ในบรรดาผลกระทบทั้งหมดจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ลุกลามเป็นวิกฤตการเงินโลกในปี 2008-2009 ผลกระทบที่หลายคนยังมองไม่เห็นแต่เป็นอันตรายในระยะยาวยิ่งกว่าราคาบ้านลดฮวบและอัตราการว่างงานพุ่งกระฉูด คือทัศนคติของคนจำนวนไม่น้อยที่ว่า การที่นวัตกรรมการเงินในรูปของหลักทรัพย์อิงสินเชื่อความเสี่ยงสูง (ซับไพรม์) เป็นชนวนสำคัญของวิกฤตรอบนี้นั้น “พิสูจน์” ให้เห็นว่านวัตกรรมการเงินโดยรวมนั้น “ได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะก่อความเสียหายมากกว่าประโยชน์ที่สังคมโดยรวมได้รับ
คนที่มีทัศนคติแบบนี้มักจะเชื่อว่า วิกฤตซับไพรม์ชี้ให้เห็นว่าผู้มีรายได้น้อยนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะใช้นวัตกรรมการเงินได้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ นวัตกรรมการเงินนั้นเป็นของ “สูง” เกินไปสำหรับพวกเขา หาวิธีปรับปรุงเครื่องมือพื้นๆ ให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิมก็พอแล้ว
ทัศนคติแบบนี้นอกจากจะเป็นอันตรายแล้วยังผิดมหันต์ เพราะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สามประการ ประการแรก ลำพังการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ “พื้นๆ” นั้นไม่อาจคุ้มกันผู้มีรายได้น้อยไม่ให้เผชิญกับวิกฤตรุนแรงได้ วิกฤตหนี้หลายครั้งหลายประเทศที่เกิดจากการใช้เครื่องมือพื้นๆ อย่างสินเชื่อเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจน ประการที่สอง วิวาทะว่าด้วยประสิทธิผลของเงินช่วยเหลือชี้ให้เห็นว่าลำพังเงินให้เปล่าและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนั้นไม่อาจแก้ปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาได้
ประการที่สาม คำว่า “ชุดนวัตกรรมการเงินเพื่อการพัฒนา” นั้นไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อนและเข้าใจยากอย่างหลักทรัพย์อิงสินเชื่อซับไพรม์เสมอไป นวัตกรรมการเงินอาจเป็นนวัตกรรมที่เข้าใจง่าย ใช้การได้จริง และสอดคล้องกับแนวคิดของ อี. เอฟ. ชูมัคเกอร์ เรื่อง “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” กับบริบทในท้องถิ่น
ปัจจุบัน นวัตกรรมการเงินที่น่าตื่นเต้น น่าติดตาม และน่าลุ้นที่สุด หาใช่นวัตกรรมใดๆ ในโลกการเงินกระแสหลัก หากเป็นนวัตกรรมที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นให้ใช้การได้ในพื้นที่ที่กันดารที่สุด ยากไร้ที่สุด และปราศจากสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับที่สุด และดังนั้น ใครก็ตามที่พัฒนานวัตกรรมเหล่านี้ได้สำเร็จจึงต้องนับว่า ‘เจ๋ง’ และน่านับถือกว่าสถาบันการเงินจำนวนมากที่ยังใช้คำว่า “นวัตกรรม” กับโปรโมชั่นพื้นๆ หรือการออกบัตรเครดิตใบใหม่ที่แตกต่างจากใบเดิมแค่ชื่อและรายนามร้านค้าเท่านั้น
เวทีที่ชักนำนวัตกรรมการเงินที่ ‘เจ๋ง’ ระดับโลกมาอยู่ด้วยกันมากที่สุด คงต้องยกให้เวทีประกวดชิงรางวัล “ตลาดนวัตกรรมการเงินเพื่อการพัฒนา” (Marketplace on Innovative Financial Solutions for Development (MIF), http://en.fininnov.org/) ซึ่งจัดงานสัมมนาและประกาศผลผู้ชนะ 5 รายในเดือนมีนาคม 2010 ในกรุงปารีส
งานนี้หน่วยงานพัฒนาของรัฐบาลฝรั่งเศส (The Agence Française de Développement: AFD) มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ และธนาคารโลกร่วมกันเป็นเจ้าภาพ เป้าหมายหลักของผู้จัดงานอยู่ที่การรวบรวมและยกย่องความคิดใหม่ๆ ด้านการเงินเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถระดมทุน ถ่ายโอนทุน และใช้ทุนได้ดีกว่าเดิม อันที่จริงตอนนี้นวัตกรรมการทางการเงินที่น่าทึ่งกำลังผุดขึ้นทั่วโลก แต่ที่ผ่านมามันถูกจัดประเภทใน “แนวดิ่ง” ตามสาขามากเกินไป เช่น นวัตกรรมการเงินที่เป็นองค์ประกอบของชุดวิธีแก้ปัญหาในภาคสาธารณสุขในแอฟริกาอาจถูกมองว่าเป็นแค่องค์ประกอบที่ใช้นอกภาคสาธารณสุขไม่ได้ ทั้งที่ถ้าเรามองส่วนต่างๆ ใน “แนวนอน” ตามฟังก์ชั่นของมัน เราอาจดึงเอานวัตกรรมการเงินไปประยุกต์ใช้กับสาขาอื่นๆ ได้ด้วย
เป้าหมายหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันของงานนี้คือการแนะนำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายร้อยคนจากหลากสาขาได้ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนกัน ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนา ผู้ดำเนินนโยบาย ผู้บริหารมูลนิธิ เศรษฐีใจบุญ ผู้ประกอบการเพื่อสังคม นักวิชาการ ตัวแทนจากสถาบันการเงิน และตัวแทนจากภาคประชาสังคม องค์กรผู้จัดหวังว่าผู้มาร่วมงานเหล่านี้จะได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเงินเพื่อการพัฒนา (ซึ่งบางคนเรียกว่า “วิศวกรรมทางการเงินแบบละเมียด”) ซึ่งที่ผ่านมาถูกละเลยอยู่นอกวิวาทะกระแสหลักเรื่องการพัฒนาและเงินช่วยเหลือมาโดยตลอด และเมื่อตระหนักแล้วก็จะได้ร่วมกันคิดหาวิธีวัดผลที่เป็นมาตรฐานสากลและเปลี่ยน “กระบวนทัศน์” กระแสหลักเกี่ยวการใช้เงินเพื่อการพัฒนา
ผู้ชนะเลิศรางวัล MIF ทั้ง 5 โครงการได้รับเงินให้เปล่าโครงการละ 100,000 เหรียญสหรัฐ ได้รับการคัดเลือกจากผู้เข้ารอบสุดท้าย 20 โครงการ จากผู้ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 800 โครงการ มีความหลากหลายมากตั้งแต่ตัวนวัตกรรมเอง ประเภทขององค์กรผู้ดำเนินโครงการ (มีตั้งแต่เอ็นจีโอระดับท้องถิ่น ไปจนถึงบริษัทข้ามชาติ และหน่วยงานพัฒนาระดับโลก) พื้นที่ดำเนินโครงการรวมกันครอบคลุมประเทศกำลังพัฒนา 15 ประเทศใน 5 ทวีป –
1. โครงการ Affinity Microfinance: ประกันตราสารหนี้
ผู้ดำเนินโครงการนี้คือ Results for Development Institute (R4D, http://www.resultsfordevelopment.org) ร่วมกับ Corporación Andina de Fomento (CAF) โครงการ Affinity Microfinance (AM) จะมอบหลักประกันระดับ AAA (อันดับความน่าเชื่อถือขั้นสูงสุด) ให้กับผู้ซื้อตราสารหนี้ในตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนา 80 ประเทศทั่วโลก โดยผู้ออกตราสารหนี้ต้องมีจุดประสงค์จะระดมทุนเพื่อใช้ในโครงการด้านสุขภาพ การศึกษา สินเชื่อขนาดจิ๋ว ประกัน สาธารณูปโภค ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม และกิจกรรมอื่นๆ เพื่อการพัฒนา นอกจากนี้ โครงการ AM จะช่วยเหลือประเทศยากจนที่ยังไม่มีตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ด้วยการจัดโครงสร้างระดมทุนจากต่างประเทศที่มีหลักประกันให้
ผู้เป็น “เจ้าของ” โครงการ AM ร่วมกันคือกลุ่มสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา มูลนิธิ และหน่วยงานพัฒนาระดับประเทศในประเทศต่างๆ โครงการนี้ตั้งเป้าว่าจะเข้าถึงเงินที่บริหารจัดการโดยกองทุนบำนาญในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีมูลค่ารวมกันเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญ นำมาใช้เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่มีระยะยาว อัตราดอกเบี้ยคงที่ และในสกุลเงินท้องถิ่น ในทางที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประเทศกำลังพัฒนาที่ยังต้องดำเนินโครงการพัฒนาอีกมาก
2. โครงการ Ch@ng€: “กล่องเงิน” สำหรับปล่อยสินเชื่อขนาดจิ๋ว
ผู้ดำเนินโครงการนี้คือ Babyloan (http://www.babyloan.org) จะเริ่มในประเทศ เบนิน โตโก นิคารากัว เอควาดอร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา ทาจิกิสถาน และเวียดนาม เป็นประเทศนำร่อง ขยายผลไปยังระดับโลกในโอกาสต่อไป
เว็บไซต์ Babyloan.org เปิดให้คนธรรมดาปล่อยสินเชื่อขนาดจิ๋ว (ไมโครเครดิต) ให้กับลูกหนี้ในประเทศกำลังพัฒนา (คล้ายกับ Kiva.org แต่แสวงกำไร) มาพักใหญ่แล้ว โครงการ Ch@ng€ คือ “กล่องเงิน” (l’A Peu Prêt) ที่ Babyloan จะพัฒนาสำหรับธุรกรรมซื้อขายออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) กล่องเงินนี้จะช่วยผู้บริโภครวบรวมการจ่ายเงินออนไลน์ของตัวเองที่อยู่กระจัดกระจาย นำทุนนั้นมาปล่อยกู้ต่อให้กับผู้ประกอบการขนาดจิ๋วในประเทศกำลังพัฒนา ผ่านเว็บไซต์ Babyloan.org
3. โครงการ EcoTRA: ทรัสต์และบัญชีกันเงินสำหรับบ้านสีเขียว
ผู้ดำเนินโครงการนี้คือสถาบันอนุรักษ์พลังงานนานาชาติ (International Institute for Energy Conservation (IIEC), http://www.iiec.org/) กำลังจะเริ่มโครงการนำร่องในเมืองเธน (ประชากร 1.2 ล้านคน) ประเทศอินเดีย โครงการ EcoTRA คิดวิธีออกทุนให้กับการดัดแปลง (retrofits) อาคารที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยให้มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ด้วยการจัดตั้งทรัสต์และบัญชีกันเงิน (escrow account) สำหรับปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางในสหกรณ์ที่อยู่อาศัย กลไกกันเงินนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการปล่อยกู้สำหรับธนาคาร ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าถึงลูกค้ารายใหม่จำนวนมาก สหกรณ์ที่อยู่อาศัยก็จะเข้าถึงทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการดัดแปลงอาคาร ส่วนผู้ให้บริการด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานก็จะได้ธุรกิจเพิ่มขึ้น และถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จในวงกว้าง อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมืองก็จะลดลงด้วย
4. โครงการ “การเงินมือถือ” สำหรับการเงินขนาดจิ๋ว
ผู้ดำเนินโครงการนี้คือมูลนิธิกรามีน (http://www.grameenfoundation.org/) ผู้บุกเบิกวงการการเงินขนาดจิ๋ว (ไมโครไฟแนนซ์) ร่วมกับ KEEF สถาบันการเงินขนาดจิ๋วในเคนยา มูลนิธิกรามีนกับ KEEF กำลังคิดค้นวิธีที่จะผนวกผสานระบบและกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อสร้างโมเดลที่จะช่วยให้สถาบันการเงินขนาดจิ๋วทุกแห่งสามารถใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็น ‘คานงัด’ ในการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และขยายฐานลูกค้าและผลิตภัณฑ์ โครงการนี้มีองค์ประกอบสามส่วนคือ ระบบบริหารจัดการพอร์ต (back-end) สำหรับสถาบันการเงินขนาดจิ๋ว, ระบบการเงินบนมือถือ (front-end) สำหรับลูกค้า และกระบวนการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดทางธุรกิจ (process optimization) เพื่อให้มั่นใจว่าสถาบันการเงินขนาดจิ๋วทุกขนาดและทุกพื้นที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากโมเดลครบวงจรนี้ได้
5. โครงการหลักทรัพย์สภาพภูมิอากาศเพื่อลดความเสี่ยงของเกษตรกร
ผู้ดำเนินโครงการนี้คือสถาบันวิจัยนโยบายอาหารนานาชาติ (International Food Policy Research Institute (IFPRI), http://www.ifpri.org/) ร่วมกับ Nyala Insurance (http://www.nyalainsurance.com/) บริษัทประกันจากเอธิโอเปีย โครงการนี้มุ่งต่อยอดประกันพืชผลบนดัชนีสภาพภูมิอากาศ (weather index insurance) ที่ธนาคารโลกและนักพัฒนาการเงินหลายคนพัฒนามานานนับทศวรรษแล้ว (ผู้เขียนเคยเขียนถึงเรื่องนี้เมื่อปี พ.ศ. 2550 ในบทความเรื่อง “ประกันพืชผลบนดัชนีอากาศ: ระบบการเงินโลกกับเกษตรกรรายย่อย” อ่านย้อนหลังได้ที่โอเพ่นออนไลน์, http://www.onopen.com/2007/01/2021)
ถึงแม้ว่าประกันพืชผลบนดัชนีสภาพภูมิอากาศจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี ความต้องการผลิตภัณฑ์นี้ก็ยังอยู่ในวงจำกัด นวัตกรรมในโครงการของ IFPRI กับ Nyala อยู่ที่การเลิกใช้ดัชนีตัวเดียว เปลี่ยนมาเป็นระบบหลักทรัพย์หลายชิ้นที่ตั้งอยู่บนประกัน แต่ละชิ้นจ่ายดอกเบี้ยคงที่ หลักทรัพย์ถูกออกแบบมาให้เข้าใจง่าย ยืดหยุ่น และครอบคลุม เพื่อจูงใจให้เกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมมากกว่านโยบายประกันปัจจุบันที่เข้าใจยาก ไม่ยืดหยุ่น และไม่ครอบคลุมพืชหลายชนิด
ถึงแม้ว่าจะดูแตกต่างกันมาก ผู้เขียนคิดว่านวัตกรรมการเงินที่ชนะเลิศและอีก 15 ชิ้นที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (ดูรายละเอียดได้ที่ http://en.fininnov.org/main.php?page=laureat) ล้วนแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ใช้วิธีคิดแบบ “จากล่างขึ้นบน” (bottom-up) ไม่ใช่ “จากบนลงล่าง” (top-down) อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในโลกการเงินและเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก มาผสานกับความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ และการเงิน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริงและสอดคล้องกับกลไกตลาด
ในสังคมไทยที่นักพัฒนาและเอ็นจีโอผู้ถนัดคิดแบบ “จากล่างขึ้นบน” แต่ไม่ถนัดด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ และการเงิน ดูจะยังอยู่กันคนละโลกกับนักการเงิน นักธุรกิจ และนักเทคโนโลยี ที่เชี่ยวชาญในสาขาตัวเองแต่ส่วนใหญ่ยังคิดแบบ “จากบนลงล่าง” น่าจะมีใครหาทางเชื่อมโลกสองใบนี้เข้าด้วยกัน ปรับโลกทัศน์เข้าหากัน เราจะได้มีวันเห็นนวัตกรรมที่เป็นมากกว่าโปรโมชั่น และ ‘เจ๋งจริง’ เสียที
ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 พฤษภาคม 2553

