ทุนทางสังคม การเงินชุมชนไทย และคุณูปการของเอลินอร์ ออลสตรอม

ในรอบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันการเงินขนาดจิ๋วหรือไมโครไฟแนนซ์ได้รับการศึกษาและกล่าวขานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะโมเดล "ธุรกิจเพื่อสังคม" ที่ช่วยผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะในชนบทห่างไกล ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่สถาบันการเงินกระแสหลักไม่ยอมให้บริการ นำเงินกู้ขนาดจิ๋วไปทำกิจการขนาดจิ๋วเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต รวมทั้งช่วยสร้างวินัยในการออมเพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว โดยเฉพาะในวัยชราที่จะมีรายได้น้อยมากหรือไม่มีเลย และมีแนวโน้มว่าจะต้องพึ่งตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่พึ่งพาลูกเต้าไม่ค่อยได้ เพราะลูกเต้ายังเอาตัวเองแทบไม่ค่อยรอด

สถาบันไมโครไฟแนนซ์หลายแห่งที่ประสบความสำเร็จในระดับชาติ ไม่ทำธุรกิจบนฐานทุนของลูกค้า เพราะลูกค้าที่เป็นผู้มีรายได้น้อยย่อมไม่มีสินทรัพย์เพียงพอที่จะใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ ดังนั้นจึงต้องใช้ทุนอย่างอื่นให้เป็นประโยชน์

โดยธรรมชาติและประวัติศาสตร์ในหลายประเทศ ทุนที่ชนบทมีอย่างเหลือเฟือมักไม่ใช่เงิน แต่เป็นทุนชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นทุนทางปัญญา (ภูมิปัญญาท้องถิ่น) ทุนธรรมชาติ (สิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์) หรือทุนวัฒนธรรม แต่ทุนที่อาจสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาชุมชน และเป็นหัวใจแห่งความสำเร็จของสถาบันไมโครไฟแนนซ์แทบทุกแห่งที่ได้รับการยอมรับ คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ขนานนามว่า "ทุนทางสังคม"

ผู้เขียนสรุปในหนังสือเรื่อง Macrotrends (สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์และสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์, 2552) ไว้ว่า "นักวิจัยบางคนนิยาม "ทุนทางสังคม"...ว่า ทรัพยากรอะไรก็ตามที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ความคิด โอกาส กำลังใจ ความปรารถนาดี ความไว้วางใจ หรือความร่วมมือกัน" แต่ผู้เขียนคิดว่านิยามที่กระชับและเข้าใจง่ายที่สุดคือ "คุณค่าของเครือข่าย"

"ทุนทางสังคมมีส่วนคล้ายกับทุนชนิดอื่น อาทิ เงินตรา ทรัพย์สินทางปัญญา และทรัพยากรธรรมชาติ ตรงที่มีส่วนสร้างความมั่งคั่งและความผาสุก ปัจเจกชนหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถสะสมทุนทางสังคมได้ด้วยการสร้างและถนอมความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้อื่น "ลงทุน" โดยหวังผลตอบแทนในอนาคต และดูแลรักษาถ้าไม่ต้องการให้ร่อยหรอ แต่ลักษณะสำคัญของทุนทางสังคมที่ทำให้มันแตกต่างจากทุนชนิดอื่นที่สุดคือ ทุนทางสังคมเป็น "ทรัพยากรร่วม" (commons) ของคนในกลุ่มที่ไม่อาจโอนย้ายข้ามกลุ่ม และดังนั้นจึงไม่อาจมีใครคนใดคนหนึ่งครอบครองเป็นเจ้าของหรือนำไปแลกเปลี่ยนในตลาด"

เนื่องจากทุนทางสังคมยังมีค่อนข้างมากในชุมชนที่สมาชิกยังไปมาหาสู่กัน สถาบันไมโครไฟแนนซ์หลายแห่งจึงสร้างกฎกติกาที่ใช้ทุนชนิดนี้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการความเสี่ยงและชดเชยหลักประกัน เช่น ผู้ประสงค์จะขอสินเชื่อจะต้องขอเป็นกลุ่ม มีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5 คน ถ้ามีสมาชิกคนใดคนหนึ่งผิดนัดชำระหนี้ สมาชิกที่เหลือก็จะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อก้อนใหม่จนกว่าสมาชิกที่ผิดนัดจะชำระคืน เท่ากับสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกกวดขันกันเองภายในกลุ่ม

เนื่องจากทุนทางสังคมเป็นทั้งเป้าหมาย (สร้างความสามัคคีและความรักใคร่กลมเกลียวในชุมชน) และกลไกการบริหารจัดการ (ให้คนรู้จักช่วยติดตามหนี้) ของสถาบันไมโครไฟแนนซ์ เป้าหมายของสถาบันหลายแห่งจึงครอบคลุมการส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มพูนทุนทางสังคม เช่น จัดสรรกำไรส่วนหนึ่งไปสนับสนุนพิธีกรรมทางศาสนาในชุมชน และลงทุนในกิจการหรือโครงการที่ชาวบ้านบริหารจัดการร่วมกัน เช่น วิสาหกิจชุมชน ป่าชุมชน ฯลฯ

ประเทศไทยถึงแม้ว่าจะยังไม่ปรากฏสถาบันไมโครไฟแนนซ์ที่ขยายกิจการจนครอบคลุมทั่วประเทศ กลุ่มการเงินชุมชนที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับจนมีคนมาดูงานและนำแนวคิดไปขยายผลในจังหวัดอื่นก็มีจำนวนไม่น้อย ที่น่าสนใจคือความสำเร็จของกลุ่มเหล่านี้ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนความสามารถในการขับเคลื่อนและเสริมสร้างทุนทางสังคม งานวิจัยเรื่อง "โครงการศึกษาแนวทางการจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนฐานรากเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจชุมชน" โดย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ ซึ่งผู้เขียนได้รับเกียรติร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิก (ดาวน์โหลดรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้ที่บล็อกส่วนตัวของผู้เขียน-http://www.fringer.org/) สรุปบทบาทของทุนทางสังคมในการเงินชุมชนไทยไว้ว่า -

"นักการเงินชุมชนชั้นนำ อาทิ ครูชบ ยอดแก้ว พระอาจารย์สุบินปณีโต ลุงอัมพร ด้วงปาน...สามารถสร้าง "สถาบัน" บนฐานสังคมไทยที่นักวิชาการก็ทำไม่ได้เพราะไม่รู้จักและไม่เข้าใจวิธีคิดของชาวบ้านและวิถีชีวิตของคนจนดีพอ..."สถาบัน" หมายถึงกติกา กติกานี้คือการใช้สัจจะ การออม และหลักการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข รวมถึงการพึ่งตนเอง การทำดี เป็นกติกาในการจัดการทางการเงินเพื่อดูแลทุกข์สุขของคนในชุมชน โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แนวคิดกลุ่มการเงินชุมชนของไทยจึงมีฐานคิดทางศาสนาและวัฒนธรรม อาศัยการรู้จัก มีข้อมูลเท่าเทียมกันระหว่างผู้ขอกู้กับผู้ให้กู้ ระบบความสัมพันธ์แบบช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกันของผู้คนในชุมชนอย่างของไทยทำให้การแก้ปัญหามีความยืดหยุ่น และมีการพัฒนาของระบบอย่างต่อเนื่องหลากหลายมาตลอดระยะเวลาประมาณ 30 ปี

ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งของสถานการณ์การเงินชุมชนไทย คือความหลากหลายของอุดมการณ์ รูปแบบการบริหารจัดการ และความเป็นเจ้าของ แกนนำกลุ่มธนาคารประชาชนห้วยน้ำขาว จังหวัดตราด แบ่งกลุ่มองค์กรการเงินชุมชนออกเป็น 3 สาย คือ "องค์กรการเงินสายประชาชน" หมายถึงประชาชนเป็นผู้ก่อตั้ง "องค์การการเงินสายพระ" หมายถึงเครือข่ายกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่ริเริ่มโดยพระอาจารย์สุบิน ปณีโต จังหวัดตราดเมื่อกว่า 20 ปีก่อน และกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนเงินล้านเป็น "องค์กรการเงินสายรัฐ"

สิ่งที่น่าสนใจคือ 3 แนวทางนี้มีพื้นฐานการคิดที่ต่างกัน สายรัฐใช้การออมเป็นเงื่อนไขของการเข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อมีสิทธิในการกู้และวัดความสำเร็จที่การคืนเงินกู้ สายพระใช้เงินเป็นเครื่องมือของการพัฒนาคน การออมสม่ำเสมอเป็นสัจจะ ใช้ความดีของตัวเองเป็นหลักประกัน และเป็นเงื่อนไขในการได้กู้ สอดแทรกคุณธรรมไว้ในกระบวนการกลุ่ม ส่วนสายประชาชนมีหลากหลายตั้งแต่ใกล้สายวัดไปจนถึงใกล้สายรัฐ แล้วแต่ว่ากลุ่มจะมีอุดมการณ์และการทำงานเข้มข้นทางความคิดมากน้อยอย่างไร 

การมีกองทุนหมู่บ้านซ้อนขึ้นมาในพื้นที่ที่มีกลุ่มสายพระหรือสายประชาชนที่มีกติกาเคร่งครัดจะประสบปัญหาเพราะจะทำให้มีมาตรฐานที่เป็นเงื่อนไขในการกู้ยืม 2 ระดับ เช่น สมาชิกที่เคยต้องรักษาคุณธรรมหรือรักษาสิ่งแวดล้อมไม่จับปลาในฤดูวางไข่เพื่อให้มีสิทธิในการกู้ก็สามารถหันไปกู้ยืมจากกองทุนหมู่บ้านได้โดยไม่จำเป็นที่จะรักษากติกาชุมชนอีกต่อไป"

พระอาจารย์สุบิน ปณีโต "พระนักการเงินชุมชน" ผู้ริเริ่มเครือข่ายกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่จังหวัดตราดจนประสบความสำเร็จ อธิบายแนวคิดการใช้การเงินชุมชนเป็น "เครื่องมือ" ในการพัฒนาไว้อย่างน่าคิดในวงเสวนาเรื่องการเงินชุมชนว่า-

"จริง ๆ ถามว่าถ้าเราจะทำให้ชุมชนอยู่รอด เพียงเงินที่มีอยู่ในชุมชน อาตมาเชื่อว่ามันไม่พอหรอก เพราะตอนนี้ไปดูแลแต่ละชุมชน มีหนี้สถาบันการเงิน 20 ล้านบ้าง 40 ล้านบ้าง กับเงินนอกระบบอีกที่ยังไม่ได้คิด เงินที่เราออมขณะนี้มันยังไม่พอ เพียงแต่ตอนนี้ขาดการจัดการ การจัดการที่ดีต้องมองปัญหาในชุมชนแล้วเสนอปัญหาของชุมชนออกมา ให้ลุกขึ้นมาจัดการเอง ด้วยทุนของตัวเอง พยายามให้ไปลองฝึกทำธุรกิจ ด้วยการซื้อผลผลิตของตัวเขาเอง ด้วยทุนของเขาเอง หรือไปไถ่ถอนที่จากธนาคารที่ยึดไปจากชุมชน ธนาคารยึด ธ.ก.ส.ยึด สหกรณ์ยึด ให้กลุ่มไปไถ่ออกมา เสร็จแล้วก็ไปจัดสรรให้แก่ชุมชน คนไหนที่ไม่มีที่อยู่ก็ไปผ่อนเอา...ต้องใช้ทุนของพวกเขา ให้เขารู้ เกิดความรักชุมชนให้ได้ อาตมาก็ใช้วิธีสวัสดิการเป็นเครื่องมือ"

ความสำคัญของทุนทางสังคมในสถาบันไมโครไฟแนนซ์ต่างประเทศ และการเงินชุมชนไทยที่ประสบความสำเร็จ เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่เหลียวแลเท่าที่ควร แต่นักเศรษฐศาสตร์พัฒนาและนักเศรษฐศาสตร์สถาบันศึกษามานานแล้ว คุณูปการของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคนล่าสุดคือ เอลินอร์ ออลสตรอม คือการพิสูจน์ให้เห็นจากการวิจัยชุมชนทั่วโลกว่า การบริหารจัดการสาธารณสมบัติ (common property หมายถึงทรัพยากรที่คนใช้ร่วมกัน อาทิ บ่อน้ำ ป่าไม้) ในทางที่ยั่งยืนนั้น ไม่จำเป็นจะต้องใช้กลไกตลาด (ให้กรรมสิทธิ์เอกชนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ดูแล) หรือกลไกรัฐ (ออกกฎหมายคุ้มครองหรือให้รัฐบริหารจัดการเอง) หรือส่วนผสมของตลาดและรัฐ แต่ยังสามารถใช้กลไกชุมชน คือให้ชุมชนบริหารจัดการร่วมกันโดยไม่ต้องให้รัฐออกกฎเกณฑ์หรือยกกรรมสิทธิ์ให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ

ออลสตรอมชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของการให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรด้วยตัวเองนั้น ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของ "สถาบัน" ในชุมชน ซึ่งหมายรวมทั้งความเหมาะสมของกฎกติกา และระดับทุนทางสังคมด้วย เพราะถ้าชุมชนมีทุนทางสังคมต่ำ แปลว่าสมาชิกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไม่สามัคคีกัน คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เคารพกฎกติกาที่ตกลงกันไว้ ทำให้กฎกติกาถึงแม้จะมีและสอดคล้องกับสภาพทรัพยากร แต่ก็อาจใช้การไม่ได้จริง มีคนละเมิดมากกว่าคนคอยดูแลรักษา ทรัพยากรร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ จนหมดสิ้น กลายเป็นภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์ขนานนามว่า "โศกนาฏกรรมสาธารณสมบัติ" (tragedy of the commons) 

ในชนบททุกประเทศและทุกวัฒนธรรมที่สถาบันไมโครไฟแนนซ์และกลุ่มการเงินชุมชนทำงาน ทุนทางสังคมมีบทบาทและความสำคัญมากกว่าทุนเงินตรา เพราะยิ่งสมาชิกในชุมชนมีเงินน้อยเท่าไร ก็ยิ่งต้องสมัครสมานสามัคคีและช่วยเหลือเจือจานกัน โดยเฉพาะในเมื่อทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในชนบทมักเป็นสาธารณสมบัติที่ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ คูคลอง ฯลฯ

สถาบันไมโครไฟแนนซ์และกลุ่มการเงินชุมชนไทยที่ประสบความสำเร็จ ล้วนเล็งเห็นความสำคัญของการใช้เงินเป็น "เครื่องมือ" ในการขับเคลื่อนและเสริมสร้างทุนทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านพัฒนาตนเองและอนุรักษ์ทรัพยากรให้ถึงมือลูกหลาน ไม่ใช่คิดแต่จะหาวิธีหมุนเงิน มองเห็นแต่ทุนเงินตราจนปล่อยให้ทุนชนิดอื่นร่อยหรอลงจนหมดสิ้น.


ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552