ต้องยอมรับว่า การที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง ต้องจำใจยุติการชุมนุมที่อ้างว่าเพื่อขับไล่ระบอบอำมาตยาธิปไตยซึ่งมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้นำ หลังจากที่รัฐบาลสามารถผนึกกำลังกับกองทัพใช้มาตรการต่างๆ กดดันอย่างหนัก
ทำให้สถานะทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก แม้ว่าในการขับเคี่ยวกับกลุ่มเสื้อแดงในช่วงแรกจะเพลี่ยงพล้ำจนถึงกับทำให้ต้องยกเลิกการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากทั้งในและต่างประเทศว่า เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพจนไม่สามารถควบคุมและสั่งการกองทัพและตำรวจได้
ตัวนายอภิสิทธิ์เองก็ถูกไล่ล่าจากกลุ่มเสื้อแดงจนแทบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง ขณะที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัส
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลสามารถกดดันให้กลุ่มเสื้อแดงยุติการชุมนุมได้นั้น เป็นผลมาจากที่พวกเสื้อแดงบางกลุ่มใช้ความรุนแรง บ้าคลั่ง และป่าเถื่อน ขนาดมุ่งเอาชีวิตนายกรัฐมนตรีและผู้ติดตามในกระทรวงมหาดไทย ปิดถนน ก่อจลาจล ยึดรถก๊าซขู่ระเบิดกลางเมือง ทำลายทรัพย์สินทั่วกรุง และล้มประชุมสุดยอดอาเซียนจนประเทศชาติเสียหายมหาศาล ทำให้เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากประชาชนถึงขนาดลุกฮือขึ้นต่อต้านกลุ่มเสื้อแดงด้วยตนเอง
นับเป็นการพ่ายแพ้ในทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง
แต่การยอมยุติการชุมนุมครั้งนี้เป็นเพียงการพ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม เพราะ "รากเหง้า" ของปัญหายังคงดำรงอยู่ กลุ่มเสื้อแดงเพียงแต่ถอยเพื่อปรับกลยุทธ์การต่อสู้ สะสมกำลังรอเวลาที่จะเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
แน่นอนว่า ในกลุ่มคนเสื้อแดงอาจมีบางพวกที่มีวาระซ่อนเร้นต้องการใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงมีหลากหลายความคิด เช่น พวกที่เป็นผู้สนับสนุนและได้รับผลประโยชน์จาก พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง พวกที่ไม่ชอบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พวกที่ต้องการประชาธิปไตยและต่อต้านการรัฐประหารอย่างแท้จริง พวกที่ต่อต้านสถาบัน พวกที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่าการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณไม่เป็นธรรม ฯลฯ
ดังนั้น แม้จะพ่ายศึก แต่ความรู้สึกของผู้ชุมนุมบางส่วนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมยังคงฝังแน่น ก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและโอกาสอำนวยให้
ดังนั้น ในระยะยาว รัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการค้นหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาที่ "รากเหง้า" ได้อย่างถูกต้อง
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ กลุ่มบุคคลที่หลากหลายเหล่านี้ ยอมรับให้ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งสถาปนาตนเองเป็นผู้นำความคิดด้านประชาธิปไตยเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้
พ.ต.ท.ทักษิณได้พยายามแสดงวาทกรรมที่อวดอ้างว่าเป็นผู้นำที่กล้าหาญและเสียสละ แม้จักต้องตกระกำลำบากอยู่ในต่างประเทศ เช่น ถ้าเสียงปืนจากทหารดังหรือมีการปราบปรามประชาชนขึ้น จะกลับประเทศเพื่อนำกลุ่มแสื้อแดงทั่วประเทศหรือนำการประท้วงด้วยตนเอง
แต่ท่ามกลางวาทกรรมเหล่านี้นั้น จะมีสักกี่คนที่รู้หรือ (แกล้ง) ไม่รู้ว่า
หนึ่ง ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณเรืองอำนาจได้ใช้อำนาจในการชี้นำให้เกิดการยิงทิ้งประชาชนกว่า 2,500 คน ในนาม "สงครามยาเสพติด" ซึ่งหลายคดีมีหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณมิได้แสดงให้เห็นว่ามีความรับผิดชอบหรือเข้ามาสะสางเรื่องราวให้กระจ่าง
สอง มีการใช้อำนาจในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญในคดีซุกหุ้น องค์กรอิสระต่างๆ แทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลตนเอง เช่นเดียวกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณชอบกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม
สาม ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณยังประกอบธุรกิจอยู่นั้น เมื่อมีคดีเช็คเด้ง น่าจะลองถาม พ.ต.ท.ทักษิณดูว่าใครเป็นผู้ติดคุกแทน?
สี่ เมื่อเกิดคดีซุกหุ้นในชื่อของคนรับใช้กว่า 10,000 ล้านบาท ช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เมื่อปี 2537 จนถึงเป็นรองนายกรัฐมนตรีสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปลายปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณโยนความรับผิดชอบว่าเป็นการกระทำของภรรยาทั้งหมด โดยที่ตนเองไม่รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น
การนำพฤติกรรมเหล่านี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณมาพูดถึงเพื่อต้องการบอกให้รู้ว่า วาทกรรมที่อวดอ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตยและมีความกล้าหาญเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ควรค่าแก่การรับฟัง
เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การดิ้นรนให้หลุดพ้นจากคดีที่ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและต้องการทวงทรัพย์สินกว่า 70,000 ล้านบาท ที่ถูกอายัดไว้ในคดีร่ำรวยผิดปกติคืนเท่านั้น
ถ้าได้รับชัยชนะอาจได้ "อำนาจ" กลับคืนเป็นของแถมอีกด้วย
ตีพิมพ์คร้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 18 เมษายน 2552

