การเงินชุมชนในประเทศไทย บทบาท สถานะ และอนาคต (2) : ผลประกอบการด้านสังคม

ครั้งแรกที่ผู้เขียนเขียนเรื่องการเงินชุมชนในประเทศไทยในคอลัมน์นี้ ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า เราสามารถแบ่งองค์กรการเงินชุมชนทั้งหมดในประเทศไทยออกได้เป็นสองประเภท คือองค์กรที่มุ่งจัดสวัสดิการเป็นหลัก กับองค์กรที่มุ่งปล่อยกู้เป็นหลัก (ต่อไปนี้จะใช้คำว่า กลุ่มแทน องค์กรเพราะส่วนใหญ่ยังมีขนาดเล็กระดับหมู่บ้าน ใหญ่ที่สุดคือระดับตำบล)

กลุ่มการเงินชุมชนทั้งสองแบบเหมือนกันตรงที่มี “เป้าหมายทางสังคม” เป็นเป้าหมายสูงสุด มิใช่การทำกำไรสูงสุดเหมือนกับสถาบันการเงินกระแสหลัก เป้าหมายดังกล่าวคือ การจัดสวัสดิการภาคประชาชนด้วยเงินออม และยกฐานะความเป็นอยู่ด้วยเงินกู้

จากการลงพื้นที่ทำวิจัยเบื้องต้นในจังหวัดชัยนาทและนครศรีธรรมราช ผู้เขียนและคณะวิจัยพบว่ากลุ่มที่มุ่งจัดสวัสดิการมักทำประโยชน์สูงกว่า และดังนั้นจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของชาวบ้านมากกว่ากลุ่มที่มุ่งปล่อยกู้ สาเหตุหลักไม่ใช่องค์กรที่ปล่อยกู้บริหารจัดการไม่ดี (ถึงแม้ว่าหลายกลุ่มก็บริหารจัดการไม่ดีและเป็น ทุนนิยมพวกพ้องระดับท้องถิ่นจริงๆ) แต่อยู่ที่ว่า ปัญหาของชาวบ้านที่ต้องการเงินกู้ส่วนใหญ่คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลำพังเงินกู้ 2,000-20,000 บาทแก้ให้อย่างยั่งยืนไม่ได้ ทำได้เพียง ผ่อนหนักเป็นเบาเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ตราบใดที่เกษตรกรยังขาดทุนจากการทำนาหรืออย่างมากก็เท่าทุน ก็ยากที่จะใช้คืนเงินกู้ที่กู้มาลงทุน เช่น ซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ได้ ไม่ว่ากลุ่มจะพยายามคิดดอกเบี้ยต่ำเพียงใด ซึ่งในความเป็นจริงก็คิดต่ำมากไม่ได้ เพราะมีความเสี่ยงสูง

ในภาษาการเงิน ตราบใดที่ลูกหนี้ยังมี ความสามารถในการชำระหนี้ต่ำมากหรือติดลบ ไม่ว่าเจ้าหนี้จะพยายามตั้งเงื่อนไขเงินกู้ให้ เข้าข้างเพียงใด ลูกหนี้ก็จะมีปัญหาอยู่ร่ำไป เผลอๆ อาจต้องใช้วิธี ผลัดผ้าขาวม้าคือกู้เงินจากแหล่งอื่น เช่น เจ้าหนี้นอกระบบ มาใช้หนี้ก่อน ภาระหนี้สินโดยรวมแทนที่จะลดลงกลับเพิ่มขึ้น (จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น) เพียงแต่เลื่อนเวลาชำระคืนเงินต้นออกไปเท่านั้น

ตราบใดที่ยังจ่ายได้แต่ดอกเบี้ย หมุนเงินต้นไปเรื่อยๆ ลูกหนี้ก็ไม่อาจหวังว่าจะลืมหน้าอ้าปากได้

ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างยั่งยืนจึงหมายถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เป็นธรรมในสนามแข่งขัน (เช่น เกษตรกรรายย่อยขาดแคลนข้อมูลที่ถูกต้องและถูกพ่อค้าคนกลางเอารัดเอาเปรียบ) และปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ (ซึ่งเกี่ยวพันกับปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โครงการรับจำนำของรัฐบิดเบือนแรงจูงใจให้คนไม่ต้องสนใจประสิทธิภาพการเพาะปลูก เงื่อนไขธนาคารไม่เอื้ออำนวย สายตาสั้นของข้าราชการ คอร์รัปชั่นในระบบชลประทาน ฯลฯ)

จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สถาบันการเงินขนาดจิ๋วหรือไมโครไฟแนนซ์ทุกแห่งในโลกที่ประสบความสำเร็จ เช่น ธนาคารกรามีนในบังกลาเทศ ธนาคารอคลีดาในกัมพูชา หรือ CARD ในฟิลิปปินส์ จะไม่ได้ทำแค่ปล่อยกู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายจิ๋ว บางครั้งด้วยการจัดหาตลาด ให้คำแนะนำด้านการผลิต และจัดซื้อปัจจัยการผลิตให้ในราคาถูก

ปัจจุบันกลุ่มการเงินชุมชนไทยยังปล่อยสินเชื่อให้กับสมาชิกรายละไม่มาก เช่น กองทุนหมู่บ้านจำกัดเงินกู้ไว้เพียงรายละ 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 10 หรือต่ำกว่าของหนี้ ธ.ก.ส. ที่มีกันคนละ 150,000-200,000 บาท สินเชื่อจากกลุ่มการเงินชุมชนจึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว เป็นทุนหมุนเวียนหรือเงินกู้กรณีฉุกเฉิน ไม่ใช่กลไกที่จะช่วยปลดหนี้ทั้งหมด

ส่วนกลุ่มการเงินชุมชนที่มุ่งจัดสวัสดิการเป็นหลัก เช่น กลุ่มออมทรัพย์และสัจจะสะสมทรัพย์ต่างๆ ที่จัดสวัสดิการแบบ เกิด แก่ เจ็บ ตาย’ (คือสมาชิกจะได้รับเงินเมื่อมีบุตร ล้มป่วยจนนอนโรงพยาบาล เบี้ยเลี้ยงยามชราภาพ และค่าฌาปนกิจศพ) ก็เป็นหัวใจที่ขาดไม่ได้ในชุมชนที่ยังไม่มี ตาข่ายสังคมรองรับอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะสวัสดิการค่าฌาปนกิจ ซึ่งครอบครัวสมาชิกจะได้รับเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสน

สิ่งที่คณะวิจัยพบจากการลงพื้นที่คือ ความคิดพื้นฐานของกลุ่มส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ มีเงิน รักษาเงินได้คือมุ่งรักษาเงินทุนขององค์กร โดยเฉพาะเงินสัจจะที่สมาชิกสมทบรายเดือน ยังไม่มุ่งแสวงหากำไรหรือคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้เงิน มิพักต้องพูดถึงการนำเงินไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตของสมาชิก

บางกลุ่มที่พัฒนาถึงระดับหนึ่งและมีเงินกองทุนมาก จะเริ่มคำนึงถึงการใช้เงินให้เกิดประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก แต่ยังขาดองค์ความรู้และเครื่องมือบริหารจัดการเงินที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว

ถึงแม้ว่าการบริหารจัดการกลุ่มการเงินระดับหมู่บ้านหรือตำบลที่ยังไม่มุ่งแสวงหากำไรอาจฟังดูง่าย ในความเป็นจริงแค่ระดับนี้ก็มีความท้าทายไม่น้อย เช่น จะสร้าง สมดุลอย่างไรระหว่างอัตราเงินปันผลที่จ่ายรายปี กับรายจ่ายสวัสดิการ (ยิ่งจ่ายเงินปันผลในอัตราสูง ก็จะมีเงินไปจัดสวัสดิการน้อยลง) เพราะสมาชิกที่ยังหนุ่มสาวมักจะต้องการเงินปันผลรายปีสูงๆ เป็นหลัก ในขณะที่สมาชิกผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวมักจะให้ความสำคัญกับเงินจ่ายค่าสวัสดิการ อาทิ ค่านอนโรงพยาบาล และค่าฌาปนกิจ มากกว่าเงินปันผล

ข้อกังวลที่เราได้รับฟังจากกลุ่มการเงินชุมชนส่วนใหญ่คือด้านการบริหารสินเชื่อ แต่กลุ่มส่วนใหญ่ก็อาศัย ทุนทางสังคมของความเป็นชุมชน (เช่น ความรู้จักมักคุ้นกันเป็นส่วนตัว) ในการสร้างวิธีการที่จะป้องกันการเกิดหนี้เสียได้ค่อนข้างดี เช่น ใช้วิธีปรับลดขนาดเงินกู้สำหรับคนที่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้ การใช้คนรู้จักค้ำประกัน การโอนลอยหลักทรัพย์ การใช้แรงกดดันของสมาชิกคนอื่นในกลุ่ม การประจาน เป็นต้น

กรรมการสถาบันการเงินชุมชน (ยกระดับจากกองทุนหมู่บ้าน) แห่งหนึ่งเล่าให้ฟังว่า จะประจานชื่อสมาชิกที่ผิดนัดบนกระดานก่อนถ้าผิดนัดชำระนาน 3 เดือน ถ้าผิดนัดเกินไปอีก 3 เดือนก็จะประจานชื่อคู่สมรส ถ้านานกว่านั้นก็จะประจานชื่อบิดามารดาด้วย

จุดอ่อนหรือข้อจำกัดสำคัญที่เราพบในกลุ่มการเงินชุมชนจากการลงพื้นที่ คือความสามารถในการบริหารจัดการบัญชี พบแม้แต่ในกลุ่มองค์กรการเงินซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า เข้มแข็งเช่น ทำบัญชีของ กองทุนสวัสดิการ กับ กลุ่มออมทรัพย์ที่บริหารจัดการกองทุนนั้นแยกกันเป็นสองบัญชี ทำให้มองไม่เห็นภาระทางการเงินและต้นทุนที่แท้จริงของกลุ่ม เกิดความเข้าใจผิดว่ากลุ่มมีกำไรเกินจริง ทำให้จ่ายเงินปันผลมากกว่าที่ควรจะจ่าย (ถ้าจ่ายปันผลสูงเกินกว่ารายจ่ายสวัสดิการ เงินกองทุนสวัสดิการก็จะร่อยหรอ)

อีกปัญหาหนึ่งที่เราได้ยินกรรมการกลุ่มบ่นให้ฟังค่อนข้างมาก คือปัญหาการขาดแคลนกรรมการและคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อจากกรรมการชุดแรก ซึ่งก็เป็นปัญหาโลกแตกที่เข้าใจได้ เพราะเนื่องจากกลุ่มมีขนาดค่อนข้างเล็กและกำไรน้อยหรือไม่มีเลย กรรมการกลุ่มจึงได้ค่าตอบแทนต่ำมาก อย่างมากเพียงคนละไม่กี่พันบาทต่อปี แต่ต้องรับภาระหนี้แทนสมาชิกที่ ชักดาบตรวจบัญชี กลั่นกรองสินเชื่อ เรียกประชุม พิจารณาแก้เงื่อนไขสวัสดิการ ฯลฯ

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ลักษณะการบริหารจัดการองค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็งบางกลุ่มใช้กลไกการจัดการในระดับหมู่บ้าน แต่มีเครือข่ายระดับตำบล บทบาทสำคัญของเครือข่ายระดับตำบลคือกลไกสนับสนุนต่างๆ อาทิเช่น จัดการความรู้ ตรวจสอบบัญชีซึ่งกันและกัน ขยายวงเงินกู้ผ่านกู้ยืมระหว่างกลุ่ม และรวมกองทุนสวัสดิการและฌาปนกิจเข้าด้วยกัน

ประโยชน์ขององค์กรการเงินชุมชนไทยที่สำคัญได้แก่ เป็นการเพิ่มช่องทางการออม เพิ่มความคล่องตัวในการใช้เงินหมุนเวียนให้แก่สมาชิก ลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ (แต่มักเพิ่มภาระหนี้สิน) และได้เงินสวัสดิการ

ถ้านำกลุ่มการเงินมาพล็อตเป็นแผนภูมิ ตามระดับ ความมั่นคงด้านการเงิน (ผลตอบแทนด้านการเงิน) และ คุณภาพชีวิต ของสมาชิก (ผลตอบแทนด้านสังคม) โดยคร่าวของแต่ละกลุ่ม เราก็น่าจะได้แผนภูมิดังต่อไปนี้

ผลตอบแทนด้านการเงิน vs. ผลตอบแทนด้านสังคม


ในแผนภูมินี้ กลุ่มการเงินชุมชนตัวอย่าง 5 กลุ่ม มีตั้งแต่กลุ่มที่มีความมั่นคงทางการเงินสูงแต่นำส่งประโยชน์ด้านคุณภาพชีวิตต่ำ (เช่น ตั้งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสูงๆ จนได้กำไรเยอะแต่สมาชิกมีปัญหาในการผ่อนจ่าย ละเลยการจ่ายเงินสวัสดิการ) ไปจนถึงกลุ่มที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกได้สูงมากแต่มีความมั่นคงทางการเงินต่ำ (เช่น จ่ายเงินค่าสวัสดิการสูง ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในชุมชน แต่มีปัญหาในการติดตามหนี้และเรียกเงินสัจจะรายเดือน เงินกองทุนร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ)

การลงพื้นที่วิจัยของเรายังไม่พบกลุ่มการเงินชุมชนที่มีผลงาน เป็นเลิศ คือมีทั้งความมั่นคงทางการเงินสูงและช่วยให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราพบว่ากลุ่มที่เข้มแข็งบางกลุ่มมีศักยภาพที่จะขยายขนาดและพัฒนาไปสู่จุดนั้นได้ หากต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาควิชาการ หรือแม้แต่ภาคการเงินกระแสหลักที่สนใจจะช่วยพัฒนา โดยเฉพาะในด้านองค์ความรู้ทางบัญชี เครื่องมือบริหารจัดการเงิน ระบบการกลั่นกรองสินเชื่อที่ไปไกลกว่าการอาศัยคนรู้จัก และการส่งเสริมให้กลุ่มการเงินต่างๆ สามารถกู้ยืมเงินระหว่างกันได้

ผู้เขียนเชื่อว่าวงการ การเงินขนาดจิ๋วหรือ ไมโครไฟแนนซ์ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ มีโอกาสที่จะหยั่งรากและเติบโตในชนบทไทยได้ดีไม่แพ้ที่อื่นใดในโลก สถาบันการเงินกระแสหลักที่สนใจจะทำธุรกิจด้านนี้น่าจะลองศึกษาแนวโน้มการเป็นพันธมิตรหรือแหล่งทุนของกลุ่มการเงินชุมชนไทย เพื่อต่อยอดและขยับขยายจากสิ่งที่ชาวบ้านทำกันเองได้ดีแล้วระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเครื่องมือทางการเงินสองชนิดที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับชาวบ้าน ประกันขนาดจิ๋ว (microinsurance) และการโอนเงินขนาดจิ๋ว (micropayment).

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม 2552