ความปราชัยของประชาธิปัตย์ และเหตุหลักแห่งวิกฤตศรัทธา

ถือเป็นดาวรุ่งทางการเมืองทันทีที่ตัดสินใจ ลาออกจากการเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยรูปร่าง หน้าตา ชาติตระกูล และดีกรีจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ส่งให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลายเป็นนักการเมืองอาชีพที่โดดเด่นที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ซึ่งกำลังถูกจับตาว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลังพรรคปราชัยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

อะไรคือความผิดพลาดของประชาธิปัตย์ในการบริหารงานรัฐบาล อันนำมาสู่ความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง?

อะไรคือจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงและแก้ไขของทั้งคนและทั้งพรรค?

และถ้าวันหนึ่งข้างหน้าเราไม่สามารถฝากความหวังไว้กับรัฐบาลทักษิณและพรรคไทยรักไทยได้แล้ว ประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะยังเป็นความหวังให้กับคนไทยได้หรือไม่?

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นบุคคลที่จะตอบคำถาม นี้ได้ดีที่สุด

....................

ย้อนกลับไปช่วงหลังเลือกตั้งทั่วไปเสร็จใหม่ๆ พรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนนิยมค่อนข้างเบ็ดเสร็จ และสามารถตั้งรัฐบาลได้ ตอนนั้นคุณตั้งหลัก อย่างไร เพราะรู้แล้วว่าต้องเป็นฝ่ายค้านแน่นอน

ผมทำงานการเมืองมาปีนี้ก็ปีที่ 10 คุ้นเคยมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าการทำงานในระบอบประชาธิปไตยต้องเปลี่ยนแปลงสถานะตลอดเวลา สมัยนั้นพรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นพรรคขนาดกลางๆ และบทบาทของประชาธิปัตย์ในอดีตมีความโดดเด่น ในการเป็นฝ่ายค้าน ฉะนั้นผมรู้มาตลอดว่า การทำงานการเมืองย่อมมีการเปลี่ยนแปลง การเป็นฝ่ายค้านก็ถือเป็นงานสำคัญที่นักการเมืองพึงกระทำ จึงไม่มีปัญหาอะไรมากมาย

ผมมาทำงานการเมืองโดยเป็นฝ่ายค้านก่อนแล้วก็เป็นฝ่ายรัฐบาล เป็นฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายค้าน แล้วก็มาเป็นฝ่ายรัฐบาล แล้วกลับมาเป็นฝ่ายค้านอีก ถือเป็นเรื่องปกติ

อะไรทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คุณได้วิเคราะห์ไหมว่าอะไรคือจุดแข็ง อะไรคือจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข

การเลือกตั้งครั้งที่แล้วข้อจำกัดเราเยอะ คือเราเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วง 3 ปีที่ประเทศประสบความยากลำบากที่สุด แล้วผมก็เห็นชัดว่าหลายเรื่องเราไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจได้ นั่นคือจุดที่พอจะทราบว่าเป็นจุดอ่อน ขณะเดียวกัน ในสถานะความเป็นรัฐบาล ณ ขณะนั้น การที่จะนำเสนอนโยบายที่แปลกใหม่ ฉีกแนวจากสิ่งที่ทำ คงทำไม่ได้ ดังนั้นโอกาสพ่ายแพ้มีแน่นอน

เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ส่วนตัวผมเองก็ไม่แปลกใจ ถ้าถามว่าหนักใจไหมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ไม่หนักใจ แต่รู้ว่าครั้งนี้คงยากกว่าเดิม เพราะทราบว่าทางท่านนายกฯ และพรรคไทยรักไทยมีความชำนาญในเรื่องการตลาด มีทรัพยากรและกลไกมากมายที่ทำให้การทำงานของเรายากขึ้น สังเกตว่าหลายครั้ง หลายเรื่องที่เราพูดไปมักจะมีกระบวนการเบี่ยงเบนสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ

แต่ผมมีความเชื่อในแนวทางการทำงานทางการเมืองและการแก้ปัญหาของประเทศของผมและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ตรงกับแนวนายกฯ ทักษิณและพรรคไทยรักไทย ผมยังเชื่อว่าแนวทางของผมสอดคล้องกับความต้องการของคนในสังคมและโลกปัจจุบัน ฉะนั้นผมต้องยืนหยัดในแนวทางที่ผมจะนำเสนอ เพียงแต่ในภาวะที่กระแสนิยมมันไปอีกทางหนึ่ง หรือข้อมูลข่าวสารที่ระดมออกมามักเป็นด้านเดียว เราก็ลำบากหน่อย แต่ผมก็ยอมรับ ถ้าผมพูดในสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็นต้องถูกตำหนิ ก็ไม่เป็นไร ผมเชื่อว่าวันหนึ่งกาลเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์

ผมยกตัวอย่างสิ่งแรกที่พูดเมื่อเป็นฝ่ายค้านคือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค วันนั้นมีคนต่อว่าต่อขานเยอะว่า พูดทำไม มันเป็นนโยบายที่ดี แต่เวลาผ่านมา 1 ปี อย่างน้อยๆ แม้กระทั่งคอลัมนิสต์ที่เคยเขียนตำหนิผม บัดนี้ก็เขียนตรงกับสิ่งที่ผมพูดเมื่อปีที่แล้ว คือเราเป็นนักการเมืองที่ไม่มีเป้าหมายว่า เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องมาเป็นรัฐบาล ต้องชนะการเลือกตั้ง แต่เราเป็นนักการเมืองที่ผลักดันความคิดเรา ช่วงไหนที่คนไม่เข้าใจก็ต้องยอมรับสภาพ ถ้าเรามั่นใจในสิ่งที่พูด กาลเวลาจะพิสูจน์ว่ามันถูก แต่ถ้าสิ่งที่เราพูดแล้วกาลเวลาพิสูจน์ว่ามันผิด ต้องยอมรับ เราก็ต้องไปทำอย่างอื่น ไม่มีปัญหาอะไร นี่คือความเชื่อในแนวทางการทำงานการเมืองของผม

คุณพูดเหมือนกับว่านโยบายที่ทำนั้นถูก แต่ไม่สามารถสื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ อย่างนั้นหรือเปล่า

ผมคงไม่กล้าพูดว่านโยบายเราถูกทุกเรื่อง แต่ทิศทางในภาพรวมผมคิดว่ามันสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องการใช้กลไกของเศรษฐกิจเสรีที่เป็นธรรม การปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ การปฏิรูปการศึกษา การกระจายอำนาจ และการปฏิรูประบบราชการด้วยการลดขนาด ผมเชื่อว่าแนวทางเหล่านี้ไม่ผิด แต่มาตรการบางเรื่องอาจจะมีปัญหา เช่นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในบางจุดผมคิดว่ายังมีปัญหาอยู่ แต่ผมก็ให้ความเป็นธรรมกับ ผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง การตัดสินใจในช่วงปี พ . ศ .2540-2541 ก็ต้องตัดสินใจบน พื้นฐานข้อมูลและความเชื่อในขณะนั้น ถ้าลองย้อนกลับไปตอนปี พ . ศ . 2543-2544 อาจจะมีคนบอกว่าน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่วันนั้นก็ไม่มีใครคิดนะครับ เพียงแต่อธิบายย้อนหลัง

ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นความชอบธรรมของประชาชน ในต้นปี พ . ศ . 2544 ประชาชนไม่พอใจและขอเปลี่ยนรัฐบาล เราก็ต้องยอมรับ จะโทษใครไม่ได้ ถ้านโยบายเราผิด ก็เป็นความผิดของเรา ถ้านโยบายเราถูก แต่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจไม่ได้ ก็เป็นความผิดของเราอยู่ดี ฉะนั้นผมไม่จำเป็นต้องไปอุทธรณ์หรือฎีกากับใคร

แต่สิ่งที่คนพูดมันหนักกว่านั้น คือ ประชาธิปัตย์พ่ายแพ้เพราะไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ขณะที่พรรคไทยรักไทย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เราเอาชนะได้ครั้งนี้ก็เพราะเรามีการขายนโยบายอย่างชัดเจน ประเด็นนี้คุณมองอย่างไร

ผมมีความเป็นห่วง คำว่านโยบายและการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาของประชาชนในวิถีทางแบบประชาธิปไตยว่า เรากำลังเปลี่ยนแปลงความหมายของมันหรือไม่ ถามว่าประชาธิปัตย์มีนโยบายสาธารณสุข เรื่องหลักประกันทั่วหน้าไหม มี เขียนไว้ชัดเจน แต่เราไม่ได้เขียนว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ไม่เขียนเพราะเราคิดว่ามันมีปัญหากับงบประมาณและไม่เป็นธรรมถ้าไม่เก็บเงินจากคนรวย เราไม่กล้าทำเหมือนพรรคไทยรักไทย คือ เขียนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค โดย รายละเอียดบอกว่าจะเก็บเงินประชาชนเดือนละ 100 บาท อันนี้อยู่ในเว็บไซต์ของไทยรักไทย แต่พอมาเป็นรัฐบาลหรือกระทั่งตอนหาเสียงด้วยนโยบาย 30 บาทฯ ไม่เคยพูดถึงเงิน 100 ประชาชนไม่ยอมรับเรื่องเงิน 100 ก็พูดง่ายๆ ว่าไม่ต้องใช้แล้วเงิน 100 ใช้เงินงบประมาณทั้งหมด อย่างนี้เราไม่กล้าทำ รัฐมนตรีสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะมาอ้างว่าดูใหม่แล้ว วิจัยใหม่แล้ว ความจริงไม่ใช่หรอกครับ เพราะขนาดหลังเลือกตั้งมีรัฐมนตรีท่านหนึ่งไปออกโทรทัศน์ยังพูดถึงเงิน 100 อยู่เลย แต่พอคนไม่รับ ก็บอกงั้นไม่เอา ผมว่าอย่างนี้ไม่ใช่การนำเสนอนโยบายแบบตรงไปตรงมา

ข้อต่อมา ผมเป็นห่วงว่า คำว่านโยบายที่พรรคไทยรักไทยสร้างขึ้นมาเริ่มเป็นลักษณะการนำเสนอผลประโยชน์เฉพาะหน้าให้กลุ่มคนมากขึ้น ผมไม่อยากให้คนรู้สึกว่าการมีนโยบายคือการมาบอกว่าฉันจะได้อะไร เพราะบางทีการบอกว่าฉันจะได้อะไร อาจจะเป็นประโยชน์ระยะสั้นสำหรับบุคคล แต่สร้างปัญหาให้กับส่วนรวม

ผมยอมรับและพูดเสมอว่า ที่เราแพ้การเลือกตั้งส่วนหนึ่งเพราะข้อจำกัด ของการเป็นรัฐบาล และความไม่มั่นใจที่จะเสนออะไรใหม่ ซึ่งทำให้คนรู้สึกว่ามันไม่ให้ความหวัง คนยังมองไม่ออกว่าเลือกประชาธิปัตย์แล้วจะมีอะไรดีขึ้น เพียงแต่เราพยายามบอกเขาว่าที่ทำมามันมีเหตุผลนะ ซึ่งคนเขาก็จะบอกว่าก็มีแหละ แต่อยากได้ดีกว่านี้

อาจจะมีส่วนจริงที่บอกว่าเราไม่มีนโยบายที่ชัดเจน

ถึงอย่างไร ผมยังยืนยันว่าการทำงานทางการเมืองนั้นควรเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และไม่ควรเสนอนโยบายเพียงหวังผลชัยชนะทางการเมือง หรือการสร้างคะแนนนิยม ถ้าเป็นอย่างนั้นอาจจะเป็นผลร้ายกับส่วนรวมในระยะยาว

ตอนนี้คุณเห็นผลกระทบต่อสังคมอย่างไรบ้าง จากสิ่งที่พรรคไทยรักไทย ใช้หาเสียงแล้วกลายมาเป็นพันธกิจระหว่างนักการเมืองกับประชาชน

ผมพูดในด้านบวกก่อน เมื่อพูดแล้วอย่างน้อยพยายามที่จะทำก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้ประชาชนรู้สึกชัดเจนขึ้นว่า สิ่งที่นักการเมืองพูด จะดีจะเลวอย่างไร เมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องทำ ไม่เบี้ยว

แต่สิ่งที่รัฐบาลทำในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผมว่าเขาเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์และการสร้างฐานเสียงมากกว่า ถามกันจริงๆ ว่าวันนี้เงินหมู่บ้านละ 1 ล้าน ทำให้ชุมชนและหมู่บ้านเข้มแข็งขึ้นจริงหรือไม่ ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับว่าคงจะมีคนที่ ได้ประโยชน์หรือเอาเงินนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ หรือว่าช่วยขยายโอกาสการทำงานหรือรายได้ของเขาได้ แต่ถามว่าเป็นส่วนใหญ่ไหม คุ้มค่าไหมกับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นมาเฉียดแสนล้าน คุ้มค่าไหมกับอีกหลายพื้นที่ที่เราเห็นความแตกแยกเพราะการใช้เงินไปในทางที่ผิด หรือกระทั่งงานวิจัยของอาจารย์ท่านหนึ่งที่บอกว่า 4,000 ล้านเอาไปซื้อมือถือ ถ้าจะพูดกันง่ายๆ ว่า คงไม่เป็นไรหรอกเราเสียเงินตั้งเยอะมากับโครงการอย่างอื่นแล้ว มองมุมนั้นก็อาจจะได้ แต่มองอีกมุมหนึ่งเคยคิดไหมครับว่า สังคมชนบทซึ่งเป็นพื้นฐานของบ้านเรายังไม่มีวัฒนธรรมของการเบี้ยวหนี้ NPL เมื่อเป็นอย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้นอีก 2-3 ปีข้างหน้า

นโยบายอื่นๆ อย่าง 30 บาทฯ ที่เป็นหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า ผมก็อยากให้มี แต่อยากให้อยู่บนความจริงและควรกำหนดกติกาให้ชัดเจน การเก็บเงินจะทำอย่างไร ถ้าจะพูดว่าหยิบมาจากกล่องดำ ( เน้นเสียง ) ที่เรียกว่าระบบงบประมาณ บอกได้เลยว่า หนึ่ง มันไม่ใช่ระบบที่ก้าวหน้า ความก้าวหน้านี้ผมหมายถึงความเป็นธรรมที่เอาจากคนรวยมาให้คนจน สอง ถ้าทำแล้วไม่ดี สุดท้ายคนที่มีเงินก็ไม่ใช้ระบบนี้ แล้วก็จะกลายเป็นเหมือนระบบอนาถาซึ่งมันจะไปทำลายระบบสาธารณสุขที่เราพยายามสร้างมา โรงเรียนแพทย์อาจต้องมีปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่ที่ผ่านมาวงการแพทย์ไทยถือเป็นวงการที่ไม่น้อยหน้าใครในโลก ก็อาจจะถูกกระทบไปด้วย สิ่งเหล่านี้เราอาจยังไม่เห็น กระทั่งอีกหลายปีอาจจะไม่กระทบคะแนนเสียงของรัฐบาลก็ได้ แต่เป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับสังคมระยะยาว

ตรงนี้ถ้าดูตัวอย่างอังกฤษจะเห็นได้ชัด เพราะเป็นระบบสาธารณสุขที่มีปัญหามากในอังกฤษ แง่หนึ่งคนก็พอใจ เพราะมันถูก แต่คนต้องเข้าคิวผ่าตัด ทำให้มีปัญหา คนรวยก็ไม่เป็นไร ไม่ใช้ระบบนี้ ผมเคยอ่านข่าวว่า ในประเทศอังกฤษ บางทีต้องส่งคนไข้ไปรักษาที่ฝรั่งเศส นี่คือความเสื่อมโทรมจากการขาดแคลนเงินที่มาลงทุน เพราะต้องมาทำนโยบายทำนองนี้

เมื่อสักครู่คุณพูดถึงกรณีงานวิจัยที่บอกว่า 4,000 ล้านของเงินกองทุนหมู่บ้านหมดไปกับการซื้อมือถือ ตรงนี้จะพ้องกับนายกฯ ทักษิณที่มี conflict of interests ในอีกหลายๆ ประเด็น คำถามคือการที่นักธุรกิจจะเข้ามาเป็นนักการเมือง แต่มีปัญหาเรื่องเหล่านี้ ในสังคมไทยความพอดีของเรื่องดังกล่าวควรอยู่ตรงไหน

ผมว่ามาตรฐานนี้ เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าไว้ชัดเจน เราไม่รังเกียจธุรกิจหรอกครับ เพราะนักธุรกิจหลายคนก็มาทำงานการเมือง ประชาธิปัตย์ ก็มีคุณพิชัย รัตตกุล ซึ่งเป็นนักธุรกิจคนแรกๆ ที่เข้าสู่การเมือง แต่ผมก็ไม่เคยเห็นความขัดแย้งกรณีผลประโยชน์ของคุณพิชัย จริงๆ แล้วธุรกิจทั่วไปก็ไม่มีผลขัดแย้งกับการดำรงตำแหน่งผู้บริหารของรัฐ เว้นแต่ธุรกิจผูกขาด แต่ตรงนี้รัฐธรรมนูญก็มีเจตนารมณ์ชัดว่า ใครจะมาต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้มาด้วย หรือใครถือหุ้นบริษัทอยู่ ก็ต้องโอนหุ้นเหล่านี้ไปให้นิติบุคคลจัดการ แต่ท่านนายกฯ ไม่ได้เลือกเส้นทางตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านใช้วิธีการโอนไปให้คนในครอบครัว

ที่สำคัญคือ เราเคยหวังว่าอย่างน้อยกลไกของการติดตามตรวจสอบต่างๆ จะสามารถถ่วงดุลได้ แต่เราก็เห็นว่าท่านนายกฯ มีลักษณะอำนาจนิยม และมีความเข้าใจว่าเมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้วแปลว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จ ฉะนั้น จึงเห็นชัดตั้งแต่ปีแรกว่ามีการอาศัยกระแสความนิยมมาทำลายความเชื่อถือของ ป . ป . ช . มีการสร้างกระแสในลักษณะที่ทำให้งานของศาลรัฐธรรมนูญถูกกระทบ และ ใช้วิธีการบริหารต่างๆ ทำให้หน่วยงานที่ต้องมาตรวจสอบ เช่น กทช . มีปัญหา เสียเวลาไปกับการโยนเรื่องไปที่นั่นที่นี่ กระทั่งมาปรากฏชัดขึ้นหลังจากมีการแก้กฎหมายโทรคมนาคม เรื่องข้อเสนอการแปรสัญญาณ ระยะหลังก็เริ่มระบาดไปยังรัฐมนตรีท่านอื่นๆ กระทรวงอุตสาหกรรมบ้าง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนบ้าง แต่เรื่องราวเหล่านี้ช่วงหลังประชาชนก็ตื่นตัวมากขึ้น และคำพูดตอนนี้คือ คอร์รัปชัน เชิงนโยบายมันทำให้สังคมเริ่มมองเห็นภัยในรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันที่มาในรูปแบบใหม่ ไม่ใช่การยักยอกงบประมาณหรือฮั้วงานอย่างเดียวแล้ว แต่เป็น รูปแบบของการเข้าไปอยู่ในอำนาจรัฐแล้วใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม คอร์รัปชันแบบนี้อาจจะถูกกฎหมาย แต่ถ้าวัดในแง่ของประสิทธิภาพหรือทางเลือก ซึ่งควรจะมี ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล

คุณทักษิณมีทั้งอำนาจทุนและอำนาจรัฐอยู่ในมือ คุณคิดว่าเขามีอำนาจมากเกินไปหรือเปล่า

มากหรือน้อยไม่สำคัญเท่ากับใช้ยังไง ถ้าคุณทักษิณแยกธุรกิจของตัวเองออกจากการเมืองโดยเด็ดขาด ไม่ใช้อำนาจต่อรองทางธุรกิจมาเกี่ยวโยงกับ เป้าหมายทางการเมือง ก็ไม่มีปัญหาอะไร กลุ่มธุรกิจท่านจะมีอำนาจต่อรองเรื่องโฆษณามากเท่าไร ตัวท่านจะมีอำนาจในสภาฯ มากเท่าไรก็ไม่เป็นปัญหา มันอยู่ที่สำนึก อยู่ที่คุณธรรมของการใช้อำนาจมากกว่า

ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ ทั้งเรื่องสื่อต่างประเทศ ทั้งการแทรกแซงสื่อในเมืองไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังมีการพูดถึงกันมากในปัจจุบัน ทรรศนะของคุณต่อเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างไร คุณมองเห็นต้นกำเนิดของเรื่องเหล่านี้ที่เชื่อมโยงกับคุณทักษิณอย่างไรบ้าง

ผมว่าเราได้คำตอบในวันที่ท่านนายกฯ ออกวิทยุ เหมือนกับท่านเผยความในใจออกมาว่า ท่านอยากพัฒนาบ้านเมืองเราให้คล้ายๆ กับสิงคโปร์ ท่านใช้คำว่า ของเรายังมีฝ่ายค้านตั้งร้อยคน ผมคิดว่า ความคิดพื้นฐานของท่านนายกฯ ไม่ได้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ลักษณะความคิดท่านไม่เป็นรัฐธรรมนูญนิยม

ท่านเชื่อว่าท่านมีอำนาจ ท่านจะใช้อำนาจเหล่านั้นจัดการตามเป้าหมายของท่าน ส่วนวิธีการที่มีความสอดคล้องกับบทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายรู้สึกว่าท่านมองเป็นเรื่องรองเสียแล้ว ซึ่งน่าเป็นห่วง

ระบบวิธีคิดของคุณทักษิณอย่างนี้ คุณคิดว่ามันจะส่งผลในระยะยาวอย่างไร

ผมคิดว่าไม่เป็นผลดีกับประเทศ คือถ้าวิสัยทัศน์ของคนที่เป็นนายกฯ พูดถึงรูปแบบอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซีย เท่ากับว่าท่านนายกฯ ไม่ได้วิเคราะห์สภาพ พื้นฐานและประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับสองประเทศที่ใช้รูปแบบอย่างนั้น แต่ผมก็พยายามเข้าใจ เพราะเขามีประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราช มีความละเอียดอ่อนเรื่องความมั่นคงสูง อย่างกรณีมาเลเซียยังมีปัญหาละเอียดอ่อนเรื่องการจัดการเกี่ยวกับเชื้อชาติ เพื่อให้เกิดความสามัคคีในการพัฒนาเศรษฐกิจและเพื่อเกิดความเป็นธรรมกับคนต่างเชื้อชาติ แต่ของเราไม่ใช่อย่างนั้น

ที่สำคัญ ทั้งสองประเทศดังกล่าว คนที่มาใช้อำนาจแบบนี้เขาไม่ได้มาจากธุรกิจที่มีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับการเมือง โดยเฉพาะสิงคโปร์ต้องยอมรับว่าเขาไม่มีคอร์รัปชัน เป็นนักการเมืองมืออาชีพ ถามว่าภาพอย่างนั้นกับภาพคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเหมือนกันไหม ฉะนั้น จะมาอ้างแบบจำลองเดียวกันในการบริหารประเทศไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น จุดแข็งของประเทศไทยที่ชาวโลกเขามองเห็นคือความ หลากหลาย คือสิทธิเสรีภาพ คือการยึดมั่นการค้าเสรีมากกว่าใคร ? ใครใคร่ค้า ค้า ? มาก่อนใคร แผนพัฒนาเศรษฐกิจของเราดูไปแล้วมันสอดคล้องกับยุคโลกาภิวัตน์อย่างยิ่ง แต่วันดีคืนดีผู้นำรัฐบาลมาบอกว่าไม่เอาสิ่งเหล่านี้แล้ว ในนามของ ความเบ็ดเสร็จและรวดเร็วในการจัดการตามความคิดของผู้นำ ผมว่ามันเป็นการลดสิ่งที่ควรจะเป็นจุดแข็งของเรา และเสี่ยงอย่างมากต่อการบิดเบือนไปสู่การใช้อำนาจที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

คุณทักษิณมักอ้างเสมอๆ ว่า ภาวะตอนนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ แต่เป็นภาวะที่เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต ฉะนั้น ทุกฝ่ายไม่ควรจะเล่นการเมือง ควรจะร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติ คุณมีความเห็นอย่างไร

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าไม่ควรเล่นการเมืองกัน ผมถึงไม่เข้าใจว่าในภาวะที่ฐานะทางการเงินการคลังที่ต้องบริหารจัดการด้วยความระมัดระวัง แต่กลับเอาเงินของประชาชนมาใช้ตามนโยบายเพื่อสร้างฐานเสียง นี่คือการเล่นการเมืองที่อันตรายที่สุด เรื่องต่อมา จะเห็นว่าเรื่องความกระทบกระทั่งกับสื่อต่างๆ ถามว่าสื่อเหล่านั้นเป็นภัยต่อ ... ไม่ได้พูดถึงต่างประเทศนะ แต่พูดถึงสื่อไทยที่กำลังถูกสอบ พวกเขาเป็นภัยต่อการพัฒนาของประเทศจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อจะบรรลุเป้าหมายทางการเมืองส่วนตัวของท่าน ผมถึงบอกว่าเวลาท่านพูด ท่านต้องดูด้วยว่าท่านทำอย่างที่พูดหรือเปล่า

ระบบที่คุณทักษิณพยายามจะบอกคือ ต้องการให้การเมืองไทยเดินไปสู่การมีพรรคการเมืองสองพรรคขนาดใหญ่ ประเด็นนี้คุณเห็นด้วยไหม

ผมไม่ขัดข้องเลย แต่สิ่งดังกล่าวผมว่ามันเฉลยออกมาแล้วคือท่านไม่อยากเห็นระบบสองพรรค แต่อยากเห็นระบบพรรคเดียว บังเอิญพรรคผมไม่ยอมยุบ ไม่ขาย ไม่เซ้ง ก็เลยยังยืนอยู่ ถ้าประชาชนจะสนับสนุนให้พรรคหนึ่งใหญ่กว่าอีกพรรคหนึ่งมาก เราก็ยอมรับ อย่างที่บอก มันเป็นกติกาธรรมดา

สำหรับการมีสองพรรคการเมือง ผมอยากให้เป็นพรรคการเมืองในเชิงอุดมการณ์หรือเชิงสถาบัน ถ้าจะให้ผมวิจารณ์เรื่องดังกล่าว ผมก็บอกว่า ท่านนายกฯ เคยทำอะไรบ้างหรือยังที่ทำให้คนมีความรู้สึกว่า พรรคไทยรักไทยมีชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่เป็นพรรคของ ดร . ทักษิณ ชินวัตร

หลังเกิดเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแทรกแซงสื่อ ทำให้ เกิดคำถามมากมายกับคุณทักษิณ คุณคิดว่าคนเริ่มหันกลับมามองประชาธิปัตย์ หรือยัง

ยังครับ ตอบล่วงหน้าเลย

ในฐานะประชาชนคนไทย ถ้าต่อไปยังเห็นความบกพร่องของไทยรักไทย มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ทราบว่าจะสามารถกลับมาฝากความหวังกับประชาธิปัตย์ ได้ไหม

อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นทางเลือกได้จริงหรือไม่ ซึ่งผมพูดมาเสมอว่า เรายังไม่ถึงจุดนั้น

อะไรที่ทำให้ประชาธิปัตย์เป็นทางเลือกไม่ได้

ผมคิดว่ามันเป็นธรรมชาติ เราเป็นรัฐบาลแล้วเราแพ้การเลือกตั้งค่อนข้างมาก ถึงวันนี้ก็หนึ่งปี ฉะนั้นจะไปบอกว่า ประชาชนจะหันกลับมาต้อนรับเรา คงยาก เราเองก็ตระหนักถึงปัญหาข้อนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่กับที่ การเลือกตั้งซ่อมเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็บ่งบอกว่า คนบางส่วนเข้าใจเราดีขึ้น คนสนับสนุนเราก็ยัง ยืนหยัดสนับสนุน แต่คนที่เคยสนับสนุนรัฐบาลวันนี้ขออยู่กับบ้าน ตรงนี้เป็นสัญญาณที่บอกว่า ... คือผมจะไม่เหมือนท่านนายกฯ ท่านนายกฯ ท่านบอกว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับกระแสนิยมในตัวท่าน แต่ผมบอกได้เลยว่า สำหรับเราๆ ยอมรับ

พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงที่สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายทางด้านระบบคิดอย่างมาก เพราะประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ คำถามคือทุกวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการวิเคราะห์อย่างจริงๆ จังๆ ไหมว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร

ผมว่ามีหลายส่วนประกอบกัน ส่วนที่สำคัญที่สุดคือความไม่พร้อมและไม่เตรียมตัวของเราต่อภาวะโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ถึงวันนี้เราอาจจะคลี่คลายปัญหาในเชิงเสถียรภาพ ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ มันก็มีเครื่องหมายคำถามย้อนกลับมาใหม่คือ เรื่องวินัยการคลังและหนี้สาธารณะ ซึ่งผมคิดว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ก็ต่อเมื่อกลับมาดูในแง่โครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่เราพูดถึงฟองสบู่ว่าเพราะการลงทุนในสิ่งที่ไม่เป็นจริง ที่เราพูดถึงความไม่สามารถในการแข่งขัน ที่เราพูดถึงความด้อยมาตรฐานในบางเรื่อง เหล่านี้ ล้วนคือเรื่องของการปรับโครงสร้างที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้นมากพอที่จะทำให้กล้าพูดว่าเราได้เก็บบทเรียนและเห็นถึงสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว ขณะเดียวกัน การย้อนกลับไปหาจุดแข็งซึ่งพื้นฐานของเราคือภาคการเกษตรที่เป็นทุนทางสังคม รวมถึงแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียง ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อ

หลังจากประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ไทยรักไทยพยายามจะนำเสนอทฤษฎีเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่เดินตาม East Asia Economic Model แบบเดิม และพยายามเสนอว่าต้องกลับมามองตัวเอง หรือสนใจเศรษฐกิจภายใน ( looking inward) ประชาธิปัตย์เองมีชุดความคิดในการสร้างนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร

ต้องบอกก่อนนะครับว่าชุดความคิดของไทยรักไทยมักจะเปลี่ยนแปลงบ่อย หลังจากที่พยายามจะพูดในภาษาอย่างนั้นในช่วงแรก ช่วงหลังก็ไม่พูดแล้ว แล้ววันนี้ก็กลับหลังหันไปไกลถึงขั้นยกเว้นภาษีแก่คนที่มาลงทุนในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ซึ่งชุดก่อนๆ ไม่มีใครเขาทำกัน ความคิดต่อมาคือ เพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายใน คงไม่มีใครไม่เห็นด้วย แต่ภาษาที่เขาใช้มันทำให้เกิดความเข้าใจว่านั่นคือสิ่งที่มาทดแทน เพราะการที่ประเทศเราเป็นเศรษฐกิจที่เปิด เป็นความคิดที่ผิด แต่ผมว่าภาษาที่ควรจะใช้คือต้องมาเสริมซึ่งกันและกัน ต้องได้ประโยชน์ จากกันและกัน อีกอย่าง ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในไม่ใช่เรื่องของการแก้ปัญหาด้วยการหว่านเงินเหมือนที่เราพูดถึงเรื่องกองทุนหมู่บ้านเมื่อสักครู่ว่า มันทำให้ข้างในเข้มแข็งขึ้นจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงการหว่านเงินลงไปเพื่อให้เกิดความรู้สึกดีขึ้นชั่วขณะแต่อ่อนแอลงในระยะยาว

ถ้ากล่าวหาว่ารัฐบาลที่แล้วสร้างหนี้เยอะ รัฐบาลนี้นอกจากจะสร้างหนี้เยอะและสร้างหนี้สาธารณะแล้ว ยังไปเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยที่มีรายได้น้อยมาเป็นหนี้เพิ่ม สิ่งที่ทำมาหนึ่งปีคือการเพิ่มหนี้สองต่อนะครับ หนี้ของรัฐบาลก็เพิ่ม หนี้ของคนยากคนจนก็เพิ่ม

ถามว่าประชาธิปัตย์มีชุดความคิดใหม่ไหม ผมต้องบอกว่าถ้าต้องเจาะลงไปจริงๆ คือเราจะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับชุมชนโดยใช้ประโยชน์จากทุนที่เรามีอยู่ ก็ต้องมีการพัฒนาเชิงความคิดขึ้นมา ผมยังไม่อยากจะพูดรายละเอียดลงไปเพราะ ว่าพรรคอยู่ในช่วงการทำงาน แต่ผมอยากเสนอเป็นประโยคสั้นๆ ว่า ต้องเลิกมองว่าทุนคือเงิน แล้วเราจะเริ่มมีคำตอบมากขึ้น

ถามเรื่องตัวคุณเองบ้าง คุณเข้ามาสู่แวดวงการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย ถือว่าน้อยมากๆ คนหนึ่งของเมืองไทย ตรงนี้มีคนตั้งข้อสังเกตว่าคุณไม่เคยผ่านงานด้านอื่นๆ มาก่อนนอกจากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่พักหนึ่ง ตรงนี้อาจทำให้คุณขาดประสบการณ์ในด้านอื่นๆ อยากถามว่าการเข้ามาสู่งานด้านการเมืองเร็วแบบนี้ คุณมีวิธีการเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างไร และส่วนที่เป็นจุดอ่อน คุณจัดการกับมันอย่างไร

( หยุดคิด ) การจะมีประสบการณ์หรือการจะเลือกเส้นทางของงานมันก็มี จุดแข็งและจุดอ่อนเสมอ ผมต้องเรียนก่อนว่าในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เขาไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการมีนักการเมืองอาชีพ ไล่ลงไปถึงระดับยุวของพรรคการเมืองต่างๆ แล้วก็ไต่เต้าขึ้นมาจนกระทั่งขึ้นมาบริหารประเทศ ผมคิดว่าการได้เรียนรู้งานการเมืองของผม ทำให้ผมได้เรียนรู้สภาพปัญหาของประเทศค่อนข้างครอบคลุม มีความเข้าใจกลไกในกฎหมายและระบบราชการมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในการคิดเชิงโครงสร้างและดำเนินนโยบายมาตรการต่างๆ ส่วนประสบการณ์ด้านบริหารของผมก็มีในช่วงเป็นรัฐบาล ในฐานะรัฐมนตรี ผมยัง ยืนยันว่างานที่ผมทำไว้ เรื่องการศึกษาก็ดี เรื่องการส่งเสริมการลงทุนก็ดี การปฏิรูป ระบบราชการก็ดี ล้วนเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าผมบริหารได้หรือไม่ เพราะผมได้เข้าไปดูแลปัญหาที่ยากในเชิงโครงสร้างทั้งสิ้น เพียงแต่เสียดายว่าเวลาไม่เพียงพอ ที่จะทำให้งานเหล่านี้มีการสานต่ออย่างต่อเนื่อง

เมื่อผมเข้ามาเส้นทางนี้เร็วเกินไป ผมก็รู้ว่าจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือไม่เคยมีประสบการณ์ในภาคเอกชน ผมก็ต้องพยายามเรียนรู้ และการเรียนรู้ก็สามารถทำได้หลายรูปแบบ จากบุคคล หนังสือ ประสบการณ์ตรง หรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ผมสามารถบอกได้ว่าแม้ผมจะไม่มีประสบการณ์ในภาคเอกชน แต่ผมกล้าพูดว่าการบริหารกิจการบ้านเมืองกับการบริหารกิจการธุรกิจไม่เหมือนกัน แนวที่ท่านนายกฯ กำลังบริหารประเทศน่าจะเป็นตัวฟ้องได้ดีว่าไม่เหมือนอย่างไร เพียงแต่เราต้องเอาจุดแข็งของภาคเอกชนมาจับ เวลาที่ผมไปปฏิรูประบบราชการผมจึงพยายามจะเอาจุดแข็งของภาคเอกชนมาจับ มาวิเคราะห์ว่าทำไมภาคราชการถึงมีปัญหา

ฉะนั้น ผมไม่ปฏิเสธว่าเมื่อผมเลือกเส้นทางแบบนี้ ผมก็มีจุดอ่อน หรือขาดประสบการณ์ในบางด้าน แต่เมื่อผมรู้ ผมก็พยายามเรียนรู้และแก้ไข

ทุกวันนี้คนเริ่มรู้สึกว่าฝากความหวังกับนักการเมืองไม่ได้ ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพราะนักการเมืองไม่ค่อยเป็นที่พึ่ง คุณมีความเห็นอย่างไร

ก็ไม่แปลกอะไรหรอกครับ เพราะความรู้สึกของคนทั่วโลกก็คล้ายๆ กันคือความผิดหวังในระบบการเมือง แต่ถึงอย่างไรระบบการเมืองต้องมีอยู่ กลไกเหล่านี้ ต้องมีอยู่ ถ้าความผิดหวังกับนักการเมืองที่เป็นกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในการเมืองปัจจุบัน เราก็ต้องไปหาคนจากข้างนอกเข้ามาให้มากขึ้น ไม่ใช่ปฏิเสธกระบวนการทางการเมือง ผมคิดว่าทางออกของเรื่องนี้ก็น่าจะยังมีอยู่ เช่น การที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็คงช่วยได้ในระดับหนึ่ง อาจจะลดความสำคัญของนักการเมืองไปได้บ้าง แต่ยังทำไม่ได้ทั้งหมด ฉะนั้นการพัฒนาตัวสถาบันและบุคลากรในวงการเมืองจึงจำเป็น

ผมจึงไม่อยากเห็นว่าเราปฏิเสธพรรคการเมืองหรือนักการเมือง แต่ต้องช่วยกันทำให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองดีขึ้น ถ้าเปลี่ยนตัวบุคคลไม่ได้ ก็ต้องทำให้ตัวบุคคลนั้นเปลี่ยนวิถีของเขา มันน่าจะทำได้ระดับหนึ่ง เพราะเราคงไม่สามารถไปเปลี่ยนคนในระบบเดิมได้หรือไล่คนออกไปแล้วเอาคนใหม่เข้ามาได้ทั้งหมด ผมไม่อยากให้สิ้นหวังเพราะยังมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่มีความมุ่งมั่น และตั้งใจทำงาน ก็ต้องให้โอกาส

หากประชาชนคนไทยบอกว่า ไม่อยากฝากความหวังไว้กับไทยรักไทย และคุณทักษิณแล้ว แต่จะฝากความหวังไว้กับคุณอภิสิทธิ์ คุณจะว่าอย่างไร

เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจเอง ผมไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่ผมมีหน้าที่ในส่วนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ คือช่วงนี้ต้องสร้างทางเลือกและนำเสนอ เมื่อนำเสนอแล้วจะเป็นอย่างที่หวัง อย่างที่ต้องการพึ่งหรือเปล่า ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ