ปราบดา ถึง วินทร์
กันยายน 2551
มีคนชวนผมไปดูฉากของหนังฮอลลีวูดที่เพิ่งมาถ่ายในกรุงเทพฯไปหมาดๆ เป็นฉากอลังการและกินเนื้อที่มากทีเดียวครับ หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกรุงเซี่ยงไฮ้ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง จึงต้องจำลองตึกรามบ้านช่องของย่านหรูๆในเซี่ยงไฮ้ยุคนั้นขึ้นอย่างละเอียด แถมยังต้องเป็นย่านใกล้ท่าเรือ จึงมีการสร้างด้านหนึ่งของเรือเดินสมุทรขนาดยักษ์ขึ้นมาด้วย ยังไม่นับนักแสดงประกอบเป็นพันคน เครื่องแต่งกายย้อนยุค เทคนิคพิเศษ ฯลฯ รวมเบ็ดเสร็จผมไม่ทราบหรอกครับว่าหมดเงินไปเท่าไร แต่งบประมาณของหนังเรื่องนี้คือ 65 ล้านดอลลาร์ หรือกว่าสองพันล้านบาท
ฝรั่งคนหนึ่งที่ร่วมเดินทางไปดูฉากหนังกับผม เป็นฝรั่งทำงานเอ็นจีโอในองค์กรเกี่ยวกับการปราบปรามและต่อต้านขบวนการผลิต และค้ายาปลอม (ยารักษาโรคนะครับ ไม่ใช่ยาเสพติด) เมื่อเขาได้ยินตัวเลขงบประมาณของหนัง ถึงกับตีหน้าเศร้าแล้วเปรยขึ้นว่า “รู้ไหม องค์กรที่ผมทำงานอยู่ งบประมาณที่ได้ในการทำงาน สามสิบปีรวมกันยังไม่เท่าเงินสร้างหนังเรื่องนี้เลย”
คำพูดของฝรั่งคนนี้ทำให้ผมนึกถึงจดหมายฉบับก่อนของคุณวินทร์ คุณวินทร์บอกว่าเสียดายเงินมหาศาลที่ถูกใช้ไปกับพิธีเปิดโอลิมปิกเกมส์ใน ประเทศจีน และนึกสงสัยว่าเหตุใดมนุษย์อย่างเราๆ จึงสามารถลงทุนกับเรื่องบันเทิงคึกคะนองอย่างการแข่งกีฬาได้แบบใจป้ำ แต่กลับไม่ยอมใช้เงินไปกับการทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น
นี่เป็นคำถามหนึ่งที่คำตอบของมันไม่สามารถทำให้ผมทำใจมองมนุษย์ในแง่ดีได้บ่อยนัก ผมไม่เห็นเหตุผลใดเลยที่มนุษย์จะช่วยเหลือกันไม่ได้ นอกจากความจริงที่ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่เห็นแก่ตัว อะไรที่ทำแล้วไม่ได้ผลประโยชน์เข้าตัวเอง แม้รู้อยู่กับอกว่าจะเกิดผลดีต่อสังคม เราก็เลือกที่จะไม่ทำ จนกว่าจะแน่ใจเสียก่อนว่าเราจะได้รับอะไรดีๆสักอย่างเป็นการตอบแทน (ถ้าไม่ใช่ผลกำไรที่เป็นเงิน ก็ต้องเป็นอำนาจ ตำแหน่ง ชื่อเสียง หรืออนุสาวรีย์) ผมไม่เห็นว่าเหตุใดโลกยังต้องมีประเทศยากจนถึงขั้นประชาชนอดตาย หากบรรดาอภิมหาเศรษฐีทั้งหลายจะยอมเจียดเงินเพียงเล็กน้อยไปช่วยเหลือ ปัญหาของโลก รวมทั้งของสังคมไทย ไม่ได้ใช่เพราะขาดแคลนงบประมาณแก้ไขดังที่บรรดาผู้มีตำแหน่งอ้างกันบ่อยๆ (เรามีอดีตนายกฯที่ติดอันดับคนรวยที่สุดคนหนึ่งของโลกเชียวนะครับ!) แต่เป็นเพราะเงินส่วนใหญ่ถูกกักเก็บไว้ใช้กับเรื่องส่วนตัว เฉพาะในบางกลุ่มคน บางครอบครัว บางอาชีพ แต่การช่วยเหลือคนอื่น เรื่องอะไรจะมีคนโง่ยอมเสียสละเงินของตัวเองไปให้
ย่อมเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อย ที่หนังเรื่องหนึ่ง (ที่ไม่มีอะไรยืนยันได้ด้วยซ้ำว่าจะเป็นหนังที่ดีหรือไม่) จะได้งบประมาณการสร้างถึงสองพันล้านบาท ในขณะที่การขอทุนสนับสนุนการศึกษาเด็กยากจนแค่คนละไม่กี่พันบาท ยังยากที่จะมีคนยอมควักกระเป๋าให้ฟรีๆ
ความบันเทิงเป็นธุรกิจ หนึ่งที่มนุษย์ยอมเสียเงินกับมันโดยไม่ไตร่ตรองมากนัก และนับวันมันยิ่งกลายเป็นปัจจัยเชื่อมโยงมนุษย์ในสังคมเข้าด้วยกันยิ่งกว่า สิ่งอื่นใด ธุรกิจอย่างการสร้างภาพยนตร์จึงมีคนทุ่มเงินร่วมลงทุนเป็นร้อยเป็นพันล้าน เพราะหวังว่าผลที่ได้กลับมาอาจทวีคูณพูนเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก หรืออย่างน้อยการได้ชื่อว่าเป็นนายทุนทำหนังก็เท่ดี เท่กว่าการให้เงินพัฒนาสังคมฟรีๆโดยไม่หวังผลตอบแทน เท่กว่าการให้งบวิจัยยารักษาโรคเอดส์และมะเร็ง คนเราคงจะเกลียดความเครียดและความหดหู่กันอย่างเข้าไส้ จึงมีเวลาให้แต่กับความบันเทิงเท่านั้น แม้ว่าความบันเทิงส่วนใหญ่ที่เราได้รับทุกวันนี้จะปราศจากคุณค่าโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าทางความรู้ คุณค่าทางจิตใจ คุณค่าทางศิลปะ หรือกระทั่งคุณค่าทางความบันเทิง
หลายหลากกิจกรรมที่มีขึ้นเพื่อความบันเทิง กลายเป็นความเคยชิน สักแต่ว่ามีไปอย่างนั้น ไม่ได้สนุกสนานเบิกบานใจเป็นพิเศษ คนติดทีวีก็ต้องเปิดทีวีดู แม้ไม่มีอะไรดีๆให้ดู คนติดอินเตอร์เน็ตก็ต้องท่องโลกไซเบอร์ตลอดเวลาอย่างไม่มีจุดหมาย ความเคยชินและการเสพติดเช่นนี้ทำให้คนทำธุรกิจบันเทิงอยู่ได้อย่างเจริญ ยิ่งๆขึ้นไปเรื่อยๆ และมีการลงทุนผลิตความบันเทิงอัดฉีดด้วยเงินจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนเราจึงไม่รู้สึกแปลกๆกับการแห่ไปดูหนังที่สร้างด้วยงบ ประมาณสูงๆ นอกจากจะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ เรากลับรู้สึกตื่นเต้นไปกับผู้สร้าง เรากลับฟังโฆษณาแล้วเชื่อว่าหนังที่ลงทุนสูงๆแปลว่าต้องตระการตาน่าดู หรือแปลว่าต้องเป็นหนังเปี่ยมคุณภาพ (ทั้งที่ประสบการณ์ส่วนใหญ่สอนเราว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น) เราไม่เคยคิดว่าเงินจำนวนร้อยล้านพันล้านสามารถนำไปทำอะไรได้มากมาย ที่น่าดูกว่าความบันเทิงยาวหนึ่งชั่วโมงครึ่งหรือสองชั่วโมง และเราไม่เคยรู้สึกคับข้องใจที่คนในวงการบันเทิงมีรายได้มหาศาลข้ามหน้าข้ามตาอาชีพอื่นๆ
คนเขียนหนังสือเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งบอกว่าสาเหตุที่คนบางคนมีรายได้มากมายผิดมนุษย์มนา ก็เพราะไม่มีใครในโลกนี้เป็นเช่นพวกเขาและเธอได้ ไม่มีใครเป็นบิลล์ เกทส์ ได้ เขาจึงเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง ไม่มีใครเป็นไทเกอร์ วูดส์ ได้ เขาจึงเป็นนักกีฬามหาเศรษฐี ไม่มีใครหน้าตาดีและมีลีลาแบบทอม ครูซ เขาจึงเป็นนักแสดงที่มีค่าตัวสูงลิบลิ่ว เขาบอกว่าเรื่องแบบนี้เป็นระบบปกติตามธรรมชาติของสังคม ใครที่โดดเด่นเป็นพิเศษ มีความสามารถพิเศษ ก็ย่อมได้รับความสนใจและย่อมถูกประเมินค่าสูงกว่าคนอื่นๆ
แต่เมื่อหันไปมองมหาเศรษฐีบางคน ผมหาคำตอบไม่ค่อยได้เลยจริงๆว่าพวกเขามีความโดดเด่นเป็นพิเศษอย่างไรจึงมีสิทธิ์ร่ำรวยขนาดนั้น เศรษฐีจำนวนมากรวยเพราะการหลอกลวงต้มตุ๋น จำนวนไม่น้อยรวยจากกิจกรรมผิดกฎหมาย จนถึงวันนี้ผมยังไม่เข้าใจว่าความพิเศษของคนอย่างอดีตนายกฯไทยคืออะไร (ไม่ใช่คนที่ลี้ภัยเข้าไปในห้องน้ำสาธารณะ แต่คนที่หนีไปเข้าห้องน้ำต่างประเทศ) นอกจากความเป็นนักธุรกิจที่มุ่งแต่จะหาโอกาสทำเงิน ไม่ได้มีความสนใจหรือรักงานใดเป็นพิเศษ และที่เคยประกาศปาวๆว่าจะใช้เงินตัวเองช่วยเหลือสังคม ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้น ตรงกันข้าม เขายังคงเดินหน้าทำธุรกิจส่วนตัวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งและไม่ยอมเสียผลประโยชน์ คนอย่างบิลล์ เกทส์ ถึงแม้ผมจะไม่ได้ชื่นชมเขานัก ก็ยังน่ายกย่องตรงที่เขาเติบโตขึ้นจากงานที่เขาทำจริงตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ความร่ำรวยของเขาเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ไม่ถึงกับน่าเกลียด และการที่เขากำลังพยายามทำตัวเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมอยู่ในปัจจุบัน ก็ถือว่าน่าสนใจ
อดีตนายกฯไทยคนล่าสุด (ที่หลบหนีเข้าห้องน้ำสาธารณะ) เคยกล่าวปกป้องอดีตนายกฯไทย (ที่หลบไปเข้าห้องน้ำต่างประเทศ) ว่า ความผิดของเขามีอย่างเดียวคือเป็นคนรวย
ผมไม่ใช่คนประเภทเพ้อฝัน ที่เชื่อว่าความทัดเทียมกันระหว่างมนุษย์ในสังคมจะมีอยู่จริง ในทางกลับกัน ผมเชื่อในธรรมชาติของความไม่ทัดเทียมด้วยซ้ำ ผมคิดว่าคนเรา เช่นเดียวกับสัตว์ ล้วนมีความแตกต่าง มีสถานะ มีหน้าที่ กระทั่งต้องมีฐานะแตกต่างกัน ความเป็นคนรวยจึงไม่ใช่ความผิด ความผิดที่แท้จริงของคนอย่างอดีตนายกฯไทยคนนั้น คือการเป็นคนรวยที่เห็นแก่ตัว
แม้จะไม่สามารถมองมนุษย์ในแง่ดี ได้มากนัก ผมก็คิดว่ามนุษย์ยังมีคุณสมบัติพิเศษอย่างน้อยสามข้อคือ ความมีสำนึก ความละอายใจ กับความเมตตา และปัญหาในโลกคงจะลดน้อยลงได้จริง หากคุณสมบัติเหล่านี้จะมีอยู่ในผู้มีอำนาจจัดพิธีเปิดโอลิมปิกเกมส์ ผู้สร้างหนังสองพันล้าน เจ้าของสินค้ายอดนิยม ผู้ค้าอาวุธ นักการเมือง และผู้นำประเทศชาติ
แปลกนะครับ คนเหล่านี้มักเกิดมาโดยปราศจากยีนของความละอายใจ
.................................................................................................. วินทร์ ตอบ ปราบดา
21 กันยายน 2551 ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวคนขับรถแท็กซี่เก็บกระเป๋าสตางค์ของผู้โดยสารได้แล้วส่งคืนเจ้าของ บางครั้งเป็นเงินหลักแสนหลักล้าน ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า บางทีมนุษยชาติยังพอมีความหวัง แต่ทุกครั้งที่เห็นพฤติกรรมของพวก ‘ยิ่งรวยยิ่งโลภ’ มากมายในบ้านเรา ก็หดหู่อีกครั้ง เพราะจำนวนคนที่มีพอและยอมเจียดเงินไปเพื่อประโยชน์ของคนที่มีไม่พอนั้นมีน้อยกว่าน้อย ความเห็นแก่ตัวอาจไม่จัดว่าเป็นโศกนาฏกรรมหนึ่งของมนุษยชาติ แต่ความไม่รู้จักพอนี่สิครับที่เป็น! เราล้วนมีความเห็นแก่ตัว มากหรือน้อยขึ้นกับแต่ละคน คนส่วนใหญ่จะช่วยเหลือคนอื่นก็ต่อเมื่อปากท้องของพวกเขาอิ่มเรียบร้อยแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ มันอาจเป็นผลมาจาก The Selfish Gene ก็ได้! แต่ก็มีบางพวกที่ไม่มีวันพอ ทว่าเป้าหมายของสังคมอุดมคติ (ถ้าเรายังอยากเดินไปเฉียดๆ จุดนั้น) น่าจะเป็นการรักษาความสมดุลระหว่างคนมีกับคนไม่มี ตราบใดที่เราไม่สามารถรักษาความสมดุลตรงนี้ได้ ผู้คนก็อาจยอมทำเรื่องที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน เพื่อที่จะแลกกับเงินและหรือสถานะที่ต้องการ ยกตัวอย่างเงินเดือนของอาชีพต่างๆ เราพอเห็นอะไรหลายอย่างจากความแตกต่างของรายได้ ผมจะไม่ยกตัวอย่างพวกสุดขั้วอย่างเช่นดาราภาพยนตร์ที่เล่นหนังหนึ่งเรื่อง ได้ค่าจ้างยี่สิบล้านเหรียญสหรัฐฯ เรามายกตัวอย่างอาชีพทั่วไป เช่น ครู หมอ นักฟุตบอล ดีกว่า รายได้ครูในอเมริกาเฉลี่ยประมาณปีละ 4-5 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ รายได้หมอในอเมริกาประมาณปีละ 3 แสนไปจนถึงล้านกว่าเหรียญสหรัฐฯ สำหรับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลชั้นธรรมดาที่เพิ่งเล่นได้ไม่นานได้เงินตกประมาณปีละ 3-4 แสนเหรียญสหรัฐฯ ส่วนรายได้นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลชั้นนำคือปีละ 7-8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ใช่! ถ้าถามว่าอาชีพใดสำคัญกว่าต่อความเจริญของประเทศ ระหว่างการเล่นบอลหรือการปลูกปั้นเด็กเป็นผู้เป็นคน เราก็ตอบได้ง่ายดาย แต่ถ้าถามเด็กว่าอยากทำงานอะไรเมื่อโตขึ้น คำตอบอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มองไปรอบตัวจะเห็นว่าสภาพสังคมต่างๆ ล้วนเป็นอย่างนี้ ช่องว่างของรายได้ต่างกันหลายร้อยเท่า แน่นอนผมไม่ได้ซื่อ(บื้อ)จนเชื่อว่าโลกของเราไม่มีชนชั้นหรือมนุษย์ทุกคน ต้องเสมอภาคกัน แต่ผมเชื่อว่า หากเราไม่สามารถรักษาสมดุลของรายได้อาชีพต่างๆ ก็จะเป็นที่มาของปัญหาอีกมากมาย สมาคมการศึกษาแห่งชาติของอเมริกาบอกว่า “ครูไม่ควรจะต้องเลือกระหว่างการทำงานในสิ่งที่รักกับภาระในการเลี้ยงดูครอบครัว” ความจริงแล้ว ไม่เฉพาะแต่ครู โลกไม่ควรจะมีผู้ประกอบอาชีพใดที่ควรต้องตกในสภาพต้องเลือกอย่างนี้ด้วยซ้ำ ราวสองปีนี้มีข่าวนักการเมืองสิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง ประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ เรื่องนักการเมืองขอเงินสร้างรัฐสภาใหม่หรือขอขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่เรื่องนี้เป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลกก็เพราะเราเพิ่งรู้ว่าเงินเดือนนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คือสองล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี เท่ากับห้าเท่าของเงินเดือนของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ประมาณสี่แสนดอลลาร์สหรัฐฯ) ส่วนเงินเดือนรัฐมนตรีสิงคโปร์นั้นเพิ่มขึ้นมาเป็น(แค่) 1.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี ทิ้งห่างหลายช่วงตัวจากรายได้ของผู้นำและรัฐมนตรีในประเทศอื่นๆ เช่น เงินเดือนนายกฯอังกฤษ ราว 370,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี เงินเดือนผู้นำเยอรมนี 350,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี เงินเดือนนายกฯญี่ปุ่น 360,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี เงินเดือนผู้นำหลายชาตินี้จิ๊บจ๊อยมาก เทียบประมาณนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลขั้นน้องใหม่เท่านั้นเอง เงินเดือนสูงๆ ของข้าราชการระดับสูงในสิงคโปร์นี้เป็นนโยบายที่ริเริ่มโดยลีกวนยิว ด้วยความเชื่อว่า หากให้เงินเดือนข้าราชการสูงพอกับ (หรือสูงกว่า) เอกชน จะเป็นแม่เหล็กที่ดีที่สุด ทางราชการจะได้คนที่เก่งที่สุดมาบริหารประเทศ อีกเหตุผลหนึ่งคือเงินเดือนสูงๆ น่าจะช่วยลดแรงจูงใจที่จะคอร์รัปชั่น บอกตรงๆ อย่าได้คิดใช้ระบบนี้ในเมืองไทยอย่างเด็ดขาด แม้ว่าเงินเดือนผู้นำของเราต่ำต้อยจนน่าสงสาร (นายกรัฐมนตรีไทยได้รับเงินเดือนแสนกว่าบาทเองครับ บางท่านจึงต้องไปรับจ๊อบทำครัว) ทั้งนี้เพราะรัฐมนตรีของสิงคโปร์ทำงานคุ้มค่าเงินเดือน ไม่เหมือนนักการเมืองบางประเทศ นึกจะไม่เข้าสภาก็ไม่เข้า อย่างไรก็ตาม ที่ผมรู้สึกว่าน่าขันขื่นอย่างยิ่งก็คือ ช่องว่างเงินเดือนของนักการเมืองกับครูในสิงคโปร์ต่างกันกว่าห้าสิบเท่า เงินเดือนครูโรงเรียนอนุบาลที่สิงคโปร์ประมาณ 800-2,000 เหรียญสิงคโปร์ (2-5 หมื่นบาทในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงกว่าบ้านเราหลายเท่า) หรือราว 16,800 เหรียญสหรัฐฯต่อปี เท่ากับการเขี่ยบอลเล่นสามชั่วโมงของนักฟุตบอลชั้นนำในอังกฤษ! วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซูเปอร์มหาเศรษฐีคนหนึ่งของโลก ซีอีโอผู้รับเงินเดือนแค่ราวหนึ่งแสนเหรียญสหรัฐฯต่อปี (ซีอีโอทั่วไปมีรายได้เฉลี่ยต่อปีเก้าล้านดอลลาร์) บอกว่า อเมริกาจ่ายเงินให้นักมวยสิบล้านเพื่อน็อกคู่ต่อสู้ให้ล้มในเวลาสิบวินาที แต่ไม่สามารถจ่ายเงินสูงๆ แก่ครูที่เก่งที่สุด หรือพยาบาลที่ดีที่สุด เขาว่ามันเป็นการจ่ายที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง จริงอย่างที่เขาว่า! เมื่อดูการซื้อตัวนักฟุตบอลอาชีพทีละหลายสิบล้านปอนด์ ก็รู้สึกอ่อนใจเหลือกำลัง อะไรจะเว่อร์ขนาดนั้น! นี่ยังไม่ได้พูดถึงอาชีพอื่นๆ ที่อาจทำเงินได้มากกว่านี้ เช่น นักปั่นหุ้น นักเก็งกำไร นักการตลาดในรูปของนักการเมือง ฯลฯ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เราล้วนรู้ดีว่าอาชีพยอดฮิตตลอดกาลก็คือแพทย์ เพราะโลกเราขาดแคลนหมออยู่เสมอ เป็นอาชีพที่ไม่มีวันตกงานเด็ดขาด ยกตัวอย่างเงินเดือนหมอในสิงคโปร์ที่เปิดคลินิกเอกชนก็ราวปีละ 2-3 แสนเหรียญสหรัฐฯต่อปี แม้จะสูง แต่ก็ยังต่ำกว่านักฟุตบอลหรือพวกเล่นหุ้นเก่งๆ ดังนั้นผมเชื่อว่าปราบดาคงไม่แปลกใจหากรู้ว่าหมอจำนวนไม่น้อยเลิกทำงานสายนี้ ไปเล่นหุ้นหรือทำธุรกิจอย่างอื่นที่ให้เงินมากกว่าหลายสิบหลายร้อยเท่า แนวโน้มแบบนี้จะขยายตัวมากขึ้นในสายอาชีพต่างๆ เรียนหนักหลายปี เสียงบประมาณแผ่นดิน เสียงแรงอาจารย์ จบออกมาไปเต้นโคโยตี้หรือถ่ายนู้ดที่ให้เงินมากกว่า ครั้นจะโทษบัณฑิตที่จบออกมาทำงานสายอื่นก็พูดไม่ได้เต็มปาก เพราะการเรียนวิชาที่รักเป็นเรื่องหนึ่ง เงินเดือนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในสังคม ‘เท่าไรก็ไม่พอ’ แบบนี้ ใครๆ ก็อยากได้เงินเดือนสูงๆ ได้แต่หวังว่า เราจะมีคนที่รักงานของตัวเองมากพอที่จะไม่เปลี่ยนอาชีพเป็นจำนวนมากพอที่ สังคมไม่ล่มสลาย มิเช่นนั้นอีกหน่อยเราอาจต้องอิมปอร์ตครู ไปจนถึงหมอ! ส่วนนักเขียนอย่างเราๆ คงเป็นพวกสุดท้ายที่มีปัญหาครับ เพราะข้อหนึ่ง เราทำงานอย่างอื่นไม่เป็น และข้อสอง เราไม่มีปัญหาเรื่องค่าตอบแทน แหม! อย่าให้คุยเลย! เงินเดือนนักเขียนนี่ดีกว่านักเล่นหุ้น หรือนักฟุตบอลชั้นนำของโลกเสียอีก ไม่เชื่อไปถามเจ๊ เจ.เค.โรลลิ่ง ดู! ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนตุลาคม 2551

