โลกมุสลิม และอเมริกา หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ สอนวิชาความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง กับปรัชญาการเมือง ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัจจุบันนอกจากกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับสันติภาพ ความขัดแย้ง และสันติวิธีแล้วยังเป็น ผู้อำนวยการณ์ศูนย์สื่อข่าวสารเพื่อสันติภาพของมูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา

นอกจากจะเป็นมุสลิมแล้วยังเป็นนักวิชาการ ที่ศึกษาและถูกขอความคิดเห็นเกี่ยวกับประเทศมุสลิมมากที่สุดคนหนึ่งของไทยในทุกๆ ครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งในโลกมุสลิมเอง และระหว่างตะวันตกกับประเทศมุสลิม

....................

อาจารย์มองปฏิบัติการล่าสุดของสหรัฐฯ ที่พยายามบุกเข้าไปในอิรักอย่างไร

น่าเป็นห่วง เพราะสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีคุณสมบัติของการเป็นอภิมหาอำนาจ แต่ด้วยเงื่อนไขบางอย่างทำให้ไม่คู่ควรกับฐานะนี้ เพราะอภิมหาอำนาจไม่ใช่แค่มีกำลังมากที่สุดในโลกแต่ต้องเป็นผู้นำของโลกได้ด้วย เนื่องจากเวลาที่พูดถึงนโยบายต่างประเทศ ถ้าเป็นประเทศเล็ก เมื่อจะกำหนดนโยบายก็จำเป็นต้องคิดถึงคนอื่นให้มาก โดยดูว่าจะสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ อย่างไร แต่ถ้าเป็นประเทศใหญ่ มีอำนาจมาก เวลาจะคิดถึงโลก ก็เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง มันเลยไปบังคับเงื่อนไขของประเทศต่างๆ ให้มาสอดคล้องกับความต้องการของตนมากเกินไป ซึ่งในกรณีสหรัฐฯ ก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างน้อยสามประการ

หนึ่ง ผมได้อ่านข้อเขียนของคุณถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศว่า สหรัฐฯ ไม่มีนโยบายต่างประเทศ มีแต่นโยบายภายในซึ่งถูกส่งออกไปข้างนอก ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง สหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลก ก็จะยิ่งอันตราย ซึ่งในสถานการณ์ที่กำลัง เป็นอยู่ ผมก็ไม่แน่ใจว่าสหรัฐฯ จะสนใจแรงกดดันจากประเทศอื่นๆ หรือเปล่า

สอง มีศาสตราจารย์ทางการเมืองคนหนึ่งชื่อ Jame Rosenan อยู่ที่ University of Southern California พูดถึงแนวคิด Enemy-deprivation syndrome หรือโรคขาดศัตรูไม่ได้ ซึ่งทำให้ต้องสร้างศัตรูขึ้นมาใหม่ ผมว่าเป็นแนวคิดที่น่า สนใจมาก เพราะหลายๆ ประเทศในโลกไม่จำเป็นต้องมีศัตรู แต่สำหรับบางประเทศ ถ้าไม่มีศัตรูก็อยู่ไม่ได้ เช่น เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายไป ไม่มีคอมมิวนิสต์แล้ว สหรัฐฯ ก็เลยหาศัตรูใหม่

สาม เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากเหตุการณ์ 11 กันยา คือจริงๆ แล้ว สหรัฐฯเป็นเมืองในอุดมคติ หรือเมืองที่คิดถึงอุดมคติอย่างจริงจัง เช่น ความเชื่อในเรื่อง เสรีภาพ ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น ถ้าพูดในอีกแง่หนึ่ง ชัยชนะในโลกของอเมริกา ไม่ได้เป็นชัยชนะของอาวุธ หรือเศรษฐกิจ แต่เป็นชัยชนะทางความคิด ซึ่งเหตุการณ์ 11 กันยาก็ได้ทำให้สหรัฐฯ ไม่แน่ใจว่าความคิดของตนดีจริงไหม แล้วสิ่งที่เข้ามาทดแทนก็คือการใช้กำลังหรือยอมเสียสละอุดมคติบางส่วนของตัวเองไป เมื่อนำปัญหาทั้งสามข้อมารวมกันก็จะได้ภาพของสหรัฐฯ ในฐานะของจักรวรรดิ ซึ่งกำลังกำหนดทิศทางของโลก แต่ความจริงเขาไม่ได้พูดกับโลก เขาพูดกับคนอเมริกัน แล้วผลที่ตามมาก็คือการกำหนดนโยบาย เช่น ในวันครบรอบ หนึ่งปีเหตุการณ์ 11 กันยา ประธานาธิบดีบุช ก็พูดกับประชาชนว่า รู้ไหม ทำไมเรา ถึงโดนเล่นงาน คำตอบของประธานาธิบดีบุช ซึ่งน่าสะพรึงกลัวและช็อกผมมากคือ เพราะเราเป็นอเมริกัน พอพูดอย่างนี้มันก็จบ เพราะหมายความว่า เราโดนเล่นงานเพราะเป็นอเมริกัน ฉะนั้นทางออกก็คือต้องเป็นอย่างอื่น เพราะถ้าไม่เป็น ก็จะโดนเล่นงานต่อไป หรือถ้ายังอยากจะเป็นแบบนี้ เป็นไปได้ไหมว่าจะต้องประนีประนอมกับอุดมคติ ซึ่งมันคือส่วนหนึ่งของความเป็นเรา

จะพบว่าในตอนนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งของสหรัฐฯ ก็ถูกสั่งให้ตรวจสอบ ว่ามีใครยืมหนังสืออะไร ใครใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อกับใคร ถ้ามีพฤติกรรมน่าสงสัยต้องรายงาน หรือแม้แต่การรับนักศึกษาจากต่างชาติ คนที่มาจากตะวันออกกลาง ก็จะถูกจับตามองเป็นพิเศษ

คล้ายๆ กับยุคแมคคาร์ธีย์ใช่ไหม

ใช่ คล้ายๆ แต่ ณ เวลานั้นกับวันนี้ โลกก็มีสถานะโดยรวมที่ต่างกัน รัสเซียในตอนนี้ไม่เหมือนกับสหภาพโซเวียตในอดีต อย่างงบประมาณทางการทหารของสหรัฐฯ ในปีหน้า ก็ราวๆ 396 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากเป็น 6 เท่าของ งบประมาณทางทหารรัสเซีย ช่องว่างห่างกันเยอะ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีการสื่อสาร หรือกระทั่งข่าวสารส่วนใหญ่ในตอนนี้ก็มาจากซีเอ็นเอ็น วอชิงตัน โพสต์ นิวยอร์ก ไทม์ ข่าวคราวจากอีกฟากหนึ่งแทบจะไม่มี

เมื่อสักครู่อาจารย์พูดถึงอุดมคติของอเมริกา อยากให้ช่วยขยายความ ว่าอะไรคืออุดมคติของสังคมอเมริกัน

ผมนึกถึงความพยายามของมหาชนรัฐอย่างอเมริกาซึ่งพยายามสร้างประเทศบนฐานความเชื่อบางอย่าง และสิ่งสำคัญในความเชื่อบางอย่างนั้นก็คือเสรีภาพ

ผมคิดว่าเทพีเสรีภาพเป็นตัวแทนของอุดมคติของอเมริกา เพราะนอกจากจะเป็นของขวัญที่ฝรั่งเศสให้มาแล้ว มันยังเป็นหลักหมายของการเดินทาง เวลาคนต่างด้าวหนีภัยมา พอเห็นก็รู้ว่าถึงนิวยอร์กแล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ 11 กันยา สัญลักษณ์ของอเมริกาสองอย่าง ถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา คำถามที่เกิดขึ้นคือ เมื่อรัฐถูกท้าทายแบบนี้ สังคมการเมืองของอเมริกาจะดำรงอุดมคติแบบเดิมได้หรือไม่ นี่คือการท้าทายที่น่าสนใจที่สุด

แม้ตึกเวิลด์เทรดฯ จะถล่มและมีผู้เสียชีวิต 3,000 คนจะเป็นความ เสียหายที่ประเมินค่ามิได้ แต่เมื่อสหรัฐฯ เผชิญภัยแบบนี้ เป็นไปได้ไหมว่า ตอนนี้สังคม อเมริกันได้ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องนำคบเพลิงแห่งเสรีภาพที่ชูอยู่ทิ่มน้ำให้ไฟดับชั่วคราวก่อน แล้วค่อยทำอย่างอื่น ผมมองว่านี่คือความสูญเสียทางอุดมคติของสังคมอเมริกัน ซึ่งทำให้อเมริกาไม่ใช่เมืองในฝันของผู้คนอีกต่อไป

มีการพูดถึง Conspiracy theory หรือ ทฤษฎีสมคบคิด ว่าจริงๆแล้วผู้บริหารระดับสูงของสหรัฐฯ ก็รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ 11 กันยา แต่ยังปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น อาจารย์มองประเด็นนี้อย่างไร

ผมไม่สนใจทฤษฎีสมคบคิด เพราะถ้าถามว่าทฤษฎีนี้ช่วยในการวิเคราะห์ไหม ก็ช่วย แต่เป็นการช่วยที่เฉพาะเหตุมากเกินไป ทฤษฎีสมคบคิดเหมือนการวิ่งเข้าไปหาคนกลุ่มเล็กๆ แล้วปัญหาของมันก็เหมือนกับการเล่นเกมโชว์ อย่างหนึ่ง ที่มีความแตกต่างแค่รู้หรือไม่รู้เท่านั้น ถึงผมจะรู้ข้อมูลเหล่านี้ แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าควรจะพุ่งเป้าไปที่ทฤษฎีสมคบคิด เพราะผมเป็นนักสังคมศาสตร์ ผมอยากอธิบายปรากฏการณ์ใหญ่ และโจทย์ของผมคือ ผมมีข้อมูลหลายอย่าง แต่จะอ่านอย่างไร ถึงจะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์โลกได้มากกว่า

อาจารย์คิดอย่างไรที่นักวิเคราะห์มองว่าเนื่องจากสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจภายใน จึงพยายามเบี่ยงเบนประเด็นด้วยการ ก่อสงครามและหารายได้จากการค้าอาวุธ

ถ้าสงครามครั้งนี้เกิดขึ้น ก็มีคนที่ได้ประโยชน์จากการก่อสงครามแน่นอน ซึ่งประโยชน์จากเศรษฐกิจสงครามไม่ใช่มีแค่การค้าอาวุธเท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เชื่อมโยงอยู่กับการทหารด้วย เช่น บริษัทที่ผลิตเครื่องใช้ของพลเรือน ซึ่งพอนำผลประโยชน์เหล่านี้มารวมกันก็จะทำให้เกิดเม็ดเงิน มหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามองในแง่เศรษฐกิจ การทำสงครามก็ทำให้คน อีกจำนวนหนึ่งเสียประโยชน์เยอะเหมือนกัน อย่างคนที่เล่นหุ้นก็คงเจ๊ง หรือราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจปกติที่ดำเนินอยู่ ก็ทำให้คนจำนวนหนึ่งได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ถ้าจะคิดว่าสาเหตุของการก่อสงครามครั้งนี้ของสหรัฐฯ มาจากปัญหาเศรษฐกิจภายในก็ต้องพิจารณาทั้งส่วนที่ได้และเสียจากการทำสงครามด้วย

ถ้าการก่อสงครามไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ มีกำไรจากเศรษฐกิจสงครามอย่างเดียว แต่ด้านหนึ่งก็สร้างความสูญเสียขึ้นด้วย แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องการโจมตีอิรัก

ต้องกลับไปดูประเด็นแรกที่ผมตอบคำถามในข้อหนึ่งว่า ถึงที่สุดแล้วนโยบายเหล่านี้ของสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นนโยบายระหว่างประเทศ แต่เป็นนโยบายที่มาจากการเมืองภายใน จะเห็นได้ว่า การที่บรรดาผู้นำสหรัฐฯ กำลังหารือกันว่าจะรบเมื่อไร ส่งกำลังตอนไหน โดยมีเงื่อนไขการตัดสินใจอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งดังกล่าวก็เป็นการเลือกตั้งภายใน

ถ้าสหรัฐฯ ไม่มีนโยบายต่างประเทศ อาจารย์คิดว่าโลกควรจะคานอำนาจกับสหรัฐฯ อย่างไร

ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะมีนัยะทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติในระดับโลก เราจะเห็นตัวอย่างของการรวมตัวกันเพื่อถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐฯ เช่น อียู ที่ทำได้ ถึงขั้นมีเงินสกุลเดียวใช้ร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นความพยายามโดยตรงที่จะคานอำนาจของเงินดอลลาร์ นอกจากอียูแล้วเมื่อมองไปยังภูมิภาคอื่นก็จะพบว่าขนาดของการรวมตัวกันยังเล็กเกินไปที่จะคานกับสหรัฐฯ ได้ ถ้าเปรียบเทียบระหว่างอียูกับอาเซียนจะเห็นได้ชัดเลยว่าขนาดต่างกันเยอะ ทั้งในทางการเงิน การผลิต แต่การรวมตัวกันก็เป็นทิศทางที่ดีที่ควรจะทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คือความพยายามที่จะร่วมมือกันมากขึ้นระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐฯ ไม่ให้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกินไป แต่จะทำได้ดีแค่ไหนก็เห็นๆ อยู่ เพราะสิ่งที่เอามาใส่ตะกร้าเดียวกัน มันไม่เท่ากัน

อีกส่วนหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ ถ้าสหรัฐฯ กำหนดทิศทางของโลกโดยขึ้นต่อการเมืองภายในจริง กุญแจของการจัดทิศทางของโลกในสายตาสหรัฐฯก็น่าจะอยู่ที่การเมืองภายในของอเมริกา แล้วทำอย่างไรกลุ่มการเมืองภายในของสหรัฐฯ จะมีอารยะขึ้น ซึ่งความเป็นจริงก็มีทั้งส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการก่อสงคราม แต่ตอนนี้ ส่วนที่ไม่เห็นด้วยมันถูกกลบอยู่ด้วย moment of shock และอะไรหลายอย่าง แต่จะทำอย่างไรให้เสียงเหล่านี้มันดังพอที่จะไปคานอำนาจได้ จะเห็นว่า แม้เหตุการณ์ 11 กันยา จะผ่านไปหนึ่งปีแล้ว แต่หนังสือขายดีเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ เป็นหนังสือของ Noam Chomsky ซึ่งตั้งคำถามกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่หนังสือพิมพ์ของอเมริกาก็นำเสนอว่า อย่าไปกล่าวหา นโยบายสหรัฐฯ อเมริกากำลังถูกรังแก สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าในสังคมอเมริกัน ก็มีการต่อสู้ทางความคิดกันอยู่

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือหลังเหตุการณ์ 11 กันยา มีคนอเมริกันเขียนจดหมายขอร้องประธานาธิบดีบุชไม่ให้ทิ้งระเบิดที่อัฟกานิสถาน จดหมายเหล่านี้

ถ้าเขียนขึ้นโดยคนสามัญหรือกลุ่มคนในแวดวงศาสนาก็คงไม่น่าสนใจเท่าไร แต่จดหมายหลายฉบับเขียนโดยญาติของเหยื่อในเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรดฯ โดยให้เหตุผลว่า เมื่อลูกฉันตาย สามีฉันตาย ฉันก็ไม่เห็นว่าการทำให้ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ในอัฟกานิสถานต้องเสียลูกหรือสามีด้วยจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ผมคิดว่าเสียงเหล่านี้เป็นเสียงแห่งสติ เป็นเสียงภายในที่น่าจะมีอิทธิพลในสหรัฐฯ แต่ ณ เวลานี้ เสียงที่จะไปรบมันมีน้ำหนักมากกว่า

อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่าเพิ่งไปประชุมที่วอชิงตันมา แล้วพบว่าความคิดแบบ Noam Chomsky หรือความคิดกระแสทางเลือกเชิงนโยบายไม่ได้รับความสนใจเลย

ถ้าถามว่าในคองเกรสมีคนสนใจไหม เอาเข้าจริง ณ วันนี้ หนังสือพิมพ์หลายฉบับรวมถึงไทม์ด้วยก็เขียนว่า ประธานาธิบดีบุชก็กำลังฟังเสียงจากสองสาย สายหนึ่งคือนายรัมสเฟลด์รัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งเสนอจุดยืนที่แข็งกร้าวให้โจมตีอิรัก ส่วนอีกสายเป็นเสียงของนายโคลิน เพาเวลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งบอกว่าให้ระวังหน่อย

ผมคิดว่าความสนใจความคิดกระแสทางเลือกเชิงนโยบาย ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มีในระดับข้าราชการหรือระดับสังคมอเมริกัน เพราะการที่ผมติดต่อกับเพื่อนๆชาวอเมริกันก็ทำให้ผมแน่ใจว่ามีคนเยอะเลยที่ไม่เห็นด้วย เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ปรากฏให้สาธารณชนภายนอกได้รับรู้เท่าไร ซึ่งก็ต้องค้นหาคำตอบกันต่อไปว่าเพราะอะไร

เพราะสื่อกระแสหลักในโลกต่างเสนอข่าวในทางที่นำไปสู่ความรุนแรงหรือเปล่า

มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่ง Noam Chomsky เป็นหนึ่งในผู้เขียน ชื่อ Manufacturing Consent หรือ โรงงานผลิตความเห็นพ้อง ถามว่าโรงงานผลิตความเห็นพ้องทำงานจริงไหม ผมคิดว่าน่าสนใจ

เพื่อนผมที่เป็นฝรั่งหลายคนบอกว่า ชาวอเมริกันกับชาวยุโรปมีข้อแตกต่าง กันอยู่อย่างหนึ่ง คือ คนอเมริกันจะเชื่อในสิ่งที่ปรากฏ สื่อที่เชื่อที่สุดคือโทรทัศน์ ส่วนชาวยุโรปจะไม่เชื่อในสิ่งที่โทรทัศน์นำเสนอ เรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหนก็ต้องตรวจสอบ แต่ที่เป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นผลจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ สมมติว่าคุณอยู่ในเยอรมนี คุณเคยเจอรัฐบาลที่เคยใช้โทรทัศน์เป็นสื่อโฆษณาชวนเชื่อ ฉะนั้น ประสบการณ์ร้อนหนาวที่ผ่านมาก็ทำให้คนยุโรปเกิดการพัฒนาสำนึกบางอย่าง ไม่ให้เชื่อสื่อเท่าไร แต่ในสหรัฐฯ สื่ออาจจะเป็นตัวที่ทำหน้าที่คอยตรวจสอบรัฐบาลมาตลอด ถึงวันนี้ คนอเมริกันเลยเชื่อในสิ่งที่สื่อพูดหมด เพราะฉะนั้นคำถามที่ได้ยินบ่อยๆ ว่าเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏทางซีเอ็นเอ็นแล้วทำไมไม่เชื่อ แต่คำถามที่น่าสนใจแต่ไม่ค่อยมีใครถามคือ แล้วทำไมต้องเชื่อในสิ่งที่ปรากฏผ่าน ซีเอ็นเอ็น เพราะตอนนี้หนังสามารถสร้างมังกรไฟได้เหมือนจริง สร้างอะไรได้สารพัด แล้วทำไมจะสร้างอย่างอื่นไม่ได้

ผมไม่ได้หมายความว่าอะไรจริงอะไรเท็จ แต่หมายถึงสิ่งที่เห็นอยู่นั้น เราควรจะเชื่อมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็จะเห็นกระบวนการของโรงงานผลิตความเห็นพ้องปรากฏขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการจงใจไหม ก็อาจจะไม่จงใจ เพราะแต่ละส่วนต่างก็ทำหน้าที่ของมัน เช่น เมื่อครบรอบหนึ่งปีเหตุการณ์ 11 กันยา ก็มีคนถามผมว่า เห็นควรไหมที่จะรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ ผมบอกว่าเห็นควร แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าทุกครั้งที่รำลึกถึงเหตุการณ์ 11 กันยา มันเท่ากับการให้ความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะมันจะถูกใช้เป็นบันไดว่า เห็นไหม เราไม่ได้เป็นคนเริ่ม เราเป็นเหยื่อ ดังนั้นถ้าไม่ทำอะไร ต่อไปข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีใครรับรองได้ จึงต้องป้องกันไว้ก่อนด้วยการไปตีหัวคนที่คิดว่าจะเป็นภัยก่อนที่มันจะทำอะไรเรา สิ่งที่จะทำต่อไปนี้เลยยุติธรรม

แล้วผมคิดว่าเราป้องกันสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการให้ความชอบธรรมแน่ แต่วิธีลดทอนอันตรายที่จะเกิดขึ้นก็คือ เวลาที่คิดถึงเหยื่อของความรุนแรงต้องคิดให้รอบ เพราะเหยื่อในเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่คน 3,000 คนที่ตายที่ตึกเวิลด์เทรดฯ เพนตากอน และเครื่องบินอีกหนึ่งลำเท่านั้น แต่คือ เหยื่อของการทิ้งระเบิดที่อัฟกานิสถานด้วย ซึ่งมีนักวิชาการสหรัฐฯ ศึกษาว่ามีพลเรือนอัฟกันเสียชีวิตจากการทำสงครามของสหรัฐฯ ไปอย่างน้อย 3,700 คน เพราะถ้าคิดถึงเหยื่อทั้งสองฝ่ายในเหตุการณ์นี้ ต่อไปจะทำอะไรก็จะมีความระมัดระวังมากขึ้น

อาจารย์คิดอย่างไรต่อการคานอำนาจสหรัฐฯ ด้วยวิธีก่อการร้าย

ผมไม่เห็นด้วยกับการก่อการร้าย เพราะมันเป็นการกระทำที่ผิดอย่างแน่นอน ซึ่งการก่อการร้ายในความเข้าใจของผมไม่ใช่อาวุธทางการทหาร แต่เป็นอาวุธทางอารมณ์ โจทย์ของการก่อการร้ายไม่ใช่การทำลายชีวิต แต่โจทย์ของการก่อการร้ายทุกชนิดคือการสร้างความกลัวและความรู้สึกไม่ปลอดภัย

ถ้าถามว่าการก่อการร้ายในเหตุการณ์ 11 กันยา มันได้เช็กอำนาจของสหรัฐฯ เช็กอารมณ์ของชาวอเมริกันและเช็กอุดมคติของอเมริกาแค่ไหน ผมคิดว่ามันได้ทำให้สหรัฐฯ เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ พยานหลักฐานที่ดีที่สุดไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 11 กันยา แต่คือหนึ่งปีหลังจากนั้น

ในวันที่ 11 กันยายน ปีนี้ สหรัฐฯ ประกาศระดับความไม่มั่นคงของประเทศ อยู่ระดับสี่ จากต่ำสุดคือหนึ่ง และสูงสุดคือห้า คืออยู่ในระดับก่อนขั้นสุดท้าย วันนั้น สถานทูตสหรัฐฯ และอังกฤษในหลายประเทศก็ปิดทำการ บางแห่งถึงขั้นปิด โดยไม่มีกำหนด สายการบินบางแห่งก็ประกาศลดราคาเหลือแค่เที่ยวบินละ 1 ดอลลาร์ คือหลังจากทำสงครามในอัฟกานิสถานและไล่ล่าผู้ก่อการร้ายไปทั่วโลก แต่ถึงวันนี้ สถานะของความไม่มั่นคงปลอดภัยก็ยังอยู่ที่ระดับเกือบสุดท้าย แต่ถ้าถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันทำให้สหรัฐฯ เลิกที่จะเป็นผู้นำโลกหรือเปล่า แล้วถ้าสหรัฐฯ เปลี่ยนจากผู้นำโลกมาเป็นผู้เผด็จการของโลกมันก็จะเกิดในสิ่งที่เรียกว่าชะตากรรมอันน่าสะพรึงกลัวของจักรวรรดิ ซึ่งแน่นอนว่าการก่อการร้ายได้ทำให้เกิดสภาพไม่ปกติ ขึ้นอย่างได้ผล แต่ต้นทุนที่เสียไปและสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับโลกมันมหาศาล โดยเฉพาะในระดับการเมืองระหว่างประเทศ

การก่อการร้ายในเหตุการณ์ 11 กันยา ส่งผลต่อการเมืองระหว่างประเทศอย่างไร

มันทำให้เกิดสถานการณ์ที่ผมรู้สึกว่ามีอันตรายใหญ่หลวงต่อการเมืองระหว่างประเทศในสองประเด็นสำคัญๆ ด้วยกัน

หนึ่ง ที่ผ่านมา การเมืองระหว่างประเทศตั้งอยู่บนฐานหลายข้อ และหนึ่งในนั้นคืออำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศต่างๆ ในโลกเชื่อว่า เมื่อไม่พอใจประเทศไหนก็ไม่สามารถเข้าไปในประเทศนั้นได้ เพราะมีปราการของอำนาจอธิปไตยกั้นอยู่ แม้ในทางการค้า ขอบเขตนี้จะหายไป แต่ในทางการเมืองและการทหาร ผมเชื่อว่าที่ผ่านมามันยังมีอยู่ แต่ ณ ขณะนี้ ขอบเขตของอำนาจอธิปไตยได้หายไป อย่างการบุกอัฟกานิสถานของสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่าถูกรังแก ซึ่งการจะทำสงครามกับอิรักก็คงเป็นเหตุผลนี้ด้วย รวมกับเหตุผลที่ว่าอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถ้าบอกว่าประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์เป็นภัย แล้วทำไมสหรัฐฯ ไม่บุกไปประเทศอื่นที่มีข้อมูลหนักแน่นกว่าว่ามีนิวเคลียร์ อย่างอิสราเอล และอีกเหตุผลหนึ่งในการก่อสงครามคืออิรักมีผู้นำประเทศที่เผด็จการ ซึ่งต้องยอมรับว่าประวัติของ ซัดดัม ฮุสเซ็น ในเรื่องของการละเมิดสิทธิของผู้คนทั้งชาวอิรักหรือชาวเคิร์ดก็หนักหนาสาหัส แต่เหตุผลทั้งหมดนี้เพียงพอต่อการบุกไปยังอีกประเทศหนึ่งแล้วเข้าไปจัดการ กับชีวิตของผู้คนในประเทศนั้นได้แล้วหรือ และถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงจะทำให้เกิดอะไรขึ้นในโลก

สอง ตลอดมาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่บนฐานของความเข้าใจ ว่า เวลาที่สัมพันธ์กัน ต้องใช้วิธีทางการทูตและความสัมพันธ์อื่นๆ ให้หมดก่อน ถ้าวิธีการทางสันติไม่สำเร็จแล้วค่อยใช้กำลัง ซึ่งถือเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ทำอยู่คือการกลับที่กลับทางแบบแผนนี้ นำสิ่งที่ควรจะเป็นทางเลือกสุดท้ายมาเป็นทางเลือกแรก แล้วถ้าการกระทำเช่นนี้กลายเป็นแบบปฏิบัติของประเทศต่างๆ ในโลก การเมืองระหว่างประเทศก็จะกลายเป็นอีกแบบ สมมติผมเป็นจีน ผมไม่เชื่อในการเจรจากับไต้หวันแล้ว ผมจะตีหัวอย่างเดียวเลย หรือถ้ารัฐบาลศรีลังกากับพยัคฆ์ทมิฬคิดแบบนี้ การเจรจาที่สัตหีบก็คงไม่เกิดขึ้น

แต่จะพูดว่าสหรัฐฯ ไปเริ่มแบบปฏิบัติใหม่ๆ ในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศก็ไม่เชิง เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการกระทำแบบนี้มาก่อน เช่น การบุกเข้าไปเปลี่ยนตัวผู้นำทางการเมืองในบางประเทศ แต่ ณ วันนี้ มันไม่ใช่แค่นั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการบุกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งมันอันตรายกว่าเดิมมาก

การที่สหรัฐฯ มีท่าทีเช่นนี้ อาจารย์คิดว่าโลกมุสลิมมีปฏิกิริยาต่อสหรัฐฯ อย่างไร

ในความเป็นจริง เราไม่สามารถเอ่ยอ้างถึงโลกมุสลิมราวกับว่ามันเป็นก้อนๆ เดียวได้ เมื่อพูดถึงโลกมุสลิม มันคือการนึกถึงคนไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้าน ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าแต่ละกลุ่ม แต่ละคน คิดอย่างไร ผมก็พูดแทนมุสลิมไม่ได้ พูดได้เฉพาะประสบการณ์หรือความรู้สึกที่เคยสัมผัสกับผู้คนในแวดวงแคบๆ เท่านั้น คือเท่าที่สังเกตเวลาที่ไปตามมัสยิดหลายแห่งเขาก็จะเริ่มขอพรให้พระเป็นเจ้าช่วยพิทักษ์คุ้มครองอิรัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวมุสลิมรู้สึกว่าสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่ออิรัก

แล้วถ้าคิดย้อนไปตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุการณ์ 11 กันยา โดยมองจากมุมของมุสลิมก็จะพบชั่วขณะทางประวัติศาสตร์หลายอย่างเกิดขึ้น ตอนแรกที่เกิดเหตุ คนมุสลิมรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เพราะคนที่ตายในตึกเวิลด์เทรดฯ ก็มีตั้ง 60 กว่าชาติ ซึ่งมีทั้งเด็ก ผู้หญิง คนแก่ คือพูดง่ายๆ ว่าคนบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นการอธิบายว่าเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปเพื่ออะไร มันฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อสหรัฐฯ บุกอัฟกานิสถาน ภาพมันเริ่มเปลี่ยน ยิ่งตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะเล่นงานอิรักด้วย คนมุสลิมก็คงรู้สึกว่า ถูกรังแกซ้ำซาก

ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมเองก็มีโอกาสเดินทางไปที่สหรัฐฯ ตอนที่ผมอยู่ในสนามบินก็มีตำรวจมาขอดูเอกสารเดินทาง คนอื่นไม่โดน แต่ผมซึ่งเขา อาจมองว่าหน้าตาเหมือนคนตะวันออกกลางกลับโดน ผมก็บอกเขาไปว่าหน้าตาผมดูน่าสงสัยมากเลยหรือ ตำรวจก็ตอบว่าเขาทำตามหน้าที่ ผมก็เอาพาสปอร์ตให้ดู พอเห็นเป็นหนังสือเดินทางไทย ท่าทีก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง แล้วคิดดูว่าถ้าไม่ใช่พาสปอร์ตไทยแต่เป็นหนังสือเดินทางของประเทศในตะวันออกกลาง การเดินทางจะเป็นอย่างไร

ผมเคยอ่านเจอในข้อเขียนของเอ็ดเวิร์ด ซาอิด ว่า ผู้โดยสารในสายการบิน อเมริกันบอกกับแอร์โฮสเตสให้ไปขอร้องผู้โดยสารคนหนึ่งซึ่งหน้าตาเหมือนชาวตะวันออกกลางที่กำลังนั่งอ่านข้อความภาษาอาหรับอยู่ให้เลิกอ่าน เพราะรู้สึกว่าเป็นภัยคุกคาม

ผมคิดว่าชาวมุสลิมก็คงรู้สึกโกรธเคืองผู้ก่อการร้ายมากที่ทำให้ชีวิตปกติยุ่งยากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็คงรู้สึกว่าโดนรังแกอีกแล้ว โลกช่างไม่เป็นธรรมเลย ทำไมต้องกลายมาเป็นคนที่ต้องรับปัญหาแบบนี้ เพราะทุกครั้งที่มีการใช้ความรุนแรง ก็ย่อมมีความโกรธความเกลียดขึ้นทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนที่เจอความ อยุติธรรมหมดหวังที่จะทำอะไรต่อไป และคิดว่าความกล้าหาญคือการเป็น มือระเบิดพลีชีพเพื่อทำให้คนอื่นตายไปด้วย

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมันนำไปสู่ The clash of civilization อย่างที่ ฮันติงตันเขียนหรือเปล่า

ผมอ่านบทความเรื่อง The clash of civilization ของฮันติงตัน ตั้งแต่ปี 1993 ซึ่งผมพบว่ามันต่างจากหนังสือชื่อ The clash of civilization and the making of world order ที่เขาเขียนในปี 1996 อยู่หลายข้อ แต่ข้อที่เล็กที่สุด แต่มีนัยะสำคัญในสิ่งที่กำลังพูดถึงอยู่ คือในปี 1993 เมื่อฮันติงตันเขียนถึงการปะทะทางอารยธรรมเขาใส่เครื่องหมายคำถามไว้ข้างหลัง แต่ในอีกสามปีต่อมา เมื่อเขาเขียนถึงการปะทะทางอารยธรรมในหนังสือ เครื่องหมายคำถามได้หายไปแล้ว

มีคนวิจารณ์ฮันติงตันเยอะ ถ้าจะด่าเขาก็คงพูดได้หลายวัน คือมักจะมีคนบอกว่าฮันติงตันไม่เข้าใจอารยธรรม ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าเมื่อพูดถึงอารยธรรมก็ไม่สามารถนึกถึงอารยธรรมเป็นก้อนๆ ได้ ผมไม่รู้ว่าอารยธรรม อิสลาม พุทธ ฮินดู คืออะไร ซึ่งในความเป็นจริงก็มีรายละเอียดอยู่ในนั้นเยอะ แต่ความน่าสนใจในสิ่งที่ฮันติงตันบอกคือ คำถามหลักในโลกยุคหลังสงครามเย็น ซึ่งกำหนดแนวทางทางการเมืองและความสัมพันธ์ในโลกมันเปลี่ยนไป

ในสมัยสงครามเย็น เวลาที่ประเทศต่างๆ เจอกันก็จะถามว่าอยู่ข้างไหน อยู่ฝั่งคอมมิวนิสต์หรือฝั่งโลกเสรี ซึ่งเมื่ออยู่ข้างไหนก็จะสามารถจัดระเบียบทางสังคมได้้ เช่น ถ้าผมอยู่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ผมรู้เลยว่าผมน่าจะได้ทุนของประเทศอะไร แล้วก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยรูมุมบ้าในมอสโคว์ แต่ถ้าอยู่ฝั่งโลกเสรี ผมจะไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ ซึ่งการจัดระเบียบจะลงไปในรายละเอียดเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ และความช่วยเหลือทางการทหาร โดยทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานความคิดสองอย่าง ข้อแรกคือ ให้คุณอยู่กับผมนานๆ อย่างมั่นคง ภักดี และสอง ถ้าคุณไม่ได้อยู่ฝั่งผม ก็ขอให้มาอยู่ กับผม ซึ่งทั้งสองฝ่ายคิดเหมือนกัน

แต่ในยุคหลังสงครามเย็น มนุษย์ไม่ได้ถามแล้วว่าคุณอยู่ข้างไหน แต่จะถามว่าคุณเป็นใคร ซึ่งทุกครั้งที่ถามว่าคุณเป็นใคร นั่นหมายความว่าเรากำลังถามถึงสายสัมพันธ์ในตัวตนของเรากับอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่า มันจะค่อยๆ เชื่อมโยง ไปสู่ส่วนเสี้ยวของอัตลักษณ์ ? ของเรา ซึ่งเข้มแข็งกว่าอัตลักษณ์อื่นๆ อย่างผมถามว่าคุณเป็นชาวอะไร คุณทำงานโอเพ่น คุณก็ตอบว่าเป็นชาวโอเพ่น แต่ในขณะเดียวกัน มีอีกคนหนึ่งเป็นชาวซิกข์ แล้วอัตลักษณ์ระหว่างชาวโอเพ่นกับชาวซิกข์ อะไรเข้มข้นกว่ากัน สายสัมพันธ์ที่ยึดโยงคุณเข้ากับโอเพ่น มันจางเบากว่า สายสัมพันธ์ของความเป็นชาวซิกข์อยู่แล้ว เพราะซิกข์เป็นความเชื่อที่มาจากพ่อแม่ บรรพบุรุษ

นี่คือชั้นของอัตลักษณ์ บางชั้นเอาออกได้ง่าย บางชั้นเอาออกได้ยาก เพราะทับถมอยู่โดยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น เราเป็นคนไทย ความเป็นไทย คืออะไรไม่รู้ แต่มันก็อยู่ในตัวเรา สมมติวันหนึ่งมีคนมาบอกว่าเลิกใช้ภาษาไทยเถอะ เราก็คงรู้สึกอึดอัดเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เราใช้ภาษาอื่นได้ แต่มันคือส่วนหนึ่งของเรา ถ้าจะให้เราเลิกใช้มันก็รู้สึกว่าเดือดร้อน หรือถ้าสมมติว่าผมเป็นคนอเมริกันผิวดำ ถามว่าเปลี่ยนสีผิวได้ไหม ก็ได้ แต่เอาเข้าจริงแล้วยากมาก เพราะสำนึกในความเป็นอเมริกันผิวดำมีประวัติศาสตร์มาเป็นร้อยปี ตั้งแต่ถูกพาตัวมาจากอีกทวีปหนึ่ง แล้วเข้าไปอยู่ในทวีปใหม่ เริ่มต้นจากทาสแล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นมา จนกระทั่งวันนี้สหรัฐฯ มีคนผิวดำที่เป็นถึงวีรบุรุษสงครามและรัฐมนตรีต่างประเทศ คือความเป็นผิวดำมันทับถมอยู่ในตัวหมด

ความขัดแย้งซึ่งอยู่บนฐานของอัตลักษณ์ก็เลยหนักหนากว่าความขัดแย้ง ซึ่งอยู่บนฐานของอุดมการณ์ทั่วไป เพราะการเปลี่ยนทางอุดมการณ์ง่ายกว่าการเปลี่ยนทางอัตลักษณ์ ซึ่งจะเห็นว่าความขัดแย้งทางอัตลักษณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ นับว่าหนักหนาสาหัส

แล้วอะไรคือทางออกที่จะนำโลกไปสู่สันติ

สิ่งที่เป็นปัญหาของอัตลักษณ์ก็คือทางที่จะนำโลกไปสู่สันติ ซึ่งปัญหาของอัตลักษณ์ที่สำคัญมีอยู่สองข้อ

หนึ่ง อัตลักษณ์เป็นเหมือนกำแพง ในด้านที่ดีก็ให้ความอบอุ่นมั่นคง มนุษย์ก็เลยใฝ่หาอัตลักษณ์ ไม่มีก็สร้างขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง พอสร้างกำแพงขึ้นก็เกิดปัญหาเพราะนอกจากกำแพงจะป้องกันอันตรายจากภายนอกแล้วมันยังกันไม่ให้เราเอื้อมไปสัมผัสกับผู้อื่นได้ ฉะนั้น ถ้าคุณยืนอย่างมั่นคงไม่ได้ คุณก็สัมผัสมือ คนอื่นอย่างมั่นคงไม่ได้เหมือนกัน

สอง อัตลักษณ์เป็นสิ่งเฉพาะ เช่น คุณเป็นคนไทย และนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งในคุณสมบัติต่างๆ ที่ผมเอ่ยถึงคุณก็จะทำให้คุณสัมพันธ์กับคนอีกหลายๆ คน อย่างเวลาที่บอกว่าคุณเป็นคนไทย คุณก็จะสัมพันธ์กับคนไทยอีก 62 ล้านคน เวลาที่บอกว่าคุณนับถือศาสนาพุทธ คุณก็สัมพันธ์กับชาวพุทธทั่วโลกอีกหลายร้อยล้านคน แต่ในขณะเดียวกัน คุณสมบัติต่างๆ ของคุณก็ทำให้คุณเป็นปรากฏการณ์เฉพาะ แต่ในความเฉพาะ มันก็เหมือนกับต้นไม้ที่สามารถแผ่กิ่งก้านออกไปสัมผัสอะไรที่ใหญ่กว่าได้อีก

ถ้าพูดถึงอัตลักษณ์ในมุมมองแบบฮันติงตันก็จะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นกุญแจที่จะไขปริศนานี้ ว่ามนุษย์จะหาทางออก กับมันอย่างไร

ถามถึงอังกฤษบ้าง อาจารย์คิดว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้อังกฤษหนุนหลังสหรัฐฯ อย่างเต็มที่

ผมก็ไม่เข้าใจอังกฤษ แต่ที่ผ่านมา ถ้ามองอังกฤษโดยใช้สายตาของคนที่มองจากข้างนอกก็จะสงสัยว่าทำไมประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างอังกฤษ ถึงยอมเดินตามสหรัฐฯ ต้อยๆ แต่เชื่อไหม คนจำนวนหนึ่งไม่ได้คิดแบบนี้เลย เขามองว่าอังกฤษเป็นคนกำกับสหรัฐฯ ซึ่งไม่ค่อยมีอารยะเท่าไรให้สัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในโลกได้ดีขึ้น จะเห็นว่าเวลาที่สหรัฐฯ จะไปเจรจาที่ไหน แบลร์จะไปพูดคุยก่อน ซึ่งจะช่วยให้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มีอารยะขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเราไม่สามารถพูดถึงประเทศอังกฤษราวกับมันเป็นก้อนๆ เดียวได้

ที่ผ่านมา อำนาจในการตัดสินใจทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกล้วนขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศ ซึ่งมักจะดำเนินนโยบายตามความเห็นชอบของตัวเอง ในสถานการณ์เช่นนี้ อาจารย์คิดว่าภาคประชาชนควรจะทำอย่างไร

ผมคิดว่าประธานาธิบดีบุชไม่ได้ทำตามอำเภอใจ แต่บุชเข้าใจว่านี่คือสิ่งที่คนอเมริกันอยากเห็น บุชจึงอ่านในสิ่งที่คนอเมริกันกำลังคิด เพราะเมื่อสำรวจคะแนนนิยมของบุชทีไรก็ได้รับความนิยมอย่างท้วมท้นมาตลอด เนื่องจากคนอเมริกันจำนวนหนึ่งคิดว่า เราอยู่ของเราดีๆ แล้วมันเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้อย่างไร ก็ทนไม่ได้ที่ถูกรังแกแล้วไม่ตอบโต้ โดยไม่ฟังเสียงของนักวิเคราะห์เลยว่า เหตุการณ์ 11 กันยา เป็นผลที่เกิดขึ้นจากเหตุอื่นๆ เช่น นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ไปสร้างความอยุติธรรมไว้มากมาย แต่จะมองว่าจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งคือการถล่มตึกเวิลด์เทรดฯ และเพนตากอน เพราะฉะนั้นคนที่ก่อการร้ายก็ทำผิดมาตั้งแต่ต้น แล้วสิ่งที่สหรัฐฯ จะทำต่อไปก็เลยเป็นคำตอบที่เบ็ดเสร็จ

เมื่อเป็นอย่างนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีบุช แต่ขึ้นอยู่กับประชาสังคมของอเมริกัน ซึ่งในส่วนของภาคประชาชน ผมคิดว่าทางออกที่น่าสนใจมีอยู่สองประเด็น

หนึ่ง ทำอย่างไรให้ผู้คนได้ยินเสียงเหยื่อของการก่อการร้ายทุกประเภท รวมถึงเหยื่อของการก่อการร้ายโดยรัฐด้วย เพื่อแสดงว่าการก่อการร้ายเป็นผลของ การก่อการร้ายโดยรัฐเหมือนกัน ถ้าจะยุติการก่อการร้ายก็ต้องยุติที่เหตุของมัน ซึ่งก็คือความไม่เป็นธรรมทางการเมือง วิธีที่จะทำได้ก็คือให้เหยื่อออกมาพูด ถ้าแม่ของทหารที่ถูกยิงตายทั้งฝ่ายอิสราเอลและปาเลสไตน์จับมือกัน และช่วยผลักดันให้แนวคิดเหล่านี้เกิดขึ้น ผมคิดว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก เนื่องจากเสียงของผู้คนเหล่านี้สำคัญ เพราะเขามีสิ่งที่คนอย่างผมหรือนักวิชาการทั่วโลกไม่มี นั่นคือสิทธิอำนาจในทางศีลธรรม

สอง ทำอย่างไรจึงจะทำให้เสียงของคนอเมริกันซึ่งมีโอกาสรับรู้ผลจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มีเสียงดังมากขึ้น เนื่องจากคนอเมริกันซึ่งอยู่แต่ในอเมริกา หรือเดินทางออกนอกประเทศในฐานะนักท่องเที่ยวนั้น ไม่รู้ไม่เห็นอะไร ส่วนอเมริกันที่เคยไปกินอยู่ในต่างประเทศ ไม่ว่าในละตินอเมริกา เอเชีย แอฟริกา ซึ่งมีอยู่เยอะ พวกเขาเหล่านี้จะมีทรรศนะต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนี้ ในแง่ของความพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ตอนนี้กลุ่มเพื่อนของผมในเอเชียซึ่งอยู่องค์กรชื่อ International movement for the just world ก็กำลังรณรงค์ว่าควรจะมีเกณฑ์บางอย่างในการใช้ความรุนแรง แม้จะมีการพูดถึงคนบริสุทธ์และมีเกณฑ์ปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีการละเมิดกันอยู่ ก็เลยมีการรณรงค์เพื่อพิทักษ์ศาสนสถาน โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นจะไม่มีการทำลายศาสนสถานของทุกศาสนา สถานที่ทางศาสนาทุกแห่งจะได้เป็นแหล่งพักพิงและประกันความปลอดภัย นอกจากนี้ยังเป็นการจำกัดขอบเขตของสงครามด้วย เพราะถ้ามีการทิ้งระเบิดที่ศาสนสถาน มันจะเจ็บไปถึงอัตลักษณ์ของผู้คนในวงกว้าง แล้วความโกรธแค้นก็จะขยายใหญ่ขึ้น ผมคิดว่าถ้าช่วยกันผลักดันข้อตกลงนี้ในระดับประเทศหรือระดับโลกอย่างจริงจัง ก็จะช่วยลดความรุนแรงที่เกิดขึ้น สังคมไทยก็รณรงค์เรื่องนี้ได้ ถ้ารัฐมนตรีต่างประเทศ จะสนใจก็คงไม่มีใครว่า