Counter-Cyclical

 

- ภาวิน ศิริประภานุกูล -

pawin@econ.tu.ac.th

ผมยังคงเห็นด้วยเสมอกับการมองวิกฤตเศรษฐกิจในรอบต่างๆ ว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ของพวกเรา เพื่อที่เราจะได้สามารถป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจรูปแบบเดิมๆ ไม่ให้มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำอีก เพื่อที่เราจะได้มีโลกที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นจากภัยคุกคามของวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามองเข้าไปถึงรายละเอียดของวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ที่มีปัญหาต้นตอมาจากสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ subprime ในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว พัฒนาการหลายๆ อย่างที่ปรากฏขึ้นก็ยังคงมีรูปแบบซ้ำๆ กับวิกฤตเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นในยุคก่อนๆ อยู่นั่นเองครับ

โดยถึงแม้ว่าต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น ในเรื่องของการออกตราสารหนี้ที่มีการจัดชั้นซึ่งมีความซับซ้อนและยากในการประเมินความเสี่ยง จะยังถือเป็นเรื่องใหม่ที่โลกของเรายังไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่กลไกในการขยายตัวของวิกฤตเศรษฐกิจก็ยังคงมีรูปแบบเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โดยการขยายตัวลุกลามของวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าวก็ยังคงเกิดขึ้นมาจากระบบสถาบันการเงิน โดยสภาวะขาดทุนในเบื้องต้นทำให้สถาบันการเงินจำเป็นจะต้องปรับลดการปล่อยกู้ของตนเองลง หรืออาจจำเป็นต้องขายสินทรัพย์บางอย่างของตนเองออกไป ซึ่งส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือตราสารการลงทุนอื่นๆ ซึ่งอยู่ในช่วงขาลงอยู่แล้วได้รับแรงกดดันที่ทำให้ราคาของสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวลดลงไปอีกอย่างต่อเนื่อง

และในที่สุดมันก็ส่งผลกระทบย้อนกลับไปสู่บรรดาสถาบันการเงินอีกทอดหนึ่ง เนื่องจากสินทรัพย์ที่สถาบันการเงินถืออยู่ล้วนมีความเกี่ยวพันกับตลาดอสังหาริมทรัพย์และตราสารการลงทุนเหล่านี้ในระดับสูง ซึ่งก็ทำให้พวกเขาจำเป็นจะต้องลดการปล่อยกู้ของตนเองลงไปอีก ในที่สุดการลดการปล่อยกู้ก็นำมาซึ่งปัญหาสภาพคล่อง และส่งผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นๆ ของระบบเศรษฐกิจ

ลองนึกย้อนไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ.2540 ที่มีต้นตออยู่ที่ประเทศไทยของพวกเราดูครับ ผมคิดว่ากลไกในการขยายตัวของวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้มีความใกล้เคียงกับยุคนั้นเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นดูเหมือนว่าวิธีการแก้ไขวิกฤตต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นก็มีรูปแบบใกล้เคียงกันอีกด้วย

ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาโลกของเรามีความพยายามในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อกลไกการขยายตัวของวิกฤตเศรษฐกิจในรูปแบบนี้อยู่อย่างต่อเนื่องครับ โดยความพยายามดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถาบันการเงินแต่ละแห่งให้มีความสามารถต้านทานต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้

การเสริมสร้างความแข็งแกร่งนี้อยู่ในรูปแบบของการออกข้อบังคับการจัดสรรเงินกองทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้อยู่ในระดับสูง เพื่อที่สถาบันการเงินต่างๆ จะมีความสามารถในการรองรับการก่อตัวของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่อาจมีสาเหตุมาจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

นอกจากนั้น การสร้างความแข็งแกร่งดังกล่าวยังอยู่ในรูปแบบของการเปิดเผยข้อมูลทางบัญชี การบังคับให้บรรดาสถาบันการเงินรับรู้การขาดทุนทางบัญชีของตนเองโดยทันทีผ่านการคิดมูลค่าสินทรัพย์ที่พวกเขาถืออยู่ โดยอ้างอิงราคาตลาดปัจจุบัน นอกจากนั้นเรายังเห็นการรณรงค์ให้สถาบันการเงินมีแบบจำลองประเมินความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่ตนเองถืออยู่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างภูมิต้านทานต่อวิกฤตเศรษฐกิจเหล่านี้กำลังถูกมองว่าเป็นปัญหาไปเสียแล้วครับ เมื่อพัฒนาการของวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ได้ขยายวงกว้างมากขึ้น

ตัวผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของระเบียบข้อบังคับเหล่านี้ครับ แต่มีหลายๆ สิ่งที่ผมเห็นด้วยต่อข้อเสนอที่กำลังก่อกระแสขึ้นอยู่ในช่วงนี้ โดยข้อเขียนชุดหนึ่งที่สะท้อนข้อเสนอเหล่านี้ได้ดีเป็นของศาสตราจารย์ Markus Brunnermeier ที่มหาวิทยาลัย Princeton ครับ ลองหาอ่านได้โดยเฉพาะงานที่เขียนร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่มีชื่อรายงานว่า The Fundamental Principles of Financial Regulation

ใจความหลักๆ ของรายงานนี้อยู่ที่ว่า ข้อบังคับในการจัดสรรเงินทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยงและระบบบัญชีที่ยึดราคาตลาดปัจจุบันเป็นที่ตั้ง มีลักษณะที่เป็น procyclical หรือมีส่วนในการขยายตัวของฟองสบู่และเพิ่มขนาดของปัญหาในช่วงเวลาวิกฤตครับ

เนื่องจากข้อบังคับชุดนี้ส่งเสริมการขยายตัวของการปล่อยสินเชื่อในช่องฟองสบู่ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือตราสารการลงทุนอื่นๆ จะอยู่ในระดับสูง สินทรัพย์ของสถาบันการเงินต่างๆ จึงดูเหมือนจะมีมูลค่าสูงซึ่งส่งผลให้เงินกองทุนของสถาบันการเงินมีขนาดใหญ่มากขึ้น ในขณะที่แบบจำลองประเมินความเสี่ยงต่างๆ ก็มักจะให้ค่าความเสี่ยงที่ต่ำ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนผลักดันให้สถาบันการเงินเพิ่มการปล่อยกู้ ผลักดันให้สภาวะฟองสบู่ขยายตัวมากยิ่งขึ้น

ในทางกลับกันท่ามกลางสภาวะวิกฤต ราคาอสังหาริมทรัพย์และตราสารการลงทุนอื่นๆ ลดต่ำลง เกิดการขาดทุนทางบัญชีของสถาบันการเงิน ส่งผลให้เงินกองทุนของสถาบันการเงินมีขนาดลดลง และสถาบันการเงินเหล่านี้ก็จำเป็นจะต้องลดการปล่อยกู้ หรือขายสินทรัพย์บางอย่างออกไปเพื่อเพิ่มสถานะเงินกองทุนแบบจำลองประเมินความเสี่ยงก็ให้ค่าความเสี่ยงที่สูงมากขึ้น และยิ่งผลักดันให้สถาบันการเงินยิ่งต้องลดการปล่อยกู้หรือเพิ่มการขายสินทรัพย์ของตนเองมากขึ้น ซ้ำเติมสภาวะวิกฤตลงไปอีก

ศาสตราจารย์ Brunnermeier มองว่า การทำธุรกิจสถาบันการเงินมีลักษณะเข้าข่ายที่ก่อให้เกิดผลกระทบภายนอก (externalities) อยู่มาก และนี่เป็นเหตุผลให้ทางภาครัฐควรที่จะเข้าไปแทรกแซง กำหนดข้อบังคับต่างๆ เพื่อลดระดับปัญหาผลกระทบภายนอกเหล่านี้

ข้อเสนอของศาสตราจารย์ Brunnermeier และกลุ่มผู้เขียนรายงานก็คือทางภาครัฐควรที่จะกำหนดระเบียบข้อบังคับทั้งในเรื่องเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงและมาตรฐานทางบัญชีที่มีลักษณะ counter-cyclical หรือมีส่วนช่วยในการลดขนาดของความผันผวนในวัฏจักรธุรกิจให้มากยิ่งขึ้น

หนึ่งในมาตรการเหล่านี้ก็คือการกำหนดข้อบังคับที่คำนึงถึงสถานะของระบบสถาบันการเงิน "ทั้งระบบ" เข้าไปด้วยในการจัดสรรเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่การขยายตัวของสินเชื่อทั้งระบบกระจุกตัวอยู่ในที่เดียวกันและมีการขยายตัวในระดับสูง หรือระดับหนี้สินต่อทุนของระบบสถาบันการเงินทั้งระบบเพิ่มสูงขึ้น เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของสถาบันการเงินต่างๆ ก็ควรจะมีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงของระบบสถาบันการเงิน "ทั้งระบบ" ที่มีระดับเพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ข้อบังคับดังกล่าวมีลักษณะ counter-cyclical นั่นคือในช่วงสภาวะฟองสบู่ข้อบังคับนี้จะทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ขยายสินเชื่อของตนเองด้วยต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ในช่วงเวลาวิกฤตข้อกำหนดดังกล่าวจะลดภาระการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ ลงโดยอัตโนมัติ

มาตรการที่เพิ่มเติมเข้ามาก็มี อาทิ การกำหนดสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่อิงต่อความไม่สมดุลระหว่างโครงสร้างของหนี้สินและสินทรัพย์ (maturity mismatch) ซึ่งเป็นปัญหาหลักปัญหาหนึ่งที่นำมาซึ่งการล้มละลายของสถาบันการเงิน

ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารที่ระดมเงินฝากระยะสั้นมาปล่อยกู้ระยะยาว เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันธนาคารแห่งนี้จะประสบปัญหาเนื่องจากจะต้องหาเงินสดมาคืนให้กับผู้ฝากในระยะสั้น ในขณะที่ไม่สามารถเรียกคืนเงินกู้ระยะยาวที่ปล่อยกู้ออกไปได้ โดยปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นหรือลดระดับลงไปมากถ้าหากธนาคารใช้วิธีระดมเงินฝากระยะยาวมาปล่อยกู้ในระยะยาว

ศาสตราจารย์ Brunnermeier มองว่า การล้มละลายลงของสถาบันการเงินมักก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกในทางลบ (negative externalities) ต่อระบบเศรษฐกิจตามมา ซึ่งนี่เป็นเหตุผลของการบังคับใช้ข้อบังคับในเงินกองทุนที่อ้างอิงต่อโครงสร้างของหนี้สินและสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน

การแก้ไขระบบบัญชีของสถาบันการเงินไม่ให้อ้างอิงกับราคาตลาดในปัจจุบัน แต่ให้อ้างอิงกับราคาที่ควรจะเป็น ก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่มีลักษณะ counter-cyclical นั่นคือราคาที่ควรจะเป็นมักจะเคลื่อนไหวช้ากว่าราคาตลาด และทำให้มูลค่าสินทรัพย์และเงินกองทุนของสถาบันการเงินไม่เปลี่ยนแปลงหวือหวาไปตามสภาวะของระบบเศรษฐกิจมากนัก

รายงานฉบับที่ผมอ้างอิงถึงยังมีข้อเสนออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแบบจำลองประเมินความเสี่ยงให้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบสถาบันการเงินทั้งระบบ และข้อเสนออื่นๆ เช่น การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการควบคุมดูแลระบบสถาบันการเงินอีกด้วยครับ

ข้อควรระวังก็คือ การบังคับใช้ระบบระเบียบดังกล่าวยังมีปัญหาในเชิงรายละเอียดอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น ข้อบังคับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่คำนึงถึงระบบสถาบันการเงินทั้งระบบอาจสร้างความเสียเปรียบให้กับสถาบันการเงินขนาดเล็ก โดยการบังคับใช้อาจต้องมีการกำหนดตัวปัจจัยตัวหนึ่งที่คำนึงถึงขนาดของผลกระทบภายนอกที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจจะก่อขึ้นเข้าไปเป็นปัจจัยหนึ่งในการคำนวณด้วย หรือการเปลี่ยนระบบบัญชีมาเป็นระบบที่ไม่อ้างอิงราคาตลาดอาจก่อให้เกิดปัญหาความไม่โปร่งใสในรายงานทางการเงินของสถาบันการเงินต่างๆ ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้าหากมีการประยุกต์ใช้ข้อกำหนดดังกล่าวอย่างรอบคอบและสมดุล ข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้น่าจะเป็นข้อเสนออีกชุดหนึ่งที่จะทำให้โลกของเราหนีห่างออกไปจากภัยคุกคามของวิกฤตเศรษฐกิจไปได้อีกระดับหนึ่งครับ

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 เมษายน 2552