"ราคาน้ำมันกับการเก็งกำไร"

- ภาวิน ศิริประภานุกูล - 

pawin@econ.tu.ac.th

ผมคิดว่าความผันผวนของราคาน้ำมันนี่เป็นเรื่องหนึ่งที่เราทุกคนเริ่มที่จะคุ้นชินกับมันครับ หากเราจะมาลองทบทวนความจำกันดูอีกครั้ง ในช่วงปี 2551 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับราว 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม 2551 ไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 145 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 2551 ก่อนที่จะปรับตัวลดลงกว่าสามในสี่ส่วนมาสู่ระดับราว 31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 และในที่สุดราคาน้ำมันดิบก็ได้กลับมาเคลื่อนไหวในระดับ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้งในปัจจุบัน

หลายต่อหลายคน (รวมทั้งตัวผมเองด้วยครับ) มีความเชื่อว่าการเคลื่อนไหวที่ผันผวนเป็นอย่างมากดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากแรงเก็งกำไรในตลาดน้ำมันของกองทุนเก็งกำไรประเภทต่าง ๆ ซึ่งในระยะหลังนี้ถึงกับมีความต้องการออกมาจากบางประเทศให้มีการควบคุมกิจกรรมการเก็งกำไรของกองทุนการเงินเหล่านี้

ในช่วงปลายปี 2552 ที่ผ่านมามีการถกเถียงกันเป็นอย่างมากครับถึงคำถามที่ว่าความผันผวนในราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงสิบปีหลังนี้มีสาเหตุหลักมาจากการเข้ามาเก็งกำไรของกองทุนการเงินต่าง ๆ จริงหรือไม่ โดยข้อมูลสถิติจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ถูกเอามานำเสนอต่อสาธารณชนมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

แต่เรื่องที่น่าแปลกใจก็คือข้อมูลสถิติต่าง ๆ ดังกล่าวมักจะชี้ไปในทิศทางที่ว่าแรงเก็งกำไรของกองทุนการเงินต่าง ๆ ในตลาดน้ำมันโลกนั้นมีอิทธิพลน้อยมากต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบครับ โดยการเคลื่อนไหวที่ผันผวนในช่วงหลังนี้น่าจะถูกอธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ในตลาดน้ำมันมากกว่า

งานเขียนชิ้นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าให้คำอธิบายได้ดีมากต่อแนวคิดที่ว่าแรงเก็งกำไรของกองทุนการเงินประเภทต่าง ๆ แทบจะไม่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกเลยก็คือบทความของคุณ James Smith ที่ชื่อว่า World Oil : Market or Mayhem? ในวารสารทางสายเศรษฐศาสตร์ที่ผมชอบอ่านมากที่สุด Journal of Economic Perspectives

โดยคุณ Smith เล่าปูมหลังของตลาดน้ำมันโลกให้ฟังว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ได้เกิดกระแสชาตินิยมขึ้นในประเทศผู้เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันใหญ่ ๆ ของโลก ซึ่งทำให้ปริมาณผลผลิตน้ำมันดิบส่วนใหญ่ในตลาดโลกนั้นไม่ได้อยู่ในกำมือของบริษัทน้ำมันข้ามชาติยักษ์ใหญ่ อาทิ ExxonMobil บีพี เชลล์ เชฟรอน หรือโทเทล อีกต่อไป โดยสัดส่วนผลผลิตของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 89 เปอร์เซ็นต์ในปี 2512 มาสู่ระดับราว 12 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตน้ำมันดิบทั้งหมดในตลาดโลกในปี 2552

บริษัทผลิตน้ำมันดิบยักษ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นมาแทนที่บริษัทข้ามชาติต่าง ๆ นั้นก็คือบริษัทรัฐวิสาหกิจในประเทศเจ้าของบ่อน้ำมันนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Saudi Aramco ของประเทศซาอุฯ บริษัท NIOC ของประเทศอิหร่าน หรือบริษัท KPC ของประเทศคูเวต เป็นต้น โดยบริษัทรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ครอบครองส่วนแบ่งผลผลิตถึงราว 50 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตน้ำมันดิบทั้งหมดในตลาดโลก และครอบครองแหล่งสำรองน้ำมันในสัดส่วนถึงราว 70 เปอร์เซ็นต์ของแหล่งสำรองทั้งหมดที่ถูกสำรวจพบและพิสูจน์แล้วบนโลก

ประเทศที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เหล่านี้หลายรายเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก หรือที่เรามักจะคุ้นหูมากกว่าในนามกลุ่มโอเปก (OPEC) ซึ่งก็อย่างที่เราทราบกันดีว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้จะส่งตัวแทนมาประชุมกันเป็นระยะ ๆ เพื่อกำหนดปริมาณผลผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มตามสถานการณ์ในตลาดน้ำมันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศโอเปกก็ไม่ได้สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตน้ำมันดิบในตลาดโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เนื่องจากยังมีบริษัทผู้ผลิตน้ำมันดิบอีกหลายรายที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มโอเปก โดยในกลุ่มนี้นอกเหนือจากบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้วก็ยังมีผู้ผลิตรายใหญ่ อาทิ บริษัท Premex ของประเทศเม็กซิโก บริษัท CNPC ของจีน บริษัท Rosneft ของรัสเซีย และบริษัท Petrobras ของบราซิล รวมอยู่ด้วย

การมีผู้ผลิตมากหน้าหลายตาในตลาดทำให้ค่าความยืดหยุ่นของเส้นอุปทาน ซึ่งจะเป็นตัวบอกความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนปริมาณผลผลิต ภายหลังการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดน้ำมันดิบโลกนั้นอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉพาะในระยะสั้น ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าราคาน้ำมันดิบนั้นจะพุ่งขึ้นหรือลดลงไปในระดับเท่าตัว ปริมาณผลผลิตน้ำมันดิบในตลาดโลกก็อาจไม่สามารถถูกปรับเปลี่ยนไปได้มากนักครับ

ในอีกฟากหนึ่งของตลาดนั้น คุณ Smith ก็ได้เล่าว่า ค่าความยืดหยุ่นของเส้นอุปสงค์ในตลาดน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นตัววัดความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบของผู้บริโภคนั้นก็อยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกัน นั่นคือผู้บริโภคน้ำมันดิบไม่สามารถที่จะปรับตัวไปใช้สินค้าอื่นเพื่อทดแทนน้ำมันได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นไปในระดับเท่าตัวก็ตาม

ด้วยโครงสร้างของตลาดน้ำมันดิบโลกในลักษณะนี้ทำให้การปรับตัวของราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนเป็นอย่างมากตามไปด้วย โดยจากสถานการณ์จำลองซึ่งกำหนดให้ปริมาณผลผลิตน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงเพียงแค่ราว 1.25 เปอร์เซ็นต์ของระดับผลผลิตทั้งหมดในปี 2551 อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นได้ถึงราว 12.5 เปอร์เซ็นต์เลยครับ

ทำให้คุณ Smith อธิบายการปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงกลางปี 2551 ว่าเป็นผลกระทบของอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบรรดาผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ของโลกในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศเวเนซูเอลากับบริษัท ExxonMobil ซึ่งทำให้บริษัทต้องปรับลดปริมาณการผลิตลง ในเดือนมีนาคม 2551 เกิดการลอบวางระเบิดท่อส่งน้ำมันในประเทศอิรัก

ในเดือนเมษายน 2551 เกิดการประท้วงใหญ่ของแรงงานของ ExxonMobil ในประเทศไนจีเรีย และการประท้วงของแรงงานของบริษัทท่อส่งน้ำมันในสกอตแลนด์ ในเดือนพฤษภาคม 2551 เกิดการจลาจลในประเทศไนจีเรีย ซึ่งทำให้มีการปิดกิจกรรมการผลิตน้ำมันดิบของประเทศไปบางส่วน และในเดือนมิถุนายน 2551 การจลาจลในประเทศไนจีเรียได้ลุกลามไปกระทบการดำเนินงานของบริษัทเชลล์ และเกิดเหตุวางระเบิดท่อส่งน้ำมันของบริษัทเชฟรอนเพิ่มเติมอีกด้วย

คุณ Smith คิดว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน น่าจะส่งผลให้เกิดการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันดิบในช่วงเวลาดังกล่าวมากกว่าแรงเก็งกำไรของกองทุนการเงินต่าง ๆ ซึ่งไม่น่าจะมีกำลังและความสามารถในทางปฏิบัติในการฉุดราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับที่เป็นประวัติการณ์ดังกล่าวได้ และในส่วนของการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 นั้นก็น่าจะเกิดจากสถานการณ์ที่คลี่คลายลงไปของผู้ผลิตน้ำมันรายต่าง ๆ ประกอบกับการมาถึงของวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีระดับความรุนแรงมากกว่าที่ได้มีการคาดการณ์กันเอาไว้ล่วงหน้ามาก

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมองในระยะยาวแล้ว การขาดการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ ๆ ของผู้ผลิตน้ำมันดิบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มโอเปกน่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบคงทรงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องครับ คุณ Smith คิดว่าประเทศในกลุ่มโอเปกใช้วิธีการดังกล่าวในการควบคุมระดับการผลิตของสมาชิกในกลุ่มอย่างได้ผล ภายหลังจากที่ทางกลุ่มประสบปัญหาเป็นอย่างมากในช่วงราคาน้ำมันดิบตกต่ำปี 2520-2530

ดูคำอธิบายต่าง ๆ ของคุณ Smith แล้วผมคิดว่ามีความสมเหตุสมผลอยู่พอสมควรครับ การควบคุมกิจกรรมการเก็งกำไรของกองทุนการเงินต่าง ๆ อาจไม่ได้ช่วยลดความผันผวนให้กับการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบมากนักก็เป็นได้

เมื่อประกอบเรื่องนี้เข้ากับคำประกาศเมื่อไม่นานมานี้ของ International Energy Agency ซึ่งทำหน้าที่คอยจับตาดูสถานการณ์ของตลาดน้ำมันดิบโลกมาอย่างต่อเนื่อง ว่าปริมาณผลผลิตน้ำมันดิบของโลกจะปรับตัวลดลงภายหลังจากปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าแล้ว ผมคิดว่าก็ถึงเวลาแล้วครับ ที่เราจะต้องปรับตัวของเราเอง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบในกิจกรรมต่าง ๆ ของเรา และหันไปหาพลังงานทดแทนที่น่าจะมีความยั่งยืนมากกว่าในระยะยาว

อย่ามัวแต่ไปกล่าวโทษกองทุนเก็งกำไรต่าง ๆ กันเลยครับ

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 มกราคม 2553