prasong_lert@yahoo.com
สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงเอกสารหลักฐานการนำเงิน 46 ล้านบาท ฝากเข้าในบัญชีเงินฝากของพนักงานหญิงในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ทำธุรกิจด้านพลังงาน ซึ่งมีฐานะเป็น "สะใภ้" ของผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รายหนึ่ง
หลังจากนั้น ปะหน้าใครมักถามถึงที่มาที่ไปของเงินปริศนาจำนวนนี้ ก่อนที่จะตอบคำถาม อยากจะขอทบทวนและเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง
พนักงานหญิงคนดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ธรรมดา สามีเป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้จัดการฝ่ายในรัฐวิสาหกิจแห่งเดียวกัน
มีการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากประจำ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 เป็นเงินถึง 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ประมาณเดือนเศษ
ต่อมา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 หรืออีกประมาณ 1 เดือนต่อมา มีการนำเงินมาฝากอีกถึง 26 ล้านบาท
รวมเงินฝากสองครั้ง 46 ล้านบาท
จากการตรวจสอบเพิ่มเติม ว่ากันว่า ผู้ฝากหอบเงินสดๆ นำเข้าบัญชี ยิ่งทำให้น่าสงสัยว่า แหล่งที่มาของเงินจำนวนมากนั้นมาจากไหน เพราะการใช้เงินสดๆ ฝากเข้าบัญชีนั้น สามารถปกปิดที่มาที่ไปของเงินได้เป็นอย่างดี
น้อยนักที่สุจริตชนจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะการหอบเงินสดจำนวนมากไปไหนมามีความเสี่ยงสูง เว้นแต่จะมีผลประโยชน์ตอบแทนคุ้มค่าในการเสี่ยง
ต่อมา ในวันที่ 14 ธันวาคม 2549 หรืออีกประมาณครึ่งเดือนต่อมา มีการถอนเงิน 26 ล้านออกจากบัญชีดังกล่าว มีการแบ่งส่วนหนึ่งจำนวน 11 ล้านบาท ไปฝากบัญชีออมทรัพย์ของตนเองอีกบัญชีในวันเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่า อีก 15 ล้านบาท นำไปใช้อะไร ที่ไหน และอย่างไร
จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ อีกประมาณ 7 วันต่อมา หรือวันที่ 22 ธันวาคม 2549 น้องสาว 2 คนและบุตรชายของผู้บริหารระดับสูงใน สตง.รายนี้ได้ซื้อที่ดิน 3 แปลง แปลงละ 1 ไร่เศษ ย่านปากเกร็ดในราคา ไร่ละ 2 ล้านบาทเศษ รวม 6 ล้านบาทเศษ ทั้งๆ ที่ที่ดินบริเวณนั้นราคาประเมินไม่น่าจะต่ำกว่าไร่ละ 8 ล้านบาท หรือรวมกว่า 24 ล้านบาท
ทำไมน้องสาวและลูกของผู้บริหารระดับสูงของ สตง.รายนี้จึงสามารถซื้อที่ดินได้ถูกกว่าราคาประเมินถึง 3 เท่าตัว
แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 3 แปลง ทำกัน ณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งๆ ที่เป็นการซื้อขายที่ดินส่วนตัวของน้องสาวและลูกของผู้บริหาร สตง.
เป็นการใช้สถานที่ราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือว่า ที่ดินทั้ง 3 แแปลง เป็นของผู้บริหารระดับสูงของ สตง.รายนี้ น้องสาวและบุตรชายเป็นเพียง "นอมินี" เท่านั้น
ประเด็นที่ต้องทำให้กระจ่างคือ
หนึ่ง เงินจำนวน 46 ล้านบาท มาจากไหน เพราะ "สะใภ้" รายนี้เป็นเพียงพนักงานธรรมดาในรัฐวิสาหกิจ ถ้าอ้างว่า เป็นเงินจากการทำธุรกิจ คำถามคือ ทำธุรกิจอะไร ในนามส่วนตัวหรือบริษัท มีการเสียภาษีถูกต้องแล้วหรือไม่
สอง ถ้าไม่ใช่เงินที่มาจากการทำธุรกิจ เป็นเงินที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เงินจำนวนดังกล่าว นำเข้าบัญชีหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ขณะที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
คตส.ใช้ สตง.เป็นกองบัญชาการในการทำงาน ปรากฏว่า มีรัฐมนตรีหลายรายที่ถูก คตส.กล่าวหา ในบางคดีนั้น สตง.ตรวจสอบมาตั้งแต่ต้น
ต่อมามีผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ สตง.อ้างว่า พยานหลักฐานไม่สามารถโยงถึงรัฐมนตรีรายหนึ่งได้ คตส.จึงมีมติให้ไปไต่สวนคดีดังกล่าวมา ถ้าผลการไต่สวนไม่สามารถโยงถึงรัฐมนตรีรายนี้ได้ ค่อยถอนข้อกล่าวหา
ในที่สุด รัฐมนตรีรายนี้ก็หลุดจากข้อกล่าวหา และคดีถูกดึงล่าช้าจน คตส.หมดอายุและโอนคดีให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ
คำถามคือ เงิน 46 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับบางคดีที่ คตส.เคยตรวจสอบอยู่หรือไม่
ความจริงแล้ว มีการนำฝากเงินเข้าบัญชีอีกบัญชีหนึ่งของพนักงานรัฐวิสาหกิจรายนี้ อีก 5 ล้านบาท ในวันที่ 28 ธันวาคม 2550 และถูกถอนออกมาในวันที่ 28 ตุลาคม 2551 หรือเกือบอีกหนึ่งปีต่อมา
รวมแล้วพนักงานรายนี้มีเงินฝากเข้าบัญชีถึง 51 ล้านบาท
สาม เงินจำนวน 26 ล้านบาท ที่ถูกถอนออกมาในช่วงใกล้เคียงกับการซื้อที่ดิน 3 แปลง ในนามของน้องสาว 2 คน และบุตรของผู้บริหารระดับสูง สตง. เงินทั้งสองก้อนนี้เกี่ยวพันกันหรือไม่
ได้ข่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้เริ่มสอบเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงของ สตง.ถูกร้องเรียนอยู่หลายเรื่อง แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ยังไงๆ น่าจะรวมเรื่องนี้ไปอีกเรื่องหนึ่งคงไม่เสียหายอะไร
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน 2552

