เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงาน CSR Asia Summit ประจำปี 2008 ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ณ Asian Institute of Technology (AIT) โดย CSR Asia (http://www.csr-asia.com/) “ธุรกิจเพื่อสังคม” (social enterprise) ซึ่งนำกำไรส่วนหนึ่งจากการทำธุรกิจให้คำปรึกษาด้านซีเอสอาร์ ต่อบริษัทต่างๆ และการจัดอบรมและสัมมนา มาทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่ไม่แสวงหากำไร เช่น ให้คำแนะนำต่อเอ็นจีโอในภูมิภาค ผลิตงานวิจัยและสื่อสิ่งพิมพ์ฟรีสำหรับคนทั่วไป ปัจจุบัน CSR Asia มีสำนักงานในฮ่องกง เสิ่นเจิ้น และสิงคโปร์ เป็นผู้นำด้านการให้บริการข้อมูล การฝึกอบรม การวิจัย และการให้คำปรึกษาด้านซีเอสอาร์ในภูมิภาคเอเชีย
ผู้เขียนขอขอบคุณ ChangeFusion (http://www.changefusion.org/) ธุรกิจเพื่อสังคมของคนไทยรุ่นใหม่ สำหรับคำเชิญให้ผู้เขียนเข้าร่วมสุดยอดงานสัมมนาที่ให้ข้อมูลและข้อคิดดีๆ มากมาย จนอยากนำมาเรียบเรียงและประมวลเป็นข้อสังเกตบางประการ นำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านในวันนี้
ข้อสังเกต 1 : บริษัท เอ็นจีโอและองค์กรอื่นๆ (เช่น หน่วยงานรัฐ) หลายแห่งที่จริงจังกับความรับผิดชอบต่อสังคม เลิกอธิบายแนวคิดและวิธีปฏิบัติในด้านนี้ด้วยคำว่า “ซีเอสอาร์” แล้ว หันมาใช้คำว่า “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” (sustainable development) หรือ “การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน” (sustainable business practices) แทน
ผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยท่านหนึ่งบอกผู้เขียนว่า บริษัทใช้คำว่า “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” แทน “ซีเอสอาร์” มาสักพักใหญ่แล้ว เพราะในเมืองไทยคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด คิดว่า “ซีเอสอาร์” หมายถึงการทำกิจกรรมทางการตลาดเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจในทางที่รับผิดชอบต่อสังคม หรือ in-process CSR ซึ่งย่อมครอบคลุมทุกมิติและทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดพันธกิจของบริษัทไปจนถึงการลงมือปฏิบัติ ติดตามผล ตลอดจนเยียวยาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับความเสียหายจากการ ดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศไทยแต่บริษัท ส่วนใหญ่ยังละเลยที่จะจัดการแก้ไข
ในเมื่อคำว่า “ซีเอสอาร์” สื่อความหมายในเชิง “กิจกรรม” มากกว่า “กระบวนการทำธุรกิจ” ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่บริษัทหลายแห่งหันมาใช้คำว่า “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” แทน เพราะคำหลังสื่อความหมายเชิง “องค์รวม” กว่ากันมาก และที่สำคัญคือ สื่อนัยว่าบริษัทพยายามดำเนินธุรกิจในทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนระดับประเทศ
บริษัทไหนที่ยังเข้าใจว่า “ซีเอสอาร์” เป็นเพียงกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกหรือกลบภาพลักษณ์เชิงลบ และดังนั้นจึงวัด “ประโยชน์” ของซีเอสอาร์อยู่แค่ตัวเลข “มูลค่าพีอาร์” (PR value หมายถึงค่าโฆษณาที่บริษัทต้องจ่าย ถ้าต้องลงโฆษณาในพื้นที่เดียวกันกับที่กิจกรรมซีเอสอาร์ได้รับ การตีพิมพ์ในสื่อ) ที่บริษัทได้รับแต่เพียงอย่างเดียว แสดงว่าบริษัทนั้นยังไม่เข้าใจซีเอสอาร์ที่แท้จริง
ข้อสังเกต 2 : บริษัทที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำด้านซีเอสอาร์ล้วนมองว่าความ รับผิดชอบต่อสังคมไม่ใช่เรื่องของการ “ทำดี” แต่เป็นสิ่งที่ ”ต้องทำ” เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น บริษัทโคคา-โคลา ผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมรายใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศว่า “water stewardship” (การพิทักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ) เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัท ทั้งนี้ เนื่องจากน้ำเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่สำคัญที่สุดของโคคา-โคลา และบริษัทใช้น้ำปริมาณมหาศาลจากแหล่งน้ำทั่วโลก (300,000 ล้านลิตรต่อปี) ถ้าบริษัทนิ่งดูดายกับปัญหาทรัพยากรน้ำร่อยหรอที่กำลังเกิดขึ้นทั่ว โลก (ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อน) ก็แปลว่าในระยะยาวโคคา-โคลาจะไม่สามารถทำธุรกิจเดิมได้เมื่อ ไม่มีน้ำ หรือไม่น้ำก็จะแพงมากจนไม่คุ้มที่จะนำมาผลิตน้ำอัดลมขายอีกต่อ ไป
ด้วยเหตุนี้โคคา-โคลาจึงส่งเสริมและอุดหนุนมาตรการ พิทักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำทั่วโลกในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ไปจนถึงระดับท้องถิ่น ซึ่งหมายรวมถึงมาตรการให้ชุมชนมีบทบาทร่วมในการดูแลรักษาแหล่งน้ำ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี (เพราะถ้า “ชุมชนต้นน้ำ” ในชนบทอยู่ไม่ได้ ในที่สุด “ชุมชนปลายน้ำ” ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือบริษัทก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน) ไม่ใช่เพราะโคคา-โคลาเป็นบริษัทที่อยาก “ทำดี” เพื่อสังคมโดยไม่คิดถึงตัวเอง แต่เป็นเพราะบริษัทตระหนักแล้วว่า ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อความอยู่รอดของ บริษัทในระยะยาว
อันที่จริงหนทางของโคคา-โคลายังอยู่อีก ยาวไกลก่อนที่จะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ชุมชนท้องถิ่น และเอ็นจีโอส่วนใหญ่ว่าเป็นบริษัทที่ “รับผิดชอบต่อสังคม” จริงๆ ไม่ใช่สักแต่สร้างภาพเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น บริษัทประกาศในปี 2007 ว่าบริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็นบริษัท “water neutral” (หมายถึงชดเชยน้ำที่ใช้ไปในการผลิต 100% กลับคืนสู่แหล่งน้ำ) โดยพัฒนามาตรการต่างๆ ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ reduce, recycle, replenish ร่วมกับ World Wildlife Fund (WWF) แต่หลายฝ่ายยังกังขาว่าโคคา-โคลาจะเป็น water neutral ได้จริงหรือไม่ เพราะปริมาณน้ำที่บริษัทใช้ในการผลิตนั้นสูงขึ้นได้เรื่อยๆ ตามการขยายตัวของธุรกิจ ในขณะที่ประสิทธิภาพในการใช้และชดเชยน้ำ (water efficiency) ย่อมเพิ่มได้ช้ากว่า (เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากกว่า เช่น นวัตกรรมการกักเก็บน้ำ เทคโนโลยีในการผลิต การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ฯลฯ) ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงกว่าที่โคคา-โคลาจะใช้น้ำมากกว่าชดเชยน้ำ ทำให้เป็น water neutral (ใช้ = ชดเชย) ไม่ได้ตามเป้า
นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญกว่านั้นคือข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาการขาด แคลนน้ำเป็นปัญหาระดับท้องถิ่น ไม่ใช่ปัญหาระดับโลกเหมือนกับปัญหาการปล่อยคาร์บอน (ตัวการหลักของภาวะโลกร้อน) กล่าวคือ บริษัทที่ปล่อยคาร์บอนมากๆ สามารถไปซื้อ carbon offset ในเมืองอื่นหรือประเทศอื่นเพื่อเป็น carbon neutral ได้ เพราะการบรรเทาปัญหาขึ้นอยู่กับผลรวม (เช่น ทั้งโลกต้องลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้ x ตันในแต่ละปี) เป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดว่าจะไปลดคาร์บอนที่ไหนบ้าง แต่ทำแบบนี้กับเรื่องน้ำไม่ได้ ถ้าโรงงานบรรจุขวดของโคคา-โคลาในรัฐเคราลา ประเทศอินเดีย ใช้น้ำมากจนเบียดบังชาวบ้าน ทำให้พวกเขาเดือดร้อนเพราะไม่มีน้ำใช้ โคคา-โคลาก็ต้องชดเชยน้ำที่โรงงานนั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ไม่สามารถไปชดเชยน้ำที่ประเทศอื่นเพื่อแก้ปัญหาของชาวเคราลาได้ (ในความเป็นจริงปัญหาการขาดแคลนน้ำบาดาลในเคราลาหลังจากที่โคคา -โคลาเปิดโรงงานบรรจุขวด ประกอบกับผลการตรวจสอบของรัฐที่พบสารฆ่าแมลงในผลิตภัณฑ์ของบริษัท เป็นสาเหตุหลักที่รัฐบาลเคราลาประกาศแบนการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ของโคคา-โคลา เมื่อต้นเดือนกันยายน ปี 2006 ก่อนที่จะถูกศาลตัดสินให้ยกเลิกคำสั่งในปลายเดือนเดียวกัน หลังจากที่บริษัทยื่นประท้วงต่อศาล และทูตอเมริกาประจำอินเดียแสดงความกังวล)
อย่างไรก็ตามถึง แม้ว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพักก่อนที่โคคา-โคลาจะสามารถพิสูจน์ ”ความจริงใจ” ของบริษัทในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม การมองความรับผิดชอบดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ “จำเป็น” ต่อธุรกิจในระยะยาวก็เป็นวิธีคิดที่ดีกว่าการอ้างตัวว่าเป็น “บริษัทที่ดี” บนมาตรวัดทางศีลธรรมบางอย่าง (เช่น แนวคิดเรื่องศีลธรรมในศาสนาพุทธ) ซึ่งนอกจากจะสุ่มเสี่ยงต่อการตีความเข้าข้างตัวเองเพราะเป็นอัต ตวิสัย (subjective) ค่อนข้างมากแล้ว ยังยากแก่การเปรียบเทียบระหว่างบริษัท (ถ้าทุกบริษัทต่างก็อ้างว่าตัวเอง “ดี” เราจะวัดได้อย่างไร ว่าบริษัทไหน “ดี” กว่ากัน ?) ซึ่งก็ทำให้ยากแก่การสร้างมาตรฐานสากลเรื่องซีเอสอาร์ด้วย
เมื่อใดที่เราสามารถวาง ”ความรับผิดชอบของธุรกิจ” ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละฝ่าย (ผู้บริโภค พนักงาน ชุมชน สิ่งแวดล้อม ฯลฯ) ลงในกรอบคิดของการดำเนินธุรกิจตามปกติ เช่น ประเมินผลเสียที่จะเกิดถ้าไม่แสดงความรับผิดชอบ ว่าเป็น “ปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ” เมื่อนั้นเราก็จะสามารถก้าวไปสู่มาตรฐานสากลด้านซีเอสอาร์ และวิธีการประเมินระดับความรับผิดชอบของบริษัทต่อผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกฝ่าย (ระดับความรับผิดชอบ = ประโยชน์ – ความเสียหาย) ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
ในทางกลับกัน แนวคิดเรื่อง “ศีลธรรมของบรรษัท” (corporate ethics) สุ่มเสี่ยงที่จะถูกใช้อย่าง “แยกส่วน” เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับพฤติกรรมไร้ความรับผิดชอบของ บริษัท (เช่น ปล่อยมลพิษทำลายสุขภาพชาวบ้านทุกปี แต่อ้างว่าเป็นบริษัท “ดี” เพราะบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กกำพร้าปีละสิบล้านบาท หรือสมทบทุนสร้างเจดีย์) และกลบเกลื่อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไข (เช่น ข้อบกพร่องหรือช่องโหว่ของกฎหมายและกฎระเบียบภาครัฐ) นอกจากนี้ “ศีลธรรมบรรษัท” ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นอัตตวิสัย คลุมเครือ วัดไม่ได้ และขึ้นอยู่กับบริบททางวัฒนธรรม ความเชื่อ และการเมืองของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นจึงไม่ใช่แนวคิดที่เราควรใช้ในการคิดเกี่ยวกับซีเอสอา ร์ น่าเสียดายที่ปัจจุบันวงการซีเอสอาร์ของไทยยัง “ข้ามไม่พ้น” แนวคิดดังกล่าวเท่าที่ควร
ข้อสังเกต 3 : ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีมาตรฐานสากลในการวัดระดับซีเอสอาร์ แต่เราก็เริ่มเห็นมาตรฐานสากลในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับซีเอสอาร์ แล้ว โดยในปัจจุบันชุดหลักการเปิดเผยข้อมูลด้านซีเอสอาร์ที่ได้รับการยอม รับมากที่สุดจากหลายพันบริษัททั่วโลก (ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เรียกว่า “รายงานซีเอสอาร์” แต่เรียกว่า “รายงานความยั่งยืน” (sustainability report) ตามข้อสังเกต #1) คือชุดหลักการของ Global Reporting Initiative (GRI – http://www.globalreporting.org/) เครือข่ายที่ก่อตั้งโดย CERES (เอ็น จีโอขนาดใหญ่ของอเมริกา) ร่วมกับสถาบัน Tellus โดยการสนับสนุนขององค์การสิ่งแวดล้อมโลก (United Nations Environment Programme หรือ UNEP) ในปี 1997
ชุดหลักการ GRI ไม่ใช่แนวคิดที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ หากได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยชุดหลักการ GRI เวอร์ชั่นล่าสุดคือ G3 ออกปี 2006 คุณสมบัติของ GRI ที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญที่สุดคือ GRI มิได้กำหนดแค่ดัชนีชี้วัดซีเอสอาร์ในมิติต่างๆ และอธิบายหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลเท่านั้น หากยังกำหนดกระบวนการทำรายงานที่ส่งผลต่อวิธีคิดเรื่องซีเอสอาร์ของ บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ จนอาจกล่าวได้ว่า การทำรายงานตามชุดหลักการ GRI นั้นเป็น กระบวนการเรียนรู้เรื่องซีเอสอาร์ของบริษัทเอง พอๆ กับที่เป็นกระบวนการทำรายงานเพื่อเปิดเผยข้อมูลต่อบุคคลภายนอก
ชุดหลักการ GRI คืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ช่วยบริษัทในการทำซีเอสอาร์ได้อย่างไร และการเปิดเผยข้อมูลในด้านนี้มีผลต่อการผลักดัน “ซีเอสอาร์ที่แท้จริง” อย่างไรบ้าง ?
โปรดติดตามตอนต่อไป
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 ธันวาคม 2551

