สองตอนก่อนหน้านี้ ผู้เขียนแนะนำ “การเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้น” (shareholder activism) ในอเมริกาและเอเชียไปพอหอมปากหอมคอ โดยเน้นไปที่การเคลื่อนไหว “แนวธรรมาภิบาล” คือมุ่ง “รีด” มูลค่าของบริษัทที่มีศักยภาพแต่ถูกคณะกรรมการหรือผู้บริหารทำลายหรือถ่ายโอนสู่มือตัวเองหรือผู้ถือหุ้นใหญ่
วันนี้ผู้เขียนจะแนะนำการเคลื่อนไหว “แนวสังคม” พอเป็นสังเขป การเคลื่อนไหวแนวนี้มุ่งผลักดันให้บริษัทจัดการแก้ปัญหาที่เกิดจากความไม่รับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียนอกเหนือจากผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค แรงงาน ชุมชน สิ่งแวดล้อม หรือสังคม หรือผลักดันให้บริษัทปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และกระบวนการทำธุรกิจในทางที่รับผิดชอบและยั่งยืนกว่าเดิม ผู้ถือหุ้นที่เคลื่อนไหวแนวสังคมมักเป็นกองทุนที่มุ่งลงทุนในบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Investment: SRI funds) และกองทุนที่ใช้เกณฑ์ด้านศีลธรรมในการลงทุน (ethical funds) เช่น ไม่ลงทุนในบริษัทที่ทำการทดลองในสัตว์ ขายบุหรี่หรืออบายมุขอื่นๆ
ในเมื่อภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาเร่งด่วนระดับโลกที่ภาคธุรกิจเป็นตัวการสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจที่กองทุนนักเคลื่อนไหวแนวสังคมจึงผลักดันเรื่องนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอเมริกาปี 2009 ผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับประเด็นนี้เป็นวาระการประชุมให้ผู้ถือหุ้นลงมติ 68 เรื่อง ในจำนวนนี้มี 31 เรื่องที่ผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวถอนออกจากวาระการประชุมผู้ถือหุ้น เนื่องจากคณะกรรมการบริษัทตกลงทำตามข้อเสนอก่อนการประชุม
ข้อเสนอเกี่ยวกับภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่กองทุนแนวสังคมส่วนใหญ่ยื่นให้กับบริษัท หรือบรรจุให้ผู้ถือหุ้นลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั้น มีตั้งแต่ข้อเรียกร้องให้บริษัทเปิดเผยปริมาณการปล่อยคาร์บอนในรายงานประจำปี ไปจนถึงเรียกร้องให้บริษัทตั้งเป้าหมายลดคาร์บอน ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดในปี 2009 ในอเมริกา คือการยื่นข้อเสนอให้ไอดาคอร์ป บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ ประกาศเป้าหมายลดคาร์บอน และให้รายงานความคืบหน้าทุกปี ข้อเสนอดังกล่าวของกองทุนแนวสังคมได้รับเสียงสนับสนุนกว่าร้อยละ 52 ของผู้ถือหุ้นทั้งหมดของไอดาคอร์ป กลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อเมริกาที่ข้อเสนอเช่นนี้ได้รับมติเสียงข้างมากจากผู้ถือหุ้น ทำให้บริษัทต้องปฏิบัติตาม
หลังจากที่กองทุนแนวสังคมประสบชัยชนะในการระดมเสียงสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นรายอื่น ไอดาคอร์ปก็ได้ประกาศเป้าหมายลดคาร์บอนตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น และนอกจากนั้นก็ยังประกาศทำโครงการฟาร์มกังหันผลิตพลังงานลมขนาดใหญ่ อีกทั้งยังขออนุมัติโครงการระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) จากผู้กำกับดูแลพลังงานด้วย
ชัยชนะครั้งสำคัญอีกกรณีหนึ่งคือ ในปี 2008 กลุ่มนักลงทุนสถาบันนำโดย Interfaith Center on Corporate Responsibility (ICCR – เครือข่ายบริษัทจัดการลงทุนกว่า 300 บริษัท ที่ใช้หลักศาสนาในการกำหนดนโยบายลงทุน) และ Investor Network on Climate Risk Network (INCR – เครือข่ายนักลงทุนสถาบันที่เรียกร้องให้บริษัทรับมือกับภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง) เสนอมติเข้าสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฟอร์ด จนฟอร์ดกลายเป็นบริษัทรถยนต์อเมริกันรายแรกที่ประกาศว่าจะเปิดเผยปริมาณการปล่อยคาร์บอนประจำปี ประกาศแผนลดการปล่อยคาร์บอนจากรถยนต์ที่ผลิต และประกาศเป้าหมายว่าจะลดให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี 2020
กองทุนแนวสังคมไม่ได้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงแต่ในระดับบริษัทเท่านั้น แต่ยังร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายรัฐด้วย ในปี 2009 ชัยชนะครั้งสำคัญของกลุ่มกองทุนแนวสังคม คือการผลักดันให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กลับนโยบายสมัยรัฐบาลบุชที่จำกัดขอบเขตวาระที่ผู้ถือหุ้นสามารถเสนอ เปลี่ยนเป็นอนุญาตให้ผู้ถือหุ้นสามารถเสนอข้อเรียกร้องให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และประเด็นสังคมอื่นๆ บรรจุเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้น โดยไม่ให้คณะกรรมการบริษัทมีสิทธิปฏิเสธดังเช่นในอดีต
ด้านสิทธิผู้บริโภค กองทุนแนวสังคมชั้นนำชื่อ Green Century Funds ซึ่งก่อตั้งโดยเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมหลายราย เคลื่อนไหวร่วมกับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ผลักดันให้บริษัทซูโนโค บริษัทปิโตรเลียมยักษ์ใหญ่ และ โฮลฟูดส์ บริษัทค้าปลีกอาหารขนาดใหญ่ จำกัดการใช้สารเคมี ไบสฟีนอล เอ (Bisphenol A) ในผลิตภัณฑ์ที่วางขายในร้านค้า หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานว่าสารเคมีดังกล่าวที่ใช้ในการฉาบกระป๋องและขวดน้ำนั้นมีส่วนทำให้เกิดโรคมะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจ ถึงแม้ว่าองค์การอาหารและยาของอเมริกาจะยังคงยืนยันว่าสารเคมีดังกล่าวปลอดภัยก็ตาม ก่อนหน้านี้ Green Century Funds ผลักดันให้โฮลฟูดส์ติดฉลากอาหารของร้าน (เฮาส์แบรนด์) ที่มีส่วนประกอบที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) จนประสบความสำเร็จมาแล้ว
ด้านสิทธิแรงงาน ในปี 2007 เพียงปีเดียว กองทุนแนวสังคมเสนอวาระเข้าสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ 23 แห่ง เรียกร้องให้บริษัทและคู่ค้าของบริษัทกำหนดมาตรฐานแรงงานและวิธีติดตามผล ตามมาตรฐานแรงงานสากลที่กำหนดโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization: ILO) และองค์การสหประชาชาติ ปัจจุบันข้อเสนอดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นมากขึ้นทุกปี เช่น ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท เอวอน, ฟอร์ด, ลิมิเต็ท แบรนด์ส์, แม็ทเทล, และทิมเบอร์แลนด์ และกองทุนแนวสังคมก็เคลื่อนไหวรณรงค์ในประเด็นนี้อย่างต่อเนื่องร่วมกับเอ็นจีโอด้านแรงงาน
ประเด็นใหญ่สองประเด็นที่ผู้ถือหุ้นเคลื่อนไหวแนวสังคมทำงานร่วมกับผู้ถือหุ้นแนวธรรมาภิบาลกันอย่างคึกคัก คือการเรียกร้องให้บริษัทเปิดเผยยอดเงินอุดหนุนพรรคการเมือง และเปลี่ยนแปลงนโยบายจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหาร โดยเฉพาะการให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจลงมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติค่าตอบแทน ในปี 2009 มีผู้ถือหุ้นเสนอมติทำนองนี้กว่า 100 บริษัท หลายกรณีได้มติเสียงข้างมากในที่ประชุมผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทใหญ่หลายแห่ง รวมทั้งแอปเปิล และเล็กซ์มาร์ค ยอมเปิดทางให้แพ็คเกจค่าตอบแทนของผู้บริหารขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น กองทุนแนวสังคมบางกองไปได้ไกลกว่านั้นแล้ว – บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งยอมเริ่มปรึกษาหารือกับกองทุน ถึงแนวทางที่จะผูกโยงค่าตอบแทนของผู้บริหารเข้ากับผลงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัท
ถึงแม้ว่านักวิชาการด้านบริหารธุรกิจจะยังถกเถียงกันไม่จบว่า กองทุนแนวสังคมนำส่งผลตอบแทนทางการเงินให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้สูงกว่ากองทุนทั่วไปหรือไม่ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทุนแนวสังคมเป็นสาขาที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด คนจำนวนมากตัดสินใจลงทุนไม่ใช่เพราะอยากได้ผลตอบแทนทางการเงินสูงๆ แต่เพราะอยากมีส่วนสร้างผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือรู้สึก “ดี” ที่ได้สนับสนุนบริษัทที่มองว่า “ดี” ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ความสำเร็จของกองทุนแนวสังคมที่โดดเด่นและยั่งยืนที่สุด คือการเคลื่อนไหวผลักดันให้บริษัทเปลี่ยนนโยบายหรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ในทางที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น ดังตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น
ในรายงานชื่อ Working Capital Report ปี 2007 กลุ่มนักลงทุนสถาบันกว่า 200 แห่งที่ร่วมลงนามในหลักการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมขององค์การสหประชาชาติ (United Nations’ Principles for Responsible Investment: UNPRI) ซึ่งบริหารจัดการเงินลงทุนรวมกันเกือบ 10 ล้านล้านเหรียญ นำเสนอหลักฐานว่าการผนวกรวมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (environmental, social, governance เรียกรวมว่า ESG) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลงทุนและวิธีปฏิบัติของกองทุนนั้น มีส่วนช่วยผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนผนวกประเด็นเหล่านี้เข้าเป็นเนื้อเดียวกับการกำหนดนโยบาย วิเคราะห์ และรายงานผลประกอบการประจำปี
ในวงการกองทุนแนวสังคมและสิ่งแวดล้อมในอเมริกา Green Century Funds เป็นหนึ่งในกองทุนชั้นนำที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เนื่องจากมีความสามารถสูงมากในการผนวกผสานความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม เข้ากับความรู้ความเข้าใจในหลักการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเล็งเห็นว่า รูปธรรมของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นสามารถสร้าง “ความได้เปรียบในการแข่งขัน” และ “โอกาสทางธุรกิจ” อย่างไรบ้าง ตัวอย่างความสำเร็จของพวกเขานอกเหนือจากที่ยกไปแล้วได้แก่ การจุดประกายให้บริษัทแอปเปิลริเริ่มโครงการรับเครื่องไอพอดตกรุ่นจากลูกค้า เพื่อแยกชิ้นส่วนนำกลับมารีไซเคิลใหม่
ปัจจุบัน Green Century Funds กำลังทุ่มเทพลังงานให้กับการหว่านล้อมให้บริษัทฟอร์ดปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของรถยนต์ และเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สองราย คือ เชฟรอนเท็กซาโก และเอ็กซอนโมบิล เปิดเผยนโยบายบริษัทเกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศสูง ติดตามความคืบหน้าได้จากเว็บไซต์ http://greencenturyfund.org/
ผู้จัดการกองทุนแนวสังคมหลายรายมองว่า ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวในฐานะผู้ถือหุ้นที่ผ่านมานั้นเป็นผลจากความตื่นตัวที่มีมากขึ้นในประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจัยที่ขาดไม่ได้คือ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนักลงทุนสถาบันที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ระหว่างนักลงทุนกับเอ็นจีโอผู้เชี่ยวชาญด้านประเด็นสังคมหรือสิ่งแวดล้อม และแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างสม่ำเสมอ ยกตัวอย่างเช่น Sierra Club Mutual Funds (SCMF) ซึ่งเป็นกองทุนแนวสิ่งแวดล้อม เป็นสมาชิกของทั้งกลุ่ม ICCR และโครงการ Global Warming Shareholder Campaign ที่ริเริ่มโดยแนวร่วมของกลุ่มเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมและนักลงทุนสถาบันชื่อ Coalition for Environmentally Responsible Economies (CERES)
การเคลื่อนไหวของกองทุนแนวสังคมใช่ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากนักพัฒนาสังคมหรือนักสิ่งแวดล้อมทุกคน นักสิ่งแวดล้อมหลายคนที่รณรงค์การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจแบบถอนรากถอนโคนมองว่า การเข้าไปซื้อหุ้นของกองทุนเหล่านี้เท่ากับเป็นการ “ส่งเสริม” และ “รับรอง” ธุรกิจที่ไม่รับผิดชอบ แต่ผู้จัดการกองทุนแนวสังคมหลายคนก็โต้แย้งว่า การผลักดันการเปลี่ยนแปลงในฐานะผู้ถือหุ้นนั้น ถึงอย่างไรก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ถึงแม้ว่าจะเกิดได้ทีละน้อยก็ตาม พวกเขามองว่า การถือหุ้นเป็น “คานงัด” ที่ทรงพลังที่สุดในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากบริษัททุกบริษัทย่อมต้องตอบสนองความต้องการของผู้ถือหุ้น อันเป็นกฎกติกาพื้นฐานในระบบทุนนิยม
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม 2553

