มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล​ ​ซี​เอสอาร์​ ​และ​การพัฒนาอย่างยั่งยืน​ (2)

คอลัมน์นี้ตอนที่​แล้ว​ทิ้งท้าย​ด้วย​การเกริ่น​ถึง​ Global Reporting Initiative (GRI-http://www.globalreporting.org/) ​ชุดเกณฑ์การรายงานผลงานของบริษัทด้านเศรษฐกิจ​ ​สังคม​ ​และ​สิ่งแวดล้อม​ ​ซึ่ง​บริษัท​ต้อง​ดู​แลรับผิดชอบหาก​ต้อง​การทำ​ธุรกิจ​ “อย่างยั่งยืน” ​แต่บริษัทไทย​ส่วน​ใหญ่​ยัง​นิยมเรียกว่า​ ​”​ความ​รับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม” (ซี​เอสอาร์) ​อยู่​ ​และ​เข้า​ใจผิดว่าซี​เอสอาร์​เป็น​เพียง​ “กิจกรรม” ​แสดง​ความ​รับผิดชอบต่อสังคมด้าน​ใด​ด้านหนึ่งที่​ไม่​เกี่ยวข้องอะ​ไรเลย​ กับ​การดำ​เนินธุรกิจปกติของบริษัท

GRI ​ ได้​รับ​ความ​นิยมอย่างสูงจนกลาย​เป็น​ “มาตรฐานสากล” ​ด้านการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยว​กับ​ซี​เอสอาร์​ไป​โดย​ปริยาย​ ​ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำ​กว่า​ 1,500 ​แห่ง​ ​จาก​ 60 ​ประ​เทศ​ทั่ว​โลก​ ​รวม​ทั้ง​บริษัทจดทะ​เบียนบางแห่ง​ใน​ประ​เทศไทย​ ​เช่น​ ​เครือซิ​เมนต์​ไทย​ ​และ​บาง​จาก​ปิ​โตรเลียม​ ​ผลิต​ “รายงาน​ความ​ยั่งยืน” (sustainability report) ​ประจำ​ปีที่​ใช้​ GRI ​และ​บริษัทที่​ใช้​ชุดหลักการนี้ก็​เพิ่มจำ​นวนขึ้นทุกปี

ใน​เมื่อ​ความ​รับผิดของบริษัท​ (accountability) ​เป็น​องค์ประกอบที่ขาด​ไม่​ได้​ใน​ชุดหลักการ​ใดๆ​ ​ก็ตามเกี่ยว​กับ​ความ​ยั่งยืน​ ​และ​ใน​เมื่อบริษัทจำ​เป็น​จะ​ต้อง​เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส​ ​ทันเหตุการณ์​ ​และ​ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนที่​ใครก็ตาม​จะ​ตรวจสอบ​ได้​ว่าบริษัทมี​ความ​รับ ผิดต่อสังคม​หรือ​สิ่งแวดล้อมจริง​หรือ​ไม่​ ​จึง​ไม่​น่า​แปลกใจที่​ใน​ CERES Principles ​จะ​มีหลักการเกี่ยว​กับ​เรื่องนี้​ถึง​ 2 ​ใน​ 10 ​ข้อ​ ​ได้​แก่​ “การ​ให้​ข้อมูลต่อสาธารณะ​” (informing the public) ​ทันทีที่การกระทำ​ของบริษัทก่อ​ให้​เกิดอันตรายต่อสุขภาพ​ ​ความ​ปลอดภัย​ ​และ​สิ่งแวดล้อม​ ​และ​ “การตรวจสอบ​จาก​ผู้​ตรวจสอบอิสระ​และ​รายงาน” (audits and reports) ​ซึ่ง​ต่อมา​ CERES ​ก็​ เป็น​ตัวตั้งตัวตี​ใน​การสร้าง​ “​แม่​แบบ” ​รายงาน​ความ​ยั่งยืนที่ครอบคลุม​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสียฝ่าย​อื่นๆ​ ​นอกเหนือ​จาก​สิ่งแวดล้อม​ ​โดย​มีองค์กร​อื่นๆ​ ​เข้า​ร่วม​เป็น​ภาคีจำ​นวนมาก​ ​รวม​ทั้ง​องค์การสิ่งแวดล้อมโลก​ (UNEP) ​เติบโตจน​เป็น​เครือข่ายที่มีสมาชิกกว่า​ 30,000 ​ราย​ทั่ว​โลก​ ​คลอดชุดหลักเกณฑ์​ GRI ​เวอร์ชั่นแรกออกมา​ใน​ ปี​ 2000 ​และ​มีการแก้​ไขปรับปรุงอย่างต่อ​เนื่อง​ ​เวอร์ชั่นปัจจุบัน​เป็น​ “รุ่นที่​ 3” ​แล้ว​ ​ชื่อย่อ​ “G3” ​ประกาศ​ใช้​ใน​ปี​ 2006 ​ซึ่ง​มี​ความ​ยืดหยุ่นพอที่​จะ​ใช้​ทำ​รายงานสำ​หรับองค์กร​อื่นๆ​ ​ที่​ไม่​ใช่​บริษัทขนาด​ใหญ่​ ​อาทิ​ ​หน่วยงานของรัฐ​ ​ธุรกิจขนาดกลาง​และ​ขนาดย่อม​ (เอสเอ็มอี) ​องค์กรพัฒนา​เอกชน​ ​และ​กลุ่มผลประ​โยชน์ทางธุรกิจ

เป้าหมายหลักของ​ GRI ​ คือการส่งเสริม​ให้​องค์กรทุกรูปแบบจัดทำ​รายงาน​ความ​ยั่งยืนอย่างสม่ำ​ เสมอ​ ​และ​มี​ “มาตรฐาน” ​เพียงพอที่​จะ​ให้​คนนอก​ใช้​เปรียบเทียบผลงานระหว่างองค์กร​ได้​ ​ไม่​ต่าง​จาก​การรายงานงบการเงินประจำ​ปี​ ​เนื้อหาของชุดหลักการ​ GRI ​ประกอบ​ด้วย​ 2 ​ส่วน​หลักดังต่อไปนี้

ส่วน​ที่​ 1 ​หลัก​ใน​การทำ​รายงาน​และ​คำ​แนะ​แนว​ ​ส่วน​นี้อาจเรียก​ได้​ว่า​เป็น​ “ปัจจัยผลิต” (inputs) ​ที่​จะ​กำ​หนดขอบเขต​และ​เนื้อหาของ​ “ผลผลิต” (outputs) ​ซึ่ง​หมาย​ถึง​ข้อมูลที่บริษัท​จะ​เปิดเผย​ใน​ส่วน​ถัดไป​ ​หลัก​ใน​การทำ​รายงานมี​ 2 ​หัวข้อย่อยดังต่อไปนี้

1.​หลักที่บริษัท​ใช้​ใน​การทำ​รายงาน​ความ​ยั่งยืนมี​ 4 ​ประ​เด็น​ ​ได้​แก่​ ​ระดับ​ความ​สำ​คัญของข้อมูลที่​เปิดเผย​ (materiality), ​ระดับ​ความ​ครอบคลุม​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสีย​ (stakeholder inclusiveness), ​ที่ทางของรายงาน​ใน​บริบท​ความ​ยั่งยืน​ (sustainability context), ​และ​ระดับ​ความ​ครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูล​ (completeness)

ชุดหลักการ​ใน​ส่วน​นี้​ใช้​กำ​หนดเนื้อหาของรายงานว่าควร​จะ​ครอบคลุมประ​เด็น ​ใด​บ้างเพื่อ​ให้​รายงานนี้มี​ความ​น่า​เชื่อถือ​ ​ยกตัวอย่างเช่น​ ​สมมติว่า​ใน​รายงาน​ความ​ยั่งยืนของบริษัทถลุงเหล็กรายหนึ่งที่จัดทำ​ตาม เกณฑ์ของ​ GRI ​มี​เนื้อหา​เกี่ยว​กับ​ “กิจกรรมซี​เอสอาร์​” ​ที่บริษัททุ่มงบฯประชาสัมพันธ์มากมาย​ ​เช่น​ ​โครงการสร้างศูนย์​เรียนรู้​ใน​ชุมชน​ ​โครงการอาหารกลางวันเด็ก​ ​ฯลฯ​ (แบบที่ทำ​กัน​เกร่อ​อยู่​ใน​ประ​เทศไทยตอนนี้) ​แต่กลับ​ไม่​เปิดเผยข้อมูล​ใดๆ​ ​เกี่ยว​กับ​ปัญหา​ความ​เดือดร้อนของชาวบ้านที่​เกิด​จาก​การดำ​เนินธุรกิจ ของบริษัทแบบ​ไม่​รับผิดชอบ​และ​ไม่​เคยเยียวยา​ ​เช่น​ ​ปล่อยสารพิษทำ​น้ำ​เสียดินเสื่อม​ ​ชาวบ้าน​ใน​ละ​แวกป่วย​เป็น​โรครุนแรง​ ​ฯลฯ​ ​ก็​เท่า​กับ​ว่าบริษัทนี้​ไม่​ทำ​ตามหลักของ​ GRI ​อย่างถูก​ต้อง​ ​เพราะ​ไม่​เปิดเผยประ​เด็นปัญหาที่​เป็น​ “สาระสำ​คัญ” (material) ​สำ​หรับชุมชน​

การไม่​เปิดเผยประ​เด็นที่​เป็น​สาระสำ​คัญสำ​หรับชุมชน​นั้น​เอง​ ​ก็​จะ​สะท้อน​ให้​เห็นว่ารายงานของบริษัท​ไม่​ครอบคลุม​ผู้​มี​ส่วน​ได้​ เสียรายสำ​คัญอย่างครบถ้วน​ (stakeholder inclusiveness) ​บริษัท​ไม่​มีกระบวนการมี​ส่วน​ร่วมของ​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสียที่มี ประสิทธิผลเพียงพอ​ ​เพราะ​บริษัทคิดเอา​เอง​ไม่​ได้​ว่าประ​เด็นอะ​ไร​เป็น​ “สาระสำ​คัญ” ​สำ​หรับ​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสียแต่ละฝ่าย​ ​ต้อง​ให้​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสีย​หรือ​ตัวแทน​ (proxy) ​เป็น​คนบอก​ ​ยัง​ไม่​นับข้อเท็จจริงที่ว่า​ ​สิ่งที่บริษัทมองว่า​ไม่​ใช่​ “สาระสำ​คัญ” ​สำ​หรับบริษัทอาจ​เป็น​ “สาระสำ​คัญ” ​สำ​หรับ​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสีย​ ​เช่น​ ​ถ้า​ตี​ความ​เสียหายต่อสิ่งแวดล้อม​และ​สุขภาพ​จาก​มุมมองของบริษัทออกมา​ เป็น​ตัวเงิน​ (เช่น​ ​ค่า​ใช้​จ่าย​ใน​การทำ​ความ​สะอาดแม่น้ำ​ ​ค่าชดเชย​ ​ค่ารักษาพยาบาลของชาวบ้านที่ป่วย​เป็น​โรค​จาก​มลพิษที่ปล่อย​จาก​โรง งานบริษัท​ ​ฯลฯ) ​ตัวเงิน​นั้น​อาจมีสัด​ส่วน​เพียง​ 0.1% ​ของกำ​ไรสุทธิต่อปีของบริษัท​ (เช่น​ 1 ​ล้านบาท​ ​เปรียบเทียบ​กับ​กำ​ไร​ 1,000 ​ล้านบาท) ​ซึ่ง​ไม่​ใช่​ “สาระสำ​คัญ” ​สำ​หรับบริษัท​ ​แต่​เป็น​ “สาระสำ​คัญ” ​ใหญ่​หลวงสำ​หรับชาวบ้าน​ผู้​ได้​รับ​ความ​เสียหายดังกล่าว​ ​เพราะ​ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต​และ​ความ​เป็น​อยู่​อย่างรุนแรง​ ​ถ้า​บริษัท​ไม่​มีกระบวนการมี​ส่วน​ร่วม​กับ​ชุมชน​ ​ฟังเสียงของชาวบ้านอย่างจริงจัง​ ​ก็​จะ​ไม่​ได้​รับรู้​ถึง​ระดับของปัญหาที่​เกิดขึ้น​ ​และ​ใน​เมื่อ​ไม่​ได้​รับรู้ก็​จะ​ไม่​มี​แรงจูงใจ​ใดๆ​ ​ที่​จะ​วางมาตรการเยียวยา​แก้​ไข​และ​ป้อง​กัน​ไม่​ให้​ปัญหา​เกิดขึ้น​ซ้ำ ​สอง​ ​เพื่อแสดง​ความ​รับผิดชอบต่อชุมชนอย่างแท้จริง

ประ​เด็นหนึ่งที่​ GRI ​ ให้​ความ​สำ​คัญอย่างมาก​ ​คือ​ ​การจัดวางการดำ​เนินธุรกิจของบริษัท​ไว้​ใน​บริบทของการพัฒนาอย่างยั่งยืน​ ใน​ภาพ​ใหญ่​ (sustainability context) ​บริษัทควรนำ​เสนอเนื้อหา​ใน​ทางที่ทำ​ให้​คนอ่านรายงาน​สามารถ​เข้า​ใจ​ได้ ​อย่างชัดเจนว่า​ ​แนวทางการดำ​เนินธุรกิจของบริษัท​นั้น​สอดคล้อง​กับ​แนวทางการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนอย่างไรบ้าง​ ​เช่น​ ​มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมี​ส่วน​ช่วย​ลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก​หรือ​ ไม่​เพียง​ใด

2.​หลักที่บริษัท​ใช้​ใน​การกำ​หนด​ “คุณภาพ” ​ของรายงานมี​ 6 ​ประ​เด็น​ ​ได้​แก่​ ​ระดับ​ความ​สมดุลของเนื้อหา​ (balance), ​ระดับการเปรียบเทียบ​ได้​ ​(​กับ​องค์กร​อื่น)​ (comparability), ​ระดับ​ความ​ถูก​ต้อง​เที่ยงตรง​ (accuracy), ​ระดับ​ความ​ทันท่วงทีของการรายงาน​ (timeliness), ​ระดับ​ความ​เชื่อถือ​ได้​ของข้อมูล​ (reliability), ​และ​ระดับ​ความ​ชัดเจน​ (clarity)

หลักการ​ใน​ส่วน​นี้ล้วน​เป็น​ประ​เด็นที่มุ่งสร้าง​ “คุณภาพ” ​ของรายงาน​ความ​ยั่งยืน​ ​ยกตัวอย่างประ​เด็นแรก​ ​คือ​ “ระดับ​ความ​สมดุลของเนื้อหา​” (balance) ​หมาย​ถึง​ความ​สมดุลระหว่างผลการดำ​เนินงานด้านบวก​และ​ด้านลบของบริษัท​ ​ซึ่ง​ GRI ​ระบุชัดเจนว่า​ต้อง​รายงาน​ทั้ง​ สองด้าน​ ​ยกตัวอย่างเช่น​ ​ถ้า​บริษัทเหล็ก​ใน​ตัวอย่างข้างต้นรายงานแต่​ “กิจกรรมซี​เอสอาร์​” ​ซึ่ง​มุ่งเสริมสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท​ ​แต่​ไม่​รายงานปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม​และ​สุขภาพที่​เกิดขึ้น​ใน​ชุมชนที่ บริษัทตั้งโรงงาน​อยู่​ (พร้อมอธิบายแนวทางบริหารจัดการ​และ​แก้ปัญหา) ​ก็​เท่า​กับ​ว่าบริษัทนี้​ “สอบตก” ​เกณฑ์คุณภาพของ​ GRI

ส่วน​ที่​ 2 ​ข้อมูลที่​เปิดเผย​ส่วน​นี้นับ​เป็น​ “ผลผลิต” ​ของหลัก​ใน​การทำ​รายงานที่อธิบาย​ใน​ส่วน​แรกประกอบ​ด้วย​ ​ข้อมูลเชิงคุณภาพ​ ​เช่น​ ​กลยุทธ์​และ​วิธีการของบริษัท​ใน​การดำ​เนินธุรกิจอย่างยั่งยืน​ ​กระบวนการเสริมสร้างการมี​ส่วน​ร่วมของ​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสีย​ ​ฯลฯ​ ​และ​ดัชนีชี้วัดผลงานของบริษัท​ใน​ด้านต่างๆ​ 6 ​ด้าน​ ​ได้​แก่​

1. ​ดัชนีด้านสิ่งแวดล้อม​ ​ตัวอย่างดัชนี​เช่น​ ​ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่บริษัทปล่อย​ใน​รอบปี​, ​ปริมาณน้ำ​ที่​ใช้​, ​คำ​อธิบายผลกระทบของการดำ​เนินธุรกิจต่อ​ความ​หลากหลายทางชีวภาพ​ใน​บริ​เวณป่าสงวน​, ​ค่าปรับกรณีละ​เมิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่จ่าย​ให้​กับ​ภาครัฐ

2.​ดัชนีด้านสิทธิมนุษยชน​ ​เช่น​ ​คำ​อธิบายว่าบริษัทส่งเสริมสิทธิ​ใน​การรวมกลุ่มของลูกจ้างอย่างไรบ้าง​

3. ​ดัชนีด้านแรงงาน​และ​พนักงาน​ ​เช่น​ ​เปอร์​เซ็นต์ของลูกจ้าง​และ​พนักงานที่​เป็น​สมาชิกสหภาพ​, ​อัตราการออกของพนักงาน​ (turnover rate) ​แบ่งตามอายุ​ ​เพศ​ ​และ​พื้นที่​, ​จำ​นวนชั่วโมงการอบรมที่พนักงาน​ได้​รับ​โดย​เฉลี่ย​, ​อัตรา​ส่วน​เงินเดือนขั้นต่ำ​ของพนักงานชายต่อเงินเดือนขั้นต่ำ​ของพนักงาน หญิง​ ​(​ใช้​เป็น​ตัวชี้วัด​ความ​เท่า​เทียมระหว่างเพศ​ใน​สถานที่ทำ​งาน)

4. ​ดัชนีด้านสังคม​ ​เช่น​ ​คำ​อธิบายหลักการ​ ​ขอบเขต​ ​และ​ประสิทธิผลของโครงการ​หรือ​กระบวนการที่ประ​เมิน​และ​บริหารจัดการผล กระทบของการดำ​เนินธุรกิจของบริษัทต่อชุมชน​ ​โดย​ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการริ​เริ่มกิจการ​ใน​ชุมชน​ (เช่น​ ​ก่อสร้างโรงงาน​ใหม่)​ ​การดำ​เนินกิจการ​ ​และ​การล้มเลิก​หรือ​ย้ายกิจการออก​จาก​พื้นที่​, ​เปอร์​เซ็นต์ของพนักงานบริษัทที่​ได้​รับการอบรมเรื่องนโยบาย​และ​มาตรการ ต่อต้านคอร์รัปชั่น​, ​คำ​อธิบายบทบาทของบริษัท​ใน​การพัฒนานโยบายภาครัฐ​และ​การล็อบบี้

5. ​ดัชนีด้าน​ความ​รับผิดชอบต่อ​ผู้​บริ​โภค​ ​เช่น​ ​คำ​อธิบายกระบวนการติดฉลาก​และ​วิธี​ใช้​สินค้า​และ​บริการ​ ​เปอร์​เซ็นต์ของสินค้า​และ​บริการที่ผ่านกระบวนการดังกล่าว​, ​มูลค่าค่าปรับฐานละ​เมิดกฎหมายด้าน​ความ​ปลอดภัยของสินค้า​และ​บริการ

6. ​ดัชนีด้านเศรษฐกิจ​ ​เช่น​ ​มูลค่าทางเศรษฐกิจที่บริษัทสร้าง​และ​จัดสรรไป​ยัง​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสีย ฝ่ายต่างๆ​ ​อาทิ​ ​ราย​ได้​ ​ค่า​ใช้​จ่าย​ใน​การดำ​เนินงาน​ ​ค่าตอบแทนพนักงาน​ ​เงินบริจาค​ ​เงินลงทุน​ใน​ชุมชน​ ​กำ​ไรสะสม​ ​(​ส่วน​ของ​ผู้​ถือหุ้น) ​เงินต้น​และ​ดอกเบี้ย​ (จ่ายคืน​ให้​กับ​เจ้าหนี้) ​และ​ภาษี​ (จ่าย​ให้​กับ​รัฐ)

หลักการ​และ​เนื้อหาของรายงาน​ความ​ยั่งยืนตามเกณฑ์​ GRI ​ที่สรุป​ไว้​ข้างต้นคงพอ​จะ​ทำ​ให้​ท่าน​ผู้​อ่านเห็นภาพ​ไม่​มากก็น้อยว่า​ ​การทำ​รายงานแบบนี้ตามเกณฑ์​ GRI ​ สามารถ​ผลักดัน​ “ซี​เอสอาร์ที่​แท้จริง” ​ได้​อย่างดียิ่ง​ ​เนื่อง​จาก​บริษัทที่ทำ​รายงานดังกล่าว​ด้วย​ความ​มุ่งหวังที่​จะ​ให้​ รายงาน​ฉบับ​นี้มี​ ​”​ความ​น่า​เชื่อถือ” ​จะ​ต้อง​มีกระบวนการต่างๆ​ ​ที่จำ​เป็น​ต่อการ​ค้น​หา​ ​บันทึก​ ​และ​เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน​ ​เช่น​ ​กระบวนการการมี​ส่วน​ร่วม​กับ​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสียฝ่ายต่างๆ​ (stakeholder engagement) ​เพื่อ​ให้​สามารถ​เข้า​ใจ​และ​รับรู้​ความ​ต้อง​การ​และ​ความ​เดือดร้อนที่ ​เป็น​ “สาระสำ​คัญ” ​สำ​หรับ​ผู้​มี​ส่วน​ได้​เสียแต่ละฝ่าย​ ​เมื่อ​เข้า​ใจ​แล้ว​ก็​จะ​ได้​คิดหามาตรการตอบสนองต่อ​ความ​ต้อง​การ​และ​ เยียวยา​ความ​เดือดร้อน​ ​เพราะ​คง​ไม่​มีบริษัท​ใด​ที่อยากเปิดเผยข้อมูลซี​เอสอาร์ที่​เป็น​ “ด้านลบ” ​โดย​ไม่​สามารถ​อธิบายไปพร้อม​กัน​ว่าบริษัทกำ​ลังทำ​อะ​ไรเพื่อลดทอน​หรือ ​กำ​จัดผลกระทบด้านลบเหล่า​นั้น​อยู่​บ้าง

ถึง​แม้ว่าการจัดทำ​รายงาน​ความ​ยั่งยืนตามเกณฑ์ของ​ GRI  จะ​มีค่า​ใช้​จ่ายค่อนข้างสูงสำ​หรับบริษัทที่​ไม่​เคยทำ​มาก่อน​ ​งานวิจัยที่ผ่านมาก็​ได้​ข้อสรุปค่อนข้างตรง​กัน​ว่า​ ​บริษัทจำ​นวนมากทำ​รายงานนี้​เพราะ​เชื่อว่ามีประ​โยชน์ต่อตัวบริษัทเอง​ ​เช่น​ ​ผลสำ​รวจของบริษัท​ KPMG ​ชื่อ​ International Survey of Corporate Sustainability Reporting ​ที่ทำ​ตั้งแต่ปี​ 2002 ​ชี้ว่า​ ​เหตุผลหลักๆ​ ​ที่บริษัททำ​รายงาน​ความ​ยั่งยืน​ ​ได้​แก่​ ​ลดค่า​ใช้​จ่าย​และ​เพิ่มประสิทธิภาพ​ใน​การดำ​เนินธุรกิจ​, ​พัฒนาสินค้า​และ​บริการเปี่ยมนวัตกรรม​ ​สำ​หรับการ​เข้า​ถึง​ตลาด​ใหม่ๆ​, ​เสริมสร้างชื่อเสียง​และ​ภาพลักษณ์​, ​ดึงดูดพนักงานที่มี​ความ​รู้​ความ​สามารถ​, ​และ​ปรับปรุงการบริหารจัดการ​ความ​เสี่ยงแบบบูรณาการ​ ​นอก​จาก​นี้ผลการสำ​รวจ​ผู้​นำ​ธุรกิจ​ 200 ​คน​ใน​ปี​เดียว​กัน​ของ​ Environics International ​ก็ชี้ชัดว่า​ ​ผู้​นำ​ 9 ​ใน​ 10 ​คนเห็น​ด้วย​อย่างมาก​ (47%) ​หรือ​เห็น​ด้วย​เฉยๆ​ (43%) ​กับ​คำ​กล่าวที่ว่า​ ​ประ​โยชน์ของการรายงานผลการดำ​เนินงานด้านสังคม​และ​สิ่งแวดล้อม​นั้น​มี สูงกว่าค่า​ใช้​จ่ายที่บริษัท​ต้อง​เสียไป​ใน​การจัดทำ​รายงานดังกล่าว

ตีพิมพ์ครั้งแรก​​: ​​หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ​​ ​​ฉบับ​​​วันที่​​ 22 มกราคม 2552