เหตุ(ร้าวลึก!)เกิดที่ศาลปกครอง(อีกครั้ง)

prasong_lert@yahoo.com

สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงกฎหมายมหาชน อาจไม่เข้าใจว่า การลาออกของ ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ จากตุลาการศาลปกครองสูงสุดเพียงคนเดียว ทำไมจึงมีความสลักสำคัญมากมายนัก

โดยเฉพาะการลาออกดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นเพียงอาการของคน "อกหัก" เท่านั้น

แต่ถ้าใครติดตามความเคลื่อนไหวในศาลปกครองมาตลอดจะรู้ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องธรรมดา เพราะเป็นเรื่องหลักการในการทำงานของศาลปกครองในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร แนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบความเชื่อมั่นที่สาธารณชนมีต่อศาลปกครองได้

นอกจากนั้น ในการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นเมื่อปี 2543 ดร.วรพจน์ เป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการลงหลักปักฐานของศาลปกครองกลางในฐานะอธิบดีคนแรก เช่นเดียวกับ ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์ ในฐานะเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองได้จัดระบบต่างๆ รองรับการทำงานของตุลาการ

การทำงานของ ดร.วรพจน์ เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา แม้บางครั้งจะมีความพยายามแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองผ่าน "อดีตบิ๊ก" บางคนในศาลปกครองสูงสุด แต่ ดร.วรพจน์ ไม่ยินยอมและนำเรื่องเข้าที่ประชุมตุลาการศาลปกครองกลางพิจารณาหักล้าง

เมื่อมีการเปิดสอบตุลาการศาลปกครองสูงสุดรุ่นแรก ดร.วรพจน์ได้รับการขอจาก "ผู้ใหญ่" บางคนให้ทำหน้าที่อธิบดีต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อน เพื่อวางระบบการวินิจฉัยคดีให้มั่นคง

ขณะที่นายเกษม คมสัตย์ธรรม ซึ่งเป็นเพียงตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองกลาง สามารถสอบเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดก่อน ดร.วรพจน์ที่สอบเข้าไปเป็นตุลาการศาลปครองสูงสุดรุ่นที่ 2

แต่ด้วยคำมั่นของ "ผู้ใหญ่" บางคน ทำให้ ดร.วรพจน์เชื่อว่า "ผู้ใหญ่" จะทำตามสัญญา ที่จะไม่ถือว่า เรื่องการเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดก่อนหรือหลัง เป็นเหตุในการพิจารณาตำแหน่งตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด

แล้วก็เกิดกรณีปราสาทพระวิหารจนกลายเป็นปมขัดแย้งและร้าวลึก เมื่อศาลปกครองกลางมีคำสั่ง เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2551 คุ้มครองชั่วคราวห้ามนำมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ซึ่งเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปดำเนินการใดๆ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ดร.วรพจน์ และ ดร.ชาญชัยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว โดยเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองเพราะมติคณะรัฐมนตรีเรื่องนี้เป็นการกระทำในทางรัฐบาล หรือเรื่องในทางนโยบาย โดยแท้ มิใช่การกระทำทางปกครอง

แต่ความเห็นที่แตกต่างกันอย่างเดียวไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่ในฐานะนักวิชาการที่สอนกฎหมายด้วย มีการนำคำสั่งไปวิพากษ์วิจารณ์ในห้องเรียนสร้างความไม่พอใจให้ "ผู้ใหญ่" บางคน

ต่อมาเมื่อศาลปกครองสูงสุดคณะที่ 1 ซึ่งมี ดร.อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะ มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ยิ่งทำให้ปมความขัดแย้งขยายใหญ่ขึ้น

เนื่องจาก มีกระแสข่าวเกิดขึ้นมากมายตั้งแต่เรื่องคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลางออกมาในเวลาตีสอง ซึ่งทำให้สงสัยว่า ทำไมองค์คณะจึงทำงานกันกลางดึกเช่นนั้น การเปลี่ยนองค์คณะ แต่ไม่มีใครยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่า เป็นอย่างไร

น่าเสียดายว่า ศาลปกครองมิได้ชี้แจงและนำเอกสารหลักฐาน เช่น การจ่ายสำนวน กระบวนพิจารณาคดีชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส กระแสข่าวดังกล่าวจึงเป็นเรื่องอึมครึมที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในแวดวงวิชาการกฎหมาย

หลังจากเกิดกระแสข่าวดังกล่าวได้เกิดสภาพหวาดระแวงขึ้นในศาลปกครองโดย "ผู้ใหญ่" บางคนมองว่า มีการนำเรื่องภายในไปปูดข้างนอก แน่นอนว่า ทั้ง ดร.วรพจน์และ ดร.ชาญชัย ถูกเพ่งเล็งอยู่ด้วย

กอปรกับช่วงการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในสำนักงานศาลปกครอง จึงมีการขุดเรื่องเก่าเกี่ยวกับการจ้างสถาบันพระปกเกล้าทำวิจัยเรื่อง "สัญญาทางปกครอง" และ "คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล" ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งศาลใหม่ๆ ขึ้นมาเล่นงานตุลาการศาลปกครองสูงสุดบางคนโดยส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบโดยอ้างว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งๆ ที่เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยดังกล่าว มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดว่า จ้างบุคคลใดทำวิจัย ใครเป็นที่ปรึกษาซึ่ง "ผู้ใหญ่" เองก็รับรู้ข้อมูลนี้มาตลอด

แต่ทำไมเพิ่งนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาแต่งตั้งตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด

จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการสกัดบุคคลที่มีความเห็นแตกต่างกันในหลักการพิจารณาคดีและทางการเมือง

หลังการลาออกของ ดร.วรพจน์ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 มีความเคลื่อนไหวจากตุลาการจำนวนหนึ่งทำหนังสือถึงประธานศาลปกครองสูงสุดให้ยับยั้งการลาออกดังกล่าว

อีกไม่กี่วันคงจะรู้ว่า ดร.อักขราทรจะตัดสินใจอย่างไรและอาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบว่า อนาคตของศาลปกครองจะเป็นอย่างไร

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม 2552