คอลัมน์นี้ตอนที่แล้วทิ้งท้ายด้วยการเกริ่นถึง Global Reporting Initiative (GRI-http://www.globalreporting.org/) ชุดเกณฑ์การรายงานผลงานของบริษัทด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทต้องดูแลรับผิดชอบหากต้องการทำธุรกิจ “อย่างยั่งยืน” แต่บริษัทไทยส่วนใหญ่ยังนิยมเรียกว่า ”ความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม” (ซีเอสอาร์) อยู่ และเข้าใจผิดว่าซีเอสอาร์เป็นเพียง “กิจกรรม” แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้านใดด้านหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย กับการดำเนินธุรกิจปกติของบริษัท
GRI ได้รับความนิยมอย่างสูงจนกลายเป็น “มาตรฐานสากล” ด้านการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับซีเอสอาร์ไปโดยปริยาย ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำกว่า 1,500 แห่ง จาก 60 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนบางแห่งในประเทศไทย เช่น เครือซิเมนต์ไทย และบางจากปิโตรเลียม ผลิต “รายงานความยั่งยืน” (sustainability report) ประจำปีที่ใช้ GRI และบริษัทที่ใช้ชุดหลักการนี้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี
ในเมื่อความรับผิดของบริษัท (accountability) เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในชุดหลักการใดๆ ก็ตามเกี่ยวกับความยั่งยืน และในเมื่อบริษัทจำเป็นจะต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทันเหตุการณ์ และครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนที่ใครก็ตามจะตรวจสอบได้ว่าบริษัทมีความรับ ผิดต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ใน CERES Principles จะมีหลักการเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 2 ใน 10 ข้อ ได้แก่ “การให้ข้อมูลต่อสาธารณะ” (informing the public) ทันทีที่การกระทำของบริษัทก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม และ “การตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบอิสระและรายงาน” (audits and reports) ซึ่งต่อมา CERES ก็ เป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้าง “แม่แบบ” รายงานความยั่งยืนที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากสิ่งแวดล้อม โดยมีองค์กรอื่นๆ เข้าร่วมเป็นภาคีจำนวนมาก รวมทั้งองค์การสิ่งแวดล้อมโลก (UNEP) เติบโตจนเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกกว่า 30,000 รายทั่วโลก คลอดชุดหลักเกณฑ์ GRI เวอร์ชั่นแรกออกมาใน ปี 2000 และมีการแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เวอร์ชั่นปัจจุบันเป็น “รุ่นที่ 3” แล้ว ชื่อย่อ “G3” ประกาศใช้ในปี 2006 ซึ่งมีความยืดหยุ่นพอที่จะใช้ทำรายงานสำหรับองค์กรอื่นๆ ที่ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ อาทิ หน่วยงานของรัฐ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) องค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ
เป้าหมายหลักของ GRI คือการส่งเสริมให้องค์กรทุกรูปแบบจัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างสม่ำ เสมอ และมี “มาตรฐาน” เพียงพอที่จะให้คนนอกใช้เปรียบเทียบผลงานระหว่างองค์กรได้ ไม่ต่างจากการรายงานงบการเงินประจำปี เนื้อหาของชุดหลักการ GRI ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักดังต่อไปนี้
ส่วนที่ 1 หลักในการทำรายงานและคำแนะแนว ส่วนนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “ปัจจัยผลิต” (inputs) ที่จะกำหนดขอบเขตและเนื้อหาของ “ผลผลิต” (outputs) ซึ่งหมายถึงข้อมูลที่บริษัทจะเปิดเผยในส่วนถัดไป หลักในการทำรายงานมี 2 หัวข้อย่อยดังต่อไปนี้
1.หลักที่บริษัทใช้ในการทำรายงานความยั่งยืนมี 4 ประเด็น ได้แก่ ระดับความสำคัญของข้อมูลที่เปิดเผย (materiality), ระดับความครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder inclusiveness), ที่ทางของรายงานในบริบทความยั่งยืน (sustainability context), และระดับความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูล (completeness)
ชุดหลักการในส่วนนี้ใช้กำหนดเนื้อหาของรายงานว่าควรจะครอบคลุมประเด็น ใดบ้างเพื่อให้รายงานนี้มีความน่าเชื่อถือ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าในรายงานความยั่งยืนของบริษัทถลุงเหล็กรายหนึ่งที่จัดทำตาม เกณฑ์ของ GRI มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “กิจกรรมซีเอสอาร์” ที่บริษัททุ่มงบฯประชาสัมพันธ์มากมาย เช่น โครงการสร้างศูนย์เรียนรู้ในชุมชน โครงการอาหารกลางวันเด็ก ฯลฯ (แบบที่ทำกันเกร่ออยู่ในประเทศไทยตอนนี้) แต่กลับไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ ของบริษัทแบบไม่รับผิดชอบและไม่เคยเยียวยา เช่น ปล่อยสารพิษทำน้ำเสียดินเสื่อม ชาวบ้านในละแวกป่วยเป็นโรครุนแรง ฯลฯ ก็เท่ากับว่าบริษัทนี้ไม่ทำตามหลักของ GRI อย่างถูกต้อง เพราะไม่เปิดเผยประเด็นปัญหาที่เป็น “สาระสำคัญ” (material) สำหรับชุมชน
การไม่เปิดเผยประเด็นที่เป็นสาระสำคัญสำหรับชุมชนนั้นเอง ก็จะสะท้อนให้เห็นว่ารายงานของบริษัทไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ เสียรายสำคัญอย่างครบถ้วน (stakeholder inclusiveness) บริษัทไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียที่มี ประสิทธิผลเพียงพอ เพราะบริษัทคิดเอาเองไม่ได้ว่าประเด็นอะไรเป็น “สาระสำคัญ” สำหรับผู้มีส่วนได้เสียแต่ละฝ่าย ต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือตัวแทน (proxy) เป็นคนบอก ยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งที่บริษัทมองว่าไม่ใช่ “สาระสำคัญ” สำหรับบริษัทอาจเป็น “สาระสำคัญ” สำหรับผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ถ้าตีความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากมุมมองของบริษัทออกมา เป็นตัวเงิน (เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดแม่น้ำ ค่าชดเชย ค่ารักษาพยาบาลของชาวบ้านที่ป่วยเป็นโรคจากมลพิษที่ปล่อยจากโรง งานบริษัท ฯลฯ) ตัวเงินนั้นอาจมีสัดส่วนเพียง 0.1% ของกำไรสุทธิต่อปีของบริษัท (เช่น 1 ล้านบาท เปรียบเทียบกับกำไร 1,000 ล้านบาท) ซึ่งไม่ใช่ “สาระสำคัญ” สำหรับบริษัท แต่เป็น “สาระสำคัญ” ใหญ่หลวงสำหรับชาวบ้านผู้ได้รับความเสียหายดังกล่าว เพราะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างรุนแรง ถ้าบริษัทไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน ฟังเสียงของชาวบ้านอย่างจริงจัง ก็จะไม่ได้รับรู้ถึงระดับของปัญหาที่เกิดขึ้น และในเมื่อไม่ได้รับรู้ก็จะไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะวางมาตรการเยียวยาแก้ไขและป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำ สอง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อชุมชนอย่างแท้จริง
ประเด็นหนึ่งที่ GRI ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การจัดวางการดำเนินธุรกิจของบริษัทไว้ในบริบทของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในภาพใหญ่ (sustainability context) บริษัทควรนำเสนอเนื้อหาในทางที่ทำให้คนอ่านรายงานสามารถเข้าใจได้ อย่างชัดเจนว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนอย่างไรบ้าง เช่น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีส่วนช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ ไม่เพียงใด
2.หลักที่บริษัทใช้ในการกำหนด “คุณภาพ” ของรายงานมี 6 ประเด็น ได้แก่ ระดับความสมดุลของเนื้อหา (balance), ระดับการเปรียบเทียบได้ (กับองค์กรอื่น) (comparability), ระดับความถูกต้องเที่ยงตรง (accuracy), ระดับความทันท่วงทีของการรายงาน (timeliness), ระดับความเชื่อถือได้ของข้อมูล (reliability), และระดับความชัดเจน (clarity)
หลักการในส่วนนี้ล้วนเป็นประเด็นที่มุ่งสร้าง “คุณภาพ” ของรายงานความยั่งยืน ยกตัวอย่างประเด็นแรก คือ “ระดับความสมดุลของเนื้อหา” (balance) หมายถึงความสมดุลระหว่างผลการดำเนินงานด้านบวกและด้านลบของบริษัท ซึ่ง GRI ระบุชัดเจนว่าต้องรายงานทั้ง สองด้าน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทเหล็กในตัวอย่างข้างต้นรายงานแต่ “กิจกรรมซีเอสอาร์” ซึ่งมุ่งเสริมสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท แต่ไม่รายงานปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดขึ้นในชุมชนที่ บริษัทตั้งโรงงานอยู่ (พร้อมอธิบายแนวทางบริหารจัดการและแก้ปัญหา) ก็เท่ากับว่าบริษัทนี้ “สอบตก” เกณฑ์คุณภาพของ GRI
ส่วนที่ 2 ข้อมูลที่เปิดเผยส่วนนี้นับเป็น “ผลผลิต” ของหลักในการทำรายงานที่อธิบายในส่วนแรกประกอบด้วย ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น กลยุทธ์และวิธีการของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน กระบวนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ฯลฯ และดัชนีชี้วัดผลงานของบริษัทในด้านต่างๆ 6 ด้าน ได้แก่
1. ดัชนีด้านสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างดัชนีเช่น ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่บริษัทปล่อยในรอบปี, ปริมาณน้ำที่ใช้, คำอธิบายผลกระทบของการดำเนินธุรกิจต่อความหลากหลายทางชีวภาพในบริเวณป่าสงวน, ค่าปรับกรณีละเมิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่จ่ายให้กับภาครัฐ
2.ดัชนีด้านสิทธิมนุษยชน เช่น คำอธิบายว่าบริษัทส่งเสริมสิทธิในการรวมกลุ่มของลูกจ้างอย่างไรบ้าง
3. ดัชนีด้านแรงงานและพนักงาน เช่น เปอร์เซ็นต์ของลูกจ้างและพนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพ, อัตราการออกของพนักงาน (turnover rate) แบ่งตามอายุ เพศ และพื้นที่, จำนวนชั่วโมงการอบรมที่พนักงานได้รับโดยเฉลี่ย, อัตราส่วนเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานชายต่อเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงาน หญิง (ใช้เป็นตัวชี้วัดความเท่าเทียมระหว่างเพศในสถานที่ทำงาน)
4. ดัชนีด้านสังคม เช่น คำอธิบายหลักการ ขอบเขต และประสิทธิผลของโครงการหรือกระบวนการที่ประเมินและบริหารจัดการผล กระทบของการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อชุมชน โดยครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการริเริ่มกิจการในชุมชน (เช่น ก่อสร้างโรงงานใหม่) การดำเนินกิจการ และการล้มเลิกหรือย้ายกิจการออกจากพื้นที่, เปอร์เซ็นต์ของพนักงานบริษัทที่ได้รับการอบรมเรื่องนโยบายและมาตรการ ต่อต้านคอร์รัปชั่น, คำอธิบายบทบาทของบริษัทในการพัฒนานโยบายภาครัฐและการล็อบบี้
5. ดัชนีด้านความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค เช่น คำอธิบายกระบวนการติดฉลากและวิธีใช้สินค้าและบริการ เปอร์เซ็นต์ของสินค้าและบริการที่ผ่านกระบวนการดังกล่าว, มูลค่าค่าปรับฐานละเมิดกฎหมายด้านความปลอดภัยของสินค้าและบริการ
6. ดัชนีด้านเศรษฐกิจ เช่น มูลค่าทางเศรษฐกิจที่บริษัทสร้างและจัดสรรไปยังผู้มีส่วนได้เสีย ฝ่ายต่างๆ อาทิ รายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าตอบแทนพนักงาน เงินบริจาค เงินลงทุนในชุมชน กำไรสะสม (ส่วนของผู้ถือหุ้น) เงินต้นและดอกเบี้ย (จ่ายคืนให้กับเจ้าหนี้) และภาษี (จ่ายให้กับรัฐ)
หลักการและเนื้อหาของรายงานความยั่งยืนตามเกณฑ์ GRI ที่สรุปไว้ข้างต้นคงพอจะทำให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพไม่มากก็น้อยว่า การทำรายงานแบบนี้ตามเกณฑ์ GRI สามารถผลักดัน “ซีเอสอาร์ที่แท้จริง” ได้อย่างดียิ่ง เนื่องจากบริษัทที่ทำรายงานดังกล่าวด้วยความมุ่งหวังที่จะให้ รายงานฉบับนี้มี ”ความน่าเชื่อถือ” จะต้องมีกระบวนการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการค้นหา บันทึก และเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน เช่น กระบวนการการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ (stakeholder engagement) เพื่อให้สามารถเข้าใจและรับรู้ความต้องการและความเดือดร้อนที่ เป็น “สาระสำคัญ” สำหรับผู้มีส่วนได้เสียแต่ละฝ่าย เมื่อเข้าใจแล้วก็จะได้คิดหามาตรการตอบสนองต่อความต้องการและ เยียวยาความเดือดร้อน เพราะคงไม่มีบริษัทใดที่อยากเปิดเผยข้อมูลซีเอสอาร์ที่เป็น “ด้านลบ” โดยไม่สามารถอธิบายไปพร้อมกันว่าบริษัทกำลังทำอะไรเพื่อลดทอนหรือ กำจัดผลกระทบด้านลบเหล่านั้นอยู่บ้าง
ถึงแม้ว่าการจัดทำรายงานความยั่งยืนตามเกณฑ์ของ GRI จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงสำหรับบริษัทที่ไม่เคยทำมาก่อน งานวิจัยที่ผ่านมาก็ได้ข้อสรุปค่อนข้างตรงกันว่า บริษัทจำนวนมากทำรายงานนี้เพราะเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อตัวบริษัทเอง เช่น ผลสำรวจของบริษัท KPMG ชื่อ International Survey of Corporate Sustainability Reporting ที่ทำตั้งแต่ปี 2002 ชี้ว่า เหตุผลหลักๆ ที่บริษัททำรายงานความยั่งยืน ได้แก่ ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ, พัฒนาสินค้าและบริการเปี่ยมนวัตกรรม สำหรับการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ, เสริมสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์, ดึงดูดพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ, และปรับปรุงการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ นอกจากนี้ผลการสำรวจผู้นำธุรกิจ 200 คนในปีเดียวกันของ Environics International ก็ชี้ชัดว่า ผู้นำ 9 ใน 10 คนเห็นด้วยอย่างมาก (47%) หรือเห็นด้วยเฉยๆ (43%) กับคำกล่าวที่ว่า ประโยชน์ของการรายงานผลการดำเนินงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นมี สูงกว่าค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องเสียไปในการจัดทำรายงานดังกล่าว
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2552

