“สำหรับใครที่สงสัยว่าอเมริกายังเป็นสถานที่ซึ่งทุกสิ่งเป็นไปได้ อยู่หรือไม่ ใครที่สงสัยว่าความฝันของเหล่าผู้ก่อร่างสร้างประเทศนี้ยังคงอยู่รอดในช่วงเวลาของพวกเราหรือไม่ หรือใครก็ตามที่ตั้งคำถามต่อพลังอำนาจของประชาธิปไตยของพวกเรา คืนนี้คือคำตอบ ... การเปลี่ยนแปลงมาถึงอเมริกาแล้ว ... ใช่! เราทำได้”
โอบามาประกาศชัยชนะ ณ แกรนต์พาร์คในเมืองชิคาโกต่อหน้าเหล่าผู้สนับสนุนในคืนวันเลือกตั้ง ภายหลังจากจอห์น แม็คเคน ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ได้ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ แสดงความยินดี และประกาศให้การสนับสนุนการทำงานของโอบามา ตามวิถีประชาธิปไตยอารยะ
เป็นการปิดฉากถนนสู่ทำเนียบขาวอันยาวนานเกือบ 2 ปี
ย้อนกลับไป 45 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1963 ณ บริเวณขั้นบันไดของอนุสรณ์สถานลินคอล์น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ภายหลังการเดินขบวนอย่างอหิงสาเพื่อรณรงค์เรียกร้องสิทธิพลเมืองของคนผิวดำ ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในยุคสมัยแห่งการแบ่งแยก กีดกัน และคุกคามคนผิวสี มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวสุนทรพจน์ ”ความฝันของข้าพเจ้า“ (I have a dream) เป็นการปิดท้ายการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติและสีผิวในวันนั้น
“... แม้ว่าพวกเราจะต้องเผชิญความยากลำบากในวันนี้และวันพรุ่ง แต่ข้าพเจ้าก็ยังมีความฝัน ความฝันที่หยั่งรากลึกลงไปในความฝันแบบอเมริกัน
“ข้าพเจ้า มีความฝันว่า วันหนึ่ง ประเทศนี้จะยืนหยัดสู้และใช้ชีวิตตามความหมายแท้จริงของหลักการแห่งประเทศ นี้ที่ว่า ‘พวกเรายึดถือว่า ‘ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน’ เป็นความจริงชัดแจ้งอันไม่ต้องพิสูจน์อีก’
“ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่ง บนเนินเขาแดงแห่งจอร์เจีย ลูกของอดีตทาสจะสามารถนั่งร่วมโต๊ะแห่งภราดรภาพกับลูกของอดีตนายทาสได้
“ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่ง ในมลรัฐมิสซิสซิปปี มลรัฐที่ถูกแผดเผาด้วยแรงร้อนแห่งความอยุติธรรม และอำนาจกดขี่อันโหดร้าย จะแปรสภาพเป็นต้นธารแห่งเสรีภาพและความยุติธรรม
“ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่ง ลูกน้อยทั้งสี่ของข้าพเจ้า จะอาศัยอยู่ในประเทศซึ่งพวกเขาจะไม่ถูกพิพากษาตัดสินด้วยสีผิว แต่ด้วยแก่นสารของพวกเขา...”
45 ปีผ่านไป คงมีคนจำนวนไม่มากที่กล้าจินตนาการว่า ‘ความฝัน’ ของมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ จะมาถึงเร็วเพียงนี้ โอบามาพลิกประวัติศาสตร์ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐอเมริกา – ประเทศซึ่งคนผิวดำเคยตกเป็นผู้ถูกกดขี่ในฐานะทาสและพลเมืองชั้นรองมายาวนาน เป็นศตวรรษ – อย่างสง่างาม
โอบามาเอาชนะแม็คเคนได้อย่างถล่มทลายทั้งคะแนนเสียงจาก Electoral College (EC) และคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ ในส่วนของ EC ซึ่ง ผู้ชนะต้องได้เสียงเกินครึ่งของทั้งหมด นั่นคือ 270 เสียง จาก 538 เสียง โอบามาได้คะแนนเสียงอย่างน้อย 349 เสียง ในขณะที่แม็คเคนได้อย่างน้อย 162 เสียง ที่ใช้คำว่า “อย่างน้อย” เนื่องจาก คะแนนเสียงในมลรัฐมิสซูรี (11 เสียง) และนอร์ทแคโรไลนา (15 เสียง) สูสีกันมาก ต้องรอให้คะแนนเสียงทุกคะแนนถูกนับจนหมดเสียก่อนจึงจะประกาศตัวผู้ชนะได้ ซึ่ง ณ วันที่ 6 พฤศจิกายนที่เขียนบทความ การนับคะแนนยังไม่แล้วเสร็จ โดยแม็คเคนมีคะแนนนำที่มิสซูรี และโอบามามีคะแนนนำในนอร์ทแคโรไลนา
เมื่อ เปรียบเทียบผลการเลือกตั้งครั้งนี้กับครั้งที่แล้ว โอบามาสามารถรักษาฐานเสียงของพรรคเดโมแครตได้ครบถ้วน โดยเก็บชัยชนะเพิ่มในมลรัฐฐานเสียงและมลรัฐสนามรบที่บุชเป็นฝ่ายชนะครั้ง ก่อนได้อีกหลายมลรัฐ ได้แก่ โคโลราโด ฟลอริดา อินดีแอนา ไอโอวา เนวาดา นิวเม็กซิโก โอไฮโอ และเวอร์จิเนีย
กล่าวได้ว่า โอบามาเริ่มต้นทลายกำแพงระหว่างมลรัฐสีแดงและสีน้ำเงินลงได้สำเร็จ ความสำเร็จสำคัญอยู่ตรงที่ชัยชนะในมลรัฐทางใต้ที่มีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง โดยเฉพาะในเรื่องเชื้อชาติ รวมถึงชัยชนะในมลรัฐสนามรบอย่างเพนซิลเวเนียและโอไฮโอ ซึ่งมีสัดส่วนของกลุ่มแรงงานผิวขาวรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา เศรษฐกิจตกต่ำอยู่มาก กลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่โอบามาเคยมีปัญหาในการเข้าถึงและชนะใจ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ทำได้
ในส่วนคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ โอบามาชนะแม็คเคนด้วยคะแนนประมาณ 64 ล้านเสียงต่อ 56 ล้านเสียง (53% ต่อ 46%) โดยคาดว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ประมาณ 133 ล้านคน คิดเป็น 62.6% ของผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ ซึ่งยังไม่ทำลายสถิติสูงสุดที่เคยทำไว้อย่างที่หลายคนคาดการณ์ แต่มีคนมาใช้สิทธิ์มากขึ้นกว่า 4 ปีก่อน ประมาณ 10 ล้านคน
การชูธงการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีความหวังอยู่เบื้องหลังทำให้โอบามาชนะศึกเลือกตั้ง ได้สำเร็จ ชัยชนะไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจหนักที่รออยู่ และภารกิจดูจะยิ่งยากขึ้นเมื่อโอบามาต้องแบกรับความคาดหวังที่สูงยิ่งอยู่บนบ่า หากพลาดท่า สี่ปีข้างหน้าคงไม่เหมือนเดิม

