อ่านข่าวศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งยกคำร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กล่าวหา นายศุภชัย ศรีหล้า และนายวุฒิพงษ์ นามบุตร ส.ส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ว่า กระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ซึ่งทำให้บุคคลทั้งสองพ้นข้อกล่าวหาแล้ว
ทำให้อยากรู้ว่า บรรดาคำร้องซึ่ง กกต.มีมติให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครทั้งในส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้ง ส.ส.และการเลือกตั้ง ส.ว.นั้น ส่วนใหญ่ศาลมีคำสั่งอย่างไร
จึงไปตรวจสอบคำสั่งศาลตั้งแต่ต้นปี 2552 ย้อนกลับไปถึงกลางเดือนสิงหาคม 2551 จากเว็บไซต์ของ กกต.จำนวน 37 คำสั่ง แบ่งเป็นคำสั่งศาลฎีกา 4 คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ 33 คำสั่ง ผลปรากฏว่า ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของ กกต.ทั้ง 4 คำสั่ง ส่วนศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง 18 คำสั่ง เห็นชอบตามสำนวนของ กกต.เพียง 15 คำสั่ง
สรุปแล้ว ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของ กกต.ประมาณร้อยละ 60 ขณะที่เห็นชอบตามคำร้องของ กกต.เพียงร้อยละ 40 ถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก
แต่ผลจากการที่ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล ทำให้ผู้บริหารและสมาชิกท้องถิ่น ส.ส.และ ส.ว.ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่ง
ในกรณีที่ศาลเห็นชอบตามคำร้องของ กกต.นั้นไม่เป็นปัญหา แต่กรณีที่ศาลมีคำสั่งยกร้องของ กกต.สร้างความเสียหายให้แก่การบริหารราชการแผ่นดินอย่างมากโดยเฉพาะกรณีที่ผู้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นเพราะทำให้การบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชะงักงันเป็นเวลานานหลายเดือน
ดังนั้น ถ้าขืนยังปล่อยให้ กกต.มีมติและยื่นคำร้องต่อศาลให้มีการจัดการเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต่อไปในลักษณะนี้โดยไม่มีการตรวจสอบการทำงานของ กกต.ให้รอบคอบและศาลมีคำสั่งยกคำร้องในสัดส่วนที่สูงเช่นนี้ จะสร้างความเสียหายแก่ส่วนรวมต่อไปไม่หยุดหย่อน
เพื่อลดผลกระทบจากการทำงานของ กตต.ในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะหน้า มีข้อเสนอให้ กกต.ดำเนินการดังนี้
หนึ่ง ให้ตรวจสอบคำสั่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาทั้งหมดว่า มีคำสั่งยกคำร้องของ กกต.และเห็นชอบตามคำร้องของ กกต.เป็นจำนวนเท่าใด
จากนั้นนำคำสั่งศาลที่ยกคำร้องมาศึกษาวิจัยเพื่อตรวจดูข้อบกพร่อง จุดอ่อน จุดแข็งในการสืบสวนสอบสวน การทำสำนวน วิธีการวินิจฉัยชี้ขาดแล้วปรับปรุงการทำงานทั้งหมดแบบชนิดยกเครื่อง มิใช่อ้างแบบขอไปทีว่า เป็นมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างศาลกับ กกต.
สอง กกต.ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการวินิจฉัยสำนวนจากที่ให้ กกต.ต่างคนต่างติ๊กว่า จะแจกใบเหลือง ใบแดงในแบบฟอร์ม ทำให้ผลการวินิจฉัยออกมาคนละทิศคนละทาง มาเป็นการถกเถียงและลงมติในสำนวนเป็นประเด็นๆ เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างรอบคอบ การเขียนคำวินิจฉัยรัดกุมมากขึ้น
สำหรับในระยะยาวต้องถอดรื้อโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายทั้งระบบ
ต้องยอมรับว่า การออกแบบ กกต.มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการทำให้ กกต.เป็นองค์กรขนาดใหญ่ เทอะทะ เป็นที่รวมของเสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้ กลายเป็นองค์กรไร้ประสิทธิภาพ
ยิ่งถ้าผู้เข้ามาเป็นกรรมการ กตต.ไร้วิสัยทัศน์ ไร้ประสบการณ์ในการบริหารจัดการแล้วโอกาสที่จะนำพาองค์กรลงเหวชนิดกู่ไม่กลับเป็นไปได้มาก
การถอดรื้อ กกต.ต้องเริ่มจากแนวคิดว่า กกต.ควรมีอำนาจหน้าที่แค่ไหน เช่น บริหารจัดการเลือกตั้งในทุกระดับต่อไปหรือไม่ หรือทำหน้าที่เพียงกำกับตรวจสอบการเลือกตั้งโดยให้การบริหารจัดการเลือกตั้งเป็นของหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงมหาดไทย
หรือควรทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งเฉพาะ ส.ส.และ ส.ว.เท่านั้น ส่วนการเลือกดตั้งท้องถิ่นที่มีกว่า 8,000 แห่งให้หน่วยงานอื่นจัดการเพราะแค่วินิจฉัยชี้ขาดสำนวนการเลือกตั้งท้องถิ่นนับหมื่นสำนวน ไม่มีทางที่ กกต.ที่มีเพียง 5 คนสามารถทำได้
ในการใช้อำนาจตุลาการหรือวินิจฉัยชี้ขาด ไม่ควรให้อำนาจ กกต.เบ็ดเสร็จโดยเฉพาะชี้ขาดก่อนการประกาศผลเลือกตั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่า เป็นที่สุด แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในสำนวน
ขณะเดียวกัน กกต.เองก็มีเวลาเพียง 30 วันในการสืบสวนสอบสวน ดังนั้น โอกาสผู้ถูกร้องจะไม่ได้รับความเป็นธรรม (กรณีที่การสืบสวนสอบสวนเป็นไปโดยสุจริต) มีอยู่สูง เพราะขนาด กกต.มีเวลานานนับปีในการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดหลังการประกาศผล ศาลฎีกายังมีคำสั่งยกคำร้องมากถึงร้อยละ 60
ที่สำคัญต้องปฏิรูประบบการทำงานของ กกต.ให้โปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนให้มากขึ้น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2552

