อนุสนธิ จากบทความ "Europe"s l?se majest? laws and the freedom of expression" ของ Tjaco Van Den Hout เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันที่ 21 พฤษภาคม 2552 (http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/17035/europe-lese-majeste-law...) ทำให้ผู้เขียนระลึกขึ้นได้ว่า เคยได้ยินชื่อคดี Colombani et autres c. France และค้นคว้าคดีนี้มาอยู่บ้าง เนื่องจากในปีการศึกษา 2003-2004 ผู้เขียนได้ศึกษาระดับ Master 2 สาขาวิชากฎหมายมหาชน และมีโอกาสเรียนวิชาสิทธิมนุษยชนซึ่งในชั้นเรียนมีการพูดถึงคดีนี้
ต้น สายปลายเหตุของคดีเริ่มมาจาก คณะกรรมาธิการประจำสหภาพยุโรป มอบหมายให้คณะผู้สังเกตการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองว่าด้วยยาเสพย์ติด (OGD) ไปสำรวจและจัดทำรายงานเรื่องการผลิตและการส่งออกยาเสพย์ติดของโมร็อกโก เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาว่าสมควรรับโมร็อกโกเข้าเป็นสมาชิกตามที่ร้อง ขอหรือไม่ รายงานของ OGD ชิ้นนี้เสนอต่อคณะกรรมาธิการในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 โดยระบุชื่อบุคคลของทางการโมร็อกโกที่เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการตัดสินใจลบชื่อเหล่านั้นออก ก่อนที่จะเผยแพร่รายงานสู่สาธารณะ
ต่อมาหนังสือพิมพ์ Le Monde วันที่ 3 พฤศจิกายน 1995 ได้ตีพิมพ์บทความ พาดหัวหลักลงหน้า 1 ว่า "โมร็อกโก ผู้ส่งออกใบกัญชาอันดับ 1 ของโลก" และพาดหัวรอง "มีรายงานที่น่าเชื่อถือว่าเกี่ยวพันกับบริวารแวดล้อมของกษัตริย์ Hassan II" เขียนโดยนาย Eric Incyan เนื้อหาของบทความชิ้นนี้เกี่ยวกับการตั้งประเด็นสงสัยถึงความตั้งใจจริงของ ทางการโมร็อกโก ในการต่อสู้กับการผลิตและการจำหน่ายใบกัญชา โดยอ้างข้อมูลจาก
รายงานของ OGD ผู้เขียนบทความสรุปว่า รายงานการศึกษานี้ตั้งข้อสงสัยต่อเจตจำนงของทางการโมร็อกโกในการปราบปรามการ ขนย้ายยาเสพย์ติด แม้ว่าในปี 1992 โมร็อกโกจะประกาศสงครามยาเสพย์ติดและรณรงค์โฆษณาอย่างหนักก็ตาม การคอร์รัปชั่นช่วยเหลือเครือข่ายขนส่งยาเสพย์ติดได้รับการสนับสนุนจากผู้ คุ้มครอง "ซึ่งเป็นข้าราชการกรมศุลกากรซึ่งใกล้ชิดกับพระราชวัง"
วัน ที่ 23 พฤศจิกายน 1995 กษัตริย์ Hassan II (กษัตริย์ของโมร็อกโกในขณะนั้น ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว Mohammed VI ดำรงตำแหน่งกษัตริย์แทน) ยื่นคำร้องเป็นทางการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของฝรั่งเศส เพื่อขอให้ดำเนินคดีอาญาต่อหนังสือพิมพ์ Le Monde นาย Jean-Marie Colombani บรรณาธิการบริหาร และนาย Incyan ผู้เขียนบทความ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศตามมาตรา 36 แห่งรัฐบัญญัติลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881
5 กรกฎาคม 1996 ศาลชั้นต้นกรุงปารีสตัดสินว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิด เพราะในฐานะนักข่าวย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์แก่ สาธารณชนด้วยความสุจริตใจ และบทความดังกล่าวก็ไม่ได้บิดเบือนข้อมูลจากรายงานของ OGD กษัตริย์ Hassan II และอัยการยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ปารีสพิพากษาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1997 โดยยอมรับว่าการเสนอข่าวชิ้นนี้เป็นวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม แต่เนื้อความมีเจตนากล่าวหาว่าการผลิตและขนส่งยาเสพย์ติดเป็นความรับผิดชอบ ของข้าราชบริพารและกษัตริย์ โดยมีเจตนาไม่สุจริต รายงานของ OGD เผยแพร่ในปี 1994 แต่บทความเขียนเมื่อพฤศจิกายน 1995 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ห่างกันจนข้อเท็จจริงอาจเปลี่ยนแปลงไป แต่นักข่าวกลับไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอีกครั้ง นอกจากนี้นักข่าวยังไม่เผยแพร่ข้อมูลจาก "สมุดปกขาว" ซึ่งรัฐบาลโมร็อกโกจัดทำขึ้นเพื่อโต้แย้งรายงานของ OGD
ศาลอุทธรณ์ ปารีสจึงพิพากษาให้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศตาม มาตรา 36 แห่งรัฐบัญญัติลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881 ซึ่งบัญญัติว่า "การหมิ่นประมาทในทางสาธารณะต่อประมุขของรัฐต่างประเทศ หัวหน้ารัฐบาลต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัฐต่างประเทศ มีโทษปรับไม่เกิน 45,000 ยูโร" ให้จำเลยจ่ายค่าปรับ 50,000 ฟรังก์ และชำระค่าเสียหายเชิงสัญลักษณ์ให้แก่กษัตริย์ Hassan II 1 ฟรังก์ นาย Colombani และพวกยื่นฎีกา 20 ตุลาคม 1998 ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์
นาย Colombani ไม่เห็นด้วย จึงอาศัยช่องทางฟ้องคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเมื่อวันที่ 19 เมษายน 1999 โดยหยิบยกประเด็นว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาขัดกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 10 ของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรป ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สิทธินี้ประกอบด้วยเสรีภาพในความคิดเห็น เสรีภาพในการรับหรือสื่อสารข้อมูลข่าวสารหรือความคิด โดยปราศจากการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่รัฐ..." วรรคสองบัญญัติว่า "การใช้เสรีภาพดังกล่าวซึ่งต้องประกอบด้วยหน้าที่และความรับผิด อาจอยู่ภายใต้รูปแบบ เงื่อนไข ข้อจำกัด หรือการลงโทษ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องเป็นมาตรการจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ การบูรณาการดินแดน ความปลอดภัยสาธารณะ การรักษาระเบียบ การป้องกันอาชญากรรม การคุ้มครองสุขภาพและศีลธรรม การคุ้มครองชื่อเสียงหรือสิทธิของบุคคลอื่น เพื่อมิให้มีการเปิดเผยข้อมูลลับ หรือเพื่อประกันอำนาจหน้าที่และความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ"
ใน ท้ายที่สุด ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2002 โดยในเนื้อหาของคำวินิจฉัยนั้นมีประเด็นที่ศาลได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ได้แก่
1.ศาลเริ่มต้นเกริ่นนำถึงความสำคัญของสื่อมวลชนในสังคม ประชาธิปไตย และยอมรับว่ากรณีที่ศาลภายในของฝรั่งเศสพิพากษาลงโทษนาย Colombani และพวกนั้นเป็นการกระทำอันเป็นการแทรกแซงต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิด เห็น ซึ่งศาลภายในอ้างว่าเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 10 วรรคสอง เพราะเป็นมาตรการจำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิของบุคคลภายนอก (คือ กษัตริย์ Hassan II)
2.ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเห็นว่า สาธารณชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาธารณชนฝรั่งเศสมีสิทธิอันชอบธรรมในการทราบ ข้อมูลของคณะกรรมาธิการของประชาคมยุโรปในการประเมินคุณสมบัติและความเหมาะสม ของรัฐที่ร้องขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนี้เป็นปัญหาเกี่ยวพันกับการผลิตและการขนส่งยาเสพย์ ติด
3.ศาลยืนยันว่าบทบัญญัติในมาตรา 10 ได้ให้หลักประกันในเสรีภาพแสดงความคิดเห็นแก่สื่อสารมวลชนในการนำเสนอข้อมูล ต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขต้องเสนอข้อมูลที่ถูกต้องด้วยความสุจริตและน่าเชื่อถือตาม ศักดิ์ศรีและจรรยาบรรณของสื่อมวลชน เมื่อพิจารณาถึงรายงานของ OGD ที่หนังสือพิมพ์ Le Monde ได้นำเสนอนั้น ศาลเห็นว่าเนื้อหาของรายงานดังกล่าวเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้
4. ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปยังได้ลงไปพิจารณาลักษณะความผิดและโทษฐานหมิ่นประมาท ประมุขของรัฐด้วย โดยทั่วไป ในคดีหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่หมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริงและเป็น ประโยชน์ต่อสาธารณะ จำเลยอาจได้รับการยกเว้นโทษ ในขณะที่บทบัญญัติมาตรา 36 นี้ให้เอกสิทธิพิเศษแก่ประมุขของรัฐต่างประเทศ โดยจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ความจริงเพื่อเป็นเหตุยกเว้นโทษได้ เอกสิทธินี้เป็นมาตรการปกป้องสิทธิของบุคคลมากเกินความจำเป็นเมื่อเทียบกับ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้บุคคลที่ปกป้องนั้นจะดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐก็ตาม
5.นอกจากนี้ ศาลยังอ้างถึงแนวโน้มของการไม่ยอมรับความผิดลักษณะดังกล่าว โดยศาลอ้างถึงคำพิพากษาของศาลภายใน คือ คำพิพากษาศาลชั้นต้นกรุงปารีสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2001 ได้ยอมรับว่าความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศตามมาตรา 36 แห่งรัฐบัญญัติลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881 และการหยิบยกบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่คดี ย่อมกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 10 ของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรป ในขณะที่องค์กรของรัฐฝรั่งเศสหลายองค์กรยอมรับว่าความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท ประมุขของรัฐต่างประเทศตามมาตรา 36 เป็นมาตรการที่ไม่จำเป็นต่อสังคมประชาธิปไตย และประโยชน์ที่ได้จากมาตรา 36 น้อยกว่าผลเสีย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักแห่งความได้สัดส่วน
6.ศาล กล่าวไว้ในประเด็นสุดท้ายอย่างน่าสนใจว่า กฎหมายกำหนดความผิดต่อประมุขของรัฐได้ให้สถานะพิเศษแก่ประมุขของรัฐมากกว่า บุคคลอื่น เป็นการหลบเลี่ยงจากการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยสถานะความเป็นประมุข โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์ของการวิจารณ์ ลักษณะดังกล่าวไม่สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติและความคิดทางการเมืองในทุกวันนี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลเห็นว่าวัตถุประสงค์ที่ศาลภายในมุ่งคุ้มครอง (คุ้มครองประมุขของรัฐ) ไม่ได้สัดส่วนกับ ผลเสีย (จำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น) จึงมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า รัฐฝรั่งเศสละเมิดต่อมาตรา 10 ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้อง 4,096.46 ยูโร และให้ใช้ค่าธรรมเนียมศาล 21,852.20 ยูโร
แม้คำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปจะไม่ส่งผล กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาภายในที่ได้ตัดสินเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว แต่ผลพลอยได้จากคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป คือ วางหลักการและวิธีการปฏิบัติแก่รัฐสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจนำไปสู่การกระตุ้นเตือนให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ภายในให้สอดคล้องกับหลักการในคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปนั้น
กรณี นี้ก็เช่นกัน ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปแล้ว วันที่ 9 มีนาคม 2004 รัฐสภาฝรั่งเศสได้ลงมติให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐบัญญัติลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881 ว่าด้วยเสรีภาพสื่อมวลชน โดยยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 36 ความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศ
นี่คือเรื่อง "หมิ่นๆ" ในยุโรป
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน 2552

