สตง. หรือเกสตาโป?

prasong_lert@yahoo.com

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. มีบทบาทสำคัญยิ่งในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบ แบบแผน กฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารการเงินของรัฐบาลและยังเป็นการป้องกันการทุจริตด้วย

อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจของ สตง.ควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง อย่าบิดเบือนการใช้อำนาจหรือมองหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ที่เรียกกันว่า "หน่วยรับตรวจ" อย่างจ้องจับผิดหรือเป็นผู้ร้าย เพราะจะสร้างความหวาดผวาให้แก่เจ้าหน้าที่จนไม่กล้าทำอะไร และส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของหน่วยงานได้

การใช้ความระมัดระวังเริ่มแต่ตั้งแต่การตรวจสอบว่า ควรใช้อำนาจระดับใด เช่น ตรวจเฉพาะเอกสาร ใบสำคัญหรือถึงขั้นต้องใช้อำนาจเรียกเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐมาให้ถ้อยคำ (มาตรา 42 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542) ซึ่งน่าจะเป็นกรณีร้ายแรงที่อาจมีมูลว่า มีความบกพร่องหรือกระทำการไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย (หากเจ้าหน้าที่รัฐฝ่าฝืนไม่ไปให้ถ้อยคำ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ)

ถ้ามีการใช้อำนาจเรียกเจ้าหน้าที่มาให้ถ้อยคำอย่างพร่ำเพรื่อ นอกจากจะเกิดอาการหวาดผวาแล้ว ถ้าผลที่สุดไม่พบว่ามีความผิดหรือบกพร่อง จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่า สตง.ต้องการกลั่นแกล้งหรือข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวเพื่อหวังผลบางอย่างได้

ตัวอย่างของเรื่องดังกล่าวคือ ในช่วงกลางปี 2550 สตง.ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงานว่า ต้องการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนบริษัทลูก (บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเป็น "หน่วยรับตรวจ" ตามมาตรา 4 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินหรือไม่?) ในสังกัดกระทรวงพลังงาน จึงขอให้กระทรวงพลังงานตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า มีส่วนราชการใดหรือรัฐวิสาหกิจใดหรือบริษัทในสังกัดกระทรวงพลังงานที่มีข้อตกลงหรือสัญญาว่าจ้างบริษัท (ระบุชื่อบริษัท) หรือเครือบริษัทดังกล่าวทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ในปีงบประมาณ 2549-2550 ตามข้อตกลงหรือสัญญาใด เมื่อใด วงเงินเท่าใด และดำเนินการจัดหาโดยวิธีใด

หลังจากได้รับคำตอบจากกระทรวงพลังงานยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดระเบียบ สตง.ก็ยังทำหนังสือถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงพลังงานโดยตรงเรียกไปให้ถ้อยคำในเรื่องการว่าจ้างบริษัทดังกล่าวและเรียกตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก สร้างความหวาดผวาให้แก่เจ้าหน้าที่อย่างหนัก แต่ในที่สุดเรื่องก็เงียบหายไป

ช่วงระหว่างของการ "ไล่บี้" อย่างเอาเป็นเอาตายนั้น ทางบริษัทได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนของ สตง.ซึ่งแจ้งให้ทราบว่า ถ้าต้องการ "เคลียร์" เรื่องนี้สามารถติดต่อกับ "บิ๊ก สตง." ได้เพียงคนเดียว

ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เปรียบเปรย สตง.ว่าเป็น "เกสตาโป" หน่วยตำรวจลับเยอรมันสมัยนาซีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้า สามารถข่มขู่คุกคามบีบบังคับผู้อื่นให้ทำตามต้องการได้

นอกจากเรื่องดังกล่าว ยังมีกรณีที่ สตง.ตีความกฎหมายแล้วรีบสรุปว่า การเบิกจ่ายเงินหรือทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐไม่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งทำให้การบริหารหรือโครงการที่ดำเนินงานอยู่ของหน่วยงานของรัฐต้องหยุดชะงักเพราะไม่กล้าดำเนินการต่อหรืออาจถึงต้องล้มเลิกโครงการทั้งๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

แต่หน่วยงานดังกล่าวได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งกว่าผลจะออกมาก็สร้างความเสียหายให้แก่โครงการแล้ว

กรณีดังกล่าวคือ สตง. ภูมิภาคที่ 8 เชียงใหม่ ตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของเทศบาลนครเชียงราย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2550 ในโครงการพัฒนาศักยภาพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา แล้วอ้างว่าโครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการสอนเสริม ซึ่งตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้บัญญัติคำนิยามเรื่องการศึกษาไว้ แต่มิได้รวมถึงการสอนเสริมแต่อย่างใด เทศบาลนครเชียงรายจึงไม่มีอำนาจกระทำได้

ปรากฏว่า กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นนำเรื่องหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งในที่สุดมีความเห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาได้ทำนองเดียวกับการจัดการศึกษาโดยรัฐหรือเอกชนโดยต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่กำหนดใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติซึ่งนิยาม "การศึกษา" ไว้อย่างกว้าง และมีการกำหนดกระบวนการศึกษาไว้หลายรูปแบบ (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 450/2552)

ไม่รู้ว่า กรณีเช่นเดียวกับเทศบาลนครเชียงรายมีมากน้อยขนาดไหน ถ้ามีจำนวนมากแทนที่การตรวจสอบของ สตง.จะส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารงาน กลับจะเป็นการถ่วงรั้งและทำให้การบริหารงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนหยุดชะงักได้

ดังนั้น สตง.ควรทบทวนบทบาทและท่าทีในการตรวจสอบเพื่อลดความหวาดระแวงและมีผลต่อภาพลักษณ์ของ สตง.ด้วย

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม 2552