ต้องเร่งเคลียร์ข้อกล่าวหา "บิ๊ก สตง."

prasong_lert@yahoo.com

อ่านข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หยิบยกกรณีที่มีผู้ร้องเรียนกล่าวหาผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่า มีพฤติการณ์ไม่ชอบหลายประการขึ้นมาพิจารณา ซึ่งมีรายละเอียดว่า ผู้ร้องเรียนมีทั้งอดีตเจ้าหน้าที่ สตง. ผู้ว่าราชการ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนึ่ง กลุ่มองค์กรเอกชน ซึ่งรวมแล้วกว่า 10 ข้อกล่าวหา เช่น การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการบริหารราชการ การบีบบังคับเอาตั๋วเครื่องบินจากการบินไทยฟรี เพื่อให้ลูกชายเดินทางไปต่างประเทศ การเอาทรัพย์สินของราชการไปใช้โดยมิชอบ พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติทั้งการสร้างบ้าน ซื้อที่ดิน และมีเงินกว่า 40 ล้านบาท ไหลเข้าบัญชีญาติใกล้ชิด ซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง

ความจริงแล้ว การร้องเรียนถึงพฤติการณ์ผู้บริหารระดับสูงของ สตง.ในด้านต่างๆ เคยปรากฏเป็นข่าวมาบ้างแล้ว เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.หยิบยกขึ้นมาพิจารณาและสั่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ไปรวบรวมข้อมูลมานำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาดูว่า มีมูลพอที่จะแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนในแต่ละเรื่องหรือไม่ จึงได้พยายามรวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่างๆ มาเรียบเรียงดูว่ามีอะไรบ้าง ดังนี้

1.การบริหารงานบุคคลที่ไร้คุณธรรม จริยธรรม และเล่นพรรคเล่นพวก ปรากฏว่า มีเจ้าหน้าที่ สตง.ฟ้องผู้บริหารระดับสูงของ สตง.ต่อศาลปกครองในการโยกย้ายแต่งตั้งถึง 4 คดี ในจำนวนนี้มีหนึ่งคดีที่ศาลปกครองกลางพิพากษาว่า คำสั่งแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีที่เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณา

นอกจากนั้นมีการกล่าวว่า แต่งตั้งพรรคพวกของตัวเอง 13 คน ข้ามหัวคนอื่นให้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับ 9

2.ใช้อำนาจหน้าที่และตำแหน่งข่มขู่เรียกเงินจากหน่วยรับตรวจโดยอ้างว่า ตรวจพบความผิด โดยมีการปล่อยข่าวทางสื่อมวลชน จากนั้นจะส่งมือไม้ของตนเองไปรีดเงินแลกกับการไม่รายงานผลการตรวจสอบ ถ้าใครยอมเรื่องก็จะเงียบหายไป

3.ซื้อที่ดิน 3 แปลงๆละ 1 ไร่ โดยทำสัญญาซื้อขายเพียงไร่ละ 2 ล้านบาท เมื่อเดือนธันวาคม 2549 ในย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในชื่อของน้องสาวและลูกชาย (แต่ทำสัญญากันที่สำนักงาน สตง.) ทั้งๆ ที่แค่ราคาประเมินก็ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 8 ล้านบาท

ในประเด็นนี้ ยังมีการตั้งข้อกล่าวหาว่า น่าจะเป็นการฟอกเงินโดยนำเงินที่ได้มาโดยมิชอบมาซื้อที่ดินและสร้างบ้านราคาแพง แต่ทำเป็นซื้อที่ดินมาราคาถูกๆ ผู้คนจะได้ไม่สงสัยว่า เอาเงินมากมายมาจากไหน นอกจากนั้นยังมีการหาว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่บีบบังคับกรมธนารักษ์ให้ยกที่ดินบริเวณใกล้เคียงเพื่อสร้างสำนักงานใหญ่ สตง.ใหม่อีกด้วย

4.มีเงินจำนวน 46 ล้านบาท ไหลเข้าบัญชีญาติสนิท 46 ล้านบาท ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2549 และมีการถอนออกในเดือนธันวาคม 2549 ถึง 26 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่า ส่วนหนึ่งนำไปซื้อที่ดินและสร้างบ้านราคาแพงข้างต้น ทั้งนี้ เงินก้อนนี้น่าจะเป็นเงินที่นักการเมืองใหญ่รายหนึ่งยอมจ่ายให้เพื่อแลกกับถอนข้อกล่าวหา โครงการหนึ่งในสนามบินสุวรรณภูมิ

5.การจัดจ้างบริษัทฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ สตง.ในลักษณะผูกขาดและผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะบริษัทดังกล่าวเช่าที่ทำการ ซึ่งเป็นของคู่สมรมของตนเอง

6.บีบบังคับให้บริษัทการบินไทยออกตั๋วและค่าใช้จ่ายให้กับลูกชายเดินทางไปญี่ปุ่น รัสเซีย และเดนมาร์กโดยอ้างว่า ติดตามคณะไปตรวจสอบสำนักงานการบินไทยในต่างประเทศ

7.การนำรถส่วนกลางไปใช้ ทั้งๆ ที่มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง ในกรณีดังกล่าวนี้ สตง.เคยทำหนังสือทักท้วงหน่วยงานอื่นมิให้กระทำในลักษณะดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ แต่ผู้บริหารระดับสูงรายนี้กลับกระทำเสียเอง

เห็นได้ว่า ข้อกล่าวหาข้างต้นมีทั้งร้ายแรงและไม่ร้ายแรง อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ของผู้บริหารระดับสูงของ สตง.รายนี้พูดกันมากในแวดวงข้าราชการระดับสูง ทำให้ภาพลักษณ์ของ สตง.ตกต่ำไม่น่าเชื่อถือ

ยิ่งมีการดิ้นรนให้เพิ่มอำนาจของ สตง.ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะยิ่งได้รับการต่อต้านอย่างหนัก

ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องเร่งสอบสวนข้อกล่าวหาต่างๆ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ถ้าไม่มีมูลก็ต้องชี้แจงให้สาธารณชนทราบ เพื่อมิให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของ สตง. แต่ถ้ามีมูลก็ต้องเดินหน้าไต่สวนโดยเร็ว อย่าเห็นแก่หน้าหรือเกรงกลัวอิทธิฤทธิ์ของใครที่มี ส.ว.ในสังกัดจำนวนหนึ่ง

ได้ข่าวว่า มีบางคนปรี๊ดหน้าดำหน้าแดงประกาศว่า เตรียมทีมทนายไว้ฟ้องร้องคนที่จะออกมาเปิดโปงแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องดี ไม่เสียเวลาเปล่าแน่ เพราะยังไงๆ ก็สามารถใช้แก้ข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติหรือคดีอื่นได้เหมือนกัน

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2552