- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
ในช่วงนี้หันไปทางไหนก็เจอข่าวเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาทครับ ดังนั้นในฐานะนักเศรษฐศาสตร์มหภาคคนหนึ่ง ก็อยากจะขอมีส่วนร่วมในการถกเถียงและแบ่งปันข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกันครับ
โดยจากข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ ค่าเงินบาทถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2553 อยู่ที่ 29.97 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ระดับของค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ค่าเงินบาทที่ระดับดังกล่าวก็ถือได้ว่าปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วครับ
ถ้าเราลองคำนวณคร่าว ๆ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ค่าเงินบาท ถัวเฉลี่ย ณ วันที่ 20 ตุลาคมดังกล่าว ได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้น 2.75% เมื่อเทียบกับค่าเงินของวันที่ 15 กันยายน (ช่วงเวลาราว 1 เดือน) แข็งค่าขึ้น 5.92% เมื่อเทียบกับ ค่าเงินของ วันที่ 16 สิงหาคม (ช่วงเวลาราว 2 เดือน) และแข็งค่าขึ้น 7.17% เมื่อเทียบกับค่าเงินของวันที่ 15 กรกฎาคม (ช่วงเวลาราว 3 เดือน)
อาจกล่าวได้ว่าผู้ประกอบการส่งออก รายใดที่ในช่วงเวลาปกติมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 7% และรับคำสั่งซื้อลูกค้าจากต่างประเทศล่วงหน้า 3 เดือน โดยที่ไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ล่วงหน้า ก็มีโอกาสขาดทุนได้ครับ ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มที่ต้องรับคำสั่งซื้อ ล่วงหน้าเกินกว่า 3 เดือน ซึ่งจะต้องได้รับ ผลกระทบที่รุนแรงกว่าอย่างแน่นอน
ทีนี้คำถามหลักจึงอยู่ที่ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร แน่นอนครับว่าหลายคนพุ่งเป้าไปที่นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน (อย่างรุนแรง) ของธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อพยายามกระตุ้นระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ในช่วงวิกฤตซับไพรมที่ผ่านมา
นักเศรษฐศาสตร์เรามองว่า "เงิน" ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับสินค้าครับ นั่นคือถ้าหากมีการผลิตเข้ามาในตลาดมาก ๆ เข้า ในขณะที่ความต้องการของเงินสกุลดังกล่าวไม่ได้มีมากขึ้นตามค่าของเงินสกุลดังกล่าวก็จะปรับตัวลดต่ำลง
ผมจะขอเริ่มจากตัว "ฐานเงิน" (money base) ซึ่งเป็นตัวปริมาณเงินที่ทางธนาคารกลางในแต่ละประเทศสามารถควบคุมได้ดีที่สุด อาจพูดได้ว่านี่คือตัวแทนที่ดีที่สุดของเม็ดเงิน ที่ธนาคารกลางพยายามอัดฉีด เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากฐานข้อมูล FRED ของธนาคารกลางสหรัฐสาขา St. Louise ระบุว่า ปริมาณฐานเงินในช่วงเดือนกันยายน 2553 ของสหรัฐปรับตัวลดลงราว 1% เมื่อเทียบกับปริมาณฐานเงินในช่วงเดือนกรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมาครับ นั่นคือในช่วงที่ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ปริมาณฐานเงินของประเทศสหรัฐอเมริกากลับปรับตัวลดลงไป ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดีปริมาณฐานเงินอาจไม่ได้เป็นตัวสะท้อนถึง "ปริมาณเงิน" ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐที่ดี เนื่องจากปริมาณเงินนั้นจะต้องสะท้อนสิ่งที่สร้างความสามารถในการใช้จ่ายให้กับผู้คนในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นได้
ข้อมูลจากฐานข้อมูล FRED ก็แสดงถึงสิ่งที่เราคาดเอาไว้จริง ๆ ครับ ปริมาณเงินในความหมายแคบ (M1) ของประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงเดือนกันยายน 2553 ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 2.86% เมื่อเทียบกับปริมาณเงินประเภทเดียวกันในช่วงเดือนกรกฎาคม 2553 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าตัวคูณทางการเงินจากระดับ 0.85 มาอยู่ที่ระดับราว 0.88 ซึ่งแสดงว่าการหมุนเวียนของเม็ดเงินในภาคเอกชนเริ่มปรับระดับเพิ่มสูงขึ้นครับ
อย่างไรก็ตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินดังกล่าว ไม่น่าจะมีความสอดคล้องกับการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทในระดับราว 4.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยที่เรายังไม่ได้คำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย ที่น่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลลบต่อค่าเงินบาทอีกปัจจัยหนึ่ง
ไม่ต้องสงสัยกันถึงปริมาณเงินในความหมายที่กว้างขึ้นไปกว่านี้ของประเทศสหรัฐ อเมริกาครับ เนื่องจากผมได้ลองตรวจสอบแล้ว และพบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในความหมายที่กว้างขึ้นนั้น ล้วนแต่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอัตราการเพิ่มของปริมาณเงินในความหมายแคบทั้งสิ้น
แน่นอนครับว่าภาพในระดับเล็กอาจจะมีความแตกต่างไปจากภาพในระดับใหญ่ นั่นคือถ้าหากมองปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐที่ไหลเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียภูมิภาคเดียว อาจมีความแตกต่างไปจากปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดของประเทศสหรัฐอเมริกา
กระแสเงินทุนไหลเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ โดยผมได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้วในฉบับวันจันทร์ที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมาครับ และสิ่งนี้น่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะอธิบายถึงการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินบาท และเงินสกุลอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
โดยในบทความชิ้นดังกล่าว ผมได้พูดถึงสาเหตุของการไหลบ่าของเงินทุนทั่วโลกเข้ามายังประเทศในภูมิภาคเอเชีย ว่าน่าจะเกิดขึ้นจาก 1)การเข้ามาเก็งกำไรในการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินสกุลต่าง ๆ ในภูมิภาค 2)การเข้ามาของเงินลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากการคาดการณ์ถึงการเติบโตที่สูงกว่าอย่างชัดเจนในช่วงหนึ่งทศวรรษที่กำลังจะมาถึง และ 3)ความเสี่ยงที่ลดลงของประเทศในภูมิภาคนี้ต่อการกลับไปสู่สภาวะระบบเศรษฐกิจตกต่ำอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยงของประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ที่อยู่ในระดับที่สูงกว่า
คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือกระแสเงินทุนที่ได้ไหลบ่าเข้ามาสู่ประเทศไทยของเรานั้น มีแรงผลักดันมาจาก "ความต้องการในการลงทุน" หรือ "แรงเก็งกำไรระยะสั้น" เป็นหลัก
จากการติดตามข่าวของตัวผมเองนั้น ผมรู้สึกว่ากระแสเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและตลาดหุ้น โดยจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่แสดงความสนใจในการ นำเงินมาสร้างโรงงานผลิตสินค้าใน อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่กำลังเป็นอุตสาหกรรมดาวเด่นของประเทศไทย
ถ้าหากการเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและตลาดหุ้นนั้นเป็นตัวสะท้อนถึงการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นของเงินทุนต่างประเทศเป็นหลักแล้ว ผมก็มีความรู้สึกเป็นห่วงต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยจริง ๆ ครับ
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ค่าเงินของประเทศมีการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยกตัวอย่าง เช่น การปรับตัวของค่าเงินบาทในช่วงก่อนหน้าเดือนกรกฎาคม ซึ่งค่าเงินบาทของเดือนมิถุนายน 2553 ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ราว 0.11% (ช่วงเวลา 3 เดือน) แข็งค่าขึ้นจากเดือนธันวาคม 2552 ราว 2.29% (ช่วงเวลา 6 เดือน)
การปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังกล่าวจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในประเทศไทย จะทำให้ผู้ประกอบการพอมีเวลาปรับตัว และจะทำให้แรงงานในภาคการผลิตที่ไม่เป็นที่ต้องการในตลาดโลกค่อย ๆ เคลื่อนย้ายไปสู่ภาคการผลิตที่เป็นที่ต้องการได้ โดยที่ไม่เกิดผลกระทบกับตัวพวกเขามากนัก
แต่นั่นไม่ใช่การปรับตัวแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทราว 7% ในช่วงเวลา 3 เดือน ซึ่งก็อาจปรับตัวกลับไปสู่ระดับใกล้เคียงกับระดับเดิมอีกครั้งในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ถ้าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการเก็งกำไรลดระดับลงไป การปรับตัวอย่างผันผวนของค่าเงินบาทไม่ได้ส่งผลกระทบในทางลบแต่ในภาคการเงินเพียงเท่านั้น แต่มันจะส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอีกด้วย
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยเชื่อว่าแรงเก็งกำไรในระยะสั้นจะลดความผันผวนในตลาดตราสารทางการเงินครับ ตรงกันข้ามผมเชื่อว่าแรงเก็งกำไรระยะสั้นเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่เพิ่มความผันผวนให้กับตลาด ดังนั้นผมจึงไม่เห็นประโยชน์อะไรของการพยายามออกมาปกป้องนักเก็งกำไรระยะสั้นจากต่างประเทศที่เข้ามาสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและระบบเศรษฐกิจจริงของประเทศไทย
เราอาจต้องคอยถามตัวเองซ้ำ ๆ ครับว่า มันจะเป็นการดีกว่าไหม ถ้าประเทศไทยของเราโตช้าลงอีกนิด แต่โตขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 2553

