ตลาดหลักทรัพย์เพื่อสังคม (Social Stock Exchange)

ปัญหาระดับโลกที่รุมเร้าเราอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ ระบบนิเวศเสื่อมโทรม โรคระบาดรุนแรง วิกฤตอาหาร ผู้ยากไร้แร้นแค้นกว่าเดิม ฯลฯ ล้วนสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ลำพังระบบตลาดกระแสหลักที่ยึดกำไรสูงสุดเป็นสรณะ หรือนโยบายพัฒนาแบบ "บนลงล่าง" ของภาครัฐอย่างหนึ่งอย่างใดนั้นไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันการ และเป็นธรรม

ศตวรรษที่ 21 จึงเป็นยุคที่เราต้องมองเห็นข้อจำกัดและความล้าหลังของวิธีคิดเก่า และมองหาวิธีคิดใหม่และทำใหม่ในทุกมิติอย่างเร่งด่วน จึงไม่น่าแปลกใจที่งานของกิจการพันธุ์ใหม่ซึ่งมีชื่อเรียกในวรรณกรรมธุรกิจแล้วว่า "กิจการเพื่อสังคม" (social enterprises) จะกำลังได้รับความสนใจและการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ก้าวหน้าที่สุดล้วนทำงานด้วย "สมอง" ที่วางแผนเพื่อความอยู่รอดทางการเงิน "หัวใจ" ที่ห่วงใยความอยู่รอดของสังคม และ "สายตา" แหลมคมยาวไกลที่สร้างแนวร่วมระหว่างภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน พัฒนาโมเดลเปี่ยมนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเอง โดยเฉพาะในสาขาสุขอนามัย การศึกษา การเงินขนาดจิ๋ว และเทคโนโลยีสะอาด ที่สามารถนำไปขยายขนาดและทำซ้ำที่อื่นได้ (อ่านรายละเอียดความหลากหลายของกิจการเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จได้ในหนังสือเรื่อง "The Power of Unreasonable People" โดย John Elkington และ Pamela Hartigan ฉบับแปลไทยชื่อ "พลังของคนหัวรั้น" แปลโดยผู้เขียน ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน)

ถึงแม้ว่างานของพวกเขาจะเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่โลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 กิจการเพื่อสังคมส่วนใหญ่ก็ยังประสบปัญหาในการระดมทุน เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปยังมองว่า "การลงทุน" กับ "การให้" แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง คือถ้า "ลงทุน" ก็อยากได้ผลตอบแทนทางการเงินสูงเท่าที่จะสูงได้ ซึ่งกิจการเพื่อสังคมอาจทำไม่ได้เพราะลงทุนด้านสังคมเป็นหลัก แต่ในทางกลับกัน ถ้านักลงทุนอยากช่วยเหลือสังคมก็จะอยาก "ให้เปล่า" เพราะถือว่า "ทำบุญ" ดังนั้นจึงไม่ค่อยอยากเห็นองค์กรนำเงินให้เปล่าไปสร้างรายได้ ส่วนสถาบันการเงินกระแสหลักที่ประกาศว่ามี "ความรับผิดชอบต่อสังคม" ส่วนใหญ่ก็ยังมองว่ากิจการเพื่อสังคมเล็กเกินไปและเสี่ยงเกินไปที่จะลงทุน ไม่ว่าจะในรูปหนี้หรือหุ้น

การระดมทุนจากตลาดการเงินกระแสหลักมีอุปสรรค เพราะกิจการเพื่อสังคมเป็นกิจการลูกผสมระหว่างธุรกิจกระแสหลักกับองค์กรการกุศล ขณะเดียวกันนักลงทุนพันธุ์ใหม่ คือ "นักลงทุนเพื่อสังคม" (impact investors) ที่อยากลงทุนในกิจการเพื่อสังคมก็หาตัวผู้ประกอบการค่อนข้างยาก และต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการหาข้อมูลมายืนยันว่ากิจการนั้นมีแนวโน้มดีจริงหรือไม่

ในเมื่อสิ่งที่ระบบตลาดทำได้ดีกว่ากลไกอื่น ๆ คือ "จับคู่" ระหว่างอุปสงค์และอุปทาน "ตลาดหลักทรัพย์เพื่อสังคม" (social stock exchange) จึงกำลังอุบัติขึ้นอย่างช้า ๆ แต่มั่นคงในหลายประเทศ ด้วยฝีมือและความทุ่มเทของนักการเงินกลุ่มน้อยที่สนใจว่ากลไกการเงินจะช่วยสังคมได้อย่างไร มากกว่าไปเก็งกำไรทองคำ อนุพันธ์อิงราคาน้ำมัน หรือกองทุนพันธบัตรเกาหลี

ตลาดหลักทรัพย์เพื่อสังคมน้องใหม่หมาดในวงการคือ Impact Investment Exchange Asia (IIX, http://www.asiaiix.com/) ในสิงคโปร์ ได้รับอนุมัติจากทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2552

IIX ไม่ใช่ตลาดหลักทรัพย์เพื่อสังคมแห่งแรกในโลก แต่เป็นแห่งแรกในทวีปเอเชีย และเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ต้องการจับคู่ระหว่างกิจการเพื่อสังคมและนักลงทุนเพื่อสังคมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตลาดสมัครใจไร้ผู้กำกับดูแลที่จับคู่ระหว่างองค์กรการกุศลกับผู้ใจบุญเฉย ๆ อย่าง BOVESPA ในบราซิล หรือ SASIX ในอเมริกาใต้ แต่ IIX เป็นตลาดหลักทรัพย์เต็มรูปแบบเพื่อส่งเสริมกิจการเพื่อสังคม เหมือนกับ Social Stock Exchange (SSE) ในอังกฤษ

ตัวองค์กร IIX เองก็เป็นกิจการเพื่อสังคม มีพันธกิจ "ช่วยกิจการเพื่อสังคมในเอเชียให้เข้าถึงทุน ทำให้พวกเขาสามารถขยายขนาดผลลัพธ์ของกิจกรรมได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม"

โครงสร้างโดยรวมของ IIX เหมือนกับตลาดทุนทั่วไป มีตลาดแรกและตลาดรองให้นักลงทุนซื้อขาย และเป็นตัวกลางในการชำระเงิน แต่ที่พิเศษคือกลไกทุกอย่างถูกออกแบบมาสำหรับกิจการเพื่อสังคมโดยเฉพาะ IIX หวังว่าจะสามารถสร้าง "ระบบนิเวศ" ของตลาดการลงทุนเพื่อสังคมในทางที่เหมือนกับตลาดการเงินกระแสหลัก ซึ่งหมายความว่ามันจะประกอบไปด้วยกิจการที่ออกหลักทรัพย์ นักลงทุนเพื่อสังคม นายธนาคาร บริษัทผู้สอบบัญชี โบรกเกอร์ บริษัทวิจัย ฯลฯ

"สินค้า" ของ IIX คือหุ้นและตราสารหนี้ กิจการเพื่อสังคมที่แสวงหากำไรออกหลักทรัพย์ได้ทั้ง 2 ประเภท ส่วนกิจการที่ไม่แสวงหากำไรจะออกได้แต่ตราสารหนี้ นักลงทุนในหุ้นจะได้รับผลตอบแทนด้านการเงินจากเงินปันผลและการซื้อขายหุ้นในตลาดรอง ส่วนนักลงทุนในตราสารหนี้ (มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของกิจการ) ก็จะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นรายงวดเหมือนกับตราสารหนี้ทั่วไป

นอกจากผลตอบแทนด้านการเงิน นักลงทุนทั้ง 2 ประเภทก็จะได้รับทราบว่ากิจการที่พวกเขาลงทุนนั้นสร้างผลบวกต่อสังคมเท่าไรแล้วบ้าง โดย IIX ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญจะกำหนดวิธีวัดและคำนวณผลตอบแทนนี้ออกมาเป็นมูลค่า "ปันผลสังคม" (social dividends)

IIX จะกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของกิจการเพื่อสังคมที่ประสงค์จะเข้ามาระดมทุนในตลาด โดยส่วนหนึ่งจะใช้เกณฑ์ของตลาดหุ้นทั่วไป เช่น มาตรฐานธรรมาภิบาล มาตรฐานบัญชี ผลประกอบการด้านการเงินและการดำเนินกิจการที่ผ่านมา เสริมด้วยข้อบังคับเพิ่มเติมเพื่อตีกรอบกิจการในตลาดให้อยู่แค่กิจการเพื่อสังคมจริง ๆ กล่าวคือ เป็นกิจการที่มีพันธกิจด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และสามารถนำส่งผลตอบแทนทั้งด้านการเงินและด้านสังคม

คุณูปการข้อหนึ่งของตลาดการ "ลงทุน" อย่างเป็นทางการอย่าง IIX ที่สำคัญไม่แพ้การสร้างตลาดใหม่ที่ช่วยพัฒนาสังคมคือ การที่ IIX จะสร้างและเผยแพร่มาตรฐานในการเปิดเผยและประเมินผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รายงานผลตอบแทนด้านนี้ของกิจการใน IIX ทุกแห่งจะต้องได้รับการประเมินโดยบุคคลภายนอก คล้ายกับที่งบการเงินของบริษัททุกบริษัทจะต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน และในเมื่อกิจการเพื่อสังคมต้องเปิดเผยข้อมูลให้กับนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ การได้จดทะเบียนใน IIX ก็น่าจะช่วยสร้างวินัยทางอ้อมให้กับกิจการ ตลอดจนระดมความช่วยเหลือจากผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดที่ล้วนแต่กระตือรือร้นในการแบ่งปันข้อมูลและโมเดลธุรกิจ เพราะทุกฝ่ายล้วนมีเป้าหมายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน

เดอร์รีน ชาห์นาซ (Durreen Shahnaz) ชาวอเมริกันเชื้อสายบังกลาเทศผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการของ IIX มีประวัติและแนวคิดน่าสนใจไม่แพ้ตลาดที่เธอผลักดัน ตำแหน่งปัจจุบันอีกตำแหน่งของเธอคือ หัวหน้าโครงการนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงสังคม คณะนโยบายสาธารณะ (Lee Kuan Yew School of Public Policy) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เธอจบปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยวาร์ตัน และปริญญาโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกินส์ในสหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์มากมายในภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และธุรกิจเพื่อสังคม ตั้งแต่มอร์แกน สแตนเลย์ และเมอร์ริล ลินช์ บริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำของอเมริกา ไปจนถึงธนาคารโลก นิตยสารรีดเดอร์ส ไดเจสท์ และธนาคารกรามีน ก่อนหน้านี้ชาห์นาซก่อตั้งธุรกิจเพื่อสังคมชื่อ oneNest เพื่อขายงานหัตถกรรมผ่านเว็บไซต์ เชื่อมช่างฝีมือชาวบ้านโดยตรงเข้ากับผู้บริโภครายย่อยในอีกซีกโลกหนึ่ง

ชาห์นาซมองว่า กำเนิดของ IIX "...นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเงินยุคใหม่ และเป็นปฏิกิริยาที่เหมาะสมต่อความโลภในตลาดการเงินที่ครอบงำประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ในโลกตลอดระยะเวลาไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่ดีที่สุดคือ ตลาดนี้มีแนวโน้มจะเป็นปฏิกิริยาของทวีปเอเชียต่อความสับสนอลหม่านในโลกตะวันตก และนำจิตสำนึกทางสังคมไปยืนอยู่แถวหน้าของตลาดการเงินโลก"

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม 2552