ดิ้นเฮือกสุดท้ายของ "ทักษิณ" ยอมแม้ถูกประณาม "ทรยศชาติ"

prasong_lert@yahoo.com

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาที่กำลังลุกลามอยู่นั้น ถ้ามองจากปรากฏการณ์ปัจจุบันคงเข้าใจได้ว่า มีสาเหตุมาจากที่สมเด็จฯฮุน เซนแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งหลบหนีคดีอาญา (ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปีในคดีทุจริตซื้อที่ดินกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก) เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวและที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาและปฏิเสธที่จะ ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีในไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

แต่จะให้ เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ต้องมองในแง่ประวัติศาสตร์ ปัญหาการเมืองภายในกัมพูชา และความผูกพันทางผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสมเด็จฯฮุน เซน กับ พ.ต.ท.ทักษิณ (ศึกษาได้จากความพยายามทำรัฐประหารในกัมพูชาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2537) รวมถึงการสมประโยชน์ร่วมกันในปัจจุบัน

การที่สมเด็จฯฮุน เซนต้องแสดงความเป็นอริและบทบาทที่เหนือกว่าไทยนั้น นอกจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์แล้ว (มีนักวิชาการอธิบายไว้แล้ว) ยังมีแรงจูงใจจากผลประโยชน์ที่ผูกพันกับ พ.ต.ท.ทักษิณมานานตั้งแต่ที่กลุ่มชินวัตรยังลงทุนอยู่ในกัมพูชายุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองภายใน ตลอดจนการได้รับความช่วยเหลือจากประเทศมหาอำนาจในฐานะประเทศเล็กที่ถูก ประเทศใหญ่รังแก

พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นเพียงเหมือนเครื่องมือของสมเด็จฯฮุน เซนในการต่อสู้กับรัฐไทย

ขณะ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีเป้าหมายในการกลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทวงทรัพย์สินมูลค่ากว่า 69,000 ล้านบาทที่ถูกอายัดและต้องการหลุดพ้นจากคดีอาญา ทำหน้ามืดให้ต้องดิ้นรนต่อสู้ทุกวิถีทาง

พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเลือกใช้บริการสมเด็จฯฮุน เซนเป็นเครื่องมือต่อสู้กับผู้กุมอำนาจรัฐไทย (รัฐบาลอภิสิทธิ์ กองทัพและกลุ่มอำมาตย์) แม้จะทำให้ถูกประณามอย่างรุนแรงว่า "ขายชาติ" หรือ "ทรยศต่อชาติ" ก็ตาม

ส่วน รัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้มีความจำเป็นต้องแสดงให้เห็นอำนาจอธิปไตยและเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้อง ศักดิ์ศรีของประเทศ แต่การใช้มาตรการทางการทูตต่างๆ ต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ เพราะการผลีผลามอาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์โดยรวม ภาพลักษณ์ของประเทศและความสัมพันธ์ของกลุ่มประเทศอาเซียน

ขณะเดียว กันต้องให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชนอย่างครบถ้วนเพื่อมิให้ถูกยุยงปลุก ปั่นให้เกิดความรักชาติแบบผิดๆ และลดอคติทางประวัติศาสตร์ รวมถึงไม่สนับสนุนให้กลุ่มการเมืองต่างๆ ใช้ความรุนแรง หรือแสดงออกจนเกินเลยเพราะรังแต่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเลวร้าย ลงอีก

โดยเฉพาะการนำประมุขของประเทศอื่นมากล่าวพาดพิงในเชิงดูหมิ่น เหยียดหยามในสื่อมวลชนเพราะนอกจากอาจถูกตอบโต้ในทำนองเดียวกันแล้ว

ยัง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 14,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" (มาตรา 133)

อย่าง ไรก็ตาม ประเด็นที่รัฐบาลไทยไม่เคยพูดความจริงเลยคือ การนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีและรับโทษในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐไม่เคยดำเนินการอย่างจริงจังเลย

ท่าทาง เอะอะขึงขังร้องตะโกนล่วงหน้าเสียงดังบอกว่า จะทำหนังสือขอตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเป็นเพียงปาหี่ที่พยายามแสดงให้สม บทบาทเท่านั้น เพราะทุกคนเป็นห่วงว่า ถ้านำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้าประเทศในขณะนี้ไม่ว่าในฐานะอะไร อาจมีมวลชนเสื้อแดงหลายหมื่นหรือนับแสนคนแห่มาต้อนรับหรือเรียกร้องให้มีการ ปล่อยตัว พ.ต.ท.ทักษิณออกจากคุก

ถึงเวลานั้นไม่มีใครตอบได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

พ.ต.ท.ทักษิณเองก็คงประเมินสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน แต่อาจเป็นเพราะใจไม่ถึง (กลัวติดคุก) หรือรอเวลาที่จะกลับมาอย่างผู้ชนะ

ใครอยากรู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะรอเวลาถึงเมื่อไหร่ ให้ลองหาบทสัมภาษณ์พิเศษในไทม์สออนไลน์ฉบับเต็มมาอ่านดู

นอก จากจะพบความอหังการ์ การไม่รู้จักความควรไม่ควร การพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวแล้ว จะพบความหมายที่แสดงให้เห็นความเชื่อที่ว่า ในที่สุด ตนจะสามารถควบคุมทุกสถาบันไว้ในกำมือได้เมื่อเวลานั้นมาถึง

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณลืมไปว่า การดิ้นรนต่อสู้ทุกวิถีทาง บางครั้งเป็นเหมือนอาการดิ้นเฮือกสุดท้ายของคนตาย

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552