ตลาดคาร์บอนเครดิตที่ผู้เขียนหยิบยกมาเล่าตอนที่แล้วเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง ตลาดนี้ไม่เหมือนกับตลาดทั่วไปที่มีหน้าที่เพียงจัดสรรทรัพยากรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หรือระหว่างผู้ลงทุนกับผู้ต้องการทุน แต่ตลาดคาร์บอนเครดิตมี “การลดการปล่อยคาร์บอน” เป็นเป้าหมายทางสังคมที่อยู่เหนือเป้าหมายของตลาดปกติขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ถ้าเงื่อนไขของตลาดสร้างแรงจูงใจของผู้เล่นในทางที่ทำให้เราถอยห่างจากเป้าหมายทางสังคมหรือบั่นทอนประโยชน์ของสังคมส่วนรวม ก็คงไม่มีใครพูดได้เต็มปากว่าตลาดนั้นเป็นตลาดที่ “ดี”
ในบรรดาแวดวงการเงินที่กำลังอุบัติขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทางสังคมเป็นหลัก วงการหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งและกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย คือการเงินเพื่อคนจน หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ การเงินขนาดจิ๋ว หรือไมโครไฟแนนซ์ (microfinance) การเงินฐานราก การเงินรากหญ้า หรือการเงินชุมชน
หลายท่านอาจสงสัยว่า “การเงินชุมชน” แตกต่างอย่างไรจากสถาบันการเงินในระบบที่ให้บริการกับชุมชนอยู่แล้ว เช่น สาขาของธนาคารเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ในอำเภอต่างๆ ตรงนี้ผู้เขียนขออธิบายก่อนว่า คำว่า “องค์กรการเงินชุมชน” ที่ปรากฏในคอลัมน์นี้ จะใช้ในความหมายเดียวกันกับที่ใช้ในโครงการวิจัยที่ผู้เขียนมีส่วนร่วม ชื่อ “โครงการศึกษาแนวทางจัดทำเครื่องมือเพื่อประเมินตนเองขององค์กรการเงินฐานราก” กล่าวคือ องค์กรใดก็ตามที่ให้บริการทางการเงินกับชาวบ้านในหมู่บ้าน โดยให้ชาวบ้านบริหารจัดการกันเอง มีคณะกรรมการองค์กรและระเบียบปฏิบัติชัดเจน
ภายใต้นิยามดังกล่าว ธนาคารพาณิชย์ เช่น ธกส. หรือธนาคารออมสินที่ไปตั้งสาขาอยู่ตามตำบลต่างๆ จึงไม่นับเป็นองค์กรการเงินชุมชน เพราะชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เราพุ่งเป้าการวิจัยไปที่องค์กรที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมจริงๆ ซึ่งก็มีความหลากหลายอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่องค์กรกึ่งรัฐ คือเป็นนิติบุคคลหรือมีกฏหมายรองรับ เช่น กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินชุมชน (ยกระดับจากกองทุนหมู่บ้าน) สหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อการผลิต เรื่อยไปจนถึงองค์กรนอกระบบที่ชาวบ้านจัดตั้งกันเอง เช่น สัจจะลดรายจ่ายวันละบาท และกลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ
ก่อนที่จะเล่าต่อ ผู้เขียนขอจารึกคำขอบคุณคณาจารย์ผู้ร่วมโครงการวิจัยนี้ก่อน เพราะลำพังผู้เขียนคงไม่มีปัญญาพอที่จะถ่ายทอดเรื่องราวและข้อค้นพบที่น่าสนใจต่างๆ เกี่ยวกับการเงินชุมชนไว้ในคอลัมน์นี้ได้ หากไร้ซึ่งผู้ร่วมทีมวิจัยที่เปี่ยมความรู้ความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ได้แก่ รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล และ ผศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรามัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล และ อ.สร้อยมาศ รุ่งมณี จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.สุกานดา ลูวิส จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อ.ภีม ภคเมธาวี จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้ประสานงานหน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน รวมทั้งขอขอบคุณผู้ช่วยวิจัยทั้งสี่ท่าน ได้แก่คุณรัชนี สุขศรีวรรณ และคุณหทัย เหมทานนท์ จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คุณพลวิชญ์ ทรัพย์ศรีสัญจัย และคุณวรุตม์ วรดิถี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
การเงินชุมชนไทยเป็นแวดวงการเงินที่สลับซับซ้อนและมีพลวัตไม่หยุดนิ่ง ถึงนักวิจัยหลายคนจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์หรือการเงินกระแสหลักก็ใช่ว่าจะเข้าใจและตามทันความคิดของ “นักการเงินชาวบ้าน” ผู้ปราดเปรื่องหลายท่านได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะถ้ามัวแต่ยึดติดกับทฤษฎีที่ตนเองได้ร่ำเรียนมาจนลืมนึกถึงบริบทของชาวบ้าน มองโลกจากแว่นของชาวบ้านไม่เป็นเพราะไม่ยอมถอดแว่นของตัวเองออกก่อน
ปัจจุบันยังไม่มีใครทำการสำรวจวงการนี้อย่างเป็นทางการ แต่ผู้เขียนคิดว่าทั้งประเทศไทยน่าจะมีองค์กรการเงินชุมชนในนิยามของโครงการวิจัยนี้ไม่ต่ำกว่า 200,000 แห่ง บริหารจัดการเงินรวมกันไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท เฉพาะกองทุนหมู่บ้านที่ชาวบ้านเรียกว่า “กองทุนเงินล้าน” อย่างเดียวก็มีมากกว่า 79,000 ล้านบาทแล้ว (หมู่บ้าน 79,000 แห่งทั่วประเทศ ได้เงินหมู่บ้านละล้านบาท) หลายคนอาจไม่ทราบว่าก่อนหน้าที่รัฐบาลทักษิณจะประกาศนโยบายนี้ ประเทศไทยก็มีกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ มานานกว่าสองทศวรรษแล้ว
สาเหตุหลักที่ทำให้องค์กรการเงินชุมชนเป็นที่ต้องการของชาวบ้านและเติบโตขึ้นอย่างมากคือ องค์กรแบบนี้ทำให้ชาวบ้านที่เข้าไม่ถึงสถาบันการเงินในระบบสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ ถ้าเรามองให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งก็พบว่า สาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านเข้าไม่ถึงสถาบันการเงินในระบบนั้นมีอยู่ด้วยกันสองประการหลัก คือ 1. ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะใช้เป็นหลักประกัน และ 2. อาศัยอยู่ไกลจากตัวตำบลหรืออำเภอที่มีสาขาของธนาคาร
ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่อยากกู้เงินจาก ธกส. จะต้องมีที่ดินหรือเงินออมในธนาคารเพื่อใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ ดังนั้น ถ้าปราศจากองค์กรการเงินชุมชน ชาวบ้านที่ไม่มีทั้งที่ดินและเงินออมแต่ต้องการกู้เงินก็มีทางออกเดียวเท่านั้นคือ กู้เงินจากนายทุนนอกระบบ ซึ่งคิดดอกเบี้ยสูงลิบลิ่วเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน สูงถึง 40-60% ต่อปีหรือมากกว่า
นอกเหนือจากการให้บริการทางการเงินด้วยเงื่อนไขที่ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงได้แล้ว องค์กรการเงินชุมชนยังช่วยอำนวยความสะดวกในแง่พื้นที่ โดยเฉพาะสำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลจากตัวตำบล ซึ่งเป็นระดับ “ชุมชน” ที่เล็กที่สุดที่ธนาคารของรัฐจะไปเปิดสาขา ส่วนธนาคารเอกชนไม่ต้องพูดถึง แค่เปิดสาขาในตัวอำเภอก็อาจทำกำไรไม่คุ้มค่าจ้างผู้จัดการสาขาแล้ว เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีกำลังจะกู้หรือฝากเป็นหลักล้านหรือสิบล้าน
การสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ชาวบ้านในชนบทฝากเงินที่สาขาของธนาคารพาณิชย์เพียงประมาณหนึ่งในสามเท่านั้น ที่เหลือร้อยละ 36 ฝากที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (เช่น ธกส.) ร้อยละ 3 ฝากสหกรณ์ ร้อยละ 7 ฝากกลุ่มออมทรัพย์ และที่เหลืออีกร้อยละ 21 ไม่มีบัญชีเงินฝาก
ลองนึกภาพว่าถ้าคุณเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากสาขา ธกส. ที่อยู่ใกล้ที่สุดหลายสิบกิโล อยากฝากเงินทุกเดือนแต่เก็บเงินได้เพียงเดือนละ 50 บาท คุณคงไม่อยากเสียเวลาถ่อไปถึงสาขาทุกเดือน ไหนจะค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์หรือค่ารถสองแถว
ด้วยเหตุนี้ องค์กรการเงินชุมชนที่ “ตั้งโต๊ะ” ทำธุรกรรมกับชาวบ้านโดยตรงในหมู่บ้านจึงไม่ยากที่จะได้รับความนิยม ถ้าคณะกรรมการขององค์กรนั้นเป็นผู้นำชุมชนที่ชาวบ้านเชื่อถือและไว้ใจ ทำบัญชีเป็น ชาวบ้านก็จะยิ่งเกิดความอุ่นใจว่า เงินฝากที่ส่งทุกเดือน (มักเรียกว่า “สัจจะ” คือรักษาคำพูดว่าจะฝากทุกเดือน) นั้นจะไม่ถูกกรรมการเชิดหายเข้ากลีบเมฆ
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ทีมวิจัยของเราพบว่าหลายพื้นที่ไม่ได้มีองค์กรการเงินชุมชนแค่แห่งเดียวหรือสองแห่ง แต่มีหลายแห่งที่แข่งขันกัน ทั้งที่เป็นองค์กร ปัจเจก (เช่น นายทุนนอกระบบ) และรูปแบบหลวมๆ (เช่น วงแชร์) มากมาย ดังตัวอย่าง “ถนนสายการเงินท้องถิ่น” แห่งหนึ่งซึ่งอาจเรียกให้ดูโก้เก๋ว่า “วอลล์สตรีทตำบล” ที่เราพบในตำบลหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช วาดเป็นแผนที่ได้ดังภาพต่อไปนี้

จากภาพนี้จะเห็นว่า ชาวบ้านในตำบลนี้มีทางเลือกค่อนข้างมากในการเลือกใช้บริการทางการเงิน และจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านหลายสิบคน ทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็น ทีมวิจัยของเราพบว่าพฤติกรรมการใช้บริการของชาวบ้านมีความหลากหลายมาก แต่ส่วนใหญ่ล้วนตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลตามหลักเศรษฐศาสตร์ทุกประการ เช่น ชาวบ้านที่ต้องดูแลผู้สูงอายุที่บ้านจะส่งสัจจะเพราะหวังสวัสดิการ อาทิ เงินค่าฌาปนกิจ และเงินค่ารักษาพยาบาล ถ้ามีลูกวัยเรียนก็จะส่งสัจจะเป็นเงินออมเพื่อลูกในระยะยาว และถ้ามีกำลังส่งสัจจะมากกว่าหนึ่งกลุ่มออมทรัพย์ หลายคนก็จะพยายามส่งสัจจะให้กับหลายกลุ่ม เพื่อขยายวงเงินสวัสดิการที่ตนมีสิทธิที่จะได้
ก่อนที่จะเข้าใจบทบาทและวิธีวัดผลการดำเนินงานขององค์กรการเงินชุมชน เราจะต้องมาทำความเข้าใจกับลักษณะขององค์กรการเงินแต่ละประเภทกันก่อน
เราสามารถแบ่งองค์กรการเงินชุมชนทั้งหมดในประเทศไทยออกเป็นสองประเภทกว้างๆ คือ องค์กรที่เน้นการออมเพื่อสวัสดิการ ซึ่งอาจเรียกอย่างเป็นวิชาการเล็กน้อยว่า “welfare-based model” กับองค์กรที่เน้นการปล่อยกู้ ซึ่งอาจเรียกว่า “lending-based model”
ถึงแม้ว่าองค์กรการเงินชุมชนหลายแห่งจะพยายามทำทั้งสองอย่าง คือจัดสวัสดิการกับปล่อยสินเชื่อ “น้ำหนัก” ที่องค์กรแต่ละประเภทให้กับกิจกรรมสองชนิดนี้อย่างไม่เท่าเทียมกัน ก็ทำให้องค์กรสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันมาก องค์กรที่มุ่งทำอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นจะแตกต่างกันในระดับวิธีคิดและเป้าหมายหลักเลยทีเดียว กล่าวคือ องค์กรที่มุ่งระดมเงินออมเพื่อจัดสวัสดิการให้กับชาวบ้าน เช่น สัจจะลดรายจ่ายวันละบาท ตั้งเป้าที่การจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐาน หรือ “social safety net” ของภาคประชาชน ในขณะที่องค์กรที่มุ่งปล่อยสินเชื่อ เช่น กองทุนหมู่บ้าน ตั้งเป้าที่การปล่อยสินเชื่อให้ชาวบ้านไปใช้เพิ่มผลิตภาพการเพาะปลูกหรือริเริ่มธุรกิจขนาดย่อมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว อาจจะทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้
ดังนั้นในเชิงทฤษฎี องค์กรแบบ welfare-based model กับแบบ lending-based model จึงไม่น่าจะเป็นคู่แข่งกันแต่ดูจะหนุนเสริมซึ่งกันและกัน เพราะแบบแรกสร้างเงินออมและจัดสวัสดิการ แบบที่สองปล่อยกู้ให้ชาวบ้านไปทำธุรกิจ
แต่โลกจริงมักจะซับซ้อนกว่าโลกในตำราเสมอ การเงินชุมชนไทยก็เช่นกัน
โปรดติดตามตอนต่อไป.
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน 2552

