นิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการป้องปรามอาชญากรรม: ขนาดของบทลงโทษ VS โอกาสในการจับกุมคนร้าย

ตอนที่แล้วเราพูดถึงนิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการป้องปรามอาชญากรรม โดยมีข้อสมมติพื้นฐานว่า อาชญากรจะตัดสินใจก่ออาชญากรรมหากประเมินว่าผลประโยชน์คาดคะเน (Expected Benefits) ของการก่ออาชญากรรมสูงกว่าต้นทุนคาดคะเน (Expected Costs) ของการก่ออาชญากรรม

ดังนั้นระบบการลงโทษทางอาญาที่เหมาะสมต้องสามารถป้องปรามพฤติกรรมการกระทำความผิดของอาชญากรได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มต้นทุนคาดคะเนของการก่ออาชญากรรม และลดผลประโยชน์คาดคะเนของการก่ออาชญากรรม จนอาชญากรตัดสินใจเลือกที่จะไม่ประกอบอาชญากรรม

ทั้งนี้แนวทางหลักในการเพิ่มต้นทุนคาดคะเนของอาชญากรในการก่ออาชญากรรมคือ การทำให้บทลงโทษหรือค่าปรับที่อาชญากรคาดคะเนไว้ (Expected Fine) มีราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ด้วย (1) การเพิ่มขนาดของบทลงโทษให้สูงขึ้น และ/หรือ (2) การเพิ่มโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีและลงโทษ เช่น การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ การให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราพื้นที่ถี่ขึ้น การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อบันทึกภาพคนร้าย เป็นต้น

สมมติให้ระดับการป้องปรามอาชญากรรมคงที่ โดยมีมูลค่าของค่าปรับคาดคะเนเท่ากับ 1,000 บาท มูลค่าดังกล่าวอาจมีที่มาจากหลายกรณี เช่น

- กรณีที่ต้องเสียค่าปรับ 1,000 บาท หากผู้กระทำความผิดถูกจับกุมทุกครั้ง (ความน่าจะเป็นหรือโอกาสในการถูกจับกุมเท่ากับ 1)

- กรณีที่ต้องเสียค่าปรับ 10,000 บาท หากโอกาสในการถูกจับกุมมาลงโทษมีแค่ 0.1

- กรณีที่ต้องเสียค่าปรับสูงถึง 1,000,000 บาท แต่โอกาสถูกจับกุมมีอยู่น้อยมากเพียง 0.001 เท่านั้น

ทั้ง 3 กรณีตัวอย่างข้างต้นให้มูลค่าของค่าปรับคาดคะเน 1,000 บาท เท่ากันทุกกรณี (1 x 1,000 = 0.1 x 10,000 = 0.001 x 1,000,000) หากผู้กระทำความผิดมีลักษณะเป็นกลางต่อความเสี่ยง (Risk Neutral) จะมีความรู้สึกไม่แตกต่าง (Indifferent) ระหว่างทั้ง 3 กรณี นั่นคือ แม้ส่วนผสมของขนาดของบทลงโทษและโอกาสในการถูกจับกุมจะแตกต่างกัน แต่ก็ให้มูลค่าของค่าปรับคาดคะเนเท่ากัน ซึ่งส่งผลต่อการป้องปรามการก่ออาชญากรรมเหมือนกัน

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดมีลักษณะเป็นกลางต่อความเสี่ยง และโอกาสในการจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีมีค่าคงที่ ค่าปรับที่เหมาะสมจะมีค่าเท่ากับมูลค่าของความเสียหายหารด้วยโอกาสในการจับกุม หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าปรับที่คาดคะเนจะเท่ากับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น

ส่วนในกรณีที่ค่าของโอกาสในการจับกุมคนผิดมาลงโทษสามารถเปลี่ยนแปลงได้ การกำหนดค่าปรับหรือบทลงโทษที่เหมาะสมของสังคมต้องผสมผสานขนาดของค่าปรับและโอกาสในการจับกุมคนผิดมาลงโทษอย่างลงตัว ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดมีลักษณะเป็นกลางต่อความเสี่ยง ภายใต้มูลค่าของค่าปรับคาดคะเนที่เท่ากัน ซึ่งหมายความถึงระดับการป้องปรามอาชญากรรมที่เท่ากัน หากโอกาสในการจับตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษมีน้อย ค่าปรับต้องสูงขึ้นมากเพื่อเป็นการขู่ไม่ให้คนกล้ากระทำความผิด แต่หากกฎหมายกำหนดค่าปรับไว้ในระดับต่ำ กระบวนการยุติธรรมต้องสร้างโอกาสในการจับคนผิดมาลงโทษได้สูง มิเช่นนั้น กฎหมายก็จะไม่มีผลป้องปรามอาชญากรรม ดังนั้นขนาดของค่าปรับและความน่าจะเป็นในการจับกุมอาชญากรมาลงโทษจึงแปรผกผันกัน

กระนั้นในโลกแห่งความเป็นจริง คนมักมีลักษณะไม่ชอบความเสี่ยง (Risk Aversion) คนเหล่านี้จะมีความรู้สึกแตกต่างระหว่าง 3 กรณีตัวอย่างข้างต้น โดยจะให้คุณค่ากับขนาดของค่าปรับในการตัดสินใจเป็นสำคัญ ไม่ว่าโอกาสในการถูกจับกุมจะมากน้อยเพียงใด แม้การถูกปรับ 1,000,000 บาท มีโอกาสเพียงน้อยนิด ก็ไม่กล้าเสี่ยงกระทำความผิด พฤติกรรมจะตอบสนองตามขนาดของค่าปรับ เช่นนี้แล้ว ผลในการป้องปรามของทั้ง 3 กรณีข้างต้น (ซึ่งต่างก็ให้มูลค่าของค่าปรับคาดคะเนเท่ากัน) จึงไม่เท่ากัน โดยผู้กระทำความผิดจะชอบกรณีค่าปรับน้อยมากที่สุด

หากวิเคราะห์ต้นทุนของการเพิ่มขนาดของบทลงโทษและการเพิ่มโอกาสในการจับกุมคนร้ายมาลงโทษจะพบว่า การปรับเงินไม่ก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคมมากนัก เพราะเป็นการถ่ายโอน (Transfer) ทรัพย์สินจากผู้กระทำความผิดสู่ภาครัฐ ต้นทุนสำคัญคือ ต้นทุนในการจัดเก็บค่าปรับ ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของค่าปรับ กล่าวคือ ถ้าค่าปรับมีมูลค่าสูง ต้นทุนในการจัดเก็บค่าปรับก็สูงขึ้นตามไปด้วย

ในขณะที่การเพิ่มโอกาสในการจับกุมอาชญากรมาลงโทษมีต้นทุนต่อสังคม เนื่องจากมีต้นทุนในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ต้องจ้างตำรวจมากขึ้น ต้องลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์มากขึ้น ต้องจ่ายต้นทุนในการบริหารจัดการในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งไม่แน่ว่าต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มความน่าจะเป็นในการจับคนร้ายมาลงโทษจะคุ้มค่ากับผลประโยชน์ส่วนเพิ่มหรือไม่

ดังนั้นแนวคิดนิติเศรษฐศาสตร์จึงเสนอว่า ระบบการลงโทษที่พึงปรารถนาของสังคม (มีประสิทธิภาพ) คือ การกำหนดค่าปรับในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อใช้บทลงโทษเป็นเครื่องมือในการป้องปรามการกระทำความผิด แทนที่จะมุ่งเน้นการลงทุนใช้จ่ายด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เนื่องจากวิธีแรกช่วยประหยัดทรัพยากรในการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างต้นทุนต่อสังคมไม่มาก

ข้อเสนอดังกล่าวยังสอดคล้องกับธรรมชาติของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่โอกาสในการจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษเป็นเยี่ยงอย่างไม่ให้คนอื่นกระทำตามมีระดับความน่าจะเป็นค่อนข้างต่ำ

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 29 มีนาคม 2553