโฆษณาที่มีคนเข้ามาขับรถออกไป : มักต้องการสื่อถึงศักยภาพในการเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ส่วนใหญ่ใช้กับรถยนต์ที่มีการบรรทุกได้มาก เช่น รถแวน รถอเนกประสงค์ รถ SUV เป็นต้น
4. ถ้าเป็นภาพรถยนต์กำลังวิ่ง : มักต้องการสื่อถึงอิสรภาพในการขับขี่ ความรวดเร็วทันใจ
5. มีรถยนต์เป็นแบ็คกราวด์อยู่ข้างหลัง : มักต้องการสื่อให้รู้ว่า ใครๆก็ใช้รถยนต์ มีรถยนต์ดังกล่าวอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง
รถยนต์ในวัฒนธรรมป๊อบทำให้เราได้เห็นว่า สังคมของเรามีชีวิตอยู่อย่างไร เพราะไม่ว่าจะสื่อสารผ่านภาพยนตร์ ดนตรี วรรณกรรม ศิลปะ หรือสื่อสารมวลชน ผลผลิตของวัฒนธรรมป๊อบอย่างรถยนต์ก็สะท้อนกลับให้เราเห็นถึงค่านิยม ความหวาดกลัว และความปรารถนาของเรา ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่สำคัญกับเรา บทความนี้ทำได้แค่สะกิดเศษเสี้ยวเล็กน้อยให้เราเห็นว่า รถยนต์มีบทบาทสำคัญกับชีวิตของเรามากแค่ไหน
ใช่แล้ว, เราขับรถเพราะเรารักการขับรถ
แต่มีเหตุผลอื่นอีกไหม ที่ทำให้เราหลงใหลในรถยนต์และไลฟ์สไตล์ที่พ่วงติดมากับรถยนต์แบบนั้นๆด้วย?

