ตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เปิดฉากเป็นต้นมา วิกฤตระดับโลกหลากหลายมิติที่รุมเร้า ประกอบกับแรงกดดันจากภาคประชาชนและผู้บริโภคที่ส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ได้ผลักดันให้หน่วยงานรัฐและบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันชูป้าย “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” บนเว็บไซต์ ในรายงานประจำปี และบทสุนทรพจน์ที่กล่าวในงานสัมมนาต่างๆ นานา
คำคำนี้ปัจจุบันใช้กันแพร่หลายไม่ต่างจาก “ความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม” (ซีเอสอาร์) แต่ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนคือ ในบรรดาหน่วยงานรัฐและบริษัทเหล่านั้น มีกี่แห่งที่เข้าใจแก่นแท้ของแนวคิดนี้ และในจำนวนนั้นมีกี่แห่งที่เปลี่ยนวิธีคิด กลยุทธ์ และกระบวนการต่างๆ ในองค์กรให้สอดคล้องกับ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในทางที่เป็นมากกว่านามธรรม
วันนี้ผู้เขียนขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับธนาคารทรีโอดอส (Triodos Bank, http://www.triodos.com/) ผู้บุกเบิกแนวคิด “การธนาคารที่มีศีลธรรม” (ethical banking) กว่า 3 ทศวรรษที่แล้ว ก่อนที่ใครจะรู้จักคำว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือซีเอสอาร์ ปัจจุบันเป็นธนาคารที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดว่า “การธนาคารที่ยั่งยืน” นั้นน่าจะมีหน้าตาและวิธีทำงานอย่างไร และในเมื่อธนาคารเป็นสถาบันตัวกลางที่ขาดไม่ได้ในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ ธุรกิจที่ทรีโอดอสเลือกให้บริการก็น่าจะสะท้อนให้เห็นว่า “ธุรกิจที่ยั่งยืน” นั้นน่าจะมีลักษณะอย่างไร อย่างน้อยก็ในสายตาของธนาคารที่ยึดมั่นในหลักการนี้
ชื่อของธนาคารแปลจาก “tri hodos” ในภาษากรีก ซึ่งแปลว่า “วิถีสามแพร่ง” สะท้อนแนวคิดของกลุ่มผู้ก่อตั้งที่ว่า อยากสนับสนุนกิจการที่ไม่ได้มุ่งหวังแต่เพียงกำไร หากมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ทรีโอโดสมิใช่ธนาคารแห่งเดียวที่ใช้บรรทัดฐานทางศีลธรรมในการปล่อยกู้ ปัจจุบัน “ธนาคารที่มีศีลธรรม” หลายแห่งใช้เกณฑ์ “กรองเชิงลบ” (negative screening) ในการปล่อยกู้ เช่น ไม่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้สัตว์ในการทดลอง ฯลฯ แต่ทรีโอโดสไปไกลกว่านั้นด้วยการใช้เกณฑ์ “กรองเชิงบวก” ด้วย คือเลือกปล่อยกู้ให้แต่เฉพาะธุรกิจและการกุศลที่ธนาคารมองว่าสร้างประโยชน์สุทธิให้กับสังคมหรือสิ่งแวดล้อม เช่น กิจการแฟร์เทรด อาหารออร์แกนิก ธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) พลังงานทดแทน และสถาบันการเงินขนาดจิ๋ว (ไมโครไฟแนนซ์) ในประเทศกำลังพัฒนา
บทความเกี่ยวกับทรีโอดอสที่ลงใน Ode Magazine เมื่อปี 2006 (http://www.odemagazine.com/doc/30/banking_on_change/) สรุปสปิริตและประวัติศาสตร์ของทรีโอดอสได้อย่างดีเยี่ยม ผู้เขียนจึงจะแปลและเรียบเรียงบางตอนมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ –
“…[อิโว วาน เดอบาร์ ศิลปินที่วาดภาพให้กับผู้ป่วยโรงพยาบาล] ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้านในที่สุด ต้องขอบคุณธนาคารแห่งหนึ่งที่ครุ่นคิดถึงสถานการณ์นี้อย่างลึกซึ้ง[กว่าธนาคารทั่วไป] ธนาคารแห่งนี้สนใจในเนื้องานของเดอบาร์ เข้าใจดีว่าศิลปินไม่ต้องการวัตถุมากมาย ไม่หวังสูงว่าจะมีเงินบำนาญเยอะๆ และมีไหวพริบพอที่จะเอาตัวรอด นี่คือธนาคารที่ไม่มองว่าศิลปินเป็นความเสี่ยงทางการเงิน แต่เป็นสมาชิกกลุ่มสำคัญในความพยายามที่จะสร้างสังคมที่ยั่งยืน
นี่เป็นธนาคารแบบไหนกันแน่?
นี่คือธนาคารทรีโอดอส ในปี 2004 ธนาคารแห่งนี้มีสินทรัพย์กว่า 1 พันล้านยูโร กำไร 3.6 ล้านยูโร และลูกค้าผู้ภักดีนับแสนรายในเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม อังกฤษ และสเปน ทรีโอดอสไม่ได้จำกัดความหวังดีทางการเงินอยู่แค่การอุ้มชูศิลปะและศิลปินเท่านั้น – ชื่อเสียงของธนาคารส่วนใหญ่มาจากปล่อยกู้ให้กับเกษตรอินทรีย์และโครงการพลังงานที่ยั่งยืน
ธนาคารทรีโอดอสที่เพิ่งฉลองวันเกิดครบรอบ 25 ปี เปรียบเสมือนสายลมสดชื่นที่พัดเข้ามาในภาคธนาคาร ไม่มีตัวอย่างที่ดีกว่านี้อีกแล้วของธนาคารที่ใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ครั้งหนึ่ง วิถีทางที่ผิดปกติวิสัยของทรีโอดอสในการมอบทุนให้กับการปฏิรูปสังคมถูกนักการเงินกระแสหลักหัวเราะเยาะ แต่ปัจจุบันวิถีนี้ได้รับความชื่นชมอย่างกว้างขวาง
เมื่อไม่นานมานี้ เดวิด ปอร์เตอุส ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษากับธนาคารโลกและสถาบันในเครือ เปิดเผยผลการศึกษาที่เขาทำให้กับคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด งานวิจัยชิ้นนี้ยืนยันว่าทรีโอดอสเป็นผู้บุกเบิกในระดับโลก
“ทั่วโลกไม่มีธนาคารเอกชนจำนวนมากนักที่มีกำไรสุทธิสองตัว (double bottom line หมายถึงเน้นผลตอบแทนด้านการเงินควบคู่ไปกับผลตอบแทนด้านสังคม) อยู่มานาน ไม่ใช่ธนาคารขนาดเล็ก และรักษาระดับผลกำไรที่ผู้ถือหุ้นยอมรับได้ ผมคิดว่าธนาคารทรีโอดอสกำลังแสดงให้เห็นว่าแข่งขันได้กับธนาคารกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ”
สถานการณ์แตกต่างจากปัจจุบันมากเมื่อครั้งที่รากฐานของรีโอดอสกำลังถูกวาง นั่นคือยุคปลายทศวรรษ 1960 เมื่อสังคมได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากการประท้วงอย่างถึงพริกถึงขิงที่คุกคามอำนาจนำ สำหรับคนที่มีอุดมการณ์ เงินเป็นคำหยาบ เงินนำไปสู่อำนาจ และอำนาจก็นำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกัน เงินก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตของความคิดดีๆ
นั่นคือบทสรุปของชาย 4 คน พวกเขาเป็นสมาชิกของกลุ่มนักวิชาการที่เอาแต่พูด พูด แล้วก็พูดว่าสังคมควรเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ชาย 4 คนนี้ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่หนุ่มฮิปปี้ในเวอร์ชั่นเนเธอร์แลนด์ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนำ – นักเศรษฐศาสตร์ ที่ปรึกษาองค์กร นายธนาคาร และอาจารย์ด้านกฎหมายภาษี พวกเขาคือ เอเดรียน ดูรา, เล็กซ์ บอส, รูดอล์ฟ มีส, และ ดีเทอร์ บรุลล์ เชื่อว่าลูกค้าธนาคารกระแสหลักจำนวนมากไม่รู้ว่าธนาคารของพวกเขาเอาเงินไปทำอะไร และถ้ารู้ก็คงไม่ชอบใจนัก นั่นคือเหตุผลที่ชาย 4 คนนี้ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิทรีโอดอส สำหรับคนรวยที่อยากลงทุนในกิจการที่ทำประโยชน์ต่อสังคม คณะผู้ก่อตั้งเชื่อว่าคนที่จิตใจดีจะอยากเอาเงินออมไปลงทุนในฟาร์มออร์แกนิก ร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ คลีนิกธรรมชาติบำบัด คณะละครเร่เปี่ยมอุดมการณ์ หรือบริษัทที่ผลิตของเล่นไร้ความรุนแรง มากกว่าจะอยากลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ที่ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ใดๆ เกี่ยวกับสังคมที่ดีกว่าเดิม
ในปี 1980 ระหว่างที่ธนาคารกระแสหลักกำลังควบรวมกัน เปลี่ยนชื่อ หรือล้มละลาย มูลนิธิทรีโอดอสก็ก่อตั้งธนาคารขึ้นในเมืองเล็กๆ ชื่อ ซีสต์ ด้วยทุนจดทะเบียน 540,000 ยูโร ที่เรี่ยไรจากนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน 300 ราย ธนาคารมีกำไรในปีแรกเพราะลูกค้าเงินฝากรายแรกๆ หลายคนยินดีสละดอกเบี้ยเงินฝากให้ธนาคารนำไปปล่อยกู้ และนับจากจุดนั้นทรีโอดอสก็ไม่เคยขาดทุน – 25 ปีเต็มแห่งการทำกำไรที่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์
คณะผู้ก่อตั้งธนาคารทรีโอดอสไม่กลัวที่จะปรับแก้ธรรมเนียมปฏิบัติของการเงินการธนาคาร ยกตัวอย่างเช่น พวกเขามอบโอกาสให้ลูกค้าเลือกกิจการที่อยากอุทิศดอกเบี้ยเงินฝากของพวกเขาส่วนหนึ่งให้ ลูกหนี้ที่ร่ำรวยที่สุดของธนาคารจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่แพงที่สุด เพราะถ้าคนรวยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำที่สุด (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของธนาคารกระแสหลัก) ก็แปลว่าธนาคารกำลังช่วยให้คนรวยร่ำรวยกว่าเดิม ธุรกิจที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้วจะยิ่งคืบคลานเข้าใกล้จุดล้มละลายถ้าธนาคารไม่คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำที่สุด
นอกจากนี้ ทรีโอดอสยังบุกเบิกหลักการ “หลักประกันส่วนบุคคล” (personal security) เพราะมองว่าความคิดดีๆ หลายความคิดต้องสูญเปล่าไปเพราะธนาคารกระแสหลักขอให้ลูกหนี้ออกทุนของตัวเองด้วย ทรีโอดอสออกแบบระบบใหม่ที่ให้กลุ่มคนขนาดใหญ่ทำตัวเป็นผู้ค้ำประกันโครงการ ประโยชน์ที่เป็นผลพลอยได้ของวิธีนี้คือมันช่วยกระตุ้นให้คนมีส่วนร่วมและใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพราะพวกเขามีแรงจูงใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อการันตีว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จ
ในปี 1990 ธนาคารทรีโอดอสเปิดตัว “กองทุนสีเขียว” ในตลาดหุ้นอัมสเตอร์ดัม เป็นกองทุนกองแรกในตลาดที่ลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อ 10 ปีก่อน ทุนสีเขียวในเนเธอร์แลนด์มีมูลค่ารวมกัน 20 ล้านยูโร ปัจจุบันกองทุนสีเขียวลงทุนไปแล้วกว่า 4 พันล้านยูโรในโครงการสีเขียว – เงินที่ทรีโอดอสบริหารคิดเป็นร้อยละ 10 ของเงินจำนวนนี้
นอกจากนี้ ธนาคารทรีโอดอสยังได้ริเริ่มแผนประกันชีวิตและประกันบำนาญแผนแรกในเนเธอร์แลนด์ที่ผนวกรวมเกณฑ์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปในนโยบายการลงทุน และเมื่อปลายทศวรรษ 1980 ธนาคารนี้ก็เป็นธนาคารแห่งแรกๆ ในยุโรปที่เริ่มปล่อยสินเชื่อให้กับสถาบันสินเชื่อขนาดจิ๋ว (ไมโครเครดิต) ในประเทศกำลังพัฒนา เท่ากับเป็นการขยับขยายพรมแดนของไมโครเครดิตออกจากการพึ่งพาเงินบริจาคหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากองค์กรโลกบาล ให้ได้รับการยอมรับในฐานะธุรกิจที่แข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโสของทรีโอดอสได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาองค์การสหประชาชาติในปี 2005
ทุกวันนี้ ความยั่งยืนมิใช่ความคิดที่อยู่ชายขอบของโลกการเงินอีกต่อไปแล้ว สำหรับลูกค้าที่อยากใช้เงินอย่างรับผิดชอบ แม้กระทั่งธนาคารขนาดใหญ่ก็มีกองทุนที่ยั่งยืนของตัวเอง และมีบริษัทไหนบ้างที่อยากนำเสนอตัวเองต่อผู้ถือหุ้นโดยไม่เปิดเผยรายงานที่แจกแจงผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษชนอย่างละเอียด? ปีเตอร์ บลอม ซีอีโอของทรีโอดอส กล่าวว่า “ความโปร่งใสกำลังกลายเป็นแนวคิดหลักในโลกการเงิน เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ธนาคารทุกแห่งขยะแขยงกับความคิดที่ว่า เราทุกคนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเงินของเราบ้าง ซึ่งอันที่จริงเป็นหัวใจของเรื่องนี้เลย ทุกวันนี้ธุรกิจกำลังคำนึงถึงผู้คนและธรรมชาติมากขึ้น รวมทั้งเวลาที่พวกเขาตัดสินใจด้านการเงินด้วย”
ปีเตอร์ บลอม ซีอีโอคนปัจจุบัน บอกว่าก้าวต่อไปของทรีโอดอสคือการเป็น “เวที” ให้กับคนธรรมดาที่อยากมีส่วนสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เช่น ผ่านพฤติกรรมการบริโภคของตัวเองหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตประจำวัน บลอมบอกว่า “ผมคิดว่าคนเราไม่อยากแยกชีวิตงานกับชีวิตการเงินออกจากชีวิตส่วนตัวอีกต่อไปแล้ว หรือแยกวิธีที่พวกเขาคิดออกจากวิธีที่ไปช็อปปิ้งหรือเลี้ยงดูบุตรหลาน การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ครั้งต่อไปในยุคของเราคือเรื่องนี้ – การค้นหาคุณภาพและของแท้ในชีวิตจริง”
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2553

