ทักษะ ความรู้ และวิธีจัดการของกลุ่มการเงินชุมชน : ข้อคิดจากการลงพื้นที่

หลังจากที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศหายใจไม่ทั่วท้องนานกว่าสองเดือน ในที่สุดการชุมนุมปี 2553 ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้จบลงอย่างเศร้าสลดในวันที่ 19 พฤษภาคม ด้วยความตายของผู้ชุมนุมรวมแปดสิบกว่าชีวิตตลอดระยะเวลาการชุมนุม รวม 6 ชีวิตที่ตายในเขตอภัยทานของวัดปทุมวนารามในวันสุดท้าย ตลอดจนอาคารร้านค้าที่วอดวายในเปลวเพลิงอันเกิดจากส่วนผสมระหว่างความแค้นของผู้ชุมนุม ความเยือกเย็นของนักก่อวินาศกรรมมืออาชีพ ประกอบกับอาการ “เกียร์ว่าง” อย่างน่าเกลียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากที่ยืนมองความวินาศเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

การชุมนุมจบลงไปแล้ว แต่ความขัดแย้งในสังคมไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง และสาเหตุใหญ่ที่มันจะยังไม่สิ้นสุดไปอีกนาน นอกเหนือจากประเด็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยนั้นมีจริงและมีมานานแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมก็เหมือนกับปัญหาใหญ่ปัญหาอื่นในปัจจุบัน ตรงที่ “วิธีแก้” เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ความรู้ ความสามารถ และการมีส่วนร่วม แต่ตราบใดที่เรายังไม่ถกกันเรื่องวิธีแก้อย่างจริงจัง เราก็ไม่มีวันแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพราะวิธีแก้เดิมๆ หลายวิธีใช้การไม่ได้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ หรือรู้แต่ยังใช้ต่อไปเพราะนึกว่าไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า

“วิธีแก้เดิมๆ” วิธีหนึ่งที่ใช้การไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คือความพยายามที่จะแก้ปัญหาระดับชุมชนแบบ “จากบนลงล่าง” คือเอารัฐบาลกลางเป็นศูนย์กลาง แต่งตั้งคณะกรรมการอะไรสักอย่างขึ้นมาเขียนแผนกลยุทธ์ที่ฟังดูสวยหรู แต่มีประสิทธิผลต่ำมากในทางปฏิบัติ เพราะมักจะเขียนจากหอคอยงาช้างโดยปราศจากความเข้าใจในบริบทของท้องถิ่น เต็มไปด้วยเป้าหมายลอยๆ ที่ไร้กลไกการตรวจสอบติดตามผลและตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม และมีความเสี่ยงที่จะถูกนักการเมืองและข้าราชการแต่ละระดับ “ชักหัวคิว” ระหว่างทางจนแทบไม่มีอะไรตกถึงมือชาวบ้าน หรือไม่เช่นนั้นก็ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งพานักการเมืองหรือข้าราชการไปเรื่อยๆ เพราะนโยบายรัฐให้ความสำคัญกับเม็ดเงินที่ตอกลิ่มการพึ่งพา มากกว่าศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของชาวบ้าน

วิกฤตทางการเมืองรอบนี้จึงชี้ให้เห็นความสำคัญของการ “ปลดแอก” ชาวบ้านออกจากอำนาจของนักการเมืองระดับชาติและระบบราชการส่วนกลาง และเผยความสำคัญของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งมีแนวคิดการพัฒนาจากฐานรากเป็นหัวใจสำคัญ

ผู้เขียนหวังว่าวิกฤตครั้งนี้จะช่วยให้ปราชญ์ชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่อุทิศตนให้กับการพัฒนาจากฐานรากมายาวนานได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้างเสียที ผู้เขียนมีความรู้เรื่องนี้เพียงแค่หางอึ่ง แต่อยากแลกเปลี่ยนข้อสังเกตและข้อคิดบางประการจากภาคสนาม หลังจากที่ได้ทำวิจัยในโครงการชื่อ “โครงการศึกษาและจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินฐานรากเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการการเงินและสวัสดิการชุมชน” ร่วมกับอาจารย์หลายท่านมานานกว่า 1 ปีแล้ว (ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ในระยะที่สอง)

1. ชาวบ้านสมัยนี้ไม่ได้ “โง่” เพียงแต่ไม่พูดภาษาที่ “ผู้มีการศึกษา” คุ้นเคย และขาดทักษะการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ

ผู้เขียนคิดว่านักวิชาการและคนทั่วไปจำนวนมากที่ภูมิใจว่าตน “มีการศึกษา” (ในความหมายที่ตื้นเขินคือจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ) ยังไปไม่พ้นมายาคติที่ว่า ชาวบ้านจนเพราะโง่ และดังนั้นจึงเจ็บตัวซ้ำซาก (เรียกสั้นๆ ว่าวงจรอุบาทว์ “โง่-จน-เจ็บ”)

ผู้เขียนเคยเชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้ค่อยๆ เรียนรู้ว่าความเชื่อนี้เป็นมายาคติที่ไม่สอดคล้องกับความจริง นอกจากจะผิดแล้วยังเป็นอันตรายด้วย เพราะอาจทำให้นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือใครก็ตามที่ถือตัวว่า “ฉลาด” กว่าชาวบ้าน แนะนำวิธีแก้ปัญหาที่ใช้ไม่ได้เพราะไม่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นและไม่ต่อยอดจากฐานความรู้ของชุมชน

ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ลงพื้นที่ไปศึกษากลุ่มการเงินชุมชนแห่งหนึ่งในนครศรีธรรมราช ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดปนรำคาญที่เห็นชาวบ้านลงบัญชีไม่ถูกต้องตามหลักบัญชีสากล และหลายรายการก็ดูจะยุ่งยากหรือเยิ่นเย้อเกินความจำเป็น เช่น แยกบัญชีกองทุนสวัสดิการออกมาต่างหากจากบัญชีกลุ่มออมทรัพย์ ต่อเมื่อผู้เขียนตั้งใจฟังเขาอธิบายหลายรอบถึงได้เข้าใจว่า ที่เขาลงบัญชีแบบนั้นมีเหตุผล คือตั้งใจจะ “กัน” ผลกำไรส่วนใหญ่ไปเข้ากองทุนสวัสดิการ เพราะกลุ่มนี้เน้นการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกมากกว่าปล่อยสินเชื่อ ถ้าเขาไม่ลงบัญชีแยกกันแบบนี้ ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกอาจเรียกร้องให้จ่ายเงินปันผลมากกว่าที่เขาจ่ายจริง เพราะจะมองเห็นกำไรก้อนโตทุกปี

ถ้าผู้เขียนยึดติดกับความเชื่อผิดๆ ที่ว่าชาวบ้านโง่ และดังนั้นจึงไม่พยายามเข้าใจเหตุผลของเขาก่อน ผู้เขียนในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน” (ในสายตาของชาวบ้าน) ก็คงแนะนำให้กลุ่มนี้เปลี่ยนวิธีลงบัญชีเสียใหม่ให้ถูกต้องตามหลักสากล และถ้าคณะกรรมการกลุ่มทำตาม กลุ่มนี้ก็จะมีบัญชีที่นักบัญชีอ่านรู้เรื่องและสบายใจ แต่อาจประสบปัญหาจ่ายเงินปันผลมากเกินไปเพราะสมาชิกมองเห็นกำไรที่ชัดเจน กลายเป็นว่าได้อย่างเสียอย่าง

การอดทนทำความเข้าใจกับกลุ่มและไม่ทึกทักเอาเองว่าชาวบ้านโง่ ทำให้เรามองเห็นประโยชน์ของ “เทคนิค” การทำบัญชีแบบชาวบ้านในแง่ของการบริหารจัดการความต้องการของสมาชิก เมื่อมองเห็นแล้วก็สามารถช่วยชาวบ้านคิดหาวิธีปรับปรุงรูปแบบของการลงบัญชีให้อ่านง่ายและตรวจสอบง่ายกว่าเดิม แทนที่จะแนะให้เขาเปลี่ยนวิธีการลงบัญชีใหม่หมด

ตัวอย่างนี้สอนให้รู้ว่า ทั้งชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญต่างมีสิ่งที่รู้และไม่รู้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ผู้เชี่ยวชาญมักจะรู้หลักการ แต่ไม่รู้บริบทของท้องถิ่น เช่น ลักษณะความสัมพันธ์ในชุมชน ส่วนชาวบ้านมักจะไม่รู้หลักการใดๆ แต่รู้และเข้าใจบริบทของท้องถิ่นตัวเองเป็นอย่างดี ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีสิ่งที่ตัวเอง “โง่” ก็จะต้องปรับความเข้าใจกัน ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำอะไรก็ควรจะเข้าใจภาษาของชาวบ้านก่อน จะได้ช่วยต่อยอดจากฐานความรู้ของชาวบ้านที่ใช้การได้ดีแล้วระดับหนึ่ง ไม่ใช่บอกให้โยนทิ้งไปทั้งหมดเพราะไม่ตรงกับองค์ความรู้ในหอคอยงาช้าง

2. “เงิน” ไม่ใช่ทรัพยากรที่กลุ่มต้องการที่สุด

ตัวอย่างข้างต้นนอกจากจะชี้ให้เห็นลักษณะความ “ฉลาด” ของภูมิปัญญาชาวบ้านแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่าเงินมักจะไม่ใช่ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการจัดการกลุ่มการเงินชุมชน โดยเฉพาะในการยกระดับการจัดการให้เป็นระบบและมีความเป็น “สถาบัน” มากกว่าเดิม แทนที่การพึ่งพาตัวบุคคล เช่น ผู้ใหญ่บ้านที่ริเริ่มแนวคิด ทั้งนี้ เนื่องจาก “นักการเงินชาวบ้าน” หลายท่านเข้าใจหลักการบริหารจัดการเงินกู้ เงินฝาก และสวัสดิการได้โดยสัญชาตญาณและสามัญสำนึก อาศัยการลองผิดลองถูกเพียงเล็กน้อย คือมี “แวว” ด้านนี้อยู่แล้ว

ที่ชัยนาท เหรัญญิกกลุ่มการเงินชุมชนท่านหนึ่งที่จบ ป.4 สาธิตวิธีคำนวณเงินปันผลตามเดือนที่รับฝากเงินให้ผู้เขียนดู อธิบายว่าคิดว่าต้องใช้สัดส่วนทำนองนี้เพราะรู้สึกว่าคนที่นำเงินมาฝากในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วไม่ควรจะได้รับเงินปันผลเท่ากับอีกคนที่นำเงินจำนวนเดียวกันมาฝากตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว (กลุ่มเพิ่งจ่ายเงินปันผลในเดือนมกราคมปีนี้) แน่นอนว่าสิ่งที่เหรัญญิกท่านนี้พยายามอธิบายคือ หลักการคำนวณตามส่วน (pro rata) สิ่งที่น่าทึ่งคือท่านสามารถค้นพบหลักการนี้ได้เองจากความรู้สึกตะหงิดใจที่ว่าสมาชิกที่ฝากเงินไม่พร้อมกันไม่ควรได้รับเงินปันผลเท่ากัน

ตัวอย่างเล็กๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มการเงินชุมชนไทยที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างดีในแง่ของการบริหารจัดการเงินกู้ เงินฝาก และสวัสดิการ เป็นเวลาเกิน 1 ทศวรรษมาแล้วนั้นส่วนใหญ่มี “นักการเงินชาวบ้าน” ที่มีสัญชาตญาณของนักการเงิน บริหารจัดการเงินของกลุ่มได้ดีแล้วระดับหนึ่ง และมีกฎเกณฑ์กติกาที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้ สิ่งที่พวกเขาต้องการเพื่อยกระดับตัวเองจึงไม่ใช่เงิน หากเป็นทรัพยากรอื่นๆ ที่หายากในระดับท้องถิ่น เช่น ระบบบัญชีที่รัดกุมและตรวจสอบได้ ความรู้และเครื่องมือที่จะช่วยวางแผนทางการเงิน (หมายถึงการวางแผนเพื่ออนาคตของกลุ่ม) ตลอดจนวิธีคิดเกี่ยวกับการวัดผลตอบแทนทางสังคม เช่น คุณภาพชีวิตของสมาชิก ความมั่นคงของชุมชน สุขภาพแข็งแรง ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญขององค์กรการเงินฐานรากจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ยังขาดแนวทางในการวัดและติดตามผล

3. การมีส่วนร่วมของสมาชิก เป็นหัวใจสำคัญขององค์กรการเงินชุมชน

ข้อค้นพบเบื้องต้นของทีมวิจัยเราสอดคล้องกับงานวิจัยสถาบันไมโครไฟแนนซ์ทั่วโลกหลายชิ้นที่ระบุว่า การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญของกลุ่มการเงินชุมชน กลุ่มที่ไปได้ดีมักจะเป็นกลุ่มที่สมาชิก (ชาวบ้านในหมู่บ้าน) มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของกลุ่มอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการนำกำไรจากกลุ่มการเงินชุมชนไปลงทุนในสินทรัพย์ของชุมชนเอง หรือนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในหมู่บ้าน เพราะถ้าชาวบ้านไม่รู้สึกว่าพวกเขาเป็น “เจ้าของ” กลุ่มการเงินร่วมกัน พวกเขาก็จะไม่มีแรงจูงใจที่จะเลือกตั้งและคอยติดตามการทำงานของคณะกรรมการกลุ่ม และติดตามดูแลลูกหนี้ ทำให้คณะกรรมการอาจเชิดเงินของชาวบ้านหายไปดื้อๆ หรือปล่อยกู้ให้กับพวกพ้องของตัวเองเท่านั้น (นี่เป็นปัญหาใหญ่ของกองทุนหมู่บ้านในระยะแรก)

4. “ขนาด” ของสถาบันไม่สำคัญเท่ากับการ “ทำซ้ำ”

องค์กรการเงินชุมชนของไทยที่บริหารจัดการเงินได้ค่อนข้างดีส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก คือระดับหมู่บ้าน มีสมาชิกไม่ถึงหนึ่งพันคน อย่างมากก็เชื่อมกันหลายกลุ่มเป็นเครือข่ายระดับตำบล แลกเปลี่ยนเรียนรู้และตรวจสอบบัญชีให้แก่กันและกัน นักการเงินชาวบ้านหลายท่านบอกพวกเราว่า ไม่ต้องการขยายกิจการ เพราะอยากช่วยคนในหมู่บ้านของตัวเองเป็นหลัก ดังนั้นถ้าเราอยากพัฒนาวงการนี้ “ขนาด” อาจไม่สำคัญเท่ากับการสังเคราะห์และ “ถอด” องค์ความรู้ กติกา และกลไกของกลุ่มที่ประสบความสำเร็จออกมาเป็น “โมเดล” ที่กลุ่มอื่นสามารถนำไป “ทำซ้ำ” โดยประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทในท้องถิ่นของตัวเอง

ถ้านักพัฒนา นักวิชาการ หรือผู้มีอำนาจภาครัฐส่วนใหญ่ยังมัวแต่คิดแบบ “บนลงล่าง” เชื่อว่าตัวเอง “รู้ดี” กว่าชาวบ้าน และเชื่อว่าทุกโครงการจะต้อง “ใหญ่โต” ชนิดอลังการงานสร้าง ผู้เขียนก็ค่อนข้างมั่นใจว่าการส่งเสริมการพัฒนาจากฐานรากที่เป็นระบบและยั่งยืนจะยังอยู่อีกไกลสำหรับสังคมไทย.

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน 2553