การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส เพื่อการปฏิรูปการเมือง : การออกเสียงประชามติ (จบ)


ในส่วนอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติตาม มาตรา 11 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจควบคุมการจัดการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดย เรียบร้อย ตรวจสอบความถูกต้องของเงื่อนไขและขั้นตอนการออกเสียงประชามติ และประกาศผลการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 60

มีปัญหา ตามมาว่าร่างรัฐบัญญัติที่ประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบตามมาตรา 11 นั้นก่อนที่ประธานาธิบดีจะลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมาย คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจเข้ามาพิจารณาว่าร่างรัฐบัญญัตินั้นมีเนื้อหา ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้อีกหรือไม่ ต่อปัญหาดังกล่าวคณะตุลาการรัฐธรรมนูญยืนยันไว้ในคำวินิจฉัยลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 1962 และอีกครั้งในคำวินิจฉัยลงวันที่ 23 กันยายน 1992 ว่า “เพื่อรักษาดุลยภาพของอำนาจร่างรัฐบัญญัติที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะตรวจสอบ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้นั้น หมายถึงร่างรัฐบัญญัติที่รัฐสภาลงมติเท่านั้น แต่ร่างรัฐบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากการออกเสียงประชามติโดยประชาชนเป็น การใช้อำนาจอธิปไตยของชาติโดยประชาชนในทางตรง ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญต้องให้ความเคารพ”

อย่างไรก็ตาม คณะตุลาการรัฐธรรมนูญยืนยันอีกเช่นกันว่า รัฐบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากการออกเสียงประชามติ อาจถูกแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกโดยรัฐสภาได้ตามกระบวนการนิติบัญญัติทั่วไป ไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติอีกครั้งเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือยก เลิกรัฐบัญญัตินั้น

รูปแบบที่ 2 ประชามติในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

รัฐ ธรรมนูญฝรั่งเศสกำหนดให้ประชาชนมีโอกาสลงประชามติให้ความเห็นชอบในร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ โดยมาตรา 89 กำหนดว่า หลังจากที่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาแล้ว ประธานาธิบดีมีทางเลือก 2 ทาง ทางแรก นำร่างดังกล่าวให้ที่ประชุมร่วมกันของ 2 สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยต้องมีคะแนนเสียงมากกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้ง 2 สภาที่ออกเสียง หรือทางที่ 2 นำร่างดังกล่าวให้ประชาชนออกเสียงประชามติ

แม้รัฐ ธรรมนูญจะกำหนดไว้ชัดเจนว่า ประชามติในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีได้เพียงกรณีเดียวตามมาตรา 89 เท่านั้น แต่ก็มีการหลบเลี่ยงใช้กระบวนการออกเสียงประชามติตามมาตรา 11 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญถึง 2 ครั้งในสมัยนายพลชาร์ลส์ เดอโกลล์ ครั้งแรกปี 1962 เดอโกลล์จัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นปัญหาว่าควรให้ประธานาธิบดีมา จากการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่ ในครั้งนั้นเดอโกลล์ประสบความยุ่งยากในการหาคะแนนเสียงจากทั้ง 2 สภาเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อประเมินคะแนนนิยมของตนแล้วเห็นว่าประชาชนยังนิยมตนเองสูงมาก เดอโกลล์จึงหนีไปใช้มาตรา 11 เพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติแทน โดยอ้างว่ากรณีดังกล่าวเป็น “การจัดองค์กรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมาตรา 11 อนุญาตให้ทำได้ ครั้งที่ 2 ปี 1969 เดอโกลล์จัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการกระจายอำนาจให้แคว้นและการ เปลี่ยนแปลงบทบาทของวุฒิสภา ในครั้งนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิมากถึงร้อยละ 80 ผลปรากฏว่าผู้ไม่เห็นด้วยร้อยละ 52 ภายหลังจากพ่ายแพ้ในการออกเสียงประชามตินี้ เดอโกลล์ก็แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี กล่าวกันว่าการออกเสียงประชามติในปี 1969 เป็นการออกเสียงประชามติเพื่อวัดคะแนนนิยมในตัวเดอโกลล์อย่างชัดเจนว่า ประชาชนยังพึงพอใจให้เขาเป็นประธานาธิบดีหรือไม่ หลังจากผ่านเหตุการณ์พฤษภาคม 1968 ที่นักศึกษาและผู้ใช้แรงงานประท้วงเดอโกลล์และรัฐบาลทั่วประเทศไปได้ไม่นาน

การ นำกระบวนการออกเสียงประชามติตามมาตรา 11 (ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดเฉพาะกรณีประชามติในร่างรัฐบัญญัติ) มาใช้ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ครั้งของเดอโกลล์ ได้รับการวิจารณ์กันมาก ข้อแรก เดอโกลล์ไม่ให้ความเคารพต่อรัฐสภาซึ่งต้องเป็น “ด่านแรก” ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่าต่อไปหากประธานาธิบดีต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว ประเมินว่าเสียงในสภาไม่เพียงพอ หรือไม่ต้องการเสียเวลาก็หันไปใช้มาตรา 11 แทน ข้อที่ 2 หากประธานาธิบดีเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนสูง ก็จะนำทุกเรื่องไปออกเสียงประชามติกันหมดเพื่อหาความชอบธรรม และอาจเสี่ยงต่อการเผด็จอำนาจได้แบบที่นโปเลียน โบนาปาร์ต และหลุยส์ นโปเลียน ผู้เป็นหลานเคยทำมาแล้ว

รูปแบบที่ 3 ประชามติในระดับท้องถิ่น

ใน ระดับท้องถิ่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2003 เพื่อกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น ประเด็นการมีส่วนร่วมของพลเมืองในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ถูกหยิบยกขึ้น มาอภิปราย จนเห็นตรงกันให้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 72-1 ว่าให้มีรัฐบัญญัติกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิของพลเมืองในท้องถิ่นเพื่อ เข้าชื่อเสนอต่อสภาท้องถิ่นให้ดำเนินการในประเด็นที่อยู่ในอำนาจของสภาท้อง ถิ่นนั้น (เช่น การออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เป็นต้น) อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดว่าการออกเสียงประชามติในระดับท้องถิ่นต้องไม่เป็น เรื่องที่กระทบต่ออำนาจอธิปไตยของชาติ

รูปแบบที่ 4 ประชามติในระดับยุโรป

นับ แต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 1958 มีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามมาตรา 11 ในประเด็นที่เกี่ยวกับสหภาพยุโรปอยู่ 3 กรณี ได้แก่ การออกเสียงประชามติในวันที่ 23 เมษายน 1972 เรื่องการรับสหราชอาณาจักร เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ และนอร์เวย์ เข้าเป็นสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจยุโรป การออกเสียงประชามติในวันที่ 20 กันยายน 1992 เรื่องรับรองสนธิสัญญามาสทริชต์ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่วางรากฐานสหภาพยุโรปใน ปัจจุบันนี้ และการออกเสียงประชามติในวันที่ 29 พฤษภาคม 2005 เรื่องให้สัตยาบันธรรมนูญยุโรป

ในส่วนที่เกี่ยวกับการรับประเทศ เข้าเป็นสมาชิกใหม่ในสหภาพยุโรป ปัจจุบันมีประเด็นปัญหาของตุรกีที่ต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป แต่ก็มีเสียงคัดค้านค่อนข้างมาก ในฝรั่งเศสเองมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านมากพอๆ กัน แม้กระทั่งสมาชิกพรรคเดียวกันยังเห็นต่างกัน ด้วยเหตุนี้จึงเห็นกันว่าต่อไปนี้ในประเด็นเรื่องการรับประเทศต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ประธานาธิบดีควรนำไปให้ประชาชนได้ออกเสียงประชามติ ไม่ใช่เป็นอำนาจการตัดสินใจของประธานาธิบดีเพียงลำพังเหมือนเดิม จึงมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวันที่ 1 มีนาคม 2005 โดยกำหนดไว้ในมาตรา 88-5 ว่า “ร่างรัฐบัญญัติอนุญาตให้มีการให้สัตยาบันเรื่องการรับรัฐเข้าเป็นสมาชิก สหภาพยุโรป ประธานาธิบดีต้องนำไปให้ประชาชนได้ออกเสียงประชามติ”

อย่าง ไรก็ตาม หลังจากการออกเสียงประชามติในเรื่องธรรมนูญยุโรปเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2005 ซึ่งผลปรากฏว่ามีคนไม่เห็นด้วยถึงร้อยละ 54.68 ทำให้ธรรมนูญยุโรปไม่มีผลใช้บังคับ จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเกรงกันว่า เรื่องบางเรื่องที่มีความสำคัญต่อสหภาพยุโรปโดยรวม ถ้าต้องนำไปลงประชามติทั้งหมด เป็นไปได้ว่าอาจมีโอกาสไม่สำเร็จ เพราะในบางครั้งการออกเสียงประชามติก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพลเมืองในช่วง เวลานั้นๆ เช่น การออกเสียงประชามติในเรื่องธรรมนูญยุโรปที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเสียงส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือเสียงที่ต้องการ แสดงออกถึงความไม่พอใจรัฐบาล ด้วยเหตุนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2008 จึงเปิดช่องทางอื่นที่ไม่ต้องใช้การออกเสียงประชามติ โดยกำหนดไว้ในมาตรา 88-5 วรรค 2 ว่า ร่างรัฐบัญญัติอนุญาตให้มีการให้สัตยาบันเรื่องการรับรัฐเข้าเป็นสมาชิก สหภาพยุโรป อาจไม่ต้องนำไปออกเสียงประชามติก็ได้ หากแต่ละสภามีมติว่าไม่ต้องนำร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวไปออกเสียงประชามติด้วย เสียง 3 ใน 5 ขึ้นไป จากนั้นให้นำร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวเข้าที่ประชุมใหญ่ร่วมกันของทั้ง 2 สภา โดยจะถือว่าได้รับความเห็นชอบก็ต่อเมื่อได้คะแนนเสียงเกิน 3 ใน 5 ขึ้นไป

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญนี้ มีการออกเสียงลงประชามติทั้งสิ้น 10 ครั้ง มี 8 ครั้งที่เป็นการออกเสียงประชามติตามมาตรา 11 อีก 1 ครั้งเป็นการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับเพื่อ เปลี่ยนแปลงไปสู่สาธารณรัฐที่ 5 และอีก 1 ครั้งเป็นการออกเสียงประชามติเพื่อรับรองการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 89

ครั้งแรกวันที่ 28 กันยายน 1958

การลงประชามติในเรื่องให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 1958 ร้อยละ 82.60 เห็นด้วย

ครั้งที่ 2 วันที่ 8 มกราคม 1961

การลงประชามติในเรื่องการปกครองตนเองของชาวแอลจีเรีย ร้อยละ 74.99 เห็นด้วย

ครั้งที่ 3 วันที่ 8 เมษายน 1962

การลงประชามติในเรื่องข้อตกลงเมืองเอเวียงว่าด้วยการหยุดยิงที่แอลจีเรีย ร้อยละ 90.81 เห็นด้วย

ครั้งที่ 4 วันที่ 28 ตุลาคม 1962

การลงประชามติในเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ร้อยละ 62.25 เห็นด้วย

ครั้งที่ 5 วันที่ 27 เมษายน 1969

การ ลงประชามติในเรื่องการกระจายอำนาจให้แคว้นและการเปลี่ยนแปลงบทบาทของวุฒิสภา ร้อยละ 52.41 ไม่เห็นด้วย โดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนมากถึงร้อยละ 80

ครั้งที่ 6 วันที่ 23 เมษายน 1972

การ ลงประชามติในเรื่องการรับสหราชอาณาจักร เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ และนอร์เวย์เข้าเป็นสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ร้อยละ 68.32 เห็นด้วย มีผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 39.76

ครั้งที่ 7 วันที่ 6 พฤศจิกายน 1988

การ ลงประชามติในเรื่องสถานะใหม่ของนิวแคลิโดเนีย ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส ร้อยละ 80 เห็นด้วยแต่มีผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิสูงถึงร้อยละ 63.11

ครั้งที่ 8 วันที่ 20 กันยายน 1992

การ ลงประชามติในเรื่องรับรองสนธิสัญญามาสทริชต์ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่วางรากฐาน สหภาพยุโรปในปัจจุบันนี้ ร้อยละ 51.05 เห็นด้วย ผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 30.31

ครั้งที่ 9 วันที่ 24 กันยายน 2000

การลง ประชามติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามกระบวนการมาตรา 89 วรรค 3 เรื่องลดวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีจากเดิม 7 ปี ให้เหลือ 5 ปี ร้อยละ 73.21 เห็นด้วย ผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิสูงเป็นประวัติการณ์เกือบร้อยละ 70

และล่าสุดครั้งที่ 10 วันที่ 29 พฤษภาคม 2005

การ ลงประชามติในเรื่องให้สัตยาบันธรรมนูญยุโรป เห็นด้วย ร้อยละ 45.32 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 54.68 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ ร้อยละ 69.34 และบัตรเสียหรือไม่ลงคะแนน ร้อยละ 2.52

(โปรดติดตามตอนต่อไป ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ)


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551