การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับคนจน

- ภาวิน ศิริประภานุกูล -

ผมเป็นคนหนึ่งครับที่เห็นด้วยกับแนวความคิดที่ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ยังคงดำเนินอยู่ในกรุงเทพมหานครในปัจจุบันเป็นเครื่องสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางด้านความคิดระหว่างกลุ่มชนในประเทศไทย และการแก้ปัญหาความวุ่นวายในครั้งนี้อย่างยั่งยืนไม่สามารถจะอาศัยเพียงแค่กำลังของทหาร ตำรวจ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงต่าง ๆ เพียงอย่างเดียวได้

ผมเชื่อว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดความเห็นที่แตกต่างกันของผู้คนที่นำมาซึ่งปัญหาความวุ่นวายในครั้งนี้ และการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจำเป็นจะต้องพิจารณาถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาในอีกหลากหลายด้านพร้อม ๆ กันไป

ซึ่งในด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนั้นมีประเด็นที่มีความสำคัญอยู่มากมายเหลือเกินครับ อย่างไรก็ตามในระดับภาพรวมแนวนโยบายในลักษณะการส่งเสริมการเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับคนจน หรือที่ถูกเรียกกันในต่างประเทศว่านโยบาย Pro-Poor Growth ก็น่าจะเป็นแนวนโยบายหนึ่งที่มีความน่าสนใจมากครับ

โดยคำจำกัดความกว้าง ๆ ของคำว่า "การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับคนจน" นี้ก็คือการเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่คนจนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจเติบโต และเข้ามามีส่วนแบ่งในการได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจนั้น ๆ อีกด้วย

ซึ่งจะว่าไปแล้วการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโดยทั่วไปก็มีความเป็นมิตรกับคนจนอยู่ในระดับหนึ่งครับ เนื่องจากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจมักจะทำให้จำนวนหรือสัดส่วนของคนจนในประเทศนั้น ๆ ลดลง การเติบโตของระบบเศรษฐกิจไม่ว่าจะมาจากภาคส่วนใดจะมีส่วนทำให้ระดับการจ้างงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ผู้คนในประเทศมีงานทำ มีเงินเดือนเพื่อการจับจ่ายใช้สอย คนจนในประเทศนั้น ๆ ก็จะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจไม่ว่าจะในทางตรง (จากการทำงานในภาคธุรกิจที่มีการเติบโต) หรือทางอ้อม (การได้รับประโยชน์จากเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มจำนวนขึ้น) อย่างไรก็ตามเราสังเกตเห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ นั้นจะสร้างส่วนแบ่งผลประโยชน์ให้กับกลุ่มคนจนในประเทศนั้น ๆ แตกต่างกันออกไป การเติบโตทางเศรษฐกิจในบางประเทศแทบจะไม่สร้างผลประโยชน์ใด ๆ ให้กับกลุ่มคนจนของประเทศ ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในบางประเทศกลับสร้างผลประโยชน์ที่ชัดเจนให้กับกลุ่มคนจน

นักเศรษฐศาสตร์เราเชื่อกันว่าระดับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจตั้งต้นเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดครับที่ทำให้ผลประโยชน์ต่อกลุ่มคนจนในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันออกไป โดยในประเทศที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจตั้งต้นอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงนัก กลุ่มคนจนจะได้ผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนในประเทศที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การเติบโตทางเศรษฐกิจแทบจะไม่สร้างผลประโยชน์ให้กลุ่มคนจนของประเทศแต่อย่างใด

ระดับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจตั้งต้นนี้จริง ๆ แล้วเป็นเครื่องสะท้อนถึงระดับการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มคนจนครับ โดยในประเทศที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจตั้งต้นอยู่ในระดับต่ำนั้น กลุ่มคนจนในประเทศก็มักจะมีอิทธิพลในระดับหนึ่งในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ สามารถส่งเสียงบอกรัฐบาลของพวกเขาได้ว่ามีความเดือดร้อนอะไร ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาให้อย่างไรบ้าง

ในขณะที่ในประเทศที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงนั้น กลุ่มคนจนในประเทศก็แทบจะไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ลองจินตนาการถึงกลุ่มคนจนในประเทศพม่าที่ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารดูครับ ไม่ว่าประเทศพม่าจะสามารถเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วเพียงใด กลุ่มคนจนที่นั่นก็มักจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวแต่อย่างใด โดยพวกเขาจะได้รับเพียงค่ายังชีพที่คงที่จากรัฐบาลของพวกเขา แนวนโยบายตามแนวคิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับคนจนนี้มีความแตกต่างหลากหลายกันออกไปในแต่ละพื้นที่ครับ ในกลุ่มประเทศ OECD แนวนโยบายส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้จะพุ่งเป้าไปที่การสร้างกระบวนการกำหนดนโยบายที่เปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนจนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เป็นสำคัญ

ดังนั้นแนวคิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับคนจนในกลุ่มประเทศ OECD นี้จะมีความสัมพันธ์กับรูปแบบการปกครองของประเทศอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นแนวนโยบายดังกล่าวยังคำนึงถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของกลุ่มคนจน และการสร้างระบบการรับผิดชอบของหน่วยงานกำหนดนโยบายเป็นสำคัญอีกด้วยครับ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากประเทศไทยจะหันมาใช้แนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องลดการให้ความสำคัญกับการเติบโตของตัว GDP ของประเทศลงไป และอาจจะต้องเพิ่มมาตรวัดระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ๆ ที่คำนึงถึงกลุ่มคนจนมากยิ่งขึ้น เช่น ระดับรายได้ต่อหัวของกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ หรือดัชนีชี้วัดความเป็นอยู่ของกลุ่มคนจน เป็นต้น นโยบายรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จจะต้องไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มระดับการเติบโตของ GDP ให้สูงขึ้น แต่ต้องเพิ่มระดับรายได้ต่อหัวของกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทยพร้อม ๆ กันไปด้วย

และในกรณีที่เป้าหมายทั้งสองอาจมีความขัดแย้งกัน รัฐบาลอาจจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มคนจนมากกว่าระดับการเติบโตของ GDP อาทิ ในกรณีที่การก่อสร้างโรงงานผลิตสารเคมีอาจปล่อยของเสียและทำให้ปลาในแหล่งน้ำตาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับรายได้ของชาวประมงในช่วงปลายน้ำ รัฐบาลอาจจำเป็นจะต้องระงับการก่อสร้างโรงงานดังกล่าว เป็นต้น

การสร้างมาตรวัดประสิทธิผลของนโยบายที่ผูกติดอยู่กับระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนจนจะช่วยให้นโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความเป็นมิตรกับกลุ่มคนจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้กลุ่มคนจนได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของประเทศในระดับที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

แนวคิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับคนจนในประเทศเอเชียใต้บางประเทศจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับคนจนมากกว่าแนวคิดของกลุ่มประเทศ OECD โดย Pro-Poor Growth ตามแนวคิดในกลุ่มหลังนี้จะหมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นผลมาจากการเติบโตของระดับรายได้ของกลุ่มคนจนเป็นหลัก

นั่นคือแทนที่รัฐบาลจะมุ่งส่งเสริมการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมที่อาจอยู่ห่างไกลไปจากวิถีชีวิตของกลุ่มคนจนและอาจไม่ให้ส่วนแบ่งผลประโยชน์แก่กลุ่มคนจนมากนัก รัฐบาลควรจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิถีความเป็นอยู่ของกลุ่มคนจน ปรับปรุงวิธีการดำเนินชีวิต พัฒนาความรู้ความคิดที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ ฯลฯ ของกลุ่มคนจนเป็นหลัก

ความน่าสนใจของแนวคิดหลังนี้อยู่ที่การเป็นแนวนโยบายราคาถูกที่จะส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศได้ครับ อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายในลักษณะหลังนี้ให้สำเร็จจำเป็นจะต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทนของผู้คนที่เกี่ยวข้องอยู่พอสมควร

โดยผู้ดำเนินนโยบายดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดำรงชีวิตและการหาเลี้ยงชีพของคนจนในประเทศอย่างลึกซึ้ง ในกรณีที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจนั้นเอื้ออำนวยอยู่แล้ว ผู้ดำเนินนโยบายอาจเพียงแค่พัฒนาความรู้ความคิดที่ยังขาดไป หรืออาจปรับปรุงวิธีการใช้ชีวิตของคนจนให้สามารถลืมตาอ้าปากด้วยตัวเองได้ ในกรณีที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ผู้ดำเนินนโยบายก็ต้องเพิ่มเติมสิ่งที่ขาดหายไป เพื่อช่วยให้กลุ่มคนจนเหล่านี้สามารถหลุดพ้นจากสภาวะความจนไปให้ได้

ผมคิดว่าการปรับใช้แนวคิดการเติบโตที่เป็นมิตรกับคนจนทั้งสองรูปแบบนี้มีความสอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่งครับ

ด้วยความเชื่อที่ว่าคนจนไม่ใช่คนโง่หรือคนไร้ความสามารถ แต่เป็นเพียงแค่ผู้ที่ขาดโอกาสหรือผู้ที่ต้องเสียสละแบกรับผลกระทบในเชิงลบจากนโยบายพัฒนาประเทศที่ผ่านมาเท่านั้น แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะนี้น่าจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันให้เบาบางลงไปได้ระดับหนึ่งครับ
 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม 2553