บทบาทของนักเก็งกำไร (1)

- ภาวิน ศิริประภานุกูล - 

เมื่อไม่นานมานี้มีบทความหนึ่งในเว็บไซต์ Economist.com ที่พูดถึงบทบาทและความสำคัญของนักเก็งกำไรในตลาดทางการเงินครับ ผมคิดว่าประเด็นดังกล่าวมีความน่าสนใจที่จะนำมาถกเถียงกันต่อไปในสังคมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมของประเทศที่มีระดับการเปิดเสรีเคลื่อนย้ายเงินทุนในระดับสูง แต่มีขนาดของระบบเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก โดยเปรียบเทียบอย่างประเทศไทยของพวกเรา

ก่อนอื่นผมขอเริ่มด้วยแนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับตลาดทางการเงินสักนิดครับ โดยนักเศรษฐศาสตร์เราคิดว่าตลาดทางการเงินทำหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมประสิทธิภาพ และการเติบโตให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศในแง่ของการโยกย้ายเงินทุน จากผู้ที่มีเงินทุนเหลือแต่ไม่มีช่องทางในการนำเงินทุนนั้นไปใช้ประโยชน์ ไปสู่กลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจไม่มีเงินทุนเหลือแต่มีช่องทางการลงทุนที่คุ้มค่า

ยกตัวอย่างให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ คนกลุ่มแรกก็อาจหมายถึงนักลงทุนใน ตลาดหุ้น หรือผู้ที่เข้ามาซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ หรือแม้กระทั่งซื้อกองทุนรวมครับ ส่วนคนกลุ่มที่ 2 ที่มีช่องทางในการลงทุนก็อาจหมายถึงบริษัทผู้ผลิตต่าง ๆ ที่ต้องการจะขยายกิจการของตนเอง เป็นต้น

ตลาดทางการเงินถือเป็นช่องทางในการโยกย้ายเงินระหว่างคนทั้งสองกลุ่มนี้ช่องทางหนึ่ง นอกเหนือไปจากการโยกย้ายเงินผ่านธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินประเภทอื่น ๆ ซึ่งการมีช่องทางในการโยกย้ายเงินเพิ่มเติมนี้ก็น่าจะสร้างประโยชน์ให้กับคนทั้งสองกลุ่มดังกล่าวได้ครับ

ผู้ที่มีเงินเหลือมาลงทุนก็ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ย เงินปันผล หรือผลตอบแทนในลักษณะอื่น ๆ ที่ผู้มาขอกู้เงินจะจ่ายให้ตามสมควร ส่วนผู้มาขอกู้ก็สามารถได้รับเงินทุนเพิ่มเติมไปดำเนินโครงการตามที่ตนเองต้องการได้ โดยอาจจะได้รับผลตอบแทนจากการดำเนินโครงการดังกล่าวในระดับที่สูงมากกว่าค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียให้กับผู้ที่นำเงินมาให้กู้ได้

นอกจากนั้น การโยกย้ายเงินในลักษณะดังกล่าวยังสร้างประโยชน์ให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวมด้วย เนื่องจากถ้ามองในภาพรวมแล้วแทนที่ทรัพยากรเงินทุนก้อนหนึ่ง จะหยุดนิ่งอยู่กับผู้ที่ไม่มีโครงการในการใช้ประโยชน์จากเงินทุนก้อนดังกล่าว ก็สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ผู้ที่สามารถทำประโยชน์จากเงินทุนก้อนดังกล่าวได้ สังคมในภาพรวมก็ได้ประโยชน์จากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเงินทุนที่มีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเราแบ่งตลาดทางการเงินออกเป็น 2 ประเภท นั่นคือ ตลาดแรก (primary market) และตลาดรอง (secondary market) แล้ว จะมีเพียงเฉพาะตลาดแรกเท่านั้นครับที่ทำหน้าที่ในการโยกย้ายเงินทุน และสร้างประสิทธิภาพให้สูงขึ้นแก่ระบบเศรษฐกิจ

ตลาดแรกนั้นเป็นตลาดที่ผู้กู้จะออกตราสารทางการเงินลักษณะต่าง ๆ มาเสนอขายให้กับนักลงทุนเป็นครั้งแรก โดยอาจจะอยู่ในรูปของการเสนอขาย IPO (Initial Public Offering) ในตลาดหุ้น หรือการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทเป็นครั้งแรกให้กับนักลงทุน การซื้อขายตราสารทางการเงินในลักษณะนี้จะก่อให้เกิดการโยกย้ายของเงินทุน ส่วนการซื้อขายตราสารทางการเงินในตลาดรองนั้นไม่ก่อให้เกิดการโยกย้ายของเงินทุน และไม่ได้ ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจแต่อย่างใดครับ การซื้อขายตราสารทางการเงินในตลาดรองจะเป็นการซื้อขายระหว่างผู้ที่เป็นเจ้าของตราสารทางการเงินดั้งเดิมกับผู้ที่ต้องการนำเงินทุนของ ตนเองมาลงทุนในตราสารทางการเงินนั้นรายใหม่ ๆ โดยเงินทุนจะถูกโอนย้ายจากนักลงทุนคนใหม่ไปสู่นักลงทุนคนเดิม ไม่มีการโอนย้ายไปสู่บริษัทผู้ผลิตหรือกิจการที่มีโครงการนำเงินทุนมาใช้ประโยชน์แต่อย่างใด

ตัวอย่างของตลาดรองที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ตลาดหุ้นในส่วนที่นอกเหนือไปจากการเสนอขาย IPO ของบริษัทต่าง ๆ ครับ นอกเหนือไปจากนั้นก็มีตลาดรองในตราสารหนี้ประเภทอื่น ๆ ที่เป็นการซื้อขายกันเองระหว่างนักลงทุนกับนักลงทุน

ตลาดรองนั้นถึงแม้จะไม่ได้ทำหน้าที่ในการโยกย้ายเงินทุนจากผู้ที่มีเงินทุนเหลือไปสู่ผู้ที่ต้องการใช้เงินทุน แต่ก็ทำหน้าที่สำคัญหลายประการครับ ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มสภาพคล่องให้กับการซื้อขายตราสารทางการเงินต่าง ๆ ซึ่งน่าจะช่วยดึงดูดให้ผู้ที่มีเงินทุนเหลือและผู้ที่ต้องการใช้เงินทุนมีความสนใจที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์จากช่องทางของตลาดทางการเงินต่าง ๆ มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ไม่มีตลาดหุ้น นักลงทุนที่ซื้อหุ้นของกิจการหนึ่ง ๆ มาก็อาจจำเป็นจะต้องถือหุ้นดังกล่าวไปเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ในกรณีที่นักลงทุน คนดังกล่าวต้องการใช้เงินที่ลงทุนซื้อหุ้นไป ก็อาจจำเป็นจะต้องลงทุนลงแรงตามหานักลงทุนรายใหม่ที่มีความสนใจจะซื้อหุ้นของกิจการดังกล่าวในระดับราคาที่นักลงทุน ทั้งสองมีความพึงพอใจ

ด้วยเงื่อนไขของการต้องถือลงทุนในระยะเวลายาวมาก และการมีค่าใช้จ่ายในการขายหุ้นดังกล่าวออกไปค่อนข้างสูง ซึ่งในทางการเงินจะมีคำศัพท์เฉพาะว่าตราสารทางการเงินดังกล่าวมี "สภาพคล่องต่ำ" ก็อาจเป็นเหตุให้มีนักลงทุนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นที่สนใจจะนำเงินทุนของตนเองมาลงทุนซื้อหุ้น IPO ของกิจการ ต่าง ๆ และในอีกด้านหนึ่งกิจการที่ต้องการนำหุ้นของตนเองมาเสนอขาย IPO ก็อาจจะต้องคิดถึงปริมาณเงินที่จะระดมทุนผ่านการขายหุ้นของตนเองได้ ซึ่งอาจทำให้กิจการ ดังกล่าวไม่สนใจที่จะนำหุ้นของตนเองมาเสนอขาย IPO ได้

การมีตลาดหุ้นให้นักลงทุนต่าง ๆ ซื้อขายแลกเปลี่ยนหุ้นในกิจการต่าง ๆ จะช่วยทำให้ตราสารทางการเงินประเภท "หุ้น" นั้นมีสภาพคล่องที่สูงมากขึ้น สภาพคล่องที่เพิ่มมากขึ้นนี้จะช่วยดึงดูดทั้งนักลงทุนที่มีเงินทุนเหลือและกิจการต่าง ๆ ที่มีโครงการในการลงทุนหันมาสนใจทำธุรกรรมผ่านการซื้อขาย IPO มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ตลาดแรกของตราสาร "หุ้น" สามารถทำหน้าที่ในการโยกย้ายเงินลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

นักลงทุนที่มีเงินเหลือนั้นมีอยู่หลายประเภทครับ และนักลงทุนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งนั้นมีความสนใจเพียงแค่ต้องการทำกำไรจากส่วนต่างของระดับราคาในตราสารทางการเงินประเภทต่าง ๆ เพียงเท่านั้น ไม่ได้ต้องการจะลงทุนกับกิจการดังกล่าวในระยะยาวเพื่อรอรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยหรือเงินปันผลแต่อย่างใด ผมขอเรียกนักลงทุนประเภทนี้ว่า "นักเก็งกำไร" นะครับ เพื่อที่จะแยกนักลงทุนประเภทดังกล่าวออกจากนักลงทุนประเภทที่ลงทุนในระยะยาวกับกิจการต่าง ๆ เพื่อรอรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยหรือเงินปันผลจริง ๆ

ด้วยประโยชน์หลักอันหนึ่งของตลาดรองทางการเงินอยู่ในลักษณะของการช่วยเพิ่มเติมสภาพคล่องให้กับตราสารทางการเงินต่าง ๆ ถ้าหากตลาดรองตลาดหนึ่งนั้นไม่มีสภาพคล่องในตัวมันเอง ตลาดรองดังกล่าวก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ครับ

ลองจินตนาการถึงกรณีที่มีเพียงนักลงทุนกลุ่มเล็ก ๆ ไม่กี่พันคน ที่ต้องการลงทุนซื้อหุ้นระยะยาวจริง ๆ ในตลาดหุ้นดูครับ ปริมาณเงินลงทุนทั้งหมดของ นักลงทุนกลุ่มนี้ก็อาจจะมีอยู่ในระดับที่จำกัด ซึ่งปริมาณเงินในระดับดังกล่าวก็ไม่น่าจะสามารถรองรับกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนหุ้นของ ปตท.จำนวนมหาศาลในตลาดหุ้นได้ ตลาดหุ้นในสภาพแบบนี้ก็ไม่สามารถสร้างสภาพคล่องในระดับสูงให้กับหุ้น ปตท.ได้ ซึ่งอาจส่งผลให้นักลงทุนที่มีเงินทุนเหลือส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะซื้อหุ้น IPO ของ ปตท. และทาง ปตท.เองก็อาจจะไม่สนใจที่จะนำหุ้นของตนเองมาเสนอขาย IPO แต่อย่างใดครับ

ดังนั้น ประโยชน์หลัก ๆ อันหนึ่งของการมีนักเก็งกำไรในตลาดรองก็คือ การที่นักเก็งกำไรเหล่านี้สามารถเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดรองดังกล่าวได้เป็นอย่างดีครับ ยิ่งถ้าเป็นนักเก็งกำไรที่ซื้อขายรายวันตามเทคนิคที่มี "การขายตัดขาดทุน-ซื้อเมื่อมีสัญญาณ" ด้วยแล้วจะยิ่งสามารถเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดรองดังกล่าวได้ในระดับสูง ไม่ว่าระดับราคาของตราสารที่ ซื้อขายกันในตลาดรองดังกล่าวจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมากหรือปรับตัวลดต่ำลงมากเพียงใดก็ตาม

การมีนักเก็งกำไรเหล่านี้อยู่ในตลาดจะช่วยส่งเสริมให้ตลาดรองทางการเงินทำหน้าที่ในการเพิ่มสภาพคล่องของการซื้อขายตราสารทางการเงินลักษณะต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีครับ ซึ่งจะยิ่งส่งเสริมให้มีนักลงทุนและกิจการประเภทต่าง ๆ สนใจ ที่จะเข้ามาทำธุรกรรมในตลาดแรกเพิ่ม มากขึ้นตามไปด้วย

ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้น นักเก็งกำไรเหล่านี้ ก็สามารถสร้างปัญหาให้กับพวกเราได้ อย่างคาดไม่ถึงด้วยเช่นกันครับ ในครั้งหน้าผมจะมาเล่าถึงอีกแง่มุมหนึ่งของนักเก็งกำไรครับ

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553