การเมืองรายวันและพระจันทร์ไม่ได้ยิ้ม

 

ปราบดา ถึง วินทร์

ธันวาคม 2551

 

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าภายในเวลาเพียงประมาณหนึ่งเดือนที่เราไม่ ได้คุยกัน การเมืองแห่งสยามจะม้วนตัวแปลงร่างสลับสับเปลี่ยนไปมาได้อย่างน่าระทึกและ รวดเร็วปานละครไทยประเภทถ่ายไปเขียนบทไปแบบวันต่อวัน ขณะที่ผมเขียนจดหมายถึงคุณวินทร์อยู่นี้เป็นวันที่ประเทศของเรากำลังจะมี นายกรัฐมนตรีคนที่ยี่สิบเจ็ด หลังจากคนที่ยี่สิบหกอยู่ในตำแหน่งได้เพียงสามเดือนกว่า และคนก่อนหน้านั้นอยู่ได้เพียงประมาณเจ็ดเดือน

สมัยเป็นเด็ก ผมรู้สึกว่านายกรัฐมนตรีคนหนึ่งดำรงอยู่ในตำแหน่งนานมาก นานเสียจนคิดว่าทั้งประเทศชาติคงมีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวจนกระทั่งวันที่ ผมตาย สงสัยเหลือเกินว่าเด็กเล็กๆในยุคนี้จะรู้สึกสับสนกับความเปลี่ยนแปลงรายวัน ของการเมืองไทยขนาดไหน เดือนก่อนนั้นนายกฯยังเป็นคนแก่พุงกลมจมูกโตขี้โม้ ทำไมสัปดาห์ที่แล้วจึงกลายเป็นคนผอมบอบบางร่างเล็กที่ชอบตีหน้าเอ๋อเหลอแล้ว พูดตะกุกตะกักว่า “ยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่เห็น ยังไม่ได้คิด” แล้วไหงอยู่ๆวันนี้กลายเป็นคนหนุ่มหน้าหล่อขึ้นมาเสียได้ ผู้ใหญ่เขาเล่นอะไรกันอยู่ พวกเขาเป็นหุ่นยนตร์ทรานสฟอร์เมอร์อย่างนั้นหรือ

พูด ถึงเด็กเล็กแล้วทำให้ผมนึกย้อนถึงเมื่อไม่กี่วันก่อน (เดี๋ยวนี้ไม่ต้องรำลึกอดีตที่แสนห่างไกลมากมายอะไรแล้วละครับ โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นมากจริงๆ) ท่ามกลางความเครียดขึงตึงขมับของสถานการณ์ต่างๆนานา ผมเห็นรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์บางช่องยกทีมไปสัมภาษณ์เด็กประถมต้นว่า รู้สึกอย่างไรกับวิกฤตการเมือง ไม่ใช่แค่รายการเดียวนะครับ ผมเห็นจากหลายช่องและหลายวันติดๆกัน ประมาณว่าการสัมภาษณ์เด็กอยู่ๆก็กลายเป็นเทรนด์ขึ้นมา ผู้ใหญ่ที่ไปสัมภาษณ์เด็กคงมีความหวังดีต่อผู้ชมทางบ้าน อยากให้ได้เห็นได้ฟังอะไรน่ารักน่าเอ็นดูและรื่นหูบ้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เด็กๆก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แต่ละคนช่างพูดได้สะกิดใจผู้ใหญ่ดีเหลือเกิน ทั้งๆที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประชาธิปไตยคืออะไร บรรดาน้องๆหนูๆต่างก็บอกว่าอยากให้ผู้ใหญ่เลิกทะเลาะกัน อยากให้ทุกฝ่ายสมานฉันท์เพื่อชาติ อยากให้หันมาดูแลปัญหาปากท้องประชาชนดีกว่า กรุณาอย่าทำให้บ้านเมืองบอบช้ำไปกว่านี้เลยนะคะ (ไม่ว่าสื่อจะไปสัมภาษณ์เด็กหรือผู้ใหญ่ คำศัพท์ตามสูตรที่ต้องได้ยินเสมอมีอยู่ไม่กี่คำหรอกครับ เช่น บอบช้ำ สมานฉันท์ เพื่อชาติ ปัญหาปากท้อง ฯลฯ) สัมภาษณ์จบแล้วผู้ใหญ่ก็มานั่งส่งยิ้มกันไปมา แหม เด็กๆช่างน่ารักน่าฟัดกันจริงๆนะเธอ

ผมเป็นคนชอบเด็ก (ทั้งเล็กและใหญ่) และชอบฟังความคิดซื่อบริสุทธิ์ของเด็กพอๆกับคนอื่น แต่ไม่รู้ทำไมนะครับ ผมรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นมุกสัมภาษณ์เด็กเล็กเรื่องปัญหา บ้านเมืองแบบนั้น เห็นแล้วยิ่งรู้สึกหดหู่ขึ้นไปอีก ทำให้เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวและท้อแท้ว่าผู้ใหญ่ในบ้านเราคงหมดปัญญาจะ แก้ไขปัญหาของผู้ใหญ่กันเองเสียแล้ว จึงต้องคลายเครียดด้วยการไปขอความเห็นจากเด็กที่ไม่รู้รายละเอียดตื้นลึกหนา บางของวิกฤตการเมืองเลย แถมยังเอาคำตอบจากความไม่รู้ของเด็กๆมาชื่นชมสรรเสริญทำนองว่า “ขนาดเด็กก็ยังคิดแบบนี้ได้” เขาไม่รู้กันจริงๆหรือว่าเด็กพูดตามผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เองต่างหากที่ต้องละอายใจว่าทำไมจึงเอาความคิดตื้นๆแบบนั้นไปฝังไว้ ในสมองเด็ก

ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของผู้ใหญ่วัยชราหรือของเด็กห้า ขวบ ความคิดตามสูตรที่พูดกันง่ายๆอย่าง “เลิกทะเลาะกันเสียที” “สมานฉันท์เพื่อประเทศชาติ” หรือ “ทำไมไม่เอาเวลามาดูแลปัญหาปากท้องประชาชน” ล้วนเป็นความเห็นและข้อเสนอที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในความรู้สึกของผม (เช่นเดียวกับพวกข้อความ sms ในรายการโทรทัศน์ประเภท “อยากเห็นคนไทยรักกัน” พูดเหมือนอยากเห็นโรมีโอกับจูเลียตรักกัน หรืออยากให้กบกับบรู๊คได้แต่งงานกันเสียที) เพราะถ้ากลุ่มคนทั้งหลายที่ขัดแย้งแก่งแย่งอำนาจกันอยู่นั่นเขามีสำนึกหรือ มีความต้องการที่จะปฏิบัติตามความเห็นเหล่านั้น ก็คงทำไปนานแล้ว ผมคิดว่าเราต้องยอมรับว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ไม่สามารถมีคำ ว่าสมานฉันท์ เพราะมันได้กลายเป็นการแบ่งฝ่ายธรรมะกับอธรรมไปจนเกินเยียวยา ปัญหาก็คือทั้งสองฝ่าย (หรืออาจจะมีถึงสามสี่ฝ่ายเพิ่มมาอีกก็เป็นได้) ต่างตั้งตนเป็นธรรมะ งานนี้ไม่มีคนชั่ว ไม่มีใครผิด ไม่มีใครละเมิดกฎหมาย (กฎหมายเองต่างหากที่ผิด!) และไม่มีใครไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่มีใครไม่รักประชาธิปไตย มีสิ่งเดียวเท่านั้นละครับที่ดูจะแตกต่างกัน นั่นก็คือข้างหนึ่งรักทักษิณ อีกข้างหนึ่งไม่ค่อยจะรักอดีตนายกฯนายนั้นสักเท่าไร ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องถามเด็กห้าขวบผมก็พอจะคิดเองได้ว่าตัวปัญหาที่แท้จริงคืออะไร มันเป็นปัญหาคาราคาซังหลายปีที่ตราบใดดังมีอยู่ ความขัดแย้งและอาการทุลักทุเลทางการเมืองของไทยก็คงไม่คลี่คลายในเร็ววัน

ละคร เรื่องนี้คงยังไม่จบง่ายๆแน่นอน เพราะคนที่จะจบมันได้เขาไม่ยอมให้จบ และผมคิดว่าต้องใช้เวลาอีกสักระยะใหญ่เลยทีเดียวกว่าที่เราจะเรียกได้ว่า บ้านเมืองอยู่ในความสงบ เว้นแต่ว่าจะมีการหักมุมเกิดขึ้นอีก เพราะเท่าที่ผ่านมาก็หักๆเหๆอย่างงุนงงจนกระทั่งคนเขียนบทมือหนึ่งของฮอลลี วูดคงต้องยกมือไหว้

ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นและยังดำเนินอยู่ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง ผมอ่านเจอความเห็นน่าฟังในหนังสือของฝรั่งเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า “ปัญหาของสมาชิกในสังคมประชาธิปไตยก็คือพวกเขาเห็นประชาธิปไตยเป็นสูตร สำเร็จที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นภารกิจที่จะต้องทำให้มันเกิดขึ้น” หมายความว่าความจริงแม้แต่ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ระบอบการปกครองที่มีความ สมบูรณ์ถึงขั้นที่ไม่ต้องพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อเราถูกกล่อมสมองโดยปากเหม็นๆของนักการเมืองที่ต้องการรักษาอำนาจตัว เองว่า อย่างนั้นเป็นประชาธิปไตย อย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เรามักจะคิดว่าประชาธิปไตยเป็นกฎธรรมชาติที่มีข้อบังคับชัดเจนเป็นประกาศิต และการพยายามแตกกรอบออกไปคือการเป็นกบฏหรือละเมิดขอบเขตของประชาธิปไตย แต่บางครั้ง เมื่อประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือกุมอำนาจของคนโลภหัวใสที่ไม่สนใจความถูก ต้องใดๆทั้งสิ้น เราก็จำเป็นจะต้องพยายามหาหนทางแก้ไข ไม่ใช่เพื่อโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย แต่เพื่อให้สังคมปราศจากช่องโหว่สำหรับนักฉวยโอกาสทั้งหลายต่างหาก เราต้องไม่ลืมว่าระบอบการเมืองคือสิ่งที่สมมติขึ้นเพื่อบริหารจัดการการอยู่ ร่วมกันของมนุษย์ ในเมื่อมันถูกสร้างขึ้น มันย่อมถูกแก้ไขปรับเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะประชาธิปไตย “แบบไทยๆ” ในบ้านเรา ยิ่งต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุงอีกมหาศาล เพราะความจริงระบอบของเรายังเป็นประชาธิปไตยในอุ้งมือของเจ้าพ่อและนักเลง จึงมีปัญหาว้าวุ่นจนต้องไปรบกวนขอคำแนะนำจากเด็กประถมอยู่เสมอ สงสารเด็กๆที่ต้องลดตัวลงมาคลุกคลีกับเรื่องบ้าๆบอๆพวกนี้

จะว่า ไป ถึงแม้การเมืองจะทำให้เราเครียดและเหนื่อยหน่ายกับความน่าสมเพชของนักการ เมืองส่วนใหญ่ แต่ผมรู้สึกว่าอย่างไรสังคมของเราก็ต้องเดินมาถึงจุดนี้ไม่ช้าก็เร็ว การเมืองของทุกสังคมต้องเผชิญกับยุคเปลี่ยนผ่านทั้งนั้น หากมองข้ามความยุ่งยากที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของเราไปเสีย และตั้งความหวังลึกๆว่าโกลาหลวันนี้อาจจะสร้างสังคมที่แข็งแรงขึ้นในวันหน้า ก็ยังพอเป็นไปได้ที่เราจะมีความรู้สึกดีกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่บ้าง หลายต่อหลายสถานการณ์ ทั้งที่ดีและไม่ดี เกิดขึ้นได้เฉพาะในเมืองของเราเท่านั้น และเกิดขึ้นได้เพราะ “ความเป็นไทย” โดยแท้ ความที่ผมเป็นคนชอบของแปลก ผมก็ยังพอจะครื้นเครงไปกับความพิสดารของสถานการณ์ที่ทั้งน่ากังวลและน่าตื่น ตาตื่นใจไปพร้อมๆกัน แปลกจริงครับประเทศนี้ แปลกจริงๆ

ท่ามกลางความแปลกประหลาดของการเมือง ชาวสยามก็ยังได้ตื่นเต้นซ้ำซ้อนไปกับปรากฏการณ์ “พระจันทร์ยิ้ม” ช่วยทำให้ผู้คนอารมณ์ดีและเย็นขึ้นได้หนึ่งคืน

นี่ ก็แปลกอีกเหมือนกันครับ ใครๆก็เอ็นดูพระจันทร์ยิ้ม ถ่ายรูปพระจันทร์ยิ้ม หวังว่าพระจันทร์ยิ้มจะทำให้บ้านเมืองสงบลง กระทั่งหนังสือพิมพ์ยังลงภาพพระจันทร์ยิ้มบนหน้าหนึ่งเหมือนกันหมด

ไม่รู้มีผมคนเดียวหรือเปล่าที่เห็นว่าพระจันทร์ไม่ได้ยิ้มเสียหน่อย ฟ้าต่างหากล่ะครับที่ยิ้ม

...........................

วินทร์ ตอบ ปราบดา

17 ธันวาคม 2551

 

หากเปรียบเทียบเหตุการณ์การเมืองไทยในช่วงหลายปีนี้เป็น ภาพยนตร์ ก็คงเป็นหนังยาวระดับไตรภาคที่รวมทุกพล็อตที่มีอยู่ในโลกการเมืองครบถ้วน บริบูรณ์ มีทุกลูกเล่นลูกชน ทุกเทคนิคการนำเสนอ พูดง่ายๆ คือหากคุณจะสอนเด็กเรื่องการเมืองไทย นี่เป็นโอกาสที่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุด เพราะมันครอบคลุมทุกเรื่อง เช่น อำนาจในสภา, อำนาจนอกสภา, ระบบโควต้า, ระบบอุปถัมภ์, ทุจริตเชิงนโยบาย, สุญญากาศทางการเมือง, การสลับขั้ว, การดูด, ป่วยการเมือง ไปจนถึงความหมายของประโยค ‘การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร’ เป็นการเรียนที่เห็นตัวอย่างวิธีการใช้จริงๆ

ที่น่าประหลาดก็คือ นอกจากวิชาประวัติศาสตร์การเมืองแล้ว มันยังทำให้เราเข้าใจวิชาอื่นๆ ดีขึ้นด้วย เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ธุรกิจ หัตถกรรม หลักภาษาไทย ฯลฯ

ในวิชาคณิตศาสตร์ ต่อไปนี้ครูสามารถสอนเด็กให้รู้จักการแบ่งเค้ก เรื่องอัตราส่วน เช่น ส.ส. 5 คนต่อ 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี ฯลฯ

ใน วิชาฟิสิกส์ ครูสามารถสอนเด็กให้เข้าใจเรื่องแรงดูด (คนละเรื่องกับแรงดึงดูดของโลก) สุญญากาศ ไปจนถึงขั้วบวกขั้วลบ และวิธีการสลับขั้ว

ในวิชาหัตถกรรม เด็กจะเรียนรู้เรื่องการสร้างมุ้งอย่างประณีตและมีประสิทธิภาพ

ในวิชาธุรกิจ เด็กจะเรียนรู้การสร้างอำนาจต่อรอง อุปสงค์อุปทาน และวาทะศิลป์ในการเจราจาธุรกิจ

สำหรับวิชาหลักภาษาไทยนั้น น่ายินดียิ่งที่ตอนนี้ครูบาอาจารย์สามารถสอนเด็กเรื่องคำพังเพยไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น

อดอยากปากแห้ง = เหตุผลที่ไม่มีใครไม่อยากเป็นรัฐบาล

ตายทั้งกลม = วิธีใหม่ในการคุมกำเนิดพรรคการเมือง

ยืมจมูกคนอื่นหายใจ = ระบบนอมินีการเมือง

อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ = “เราพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านครับ”

หมูเขาจะหามเอาคานเข้ามาสอด = เทคนิคการใช้แรงดูดในการแข่งขันจัดตั้งรัฐบาล

รักพี่เสียดายน้อง = “ไปพรรคนั้นได้เป็นรัฐมนตรี อยู่ที่เดิมได้เงิน”

หว่านพืชหวังผล = เหตุผลในการไม่ยุบสภา

จระเข้ขวางคลอง = เหตุผลในการยุบสภา

สาดน้ำรดกัน = ระบบตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม

สาวไส้ให้กากิน = วิธีการลับฝีปากของนักการเมือง

สิบเบี้ยใกล้มือ = เป็นรัฐบาลครึ่งปีก็ดีกว่าเลือกตั้งใหม่

วันพระไม่มีหนเดียว = กระบวนการย้ายข้าราชการที่ใครไม่รู้แต่งตั้งไปสำรองราชการ

เมื่อพีเนื้อหอม เมื่อผอมเนื้อเหม็น = ความสามารถพิเศษของข้าราชการประจำที่หมุน 360 องศาเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล

น้ำขึ้นให้รีบตัก = ระบบกำไรสูงสุด

น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า = บทโรแมนติกทางการเมืองแสดงออกโดยการจูบปาก

ชักแม่น้ำทั้งห้า = “เราไม่ได้ทรยศใคร เราทำเพื่อชาติ”

จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน = เทคโนโลยีการทำสารหล่อลื่น

เกลียดตัวกินไข่ = สัจธรรมว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

ฯลฯ

เหล่านี้ทำให้อดเชื่อไม่ได้ว่า คนโบราณที่คิดคำพังเพยเหล่านี้ต้องแอบขึ้นยานเวลามาศึกษานักการเมืองยุคนี้ก่อนเขียนแน่ๆ

นอก จากจะช่วยทำให้เด็กเรียนวิชาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว มันยังทำให้เด็กของเรารู้จักคิดนอกกฎนอกกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาวิทยาศาสตร์ ปรากฏการณ์การเมืองบ้านเราหลายปีนี้ฝ่าฝืนกฎวิทยาศาสตร์ต่างๆ โดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น

กฎวิทยาศาสตร์ : วัสดุที่มีแรงดึงดูดของโมเลกุลต่างกันเช่น น้ำกับน้ำมัน เข้ากันไม่ได้
กฎการเมือง : ส.ส. ต่างพรรคต่างความคิดรวมกันเป็นมุ้งใหม่ได้เสมอ

กฎวิทยาศาสตร์ : การสลับขั้วของประจุไฟฟ้าต่างกันทำให้ไฟไม่เดิน เช่นการสลับขั้วถ่านไฟฉาย ทำให้ไฟไม่ติด
กฎการเมือง : การสลับขั้วของพรรคต่างกันไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น

กฎวิทยาศาสตร์ : ไม่มีอะไรเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง
กฎการเมือง : ไม่มีอะไรเคลื่อนที่เร็วกว่าการเปลี่ยนใจในการเสียบเพื่อชาติ

กฎวิทยาศาสตร์ : อะตอมแบบเดียวกันย่อมมีพฤติกรรมเหมือนกัน
กฎการเมือง : ภายใต้การเจรจาที่เหมาะสม ส.ส. มุ้งเดียวกันสามารถโหวตกันคนละทิศ

กฎวิทยาศาสตร์ : หลุมดำมีแรงดึงดูดที่แรงที่สุดในจักรวาล
กฎการเมือง : เงินมีแรงดึงดูดที่สุดในการเมือง

กฎวิทยาศาสตร์ : การผสมพันธุ์ต่างสายพันธุ์เกิดขึ้นไม่ได้
กฎการเมือง : เฮ้อ! ได้สิจ๊ะ

ฯลฯ

ปราบ ดาครับ ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคราวนี้ทั้งสองฝ่ายจึงอยากตั้งรัฐบาลกันนัก เพราะใครก็ตามที่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นทุกขลาภโดยแท้ แต่ละปัญหาหนักหนาสาหัส ไม่เชื่อนับจำนวนผมขาวและตีนกาของอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่านสิครับ

เอา ละครับ ในที่สุดเราก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ดูจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แม้จะไม่เปล่งแสงเจิดจ้า แต่ก็เป็นความหวังใหม่ หลังจากเรามุดคลำหาทางอยู่ในอุโมงค์มืดมาหลายปี เรายังมีงานหนักรออยู่ เราเจอทั้งปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว

ใน มุมมองของผม ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดก็คือความแตกสามัคคีของคนในชาติ เพราะผมเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจแก้ได้หากคนในชาติสามัคคีกัน ในประวัติศาสตร์ เราพิสูจน์มาแล้วหลายครั้งหลายหนว่า เมื่อใจของชาติรวมเป็นหนึ่ง เราทำสิ่งยากๆ ได้เสมอ ยกตัวอย่างเช่นการตั้งขบวนการเสรีไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง การฝ่าวิกฤติเมื่อเราตกเป็นประเทศที่แพ้สงคราม ไปจนถึงการช่วยเหลือกันเมื่อเกิดภัยธรรมชาติเช่นสึนามิ ฯลฯ

นี่ คือเวลาที่เราสมควรเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ปฏิรูปการเมือง เราต้องทำให้ทุกคนตระหนักว่า ประชาธิปไตยมิใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่ใช่การหาเสียง หรือการถ่ายทอดการอภิปรายในสภา ประชาธิปไตยกินพื้นที่กว้างนั้นมาก ระบบการเมืองที่ล้มเหลวต้องอาศัยคนทั้งประเทศและผู้นำที่ไม่ใช่ “อะไรก็ได้” หรือคิดว่า ‘บุญคุณ’ ทางการเมืองมาก่อนผลประโยชน์ของชาติ นี่คือทางเลือกที่นายกฯคนใหม่ต้องตัดสินใจว่าจะเดินไปในทิศทางของนักการ เมืองหรือทิศทางของรัฐบุรุษ

 

เมื่อคืนนี้ผมมีโอกาสฟังสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นวาทะที่ดีครับ โดยเฉพาะเมื่อคุณอภิสิทธิ์พูดถึงยายเนียม พันธ์มณี (ช่างบังเอิญอย่างประหลาดที่เมื่อ บารัค โอบามา ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยกตัวอย่างยายแก่คนหนึ่งเหมือนกัน!) ยายเนียมวัย 84 แห่งบ้านม่วง อุบลราชธานี มอบแหวนวงหนึ่งให้คุณอภิสิทธิ์เพื่อ “หมั้นหมายกับคนอีสาน”

เป็น จุดเล็กๆ ที่กินใจดีครับ ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยที่กำลังจะตีกันได้ดูท่อนนี้ ก็น่าจะลดความเดือดพล่านลงบ้าง และเชื่อว่าหากนายกฯคนใหม่ใช้ ‘หัวใจ’ นำทางนโยบาย ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแตกแยกได้ดีในระดับหนึ่ง

ผมยังเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้วคนไทยเราเป็นพวกใจอ่อนครับ

เอ้อ! ผมคงไม่อินโนเซนท์เกินไปนะครับ!

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนมกราคม 2552