ทุนยั่งยืน: ดัชนีความยั่งยืน และ HIP Investor

ในยุคที่ทุนไหลข้ามพรมแดนชั่วพริบตา ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งคือ ภาวะที่ทุนหมุนเร็วเกินไปจนไหลไปสู่กิจกรรมเก็งกำไรไร้ฐานราก (ที่อังก์ถัดเรียกว่า “เศรษฐกิจกาสิโน”) มากเกินไป และคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของธุรกิจน้อยเกินไป 

แต่ถ้าหัวไม่ส่าย ก็ยากที่หางจะกระดิก ถ้าผู้ถือหุ้นซึ่งผู้บริหารบริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ไม่สนับสนุนให้บริษัททำธุรกิจที่รับผิดชอบและยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นก็จะเกิดขึ้นยากมาก ด้วยเหตุนี้ ความพยายามของนักลงทุนและนักการเงินจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะทัดทานกระแสมักง่ายและสายตาสั้นของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ จึงเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญในโลกการเงินที่ไม่หวือหวา แต่น่าติดตามและสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

นักการเงินเหล่านี้ทำงานในวงการที่เรียกกว้างๆ ว่า “การลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม” (Socially Responsible Investing: เอสอาร์ไอ) บางกองก็เรียกว่า “การลงทุนที่ยั่งยืน” (Sustainable Investing) ถ้าคำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และบางกองก็เรียกว่า “การลงทุนที่มีศีลธรรม” (Ethical Investing) ถ้าใช้เกณฑ์ด้านศีลธรรม (เช่น หลักศาสนา) เป็นหลัก

กองทุนเอสอาร์ไอเป็นรูปแบบการลงทุนที่โตเร็วที่สุดในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะอเมริกากับยุโรป ปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการประมาณร้อยละ 10-15 ของสินทรัพย์กองทุนทั่วโลก กองทุนเหล่านี้มีวิธีการลงทุนที่หลากหลาย วิธีที่ง่ายที่สุดคือลงทุนตามดัชนีความยั่งยืนที่คิดค้นโดยบริษัทวิจัยหรือตลาดหลักทรัพย์ เช่น ดัชนี Dow Jones Sustainability Index ระดับตลาดหุ้นอเมริกัน FTSE4Good ระดับตลาดหุ้นอังกฤษ หรือ Global Climate 100 (GC100) ระดับโลก

ดัชนีความยั่งยืนเหล่านี้แตกต่างกันมาก ตั้งแต่นิยาม หลักเกณฑ์ และตัววัดที่ใช้ ความแตกต่างหลายเรื่องสะท้อนถึงระดับปรัชญาและทัศนคติที่แตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น ดัชนี Dow Jones Sustainability ของอเมริกา ให้น้ำหนักกับ “ผลงานด้านเศรษฐกิจ” ของบริษัทจดทะเบียนค่อนข้างมาก คือร้อยละ 25-30 โดยมีองค์ประกอบย่อยเช่น คุณภาพการให้บริการลูกค้า และการบริหารจัดการความเสี่ยง ในขณะที่ดัชนี FTSE4Good ในอังกฤษไม่มองผลงานด้านเศรษฐกิจเลย ไปให้น้ำหนักกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมากกว่า ซึ่งก็สะท้อนวัฒนธรรมของอังกฤษที่มองผลประโยชน์ส่วนรวมว่าเป็น “พันธะทางสังคม” ของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ในขณะที่วัฒนธรรมของอเมริกาจะให้น้ำหนักกับเสรีภาพส่วนบุคคลของปัจเจกและธุรกิจมากกว่าอังกฤษ

วิธีประเมินผลงานและสร้างดัชนีก็แตกต่างกันมากเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีของบริษัท KLD อาทิ GC100 ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกวงการการลงทุนที่ยั่งยืน อาศัยการตัดสินใจเชิงคุณภาพของนักวิเคราะห์ในบริษัท KLD เอง มากกว่าผลการตอบแบบสำรวจอย่างที่ Dow Jones Sustainability และ FTSE4Good ใช้ เพราะ KLD มองว่ามีบริษัทเพียงร้อยละ 20-25 เท่านั้นที่ตอบแบบสำรวจ และปัจจุบันก็ยังมีชุดเครื่องมือน้อยมากที่จะใช้ตรวจสอบได้ว่าบริษัทพูดจริงหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก

ความแตกต่างหลากหลายระหว่างดัชนีต่างๆ นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการประเมินผลงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ไม่มีมาตรฐานสากลในการวัดและรายงานแบบเดียวกับผลงานด้านการเงิน (ซึ่งวัดด้วยมาตรฐานทางบัญชี) นอกจากนี้ เราก็ยังต้องถกเถียงกันอีกมากว่า ข้อมูลใดที่สามารถสะท้อนความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ หรือความยั่งยืนได้จริงจนสมควรใช้เป็น “ตัวชี้วัด” หรือองค์ประกอบในดัชนี

ยกตัวอย่างเช่น Dow Jones Sustainability Index ใช้ “ขนาดของคณะกรรมการบริษัท” เป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งของ “ระดับธรรมาภิบาล” ทั้งที่ขนาดของคณะกรรมการบริษัทแทบไม่มีความเกี่ยวโยงใดๆ เลยกับระดับธรรมาภิบาล สมมุติว่าบริษัทหนึ่งมีกรรมการบริษัท 15 คน ในจำนวนนี้เป็นกรรมการอิสระ 8 คน ที่ล้วนไม่เป็นอิสระจริงเพราะสนิทสนมกับผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทที่สองมีกรรมการ 10 คน ในจำนวนนี้มีกรรมการอิสระเพียง 3 คน แต่ทุกคนเป็นอิสระจริงๆ และทำงานถ่วงดุลกับกรรมการของผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีนี้บริษัทแรกอาจมีธรรมาภิบาลแย่กว่าบริษัทหลังก็ได้ ทั้งที่มีขนาดของคณะกรรมการใหญ่กว่า

บริษัทจัดการกองทุนเอสอาร์ไอจำนวนไม่น้อยหลีกเลี่ยงดัชนีความยั่งยืนที่คนอื่นคิดค้น หากแต่สร้างดัชนีหรือหลักเกณฑ์การลงทุนขึ้นมาเอง บริษัทแห่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ฮิป อินเวสเตอร์ (HIP Investor) ก่อตั้งและบริหารโดย อาร์. พอล เฮอร์แมน (R. Paul Herman) นักการเงินผู้จบปริญญาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยวาร์ตัน อดีตที่ปรึกษาธุรกิจของบริษัทแม็คคินซีย์ มูลนิธิอโชก้า และโอมิดยาร์ เน็ตเวิร์ค บริษัทลงทุนเพื่อสังคมที่ก่อตั้งโดย ปิเอร์ โอมิดยาร์ (Pierra Omidyar) ผู้ก่อตั้งอีเบย์ เว็บไซต์ประมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ตั้งแต่ตอนที่เขาทำงานให้กับแม็คคินซีย์ เฮอร์แมนก็ตั้งคำถามกับความเชื่อที่ มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) นักเศรษฐศาสตร์สำนักเสรีนิยมใหม่ ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฝังลงในวิธีคิดของนักธุรกิจกระแสหลักอย่างแนบแน่นว่า บริษัททุกแห่งควรมีวัตถุประสงค์เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือการนำส่งผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นให้ได้มากที่สุด เขาบอกว่าความคิดแบบนี้ “บีบให้บริษัทส่วนใหญ่มีโฟกัสที่คับแคบและสายตาสั้นมาก”

เมื่อความตะหงิดใจเพิ่มพูน เฮอร์แมนจึงเริ่มศึกษาว่าบริษัทที่มีจุดประสงค์ที่ “สูงส่ง” กว่าแค่การทำกำไรสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นนั้นมีผลประกอบการดีกว่าบริษัทที่มีวิสัยทัศน์คับแคบกว่าหรือไม่เพียงใด เป็นไปได้หรือไม่ที่คุณจะ “ได้ดีทางการเงิน ด้วยการทำดี?” สิ่งที่เขาค้นพบคือ บริษัทที่มองการณ์ไกลที่สุดและกำลัง “ทำดี” นั้นสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ตลาดทุนโดยรวมยังใช้เวลานานกว่าจะมองเห็นและ “ให้รางวัล” ในรูปของราคาหุ้นที่สูงขึ้น

เฮอร์แมนฉวยโอกาสนี้คิดค้นวิธีประเมินและจัดอันดับบริษัทตามระดับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งในนิยามของเขาหมายถึงความสามารถของบริษัทในการตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐาน 4 ด้านของมนุษย์ ได้แก่ สุขภาพ (Health) ความมั่งคั่ง (Wealth) ความเท่าเทียมในที่ทำงาน (Equality) และสิ่งแวดล้อมที่ดี (Earth) เขานำหลักเกณฑ์ทั้งหมดนี้มาสรุปเป็นแนวทางการลงทุนสั้นๆ ว่า “Human Impact plus Profit” (ผลกระทบต่อผู้คนบวกกำไร) ย่อว่า HIP และนำชื่อย่อนี้มาตั้งเป็นชื่อบริษัทจัดการลงทุนในปี 2004

บริษัทจัดการลงทุนแบบเอสอาร์ไอหลายแห่งใช้วิธีไม่ซื้อหุ้นของบริษัทที่ไม่ผ่านเกณฑ์ (เช่น บริษัทที่ทำลายสิ่งแวดล้อม) ตั้งแต่แรก หรือไม่ก็ขายหุ้นทิ้งทันทีที่บริษัทนั้นตกอันดับไป แต่ฮิป อินเวสเตอร์ จะยังรวมบริษัทเหล่านี้ไว้ในดัชนีฮิป เพียงแต่ลดคะแนนลง (แปลว่าหุ้นของบริษัทเหล่านี้จะมีสัดส่วนน้อยในพอร์ตลงทุน) เฮอร์แมนเชื่อว่า องค์ประกอบของดัชนีฮิปที่เขาสร้างนั้นบ่งชี้ระดับความรับผิดชอบของบริษัทจดทะเบียนในด้านต่างๆ ได้ค่อนข้างดี เช่น วอลล์มาร์ท (Walmart) ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก ได้คะแนนค่อนข้างต่ำด้านการดูแลพนักงาน เพราะให้สวัสดิการน้อยกว่าคู่แข่งมาก แต่ได้คะแนนค่อนข้างดีด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะกำลังปรับกระบวนการทำธุรกิจไปสู่เป้าหมาย “ไร้ของเสีย” (zero waste) และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับบริษัทเอง และในระดับคู่ค้ากว่า 60,000 รายของบริษัท

ในปี 2009 เฮอร์แมนสร้างดัชนี “ฮิป 100” (http://www.hipinvestor.com/for-investors/hip100portfolio/) จากการนำบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในดัชนี S&P 100 (Standard & Poor’s 100) ของอเมริกามาให้น้ำหนักใหม่ตามคะแนนความฮิป บริษัทไหนทำตัวดีจะได้เม็ดเงินลงทุนมากขึ้น บริษัทไหนทำตัวแย่จะได้เงินลงทุนน้อยลง ฮิป 100 สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า S&P 100 กว่า 4% โดยทำผลตอบแทน (หักค่าธรรมเนียมบริหารจัดการแล้ว) เพิ่มขึ้น 13.41% ในระยะเวลา 12 เดือน สิ้นสุด 31 กรกฏาคม 2010 เทียบกับผลตอบแทน 9.37% ของ S&P 100 ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ถ้าพยากรณ์ย้อนหลังไป 5 ปี ฮิป 100 ก็สร้างผลตอบแทนสูงกว่า S&P 100 ได้ถึงปีละ 4% เป็นอย่างต่ำเลยทีเดียว

ในหนังสือเรื่อง The HIP Investor เฮอร์แมนบอกว่านักลงทุนทุกคนสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนของตัวเองที่ประเมินความฮิปของบริษัทต่างๆ ด้วยการพยายามประเมินปัจจัยสำคัญ 20 ประการ และหาคำตอบรายบริษัท ตัวอย่างคำถามได้แก่

1. บริษัทนี้ผลิตสินค้าหรือบริการที่ช่วยตอบโจทย์ความจำเป็นของมนุษย์หรือไม่ มีรายได้กี่เปอร์เซ็นต์จากสินค้าหรือบริการที่สร้างผลกระทบเชิงบวก เช่น ร้อยละ 10 ของรายได้บริษัทจีอีมาจากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ “Ecomagination” ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมให้ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย

2. บริษัทนี้สร้างผลกระทบต่อมนุษย์อย่างไร ในด้านสุขภาพ ความมั่งคั่ง สิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียมกัน บริษัทสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ หรือไม่ มีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้หรือไม่เพียงใด เฮอร์แมนแนะนำว่านักลงทุนควรขวนขวายหาข้อมูลจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากรายงานประจำปีของบริษัท เช่น โครงการ Carbon Disclosure Project (https://www.cdproject.net/) ฐานข้อมูลภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรายบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเกี่ยวกับความพึงพอใจของลูกค้า และข้อมูลรายบริษัทที่สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency: EPA) และสำนักงานสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน (Occupational Safety and Health Administration: OSHA) เปิดเผยต่อสาธารณะ

(ข้อมูลทำนองนี้พอหาได้ในประเทศพัฒนาแล้ว แต่หาได้ยากยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่ระบบราชการยังไม่โปร่งใสเท่าที่ควร ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การนิคมอุตสาหกรรมไทยยังไม่เคยเปิดเผยว่า โรงงานที่เป็น “ตัวการ” ปล่อยมลภาวะจนชาวบ้านในนิคมมาบตาพุดป่วยเรื้อรังนั้นมีบริษัทใดบ้าง ทั้งที่มีข้อมูลนี้อยู่ในมือ)

3. ผู้บริหารของบริษัทนี้พูดถึงประเด็นความยั่งยืนและความรับผิดเรื่องนี้หรือไม่ ลงมือทำจริงมากน้อยเพียงใด เฮอร์แมนยกตัวอย่างว่า บริษัท ยูไนเต็ด เทคโนโลยี ได้คะแนนด้านนี้ค่อนข้างดีในดัชนีฮิป เพราะลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง เช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของฝ่ายผลิตเครื่องยนต์เจ็ต ขณะที่บริษัทแอปเปิลได้คะแนนค่อนข้างต่ำในด้านนี้ เพราะผู้บริหารของบริษัทแทบไม่ค่อยออกมาสื่อสารประเด็นเหล่านี้ต่อสาธารณะ

เฮอร์แมนเชื่อว่าวิธีคิดแบบเขานั้นไม่ใช่แค่วิธีลงทุนทางเลือกที่น่าเลือก แต่เป็น “พื้นฐานที่แท้จริงของการลงทุน” เขาบอกว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะเข้าใจว่าบริษัทแต่ละบริษัททำกำไรจากอะไร และจะ “ทำดี” ในโลกนี้ได้อย่างไร การกุศลเป็นการบริจาคเงินทางเดียว ธุรกิจเป็นการแลกเปลี่ยนสองทาง วันนี้นักลงทุนที่ก้าวหน้าที่สุดลงทุนเพราะหวังผลกำไรและอยากมีส่วนสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมด้วยในเวลาเดียวกัน.

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 ตุลาคม 2553