นิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการป้องปรามอาชญากรรม: การป้องปรามส่วนเพิ่ม

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานเชื่อว่าคนมีการตัดสินใจในรูปแบบ "ส่วนเพิ่ม" กล่าวคือ แต่ละคนตัดสินใจโดยคำนึงถึงส่วนที่เพิ่มขึ้นจากฐานเดิม คนที่มีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์ตัดสินใจเลือกกระทำสิ่งใดขึ้นกับว่าผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม (marginal benefit) จากกิจกรรมนั้นสูงกว่าต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) หรือไม่

ตัวอย่างเช่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ตัดสินใจว่าจะอุทธรณ์ต่อดีหรือไม่ การตัดสินใจของโจทก์ขึ้นอยู่กับการประเมินผลประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มขึ้นในชั้นอุทธรณ์ (เช่น โอกาสที่อาจพลิกกลับมาชนะคดีจนได้รับค่าชดเชย) กับต้นทุนที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นในชั้นอุทธรณ์ (เช่น ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ค่าเสียเวลาต่อ) ถ้าประเมินแล้วโจทก์เห็นว่าผลประโยชน์ส่วนเพิ่มของการอุทธรณ์สูงกว่าต้นทุนส่วนเพิ่มของการอุทธรณ์ โจทก์ก็จะตัดสินใจสู้คดีต่อ

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากกฎหมายกำหนดบทลงโทษการขโมยรถจักรยานกับการขโมยรถยนต์เท่ากัน (ไม่มีบทลงโทษส่วนเพิ่มสำหรับอาชญากรรมที่มีระดับความรุนแรงไม่เท่ากัน) นักเศรษฐศาสตร์จะทำนายว่าโจรมีแนวโน้มที่จะขโมยรถยนต์เพิ่มมากขึ้น เพราะการขโมยรถยนต์สร้างผลประโยชน์ส่วนเพิ่มให้โจรเมื่อเทียบกับการขโมยรถจักรยาน เนื่องจากมีมูลค่าสูงกว่า และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่า ขณะที่ต้นทุนส่วนเพิ่มของการขโมยเท่ากับศูนย์ เพราะมีโทษเท่ากัน โจรที่เป็นคนมีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์ย่อมตัดสินใจขโมยรถยนต์แทนรถจักรยาน

ทฤษฎีนิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการป้องปรามอาชญากรรมจึงเสนอว่า บทลงโทษที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงแนวคิดการป้องปรามส่วนเพิ่ม (marginal deterrence) ด้วย หลักการป้องปรามอาชญากรรมต้องกำหนดบทลงโทษให้แตกต่างกันตามประเภทของอาชญากรรมที่มีระดับความรุนแรงและความเสียหายไม่เท่ากัน กล่าวคือ ต้องกำหนดบทลงโทษคาดคะเนให้เท่ากับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงสำหรับระดับความเสียหายต่าง ๆ ทุกระดับ

บทลงโทษที่เหมาะสมต้องกำหนดบทลงโทษสูงที่สุดแก่อาชญากรรมประเภทที่มีขนาดของความรุนแรงมากที่สุด เช่น การฆ่าต่อเนื่อง แล้วกำหนดบทลงโทษลดหลั่นกันลงมาตามขนาดความรุนแรงของอาชญากรรมจากการฆ่าคนตาย ไล่ลงมาถึงการลักเล็กขโมยน้อย เพื่อเพิ่มต้นทุนส่วนเพิ่มแก่การประกอบอาชญากรรมที่มีระดับความรุนแรงสูงขึ้น ทำให้อาชญากรไม่กล้าทำความผิดที่รุนแรงขึ้น มิเช่นนั้น อาชญากรจะมีแรงจูงใจที่จะประกอบอาชญากรรมที่มีระดับความรุนแรงสูงมากกว่าต่ำ หากกำหนดบทลงโทษของอาชญากรรมต่างประเภทไว้เท่าเทียมกัน ตามหลักคิดแบบส่วนเพิ่ม

ลองพิจารณากรณีสมมติด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างประกอบการวิเคราะห์

สมมติว่า สังคมหนึ่งต้องการลดจำนวนการปล้น จึงเพิ่มบทลงโทษของการปล้นเป็นการจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเป็นโทษเทียบเท่ากับการฆ่าคนตายโดยตั้งใจ แน่นอนว่า อาชญากรจำนวนหนึ่งคงไม่กล้าที่จะปล้นต่อไป เพราะเกรงกลัวโทษที่หนักขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มบทลงโทษดังกล่าวอาจนำมาซึ่งผลพวงที่ไม่ได้คาดหวังตั้งใจไว้ (unintended consequence) ด้วยก็เป็นได้

นิติเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตเชิงทำนายไว้ว่า ภายหลังจากการเพิ่มโทษดังกล่าว สังคมนั้นอาจจะเกิดเหตุปล้นเสร็จแล้วฆ่าเหยื่อทิ้งมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนส่วนเพิ่มของการฆ่า (เมื่อเทียบกับการปล้น) เท่ากับศูนย์ แต่ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มของการฆ่าเป็นบวก เพราะการฆ่าปิดปากเหยื่อช่วยลดความน่าจะเป็นในการถูกจับกุมมาลงโทษ (ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์) ทำให้ต้นทุนคาดคะเนของการก่ออาชญากรรมลดลง

ดังนั้น อาชญากรที่ปล้นจึงมีแรงจูงใจที่จะฆ่ามากขึ้น ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดอาจมีจำนวนคนตายเพิ่มมากขึ้น หากการแก้กฎหมายดังกล่าวส่งผลกระตุ้นพฤติกรรมปล้นแล้วฆ่ามากกว่าส่งผลป้องปรามให้อาชญากรไม่กล้าปล้นตั้งแต่แรกเพราะกลัวโทษที่แรงขึ้น

นอกจากการป้องปรามส่วนเพิ่มจะสะท้อนอยู่ในรูปแบบของบทลงโทษที่หนักเบาแตกต่างกันตามฐานความผิดแล้ว ยังอาจสะท้อนอยู่ในการลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีแตกต่างกันตามฐานความผิดด้วย โดยภาครัฐควรลงทุนในการเพิ่มโอกาสจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษมากขึ้นในคดีที่มีความเสียหายร้ายแรงมากกว่า
 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 มิถุนายน 2553