นโยบายฝ่าวิกฤต

- ภาวิน ศิริประภานุกูล - 

pawin@econ.tu.ac.th

ผมเพิ่งจะได้รับโอกาสกล่าวคำว่าสวัสดีปีใหม่กับผู้อ่านทุกท่านในวันนี้ครับ ถึงแม้ว่าบรรยากาศทางเศรษฐกิจในช่วงเริ่มต้นของปีนี้จะไม่สู้ดีนักแต่ผมก็ยังอยากจะขอให้ปีนี้เป็นปีแห่งความสำเร็จและความสมหวังของทุกๆ ท่านนะครับ

เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมาคณะรัฐบาลชุดใหม่เอี่ยมของประเทศไทยนำโดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้อนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าราว 1.2 แสนล้านบาท ให้เป็นของขวัญปีใหม่อีกชิ้นหนึ่งแก่คนไทย

ดูรายละเอียดของโครงการต่างๆ ที่มีข่าวเล็ดลอดออกมาคร่าวๆ แล้ว ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ทำการบ้านมาได้ดีกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ อยู่พอสมควรครับ โดยดูเหมือนว่าเป้าหมายของการใช้เงินงบประมาณในครั้งนี้จะอยู่ที่การโอบอุ้มกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยให้สามารถฟันฝ่าช่วงเวลาที่ยากลำบากช่วงนี้ไปให้ได้

อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงคำว่าวิกฤตเศรษฐกิจ ผมก็อยากทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านนะครับว่า มันคงไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ที่กินเวลาเพียงแค่ช่วงสั้นๆ

ในหน้าประวัติศาสตร์วิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วของโลกมักจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี โดยถึงแม้ว่าเราจะเคยพบเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจบนโลกมาแล้วหลายครั้ง แต่วิกฤตทุกครั้งก็มีรูปแบบลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป

นอกจากนั้นสถานะของประเทศต่างๆ บนโลกในช่วงวิกฤตแต่ละครั้งก็แตกต่างกันออกไปอีกด้วย ดังนั้นแม้แต่พวกบรรดานักเศรษฐศาสตร์เองก็ไม่ทราบแน่ชัดหรอกครับว่า แต่ละประเทศบนโลกจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ในการกลับฟื้นคืนสู่สภาวะปกติทางเศรษฐกิจ ก็ได้แต่คาดเดากันไปจากประสบการณ์ที่เราเคยพบเจอในช่วงวิกฤตก่อนหน้า นอกจากนั้นบรรดานักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ทราบแน่ชัดด้วยครับว่า รัฐบาลในแต่ละประเทศควรจะใช้นโยบายในลักษณะใดเพื่อต่อสู้กับสภาวะวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น พวกเราก็คงจะต้องเฝ้าดูอาการและคิดหานโยบายเพื่อรักษาอาการเป็นระยะๆ ไป

งานวิจัยชิ้นหนึ่งของธนาคารโลกได้แบ่งช่วงเวลาการเกิดวิกฤตออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ ซึ่งได้แก่ 1) ช่วงการจำกัดผลกระทบของวิกฤต 2) ช่วงการแก้ปัญหา และ 3) ช่วงภายหลังวิกฤต รัฐบาลของประเทศต่างๆ ควรที่จะคิดถึงนโยบายที่มีความสอดคล้องประสานกันไปในทั้งสามช่วงเวลานี้ครับ

ในช่วงแรกจะเป็นช่วงที่อาการของวิกฤตเศรษฐกิจแสดงออกมาอย่างชัดเจน มีการล้มลงของสถาบันการเงินและบริษัทผู้ผลิตต่างๆ เกิดปัญหาสภาพคล่องตึงตัวในระบบเศรษฐกิจอย่างหนัก การจ้างงานลดต่ำลง และความเชื่อมั่นของผู้คนในภาคส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจลดลงอย่างชัดเจน

หน้าที่หลักของรัฐบาลในช่วงนี้คือการจำกัดจำนวนและระดับของปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดวิกฤตครับ โดยนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลคงจะเป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พุ่งเป้าไปที่ผลกระทบระยะสั้นเป็นหลัก โดยเรามักจะได้เห็นนโยบายการเงินในลักษณะการลดดอกเบี้ย การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบเศรษฐกิจในช่วงนี้

ช่วงที่สองเป็นช่วงของการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างจริงจังครับ อาการของสภาวะวิกฤตต่างๆ จะเริ่มคลี่คลาย กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ เริ่มจะหวนกลับคืนมา ในช่วงนี้รัฐบาลจะต้องเข้าไปจัดการกับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่บอบช้ำให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต โดยเป้าหมายหลักจะอยู่ที่การสร้างความแข็งแกร่งของภาคเอกชนและการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงระยะยาว นอกจากนั้นรัฐบาลและภาคนโยบายยังควรที่จะคิดหาทางป้องกันไม่ให้อาการของสภาวะวิกฤตในรูปแบบเดิมๆ หวนคืนกลับมาอีกครั้งด้วยครับ

ในช่วงสุดท้ายจะเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจได้กลับคืนมาสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ระบบตลาดทำหน้าที่ของมันได้อย่างปกติ ภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนตนเองได้ดีอีกครั้งหนึ่ง ความเชื่อมั่นของผู้คนในภาคส่วนต่างๆ ได้กลับคืนมา ในช่วงนี้รัฐบาลจะต้องจัดการกับภาระของตนเองที่ได้ไปสร้างเอาไว้ในช่วงเวลาของการจำกัดวงและการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครับ

รัฐบาลจะต้องหาทางใช้คืนเงินที่กู้เอามาใช้ในการบรรเทาความเดือดร้อนหรือกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้า โดยในช่วงนี้รัฐบาลก็คงจะต้องปรับขึ้นอัตราภาษีและหาทางลดภาระการใช้จ่ายต่างๆ ของตนเองลง

ผมคิดว่าโลกเรา ณ ปัจจุบันอยู่ในช่วงแรกของสภาวะวิกฤตตามการแบ่งของงานวิจัยชิ้นนี้ครับ ในประเทศไทยเราไม่ค่อยได้รับรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากวิกฤตในปัจจุบันไม่ได้กระทบกับธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ในประเทศไทยโดยตรง ปัญหาสภาพคล่องตึงตัวจึงยังคงจำกัดตัวอยู่ในวงแคบๆ

อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าภาคธุรกิจบางส่วนจะต้องประสบกับปัญหาสภาพคล่องตึงตัวค่อนข้างแน่ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วน่าจะมีการปรับลดลงไปพอสมควร นอกจากนั้นรายได้จากการส่งสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศก็ไม่ดีเหมือนเก่า ดังนั้นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงสั้นๆ นี้ครับ

โจทย์ที่ผมคิดว่านโยบายของรัฐบาลที่ออกมาในช่วงวันที่ 13 มกราคม ตอบได้ดีก็คือการพุ่งเป้าหมายของชุดนโยบายไปที่การบรรเทาผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลกต่อระบบเศรษฐกิจไทย การจ่ายเงินเข้ากระเป๋าคนที่มีรายได้น้อยเพิ่มมักจะนำมาซึ่งการใช้จ่ายหมุนเวียนของเงินในระบบที่เพิ่มมากขึ้น นโยบายบางส่วนยังเข้าไปแบ่งเบาผลกระทบของวิกฤตของแรงงานผู้ถูกเลิกจ้างและแรงงานจบใหม่ที่กำลังจะออกมาสู่ตลาดแรงงาน และบางส่วนก็เข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอีกด้วย

ถึงแม้ว่าเราจะยังคงเห็นจุดอ่อนในเรื่องของการเข้าถึงตัวคนจนจริงๆ ในกลุ่มของแรงงานรับจ้างนอกระบบ แต่ก็ถือว่ารัฐบาลมีความตั้งใจในการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงต้นนี้ครับ ซึ่งชุดนโยบายชุดนี้ดูแล้วดีกว่านโยบายการปรับเพิ่มเพดานเงินลดหย่อนภาษีจากการลงทุน LTF จาก 300,000 บาท เป็น 500,000 บาท หรือการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินเป็นอันมาก

อย่างไรก็ตามรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ก็ยังคงจะมีโจทย์อีกหลายข้อรออยู่ด้วยเช่นกัน ในระยะสั้นๆ ที่เราพอจะมองเห็นได้ก็คือการนำเอานโยบายที่ดูจะมีความตั้งใจที่ดีไปสู่การปฏิบัติที่ตรงตามเป้าประสงค์

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เนื่องจากเรามักสังเกตเห็นการรั่วไหลของเงินระหว่างทาง รวมไปถึงการตีความนโยบายตามตัวอักษรของภาคปฏิบัติซึ่งมักจะเปลี่ยนเป้าหมายของนโยบายจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเรื่องนี้มีทางแก้ไขได้ครับ หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง

โจทย์ข้อต่อไปที่น่าจะรอรัฐบาลชุดนี้อยู่ก็คือความต่อเนื่องของนโยบายในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากพวกเราคงเข้าใจตรงกันว่านโยบายชุดหนึ่งชุดใดเพียงชุดเดียวไม่น่าจะสามารถจัดการกับปัญหาวิกฤตได้อย่างเบ็ดเสร็จ รัฐบาลน่าจะยังต้องเตรียมความพร้อมเพื่อออกมาตรการชุดใหม่ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไปในอนาคตอีกด้วยครับ

นอกจากนั้นนโยบายเหล่านี้ควรที่จะมีความเชื่อมโยงกับนโยบายในช่วงต่อๆ ไปของสภาวะวิกฤตครับ นั่นคือนโยบายจำกัดผลกระทบของปัญหาไม่ควรเป็นนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาระยะสั้นเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจผลกระทบเชิงโครงสร้างในระยะยาว

การแจกเงินคนจนเป็นการบรรเทาปัญหาของพวกเขาในระยะสั้นๆ ครับ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริงในระยะยาว แท้จริงแล้วหัวใจของการแก้ปัญหาความยากจนอยู่ที่การเสริมสร้างทักษะความสามารถให้กับผู้คนในกลุ่มนี้ รวมไปถึงการแก้ไขกฎระเบียบหรือโครงสร้างในตลาดที่กีดกันหรือลดทอนความสามารถในการแข่งขันของพวกเขาลงไป ให้พวกเขาได้สามารถแข่งขันและยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง

ในแง่มุมเดียวกัน นโยบายบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นไม่ควรที่จะทำลายแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองของผู้คน ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนักกับนโยบายที่มีการแจกเงินให้กับผู้คนเป็นจำนวนมากโดยที่พวกเขาไม่ต้องทำงานอะไรตอบแทน

น่าจะดีกว่าถ้าหากเราสามารถหานโยบายเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มคนที่ทำงานแลกกับมัน โดยนโยบายดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของการให้เงินเดือนแก่แรงงานที่ไม่มีอาชีพแต่ยอมเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพหรือพัฒนาทักษะฝีมือและสามารถสอบผ่านการวัดระดับฝีมือแรงงานที่มีมาตรฐานในช่วงท้าย หรือการจัดการประกวดแข่งขันผลิตภัณฑ์เกษตรหรือสินค้าพื้นบ้านประเภทใหม่ๆ ที่น่าจะมีศักยภาพในการทำตลาดส่งออกในอนาคต เป็นต้น

มาตรการช่วยเหลือในระยะสั้นเหล่านี้จะเตรียมแรงงานที่มีทักษะให้พร้อมในช่วงที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่สองหรือช่วงที่สามของสภาวะวิกฤต ในช่วงที่ความต้องการแรงงานมีทักษะเพิ่มมากขึ้นพร้อมๆ ไปกับการขยายตัวของภาคการผลิตของประเทศ

และในส่วนสุดท้ายรัฐบาลจะต้องคำนึงถึงวินัยทางการคลังและศักยภาพในการชำระคืนหนี้ของตนเองเอาไว้ตลอดเวลาครับ เนื่องจากในอดีตเราเคยพบเห็นมาแล้วว่าหนี้สาธารณะก็สามารถเป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤตเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน

ประเทศไทยเรายังนับว่าโชคดีนะครับที่ยังมีรัฐบาลที่ไม่ได้ก่อหนี้ยืมสินเอาไว้มาก่อนมากนัก นอกจากนั้นเรายังคงมีระดับเงินสำรองระหว่างประเทศที่สูงและศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกที่ดีอีกด้วยครับ มิฉะนั้นวิกฤตในครั้งนี้อาจมีผลกระทบมากกว่าที่เรากำลังประสบอยู่

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 มกราคม 2552