กองทุนลับ "ซิเนตรา" จุดตาย "ทักษิณ" คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน (จบ)

prasong_lert@yahoo.com

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ "ทวิต" ถึงแฟนคลับในเรื่องราวต่างๆ มากมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับตนเอง

แต่กลับไม่มีแม้แต่ข้อความเดียวที่กล่าวถึง "ซิเนตรา ทรัสต์" ซึ่งผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้การต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติและขอให้ยึดทรัพย์สินมูลค่า 76,621 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน) ว่า เป็นกองทุน (ลับ) ที่ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ภรรยา ตั้งขึ้นถือหุ้นบริษัท บลูไดมอนด์โดยให้บริษัท บลูไดมอนด์ ถือหุ้นในบริษัท วินมาร์ค บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น

จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้บริษัท วินมาร์คเข้าซื้อหุ้นบริษัทในกลุ่มเอสซี แอสเสท 6 บริษัทมูลค่า 1,527 ล้านบาทจากครอบครัวชินวัตร และถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปโดยปกปิดมิให้รู้ว่า เป็นบริษัทของตนเอง

คำให้การดังกล่าว นอกจากเป็นการพิสูจน์ว่า บริษัท วินมาร์คเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทนหรือ "นอมินี" ของ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ยังบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ "กองทุนซิเนตรา-บลูไดมอนด์-วินมาร์ค" เป็นช่องทางในการ "ซุก" และผ่องถ่ายทรัพย์สินออกนอกประเทศอย่างลับๆ ทั้งก่อนและระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อมวลชนและอินเตอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณกลับไม่ยอมชี้แจงเรื่องดังกล่าวผ่านวิดีโอลิงก์หรือ "ทวิตเตอร์" เลย ผิดวิสัย (สันดาน?) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้ามีเรื่องพาดพิงถึงให้เสียหายแม้แต่เล็กน้อย ถ้ามีช่องตอบโต้ได้ต้องออกมาโวยวายทันที

ทำให้เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณกำลัง "จนมุม" กับหลักฐานดังกล่าวเหมือนกับช่วงที่ถูกเปิดโปงเมื่อปี 2543 ว่า ซุกหุ้นไว้กับ "คนรับใช้" กว่า 11,000 ล้านบาท อดีตนายกรัฐมนตรีใช้วิธีการเงียบและเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องอื่นๆ จนสามารถแต่ง "นิยาย" และเล่าเรื่องที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนให้สาธารณชนฟังได้อย่างหน้าตาเฉย

หลักฐานเรื่อง "ซิเนตรา ทรัสต์" ทำให้อดเชื่อไม่ได้ว่า เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พนักอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เป็นผู้ต้องหาเมื่อเดือนตุลาคม 2551 โดยอ้าง ปัญหาข้อกฎหมายและไม่ยอมพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องความเป็นเจ้าของที่แท้จริงในหุ้นบริษัท เอสซี แอทเสทฯ (หลังจากเลื่อนสั่งคดีมาหลายครั้งโดยอ้างว่า รอการสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม) และได้รับการสนองรับอย่างรวดเร็วจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เห็นด้วยกับอัยการในเวลาไม่ถึง 7 วัน โดยไม่ยอมรอคำโต้แย้งของสำนักงาน ก.ล.ต.

เพราะถ้าพนักงานอัยการสั่งฟ้องในคดีดังกล่าว หลักฐานเรื่อง "ซิเนตรา ทรัสต์" จะต้องถูกเปิดโปงออกมาอย่างล่อนจ้อนตั้งแต่ช่วงนั้นแล้ว

ทำให้น่าสงสัยว่า เป็นพฤติการณ์ที่สมคบคิดกันเพื่อปกป้อง "นายใหญ่-นายหญิง" หรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะทำหนังสือถึงสำนักงาน ก.ล.ต.ให้รื้อฟื้นคดีดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งโดยอ้าง "ซิเนตรา ทรัตส์" และบลูไดมอนด์เป็นพยานหลักฐานใหม่

ถ้าเป็นจริงคงต้องจับตาดูว่า ดีเอสไอและอัยการจะมีพฤติการณ์เช่นไร

กลับมาเรื่องคดีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณร่ำรวยผิดปกติ ถ้าศาลฎีกาฯเชื่อว่า พยานหลักฐานฝ่ายผู้ร้อง (โจทก์) ที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ "นอมินี" ในการถือหุ้นชินคอร์ป ก็ต้องพิจารณาในประเด็นต่อไปว่า อดีตนายกฯใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ชินคอร์ปในรูปแบบต่างๆ หรือไม่ อาทิ การแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพสามิต การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้กับ เอไอเอส อนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงิน 4,000 ล้านบาทเพื่อซื้อสินค้าของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ฯลฯ

แต่ประเด็นที่ถามกันมากคือ ผลการตัดสินของศาลฎีกาฯซึ่งคาดว่า จะทำกันช่วงต้นปี 2553 (ไต่สวนพยานนัดสุดท้ายวันที่ 15 ธันวาคม 2552) จะออกมาอย่างไรซึ่งคำตอบแบ่งออกได้ 3 แนวทาง

หนึ่ง ยกคำร้อง เหตุผลอาจมีตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณมิได้เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปแล้ว หรือไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจนายกฯเอื้อประโยชน์บริษัท ชินคอร์ป

สอง สั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินบางส่วนซึ่งหมายความว่า ศาลต้องพิพากษาว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ปแล้ว แต่ที่สงสัยคือ การคำนวณทรัพย์สินจะมีวิธีการอย่างไร

สาม สั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินทั้ง 76,621 ล้านบาท ซึ่งต้องมีคำอธิบายในคำพิพากษาเป็นอย่างดี จึงจะทำให้สังคมน้อมรับได้

แต่ไม่ว่า จะยึดทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วน เชื่อว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคงต้องดิ้นรนจนเฮือกสุดท้ายแน่

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552