สุนทรพจน์ของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย ในงานสัมมนาประจำปีของธนาคารโลก ประเทศฮ่องกง วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2540
เรียบเรียงโดย เจนใจ ปุณโณปถัมภ์
การประกาศการเตรียมตัวก้าวลงจากตำแหน่งของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด เมื่อปีที่ผ่านมา ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ช็อกโลกและคนมาเลเซียพอสมควร เพราะหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นผู้นำที่อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดของเอเชีย ก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าใครจะสามารถก้าวขึ้นมาทำหน้าที่สำคัญนี้ต่อจากเขา
จากประเทศยากจน อดีตอาณานิคมของอังกฤษ มหาธีร์นำพามาเลเซียก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดของเอเชีย และแม้จะต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เขาก็กล้าปฏิเสธแนวทางที่ตะวันตกหยิบยื่นให้ผ่านทางไอเอ็มเอฟ ( IMF ) ด้วยการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดกระแสหลัก ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะมาเลเซียกลายเป็นประเทศแรกๆ ที่ก้าวพ้นจากวิกฤติ กลับมายืนได้อย่างสวยงามอีกครั้ง
ด้วยบทบาทที่โดดเด่นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้นำบางคนใฝ่ฝันจะเป็นให้ได้เช่นเขา ทั้งในแง่ของระยะเวลาการอยู่ในตำแหน่ง อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และการเป็น Voice of Asia ที่กล้าท้าทายสื่อมวลชนตะวันตก
....................
เมื่อครั้งข้าพเจ้าได้รับเชิญให้มากล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมธนาคารโลกและกองทุนระหว่างประเทศ ( IMF) เมื่อสามเดือนก่อน อะไรต่อมิอะไรในเอเชียยังดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออก....
ในครั้งนั้น ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกยังสงบสุขทั้งในและนอกประเทศ แม้กระทั่งในกัมพูชาก็ยังไม่มีจลาจลอันใดบังเกิดขึ้น แน่นอนว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือกำลังเติบโตและจะค่อยๆ กลายมาเป็นพลังที่สำคัญทางเศรษฐกิจสำหรับภูมิภาคอื่นๆ ในโลก
ใครๆ ก็พูดกันถึงเสือเศรษฐกิจเอเชียและปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออก เราชาวเอเชียรู้สึกภาคภูมิใจกับคำเยินยอนั้นทีเดียว เราเข้าใจว่าพวกเขาชื่มชมของแข็งแกร่งและฝีมือของพวกเรา
เราลืมสิ่งที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เคยประสบไปเสียสนิท เมื่อครั้งที่สองประเทศนี้ดูเหมือนจะไล่ตามประเทศที่พัฒนาแล้วทัน เหตุการณ์มากมายก็เริ่มเกิดขึ้น ค่าเงินเยนพุ่งสูงขึ้นเพียงเพื่อลดการแข่งขันจากสินค้าญี่ปุ่น ในขณะที่เกาหลีใต้ถูกกำหนดประเภทให้เป็นกลุ่มประเทศนิกส์ ( NIC - Newly Industrializing Countries) ซึ่งจะต้องระงับอัตราการเจริญเติบโตไว้ก่อน
เรายังลืมแม้กระทั่งบทเรียนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเม็กซิโก ซึ่งระบบเศรษฐกิจล้มครืนทันทีที่ทุนต่างชาติถูกถอนออกไป เม็กซิโกถูกบีบให้กู้ยืมเงิน 20 พันล้านดอลลาร์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและกอบกู้ระบบเศรษฐกิจ แต่มีคนบางพวกกลับทำเงินได้มากมายมหาศาลจากการให้เงินกู้ครั้งนี้
แน่นอนว่าเราชาวมาเลเซียเคยยิ้มเยาะกับคำทำนายที่ว่าประเทศของเราจะต้องประสบชะตากรรมเดียวกับเม็กซิโก เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อเศรษฐกิจประเทศของเราราบรื่นและมั่นคง ปราศจากหนี้ต่างชาติ อัตราการเติบโตสูง อัตราเงินเฟ้อต่ำ มีเสถียรภาพทางการเมือง สังคมก็รักใคร่ปรองดองกันดี เราได้พยายามทดลอง และลงมือดำเนินการแผนพัฒนาประเทศต่อเนื่องตลอด 30 ปีแล้วเสียด้วยซ้ำ
เราปฏิเสธข่าวลือที่ว่าวันหนึ่งมาเลเซียจะประสบเคราะห์กรรมเช่นเดียวกับเม็กซิโก แม้ว่าหายนะนั้นจะมิได้มาถึงเรา แต่เราก็มิเคยตระหนักว่าเราได้เข้าใกล้วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างจงใจเพียงใด เรายังคงเดินหน้าพัฒนาในส่วนของเราต่อไป นอกจากนี้ เรายังเชื่อสนิทใจว่าชะตากรรมของเม็กซิโก เกาหลี และญี่ปุ่นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับเรา ....
แต่ตอนนี้ เราได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรมากขึ้น เราเข้าใจแล้วว่าเหตุใดจึงมีผู้ทำนายว่ามาเลเซียจะกลายเป็นเช่นเม็กซิโก เราเข้าใจแล้วว่าเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ก็สามารถถูกนักปั่นเงินผู้ทรงอิทธิพลบีบบังคับและชี้ชะตาเป็นตายเช่นเดียวกับเม็กซิโก
ข้าพเจ้ามิได้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อยเมื่อข้าพเจ้าตกปากรับคำจะมาพูด ณ ที่ประชุมแห่งนี้ ในตอนนั้น ข้าพเจ้ายังหมายจะมาพูดเรื่องความมุ่งหวังตั้งใจของชาติเรา พูดเรื่องนโยบายแบ่งปันความมั่งคั่งให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ( Prosper-Thy-Neighbour Policies) เรื่องกลยุทธ์สู่ชัยชนะ และเรื่องโอกาสที่หลากหลายในภูมิภาคเอเชียให้ทุกคน ณ ที่แห่งนี้ได้ฟัง
ในกรณีที่บางท่านอาจจะสงสัยว่านโยบายแบ่งปันความมั่งคั่งให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ( Prosper-Thy-Neighbor Policies) คืออะไร ข้าพเจ้าขออธิบายอีกครั้งว่านโยบายนี้คือการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านให้เติบโตมั่งคั่ง ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศของเรามั่งคั่งตามไปด้วย เมื่อประเทศอื่นๆ เจริญแล้ว เสถียรภาพทางสังคมก็จะตามมา และประชาชนในประเทศนั้นๆ ก็จะมิต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาสู่ประเทศของเรา เรายังสามารถขยายตลาดและฐานการลงทุนของเราเข้าไปสู่ประเทศเหล่านั้นได้ ส่งผลกำไรตอบแทนกลับสู่ชาติของเรา และในขณะเดียวกันก็สร้างงานให้กับประชาชนของเขา
ประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนเป็นที่มาของปัญหาใหญ่สำหรับทุกฝ่าย ปัญหาของพวกเขามักจะลามถึงเขตชายแดนของเราและสั่นคลอนสันติภาพและความเจริญของประเทศเรา
เมื่อญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศของเรา เขามิเพียงนำงานและเงินมาให้ แต่ยังช่วยให้เราพัฒนาด้านอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ได้กำไรตอบแทนจากการลงทุนโดยตรง ่ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศเราก็ยังกลายมาเป็นฐานตลาดหลักของญี่ปุ่นอีกด้วย
เห็นได้ชัดว่าญี่ปุ่นร่ำรวยยิ่งขึ้นจากการช่วยนำความเจริญมาสู่เรา นี่เองคือความหมายของนโยบายแบ่งปันความมั่งคั่งให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ( Prosper-Thy-Neighbor Policies) ซึ่งตรงกันข้ามกับนโยบาย "กดขี่เพื่อนบ้าน" ( Beggar-thy-neighbor) ในนโยบายแบ่งปันความมั่งคั่งนั้น ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ในขณะที่แนวคิดแบบ "กดขี่เพื่อนบ้าน" นั้น มีเพียงฝ่ายเดียวที่จะได้ประโยชน์
แม้ว่ามาเลเซียจะเป็นเพียงประเทศกำลังพัฒนา แต่เราก็ได้ปันงบจำนวนมากช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ข้าพเจ้าจะไม่สาธยายว่าประเทศของเราได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง แต่ยืนยันได้ว่าเราช่วยเหลือเพื่อนบ้านของเราจริงๆ ตามนโยบาย "แบ่งปันความมั่งคั่ง" ที่เรายึดถือ
โดยสรุปแล้ว แนวคิดแบบเดิมๆ ก็เหมือนเกมที่ผลบวกเป็นศูนย์ หากท่านได้ ก็ต้องมีผู้เสีย ท่านร่ำรวยมั่งคั่งจากการทำนาบนหลังผู้อื่น
มาเลเซียเจริญขึ้นมาได้ก็เพราะเราเปิดใจกว้าง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ดูจะหวาดระแวงต่างชาติและชาตินิยมจนเกินเหตุ พวกเขาปรารถนาจะกันเศรษฐกิจไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศตนเองเท่านั้น แต่สำหรับพวกเราชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลัทธิชาตินิยมสุดโต่งได้แปรเปลี่ยนมาเป็นเศรษฐกิจที่เปิดกว้างอย่างรวดเร็ว
ประเทศในกลุ่มอาเซียนและเอเชียตะวันออกล้วนยึดถือปรัชญา"แบ่งปันความมั่งคั่งให้เพื่อนบ้าน" และได้กระจายแนวความคิดนี้ไปสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียใต้และแอฟริกา ท่านๆ ลองจินตนาการดูสิว่าโลกจะสวยงามเพียงใด หากเราทุกฝ่ายช่วยเหลือส่งเสริมกันและกันให้เจริญรุ่งเรือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินความสามารถเลยแม้แต่น้อย
แต่ดูเหมือนว่าสัญชาตญาณแบบ "กดขี่เพื่อนบ้าน" นั้นยังคงฝังลึกอยู่และเป็นหลักปฏิบัติของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ร่ำรวยมหาศาล สำหรับคนกลุ่มนี้ ความมั่งคั่งจะต้องมาจากการกดขี่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เอาของผู้อื่นมาเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตนเอง อาวุธของคนกลุ่มนี้ก็คือความร่ำรวย...
เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกบากบั่นมานะเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1957 ประชาชน 5 ล้านคนมีรายได้ต่อหัวเพียง 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตลอดระยะเวลา 40 ปีหลังจากนั้น หยาดเหงื่อแรงงานของเราได้ทุ่มเทไปเพื่อพัฒนาประเทศมาโดยตลอด จนกระทั่ง ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1997 ประชาชน 20 ล้านคนของเรามีรายได้ต่อหัวเกือบ 5000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่หลังจากเดือนมิถุนา ทุกท่านคงทราบว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
เราได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามความปรารถนาของกลุ่มคนที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลมาตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้เปิดตลาดของเราให้กว้างขึ้น ซึ่งรวมไปถึงตลาดหุ้นและเงินทุนด้วย ตรงกันข้าม บริษัทต่างชาติส่วนใหญ่ที่ทำการอยู่ในประเทศของเรากลับไม่ยินยอมให้คนในประเทศได้มีส่วนร่วม พวกเขาไม่เปิดกว้าง แต่เราก็มิเคยปริปากบ่น ผลกำไรจากบริษัทต่างชาติเหล่านี้ตรงกลับไปที่ผู้ถือหุ้นในมาตุภูมิของพวกเขา โดยรวมแล้ว พวกเขามิต้องจ่ายภาษีเสียด้วยซ้ำ
พวกเขาบอกว่าเราจำต้องยอมให้มีการค้าเงินตราของประเทศมาเลเซียนอกประเทศ พวกเขาบอกว่าเราต้องอนุมัติการค้าระยะสั้น บอกแม้กระทั่งว่าเราจำต้องออกกฎหมายรับรองการค้าขายแลกเปลี่ยนหุ้นกู้ยืม เราต้องยอมให้มีการสังเกตการณ์ เราได้ดำเนินการตามที่พวกเขาบอกทุกอย่าง แต่พวกเขาก็ยังบอกว่าสิ่งที่เราได้กระทำลงไปแล้วนั้นยังไม่เพียงพอ พวกเขาบอกให้เราชะลอการพัฒนาประเทศ บอกเราว่าการพัฒนาในระดับนี้ไม่ยั่งยืนและจะส่งผลเสียต่อเรา พวกเขาห้ามเราเข้าร่วมโครงการ "ยักษ์" ใดๆ นอกเสียจากว่าโครงการนั้น จะนำมาซึ่งตึกระฟ้า สิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ ( infrastructure) ที่พวกเขาบอกว่าจำเป็นสำหรับก้าวต่อไปของเรา พวกเขาบอกว่าเราไม่สามารถเติบใหญ่ต่อไปได้หากขาดโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เมื่อพิจารณาดูจริงๆ แล้ว ข้ออ้างของพวกเขาก็สับสนในตัวเองอยู่ในที
แต่มาเลเซียและเพื่อนบ้านอื่นๆ ในเอเชียอาคเนย์ก็ยังเจริญเติบโตต่อไป เรากลายเป็นพวกเศรษฐีใหม่ที่จองหอง อวดดี ไม่ร่วมมือ และหวังสูงเกินกว่าจะเป็นเพียงประเทศที่พัฒนาแล้ว เราอวดดีกระทั่งหวังจะเป็นผู้เขย่าโลก
ข้าพเจ้ามิอาจทราบได้ว่าคนธรรมดาทั่วไปคิดเห็นอย่างไร แต่มีคนบางกลุ่มซึ่งมีสื่อและเงินก้อนโตอยู่ในกำมือดูเหมือนจะต้องการเห็นประเทศเอเชียอาคเนย์เหล่านี้ โดยเฉพาะมาเลเซียหยุดวัดรอยเท้าประเทศที่เหนือกว่าและสำเหนียกถึงสถานะของตนเองเสียที ถ้าพวกเขามิลงมือดำเนินการใดๆ ในที่สุดพวกเขาก็จะต้องโดนบีบบังคับให้ลงมืออยู่ดี คนกลุ่มนี้จึงมีทั้งวิธีการและเงินจำนวนมหาศาลที่จะสั่งสอนสิ่งที่พวกเขาต้องการให้พวกเศรษฐีใหม่เหล่านี้หลาบจำเสียที
จริงอยู่ที่อาจจะไม่มีการสมรู้ร่วมคิดกันดังที่ข้าพเจ้ากล่าวมา แต่ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าทั้งพวกสื่อ และพวกจัดการเงินทุนต่างมีแผนของตนเองที่มุ่งมั่นจะดำเนินการให้สำเร็จ
เรายินดีต้อนรับการลงทุนรวมทั้งการสังเกตการณ์จากต่างชาติเสมอมา พวกเขาสามารถเข้ามาซื้อขายหุ้นได้ตามใจปรารถนา แต่เมื่อนายทุนใหญ่เริ่มใช้อำนาจทางการเงินของพวกเขาปั่นหุ้นของเราอย่างเจตนา และกอบโกยกำไรมหาศาลจากการปั่นหุ้นเช่นนี้ เราจึงมิอาจทนต้อนรับพวกเขาได้อีก ที่สำคัญ กำไรของพวกเขาส่งผลให้เราขาดทุนมหาศาลในเกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ฝ่ายหนึ่งเสียแบบเดิมๆ นี้
การค้าระหว่างประเทศทำให้การแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างๆ เป็นเรื่องจำเป็น มิอย่างนั้น เราคงต้องกลับไปสู่ยุคหมูไปไก่มาอีก เราพอยอมรับการซื้อขายเงินตราเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าได้ แต่จากจุดนี้ก็ทำให้เกิดการค้าเงินขึ้นมาเป็นธุรกิจหลัก
มีผู้กล่าวว่าการค้าเงินตราต่างประเทศโดยตรงนี้มีมูลค่ามากกว่าการค้าสินค้าและบริการจริงๆ ถึง 20 เท่า การค้าขนาดยักษ์นี้มิได้ให้ผลประโยชน์ใดๆ ที่เป็นรูปธรรมให้โลกเลย นอกเหนือจากผลกำไรขาดทุนของนักลงทุนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น การค้าชนิดนี้ไม่สร้างงาน ไม่สร้างสินค้าหรือบริการอะไรเลยที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป ระบบการค้าทั้งระบบมีเงื่อนงำเพราะเงินจำนวนมหาศาลถูกโอนย้ายไปมาระหว่างธนาคาร แต่เงินที่ว่านี้มิใช่เงินจริง หากแต่เป็นเพียงตัวเลขในธนาคาร เงินหนึ่งพันล้านริงกิตมาเลเซียจะต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่หนึ่งคันในการขนย้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
นักธุรกิจเหล่านี้ได้เงินเป็นพันๆ ล้านในการซื้อขายทุกครั้ง แต่เมื่อเงินฝากในธนาคารของพวกเขามีจำนวนมหาศาล พวกเขาจึงสามารถควบคุมค่าเงินสกุลต่างๆ ได้เพียงลงทุนหรือถอนทุน ตลาดเงินตราระหว่างเทศจึงกลายเป็นเพียง "หมูในอวย" ของคนกลุ่มนี้ พวกเขาสามารถทำกำไรได้เสมอ ไม่ว่าดัชนีจะชี้ไปในทิศทางใด
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่กำไรของพวกเขาทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ซึ่งรวมไปถึงผู้ยากไร้ในประเทศด้อยพัฒนา ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายมาเป็นเหยื่อรายล่าสุดของพวกเขาเพียงเพราะเรามีเงิน แต่ยังไม่มากพอที่จะปกป้องตนเอง
ในกรณีของมาเลเซีย เงินริงกิตลดค่าลง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่า เราทุกคนรวมทั้งรัฐบาลสูญเสียกำลังซื้อไป 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าเราจะมีเงินเท่าใดก็ตาม ในตอนนี้ ประเทศมาเลเซียมีจำนวนคนจนเพิ่มมากขึ้น ส่วนคนที่ยากจนอยู่แล้วก็ยิ่งขัดสนยิ่งขึ้น คนรวยก็จนลงเช่นเดียวกัน แต่แน่นอนว่าเราจะไม่เสียเวลาสงสารกลุ่มคนรวยนี้
แต่นักค้าเงินกลับร่ำรวยมากขึ้นเรื่อยๆ จากการทำให้ผู้อื่นยากจนลง คนเหล่านี้ก็คือพวกอภิมหาเศรษฐีที่มิจำเป็นจะต้องมีเงินเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด ......เราได้ยินมาว่าพวกเขายังได้กำไรตอบแทนถึง 35 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ยังบอกเราอีกว่าเราไร้เดียงสาเหลือเกินที่ไม่เข้าใจระบบกลไลของตลาดการเงินระหว่างประเทศ ( international financial market) พวกเขาบอกว่าเราต้องยอมยากจนลง เพราะนั่นเป็นวิถีของตลาดเงินระหว่างประเทศ เห็นได้ชัดว่าเรายังไม่ฉลาดพอที่จะยอมถูกเอารัดเอาเปรียบ เพื่อส่งเสริมให้นักปั่นเงินเหล่านั้นร่ำรวยยิ่งขึ้น
ต่างชาติยังเตือนเราต่อไปอีกว่าคนเหล่านี้มีอิทธิพลมาก เราไม่ควรจะโวยวายทำเรื่องทำราวให้ใหญ่โต เพราะพวกเขาอาจจะขุ่นเคืองรำคาญเอาได้ และเมื่อนั้นพวกทรงอิทธิพลเหล่านี้ก็อาจทำลายเราจนย่อยยับ เราจะต้องยอมรับว่าคนกลุ่มนี้จะอยู่กับเราตลอดไป โดยที่เราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ พวกเขาจะคอยอยู่ชี้ชะตาว่าเราควรจะประสบความสำเร็จหรือไม่
กาลครั้งหนึ่ง สหรัฐอเมริกาเคยปล่อยให้มีการค้าผูกขาด ( monopoly) ต่อมา ร็อกกีเฟลเลอร์ก็ก้าวขึ้นมากุมอุตสาหกรรมน้ำมันทั้งระบบในอเมริกาไว้ในกำมือ ขจัดผู้ประกอบการรายย่อยออกไปจนหมดและกดดันผู้บริโภค รัฐบาลอเมริกันในขณะนั้นจึงมองเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องถูกต้องและออกกฎหมายแอนตี้ทรัสต์ ( anti-trust) เพื่อป้องกันมิให้การค้าผูกขาดเกิดขึ้นอีก
หลายสิบปีก่อน มีผู้ประกอบการหัวใสบางรายเข้าซื้อกิจการของบริษัทหนึ่งๆ หลังจากนั้นก็แยกทรัพย์ของบริษัทนั้นออกมาจนหมด เปลือกนอกของบริษัทที่คนกลุ่มนี้ทิ้งเอาไว้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนใดๆ ให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยรายอื่นได้อีก ประชาชนนับพันต้องสูญเสียเงินจำนวนมากไป
รัฐบาลจึงต้องก้าวเข้ามาอีกครั้งหนึ่งและร้องให้ผู้ใดก็ตามที่ถือกรรมสิทธิ์หุ้นเป็นจำนวนมากกว่าอัตราที่กำ s นดไว้ต้องยื่นข้อเสนอให้กับผู้ถือหุ้นที่เหลือ ด้วยวิธีการนี้ ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถขายหุ้นคืนได้ในราคาที่ได้เสนอไว้ก่อน โดยมิต้องระแวงว่ากำลังถือหุ้นอยู่ในบริษัทที่ไร้ประโยชน์อีกต่อไป
ผู้ใดก็ตามที่ซื้อหุ้นมากกว่าร้อยละ 5 จะต้องประกาศตน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประเภทอื่นๆ
เมื่อคนในบริษัทใช้ข้อมูลภายในมาช่วยตัดสินใจซื้อขายหุ้น เราก็ถือว่าเป็นการเอารัดเอาเปรียบและออกกฎหมายป้องกันเช่นเดียวกัน
ข้าพเจ้ายกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าสังคมจะต้องได้รับการปกป้องจากกลุ่มคนที่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์โดยปราศจากคุณธรรม ข้าพเจ้ารู้ดีว่าตนกำลังเสี่ยงที่จะต้องเสนอว่า การค้าเงินตราต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องไม่จำเป็น ไม่ก่อให้เกิดผล และผิดศีลธรรม เราควรหยุดยั้งการค้าเงินนี้และทำให้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย เราไม่ต้องการการค้าเงินตรา เราจำเป็นต้องซื้อเงินสกุลต่างๆ ก็ต่อเมื่อเราต้องการซื้อสินค้าจริงๆ เท่านั้น หรือไม่อย่างนั้น เราก็ไม่ควรซื้อขายเงินอย่างที่เราซื้อขายสินค้าชนิดอื่นๆ
เรามิสามารถย้อนกลับไปสู่ Bretton Woods และอัตราแลกเปลี่ยนที่ตายตัวได้ เรายอมรับตรงๆ ว่าอัตราตายตัวก็มิได้ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเช่นเดียวกัน ข้อเสียของระบบอัตราตายตัวนี้ก็คือมันมิได้สะท้อนความเป็นไปทางเศรษฐกิจของชาตินั้นๆ เลย รัฐมีอำนาจเพิ่มหรือลดค่าเงินสกุลของตนได้ตามต้องการ ......
ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่มีผู้ใดต้องการกลับไปสู่ระบบอัตราเงินตายตัวอีก ....ความผันผวนในระดับหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่พอรับได้ แต่โลกการเงินที่หาความแน่นอนไม่ได้เลยนั้นต่างหากที่ส่งผลเสียต่อทุกคน ยกเว้นกลุ่มคนที่จงใจก่อความไม่แน่นอนนั้นขึ้นเอง คนกลุ่มนี้รู้ตัวแน่นอนว่ากำลังทำอะไรอยู่ และใช้ความรู้นี้เป็นข้อได้เปรียบของตน ไม่มีความไม่แน่นอนใดๆ สำหรับพวกเขา
การค้าจะเติบโตได้ต่อต่อเมื่อค่าเงินสกุลหนึ่งๆ เกี่ยวโยงกับสมรรถภาพทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นโดยเฉพาะเท่านั้น เรามีดัชนีเพียงพอที่จะชี้ค่าของเงินสกุลหนึ่งๆ และอัตราการแลกเปลี่ยน ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังดำเนินไปด้วยดีที่อัตราแลกเปลี่ยนระดับหนึ่งๆ ควรจะมีโอกาสได้รักษาระดับอีตรานั้นต่อไป ส่วนประเทศที่เศรษฐกิจไม่ดี การลดค่าเงินอาจช่วยให้สินค้าจากประเทศนั้นๆ มีราคาต่ำลงและมีโอกาสแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น หากประเทศใดประเทศหนึ่งส่งสินค้าเข้าแข่งขันในตลาดมากเกินไป เราก็สามารถอนุมานได้ว่าค่าเงินของประเทศนั้นๆ ต่ำเกินไปเช่นกัน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลากหลายนี้ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปได้หลายระดับ นักธุรกิจจึงสามารถเสี่ยงและแลกเปลี่ยนเงินตราเพื่อจ่ายหนึ้ได้
โดยวิธีการนี้ อัตราแลกเปลี่ยนจะไม่ตายตัวคงที่ แต่ผันแปรขึ้นลงได้ในขอบเขตที่ไม่กว้างจนเกินไป นักธุรกิจทั่วไปอาจจะต้องเสี่ยงกับความผกผันของค่าเงิน แต่ความผกผันที่ว่านี้ยังไม่รุนแรงขนาดที่นำมาซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินแก่ประเทศที่เกี่ยวข้องนั้นๆ การค้าจะเติบโตไม่ชะงัก และนำผลประโยชน์มาสู่ทุกๆ ฝ่าย ในสถานการณ์นี้ ทุกฝ่ายมีแต่ได้ ไม่มีเสีย
ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตเพราะพวกเขาสามารถบริหารเศรษฐกิจของตนได้ดีกว่าประเทศกำลังพัฒนาทั่วไป ความเจริญรุ่งเรืองของพวกเขาก็ได้ช่วยให้เหล่าประเทศคู่ค้ามั่งคั่งตามไปด้วย จริงๆ แล้ว กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ มาตลอดโดยการเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้น
ในมาเลเซีย เราเชื่อมาโดยตลอดว่าเราสามารถโน้มน้าวประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยเฉพาะอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ที่ต้องการเป็นอิสระให้เห็นถึงผลประโยชน์ของเศรษฐกิจแบบการตลาดได้ดีกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้หันไปมองประเทศยุโรปหรืออเมริกาเหนือ พวกเขาย่อมรู้สึกว่าตนไม่มีความสามารถพอจะจัดการบริหารตลาดเสรีได้ ยุโรปใช้เวลากว่าสองร้อยปีกว่าจะได้ประสบความสำเร็จอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ความยุ่งยากซับซ้อน และระยะเวลาที่ต้องใช้มักทำให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้รู้สึกท้อ เพราะระบบสังคมนิยมที่วางแผนดำเนินการจากส่วนกลางที่ใช้กันมาตลอดนั้นดูง่ายกว่ามาก แต่พวกเราทราบกันดีว่าระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์นั้นล้มเหลว เศรษฐกิจไร้สมรรถภาพ อดีตประเทศคอมมิวนิสต์เหล่านี้จำเป็นต้องรับระบบตลาดเสรีอย่างน้อยบางส่วนไปใช้
เมื่อพวกเขาเห็นว่าประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของสหราชอาณาจักรและมีสถานะไม่ต่างอะไรไปจากพวกเขาเลยเมื่อ 40 ปีก่อนได้ประสบความสำเร็จในการจัดการเศรษฐกิจแบบการตลาดเสรี พวกเขาย่อมรู้สึกมั่นใจว่าตนก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นตัวอย่างทางเศรษฐกิจที่เย้ายวนน่าเชื่อถือไม่แพ้กัน หลายๆ ประเทศล้วนเต็มใจจะเปิดเผยเคล็ดลับ และแม้กระทั่งช่วยฝึกบุคลาการจากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ในเรื่องเศรษฐกิจและการจัดการเสียด้วยซ้ำ
เราอาจจะไม่ได้ใช้จ่ายเงินมากเท่ากับกลุ่มประเทศร่ำรวยที่ให้ทุนกู้ยืมหรือเงินช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้โดยตรง แต่เราเชื่อว่าเราสามารถช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง แอฟริกา และแปซิฟิกใต้ เปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจศูนย์กลางสู่ระบบตลาดเสรีได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังได้เรียนรู้ถึงหลักการบริหารและกลยุทธ์พัฒนาต่างๆ โดยสังเกตกันและกันเอง เราก็รับมาเพียงแต่วิธีการที่ใช้ได้ การที่พวกเราเจริญเติบโตมาด้วยกันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด เพราะเราเป็นตัวอย่างให้กันและกัน
หากมีโอกาส ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจกลายมาเป็นตัวอย่างด้านระบบและยุทธศาสตร์สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอีกมากในเอเชียและส่วนอื่นๆ ของโลกได้
อะไรจะเกิดขึ้นหากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้เปลี่ยนสถานะเป็นประเทศที่เจริญสมบูรณ์ ? หากโลกนิ้ยังยึดถือกฎแบบฝ่ายหนึ่งได้ฝ่ายหนึ่งเสียแบบเดิมๆ เราก็อนุมานได้ว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบันจะค่อยๆ ยากจนลง อ่อนแอลง และในที่สุดก็จะตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศคลื่นลูกใหม่ที่กำลังรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ควรจะขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศอื่นๆ คอยข่มเหงระรานเสถียรภาพของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือไปไม่จบสิ้น และบ่อนทำลายประเทศแถบอินเดียซึ่งมีแนวโน้มจะเติบโต ประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้จะไม่มีวันยอมให้ประชาชน 1.2 พันล้านคนของเอเชียใต้ รวมทั้งอีกกว่า 2 พันล้านคนในเอเชียตะวันออกที่กำลังร่ำรวยขึ้นได้ลืมตาอ้าปาก
To the yellow peril of yesteryear will be added the brown peril. ชาวยุโรปจะถูกครอบงำ ประวัติศาสตร์ยุคเจงกีสข่านจะซ้ำรอยครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่เกมได้เสียแบบเดิมๆ เป็นเพียงประดิษฐกรรมของคนที่มองโลกในแง่ร้าย คนที่มีอคติเรื่องชาติพันธุ์ และการปะทะกันระหว่างอารยธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับทัศนคติและการกระทำของเราในปัจจุบันมากกว่า เมื่อญี่ปุ่นถูกกีดกันด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ญี่ปุ่นเปิดสงครามแปซิฟิก
แต่สมมุติว่าเรายึดถือนโยบายแบ่งปันซึ่งกันและกัน สมมุติว่าเราเห็นความรุ่งเรืองของผู้อื่นเป็นโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง เราจะไม่ต้องกลัวเลยว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ จะร่ำรวยและก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมากขึ้นเพียงใด
ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนด้านการผลิตในประเทศของเรานั้น เราทั้งร่ำรวยขึ้นและยังกลายมาเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสินค้าจากญี่ปุ่น ทุกวันนี้ ญี่ปุ่นได้ดุลการค้าของเราไปมาก และแน่นอนว่าญี่ปุ่นก็ยังได้กำไรมหาศาลจากการลงทุนในมาเลเซียโดยตรง
การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติช่วยให้รายได้ต่อหัวของชาวมาเลเซียเพิ่มขึ้นถึง 1000 เปอร์เซ็นต์ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถผลิตสินค้าของเราเองและส่งออกสู่ตลาดโลก
เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เกมได้เสียแบบเดิมๆ นี่คือสูตรที่ทุกฝ่ายมีแต่ได้ ญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ได้กำไรจากการช่วยเหลือเรา พวกเขามิต้องเสียอะไรเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกก็ยังได้ประโยชน์ เพราะเราช่วยลดต้นทุนสินค้าพอที่คนยากจนทุกแห่งจะซื้อหาได้ และแน่นอนว่าเรามิใช่ตลาดของญี่ปุ่นเท่านั้น เมื่อเราร่ำรวยขึ้นและมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น เราก็กลายมาเป็นตลาดของสินค้าทุกประเภทจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ พูดง่ายๆ ก็คือความมั่งคั่งของมาเลเซียมีส่วนช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้วร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นเช่นเดียวกัน เราได้ช่วยสร้างความร่ำรวยให้กับประเทศมากมาย รวมทั้งประเทศทางเหนืออื่นๆ ที่ร่ำรวยอยู่แล้ว เรามีตัวเลขสถิติทางการค้าเป็นพยาน
แต่ยังมีประเทศกำลังพัฒนาอีกมากมายที่ยังยากจนอยู่ กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่สามารถทำประโยชน์ใดๆ ให้ชาติที่ร่ำรวยแล้วได้เลย แต่กลับต้องการความช่วยเหลือด้านการเงินอย่างต่อเนื่อง ประเทศเหล่านี้ขาดเสถียรภาพ มีสงครามกลางเมือง ทุพภิกขภัย และหายนะต่างๆ เกิดขึ้นตลาดเวลา นักท่องเที่ยวต้องเสี่ยงต่อการถูกปล้นฆ่า ประเทศเหล่านี้ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพียงเพื่อรักษาความสงบ
ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่เจริญแล้วมักมีสันติภาพภายในและไม่เป็นภาระแก่ประเทศอื่นๆ ในโลก นโยบายที่มุ่งแบ่งปันความเจริญย่อมให้ประโยชน์มากกว่านโยบายกดขี่แบบเดิมๆ
ดังนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงไม่จำเป็นจะต้องกลัวว่าประเทศกำลังพัฒนาจะร่ำรวยขึ้นมาไล่หลังเลยแม้แต่น้อย การตีกรอบ หรือขัดขวาง มิให้ประเทศเหล่านี้มีความสัมพันธ์ต่อกันเอง หรือต่อประเทศที่ร่ำรวยกว่าจึงเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี เพราะประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ต่างก็มัวแต่ยุ่งกับการแข่งขันกันเอง จนไม่มีเวลาสมรู้ร่วมคิดกันต่อสู้ประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นแน่ เอเชียนั้นประกอบขึ้นจากขาติพันธุ์ที่หลากหลายยิ่งกว่ายุโรปเสียอีก พวกเขาเหล่านี้ไม่สามารถทำงานด้วยกันได้อย่างราบรื่นตลอดไปแน่นอน การปะทะกันระหว่างอารยธรรมสองฟากย่อมไม่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี โลกคงไม่มีวันสงบสุขสมบูรณ์อย่างแน่นอน สงครามเล็กๆ ยังจะมีอยู่ต่อไป อาวุธยังคงผลิตและขายได้เป็นกำไรมหาศาล แต่โดยรวมแล้ว โลกที่เจริญขึ้นโดยถ้วนทั่วกันย่อมดีกว่าโลกที่แบ่งแยกออกเป็นประเทศมหาเศรษฐีและประเทศที่ยากจนมาก
แม้ว่าเราจะรู้สึกขมขื่นใจที่ประเทศตะวันตกพยายามจะผลักเรากลับไปที่จุดเดิมเมื่อสิบปีก่อน โดยการลดค่าเงินของเรา ทำลายตลาดหุ้นของเรา พวกเราชาวเอเชียก็ยังต้อนรับการลงทุนจากยุโรปและอเมริกา แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายคุยกันถึงแผนขับไล่นายทุนต่างชาติ (ซึ่งหมายความถึงนายทุนตะวันตก) ออกไปจากประเทศก็ตาม อย่างไรก็ดี พวกท่านต้องเข้าใจว่าในขณะนี้เราชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้สึกหวาดระแวงนายทุนต่างชาติเป็นอันมาก พวกเราเชื่อว่าพวกเขาช่วยให้เราเจริญขึ้น พวกเราได้ออกงานโร้ดโชว์เพื่อเชิญชวนให้พวกเขาเข้ามาลงทุนในประเทศของเรา พวกเราจะยังคงปฏิบัติเช่นนั้นต่อไป แต่เราคงระวังตัวมากขึ้น พวกเราเชื่อว่ายังมีนักลงทุนที่ซื่อตรงจริงใจอยู่ แต่ก็มีบางพวกที่ชอบสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเช่นเดียวกัน
เรายังเชื่อว่าการสร้างความเจริญให้เอเชียจะแผ่ขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ สื่อและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินทั้งหลายอาจจะรู้ดีว่าประเทศหนึ่งๆ ควรวางตัวอย่างไร แต่หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา พวกเขาก็มิต้องรับผิดชอบใดๆ เลย แต่เราเจ้าของประเทศต้องเป็นผู้รับผิดชอบและพวกเราก็ขอยืนยันว่าเรารู้วิธีพัฒนาประเทศของเรา มาเลเซียกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศที่เรียกกันว่า "เสือเศรษฐกิจ" ได้ด้วยวิธีของเราเอง มิใช่จากคำแนะนำจากพวกสื่อและพ่อมดการเงินจากต่างชาติเลยแม้แต่น้อย จริงๆ แล้ว วิธีการของพวกเราตรงกันข้ามกับคำแนะนำของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ เราคิดว่าสูตรเดียวกันนี้สามารถประยุกต์ใช้พัฒนาประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน
เราเป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีสินค้าหลักเพียงสองชนิด เราตัดสินใจปฏิวัติอุตสากรรมทั้งที่เราไม่มีความรู้ใดๆ ในเรื่องอุตสาหกรรมการผลิตเลยแม้แต่น้อย แต่เราก็ทำได้ มีคนเคยบอกเราว่าปฏิบัติการณ์แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจที่เด็ดขาดนั้นไม่ยุติธรรมและจะไม่ได้ผล แต่นโยบายเศรษฐกิจใหม่ของเรานั้น ( New Economic Policy) ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างสังคมที่เท่าเทียมมากขึ้น โดยปราศจากการปะทะกันระหว่างเชื้อชาติ มีคนเคยบอกเราอีกว่าชนกลุ่มใหญ่ในมาเลเซียจะกดขี่ชนกลุ่มน้อย แต่ชาวมาเลย์ ชาวจีน ชาวอินเดียน , Ibans, Kadazan และชนอีกกว่า 30 เผ่าก็กลับทำงานร่วมกันอย่างสามัคคีปรองดอง
มีคนบอกเราว่าประเทศที่กำลังพัฒนาไม่ควรหวังสูงขนาดจะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เราก็ทำและประสบความสำเร็จ
การขายหุ้นให้แก่ภาคเอกชน ( privatization) ยังเป็นเรื่องใหม่ เมื่อเราเปิดตัวแผนนี้ ในปี ค.ศ. 1982 ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศล้มเหลวในการโอนอำนาจให้แก่ภาคเอกชน แต่เราขายหุ้นบริษัท department function ของรัฐไปมากกว่า 400 แห่งได้สำเร็จแล้ว และยังคงจะทำต่อไป
แม้บรรษัทญี่ปุ่นจะล้มเหลว แต่เราก็ยังตั้งบรรษัทมาเลเซียขึ้นเป็นคติของเรา และนี่ช่วยให้ประเทศของเราเจริญเติบโตได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่นๆ
ข้าพเจ้าจะคงไม่สาธยายว่าเรื่องที่เราปฏิเสธแนวความคิดเดิมๆ ซึ่งรวมทั้งการเพิ่มดอกเบี้ยเพื่อปกป้องค่าเงินริงกิต พวกท่านคงรู้กันว่าเราเดินไปอีกทางหนึ่ง
อีกสิ่งหนึ่งเรากำลังสร้างสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียขึ้นที่กัวลาร์ลัมเปอร์เพราะความจำเป็น สนามบินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้สร้างขึ้นเมื่อ 13 ปีที่แล้วสำหรับผู้โดยสาร 4 แสนคน แต่ทุกวันนี้ สนามบินนี้ต้องรองรับผู้โดยสาร 16 ล้านคนและไม่มีที่ทางพอจะสามารถขยายได้
รัฐบาลทั่วโลกล้วนประสบปัญหาในการหาสถานที่สร้างสนามบินใหม่ เป็นเรื่องโง่เง่าหากจะสร้างสนามบินใหม่เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มเพียง 1 ล้านคน เพราะเราก็ไม่สามารถหาที่ใหม่ได้เมื่อเราจำเป็นต้องมีสนามบินที่ใหญ่ขึ้น ถ้าท่านจะสร้างสนามบินใหม่ จงสร้างให้ใหญ่พอสำหรับ 100 ปีข้างหน้า หรืออย่างน้อยที่สุดก็สำหรับอีก 30 ปี แต่ต่างชาติก็บอกว่าเราไม่ควรสร้างสนามบินขนาดยักษ์ เพราะอะไรงั้นหรือ ? เพราะท่านคิดว่าการสร้างสนามบินขนาดนั้นจะทำลายระบบเศรษฐกิจที่ท่านได้มาลงทุนเอาไว้ ท่านไม่ต้องการให้เศรษฐกิจของเราล้มเหลวเพราะท่านกลัวขาดทุน แต่กรุณาเชื่อใจเราบ้าง เพราะเรารู้ว่าเราควรบริหารประเทศของเราอย่างไร
เราชอบคิดการใหญ่ เราคิดแม้กระทั่งว่าจะขยายความมั่งคั่งสู่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ อย่างไร เราเสนอโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขง ( Mekong Valley ) โดยเริ่มจากการสร้างทางรถไฟจากสิงคโปร์ถึงคุนหมิง เพราะเรารู้ว่าการคมนาคมจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงการพัมนาลุ่มน้ำโขงนี้เป็นโครงการใหญ่ เพราะโครงการเล็กๆ นั้นให้ผลน้อยมากต่อระบบเศรษฐกิจ
เราปรารถนาจะเชื่อมทางรถไฟของเรากับจีน เอเชียกลาง และเชื่อมต่อไปยังยุโรป เอเชียกลางนั้นไม่มีทางออกสู่ทะเล และไม่สามารถพัฒนาได้เพราะเหตุนี้ เราได้สร้าง VLCC เพื่อขนส่งน้ำมัน และตู้บรรทุกสินค้าสำหรับประเทศตนเองมาแล้ว เหตุใดเราจะสร้างรางรถไฟกว้างๆ และรถไฟความยาวสองกิโลเมตรเพื่อขนส่งสินค้าเข้าออกรัฐต่างๆ ในเอเชียกลางไม่ได้ ? หากเราทำเช่นนั้นได้ ประเทศในเอเชียกลางก็จะเจริญ และกลายมาเป็นตลาดที่สำคัญของโลกอีกแห่งหนึ่ง
เรายังมีแผนการใหญ่ๆ อีกมากเพื่อกระจายความมั่งคั่งสู่เพื่อนบ้านของเรา และประเทศอื่นๆ ในโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศที่พัฒนาแล้ว
แต่พวกท่านคงไม่อนุญาตให้เราได้ดำเนินการสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกท่านไม่ชอบให้เราคิดการใหญ่ เราไม่ควรพยายามหรือแม้แต่พูดว่าเราจะทำตามนโยบายเหล่านี้ ถ้าเราพูดว่าเราจะดำเนินการตามโครงการเหล่านี้เมื่อมีเงินมากเพียงพอ พวกท่านก็จะลดค่าเงินของเรา เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่มีเงินพอจะทำตามแผนที่วางไว้
การกดขี่เพื่อนร่วมโลกเป็นปรัชญาของคนบางกลุ่ม พวกเขาจะไม่มีวันช่วยเหลือใคร ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะขัดขวาง กีดกันและทำลาย
เอเชียยังเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับทุกๆ คน หากเรามีโอกาส เรายังเติบโตได้ เราคงไม่มีวันเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้เช่นญี่ปุ่น แต่เราก็จะไม่ยอมยากจนข้นแค้นเช่นเดียวกัน ถ้าประเทศต่างๆ ในยุโรป และอเมริกาเหนือร่ำรวยมั่งคั่งอย่างพร้อมเพรียงกันได้ เราก็ไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราจะร่ำรวยขึ้นเพียงเล็กน้อยบ้างไม่ได้
เราชาวเอเชียคงไม่ร่วมกันต่อต้านชาวตะวันตก เราไม่ได้มีสายพันธุ์ที่สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นเท่าชาวยุโรป พวกเรามาจากเชื้อชาติ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เรามักจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันอยู่เสมอ บางทีเราก็มัวยุ่งกับการทะเลาะกันเองจนไม่มีเวลาเหลือไปหาเรื่องกับชาวยุโรป
พวกท่านจึงไม่ต้องหวาดระแวงความเจริญมั่งคั่งของชาวเอเชียแต่อย่างใด พวกท่านมีแต่จะได้ผลประโยชน์ เพราะความเจริญของเราไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้ท่านยิ่งร่ำรวยยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่จะขยายไปสู่ส่วนอื่นๆ ของโลก เพราะฉะนั้น จงพิจารณาดูอีกครั้งหนึ่งและฉกฉวยโอกาสในเอเชียนี้ไว้

