prasong_lert@yahoo.com
ได้อ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.... ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้เสนอซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกและอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯแล้ว รู้สึกเป็นห่วงว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านออกมาบังคับใช้โดยมีสาระสำคัญในลักษณะเดียวกับร่างกฎหมาย จะทำให้เจตนารมณ์ในการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ถูกบิดเบือนไปจากรัฐธรรมนูญ เพราะมีการขยายอาณาจักรและอำนาจของ คตง.และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในด้านการปราบปรามการทุจริตเช่นเดียวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนอำนาจล้นฟ้าแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการสับสนวุ่นวายในเรื่องเขตอำนาจระหว่างองค์กรทั้งสอง
ในรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติให้ คตง.มีอำนาจหน้าที่ของ คตง.ไว้แต่เพียงกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ให้คำปรึกษา แนะนำ และเสนอแนะให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินและจัดตั้ง "คณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลัง" ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งตุลาการคล้ายศาลบัญชีในบัญชีในต่างประเทศ ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดวินัยทางการเงิน การคลังและลงโทษปรับทางปกครองเท่านั้น (มาตรา 253)
ไม่มีบทบัญญัติใดที่ระบุว่า ให้มีอำนาจหน้าที่ในการปราบปรามการทุจริตหรือดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน
ขณะที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม (มาตรา 250) และส่งให้ (ผ่านอัยการสูงสุด) ให้ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณา
นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.สามารถส่งสำนวนคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกด้วย
เห็นชัดว่า รัฐธรรมนูญต้องการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งสององค์กรไว้อย่างชัดเจน มิเช่นนั้นแล้วจะเกิดปัญหาในเรื่องเขตอำนาจในการไต่สวนหรือสอบสวนเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ
แต่ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินกลับเขียนให้อำนาจ คตง.ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและ สตง.มีอำนาจในการตรวจสืบสวนในเรื่องทุจริตไว้อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะเรื่องที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของหน่วยรับตรวจกระทำทุจริตเกี่ยวกับการบริหารการเงินการคลังหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินหรือทรัพย์สินของราชการ (มาตรา 86)
เมื่อ คตง.มีมติว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีความผิดทางอาญาให้ส่งสำนวนตรวจสืบสวนให้อัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจได้เลยเช่นเดียวกับ ป.ป.ช.
ถ้าอัยการสูงสุดยังไม่เห็นด้วยหรือมีความเห็นแตกต่าหลังจากตั้งคณะทำงานสองฝ่ายขึ้นมาพิจารณาสำนวนแล้ว ให้ คตง.สามารถฟ้องต่อศาลได้โดยตรง
นอกจากเพิ่มอำนาจในการดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐได้โดยตรงแล้ว ยังเพิ่มอำนาจในการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่รัฐด้วย กล่าวคือ ถ้า คตง.เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดวินัยให้ส่งให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ คตง.มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนทางวินัยอีก
สรุปแล้วในร่างกฎหมายฉบับนี้ คตง.และ สตง.มีอำนาจหน้าที่เท่ากับ ป.ป.ช.กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมกัน (ในการดำเนินคดีอาญาและลงโทษทางวินัย) เพราะ ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนทุจริตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐระดับซี 8 ขณะที่ ป.ป.ท.มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับ 7 ลงมา
แต่ คตง.และ สตง.มีการสืบสวนสอบสวนตั้งแต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนถึงเจ้าหน้าที่รับระดับล่างสุด
นอกจากนั้นยังมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่า คือ ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกถอดถอนจากการกระทำผิดวินัยกลับเข้ารับราชการใหม่เป็นเวลานานถึง 10 ปี
แต่ที่มีการหมกเม็ดกันสุดสุดคือ บทเฉพาะกาล (มาตรา 111) ที่มีการเขียนไว้เพื่อล็อคสเปคให้บุคคลคนเดียวสามารถดันตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน คตง.ได้โดยมีการเขียนยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติในเรื่องการห้าม กรรมการ คตง.เพียงวาระเดียวมาใช้บังคับกับกรรมการ คตง.ที่ได้รับการสรรหาครั้งแรกซึ่งดำรงตำแหน่ง 3 ปีตามรัฐธรรมนูญปี 2540
ถ้าอยากรู้ว่า ใครเป็นไอ้ (อี) โม่งอยู่เบื้องหลังในการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ให้จับตาดูกันต่อไป
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 24 พฤษภาคม 2552

