“นักลงทุนเพื่อสังคม” ส่วนใหญ่มองตรงกันแล้วว่า ถ้าหากอารยธรรมมนุษย์จะเข้าสู่ความยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 ได้จริง ภาคการเงินจะต้องหาวิธีจัดสรรทุนและทรัพยากรอื่นๆ ในทางที่มองเห็นผลกระทบและผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกงบการเงินของบริษัท
ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการแยกแยะให้ออกระหว่างการกุศลภาคธุรกิจ (corporate philanthropy) ซีเอสอาร์เชิงตั้งรับ (responsive CSR) ซีเอสอาร์เชิงรุกหรือซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์ (strategic CSR) และกิจการเพื่อสังคม (social enterprise) เพื่อจะได้มองเห็น “ภาพรวม” ว่าตกลงกิจการนี้ทำอะไรกันแน่ และไม่หลงกลบริษัทที่ทำแค่ 1 แต่โม้ว่าทำ 10
เนื่องจากกิจการแต่ละแห่งย่อมส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ ไม่เท่ากัน แล้วแต่ลักษณะธุรกิจและระดับความรับผิดชอบที่ยอมทำ การจะแยกแยะระหว่างกิจกรรมและกิจการ 4 ประเภทนี้จึงต้องระบุให้ชัดว่าหมายถึงธุรกิจใดในบริบทอะไร ผู้เขียนจึงจะดัดแปลงโจทย์ที่ออกเป็นข้อสอบปลายภาควิชา “ธุรกิจกับสังคมและชุมชน” ที่สอนนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาถามเองตอบเองในตอนนี้ ด้วยความหวังว่าจะช่วยสร้างความกระจ่างในภาวะที่คนส่วนใหญ่ยังสับสนได้บ้างไม่มากก็น้อย
คำถาม: “การกุศลภาคธุรกิจ ซีเอสอาร์เชิงรับ ซีเอสอาร์เชิงรุก และกิจการเพื่อสังคม ของบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ในประเทศไทย น่าจะมีหน้าตาและรูปแบบเป็นอย่างไร” คำตอบ: ผู้เขียนคิดว่ากิจกรรมและกิจการเหล่านี้ของบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่น่าจะมีหน้าตาดังต่อไปนี้ 1. การกุศลภาคธุรกิจ (corporate philanthropy) การกุศลภาคธุรกิจ หมายถึงการเจียดเงินของบริษัทไปทำการกุศล เนื่องจากการกุศลโดยธรรมชาติเป็นการให้โดยไม่หวังกำไร การกุศลของบริษัทน้ำมันหลายอย่างจึงไม่ต่างจากการกุศลของบริษัทในธุรกิจอื่น อาทิ สมทบทุนสร้างเจดีย์ ให้ทุนการศึกษาเด็ก แจกผ้าห่มต้านภัยหนาว ฯลฯ แต่บริษัทน้ำมันน่าจะเน้นการทำการกุศลในชุมชนบริเวณที่ใกล้กับโรงกลั่นหรือโรงงานของบริษัท เพราะนอกจากจะได้บุญและได้หน้าแล้วยังช่วยให้คนในชุมชนยอมรับการดำรงอยู่ของบริษัทได้มากขึ้น (ภาษาบริหารธุรกิจปัจจุบันเรียกการได้รับความยอมรับจากชุมชนว่า “license to operate” ซึ่งสำคัญกว่าใบอนุญาตจากทางการเสียอีก เพราะถ้าทางการอนุญาตให้ตั้งโรงงาน แต่คนในชุมชนไม่ยอมรับ สุดท้ายถึงบริษัทตั้งโรงงานได้ก็จะเผชิญกับการคัดค้านจากชาวบ้านจนทำงานลำบาก) การกุศลแบบหนึ่งที่ใช้กันค่อนข้างเกร่อในสังคมไทยปัจจุบันคือ การอ้างว่าทำโครงการ “เพื่อพ่อ” หรือ “ถวายพ่อ” เช่น “ลดโลกร้อน ถวายพ่อ” ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนติดตามสังเกตการณ์ หลายบริษัทดูจะไม่ได้ทำการกุศลทำนองนี้เพราะอยากช่วยเผยแพร่แนวคิดดีๆ ของโครงการในพระราชดำริ แต่ทำไปเพราะอยาก “พะยี่ห้อ” ที่คนไทยรักและศรัทธา เพื่อเอาหน้าและป้องกันไม่ให้คนมาเพ่งเล็งหรือวิพากษ์วิจารณ์มากกว่า 2. ซีเอสอาร์เชิงรับหรือซีเอสอาร์เชิงปฏิกิริยา (responsive CSR) ซีเอสอาร์เชิงตั้งรับ หมายถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียหลังจากที่บริษัทได้ก่อความเสียหายอย่างชัดเจนให้กับผู้มีส่วนได้เสียรายนั้นๆ แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ประกาศยกเครื่องมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการและสวัสดิการแรงงาน หลังจากที่เอ็นจีโอด้านสิทธิแรงงานออกมาเปิดโปงว่าบริษัทเอาเปรียบแรงงานใน “โรงงานนรก”, ติดตั้งเครื่องกรองฝุ่นละอองหลังจากที่ชาวบ้านร้องเรียนว่าป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มากผิดปกติ, ประกาศนโยบายชดเชยผู้โดยสารที่เดือดร้อนจากความล่าช้าของเที่ยวบิน หลังจากที่ผู้โดยสารแห่กันโพสระบายอารมณ์บนเฟซบุค ฯลฯ ซีเอสอาร์เชิงรับบางครั้งเป็นสิ่งที่บริษัทจำนวนมากแห่กันทำ เพราะเป็นประเด็นสากลข้ามอุตสาหกรรม ถ้าไม่ทำก็กลัวตกกระแส ยกตัวอย่างเช่น บริษัททุกบริษัทไม่ว่าจะประกอบธุรกิจอะไรล้วนมีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมและตักตวงทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น ซีเอสอาร์เชิงรับที่ทำกันอย่างแพร่หลายกิจกรรมหนึ่งคือ การปลูกป่าทดแทน เพื่อชดเชยต้นไม้ที่ถูกตัดไปใช้ในกระบวนการผลิตของบริษัท เนื่องจากธุรกิจขุดเจาะ กลั่น และขนส่งน้ำมันส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อสิ่งแวดล้อมและคนในชุมชน โดยเฉพาะระบบนิเวศบนบกและในทะเล รวมทั้งยังซ้ำเติมภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซีเอสอาร์เชิงรับของบริษัทน้ำมันส่วนใหญ่จึงเน้นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า ลดมลพิษ รับชาวบ้านเข้าทำงานในโรงงาน ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัทแล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคตที่จะถูกผู้เสียหายประท้วงหรือเสียชื่อเสียงอีกด้วย ในแง่ของประโยชน์ต่อบริษัท ซีเอสอาร์เชิงรับจึงนับเป็นวิธี “ซื้อประกันความเสี่ยง” หรือ “สร้างภาพลักษณ์” ที่บริษัทหวังว่าจะแปลงเป็นยอดขายที่มากขึ้นได้ในอนาคต (มีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้นเพราะอยากอุดหนุนบริษัทที่ “ทำดี”) สองประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับซีเอสอาร์เชิงรับ (ซึ่งมอบความเพลิดเพลินให้กับผู้สังเกตการณ์อย่างผู้เขียนได้ไม่รู้เบื่อ) คือ หนึ่ง บริษัทที่ทำซีเอสอาร์แบบนี้มักจะไม่อยากบอกว่าก่อความเสียหายอะไรก่อนมาทำซีเอสอาร์เชิงรับ เพราะอยากพูดแต่เรื่องดีๆ ที่ตัวเองทำ ไม่อยากพูดถึงเรื่องแย่ๆ (ในแง่นี้บริษัทก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาเท่าไรนัก) สอง บริษัทหลายแห่งชอบ “โม้” มากกว่าจะอธิบายว่าทำซีเอสอาร์แล้วสังคมได้อะไรและบริษัทได้อะไร ยกตัวอย่างเช่น เพิ่งปลูกต้นไม้ขนาดจิ๋วไป 10,000 ต้น ที่ต้องใช้เวลาอีก 20 ปีกว่าจะโตเต็มที่ ใครจะคอยดูแลก็ยังไม่แน่นอน แต่บริษัทเอาไปโม้ในสปอตโฆษณาแล้วว่าบริษัทช่วยชดเชยคาร์บอนไปเท่านั้นเท่านี้ตัน เสมือนว่าวันนี้ต้นไม้ทั้ง 10,000 ต้นอยู่รอดปลอดภัยและโตเต็มที่แล้ว พูดอีกอย่างคือ บริษัทใช้ภาษาของการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นหลักในการกล่าวถึงซีเอสอาร์ ไม่ใช่ภาษาที่ตรงไปตรงมาเหมือนกับภาษาของงบการเงิน อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าคิดค้นมาตรฐานการเปิดเผยและรายงาน “ผลประกอบการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” ก็คืบหน้าไปมากแล้ว อีกไม่กี่ปีเราอาจได้เห็นมาตรฐานสากลที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายไม่แพ้มาตรฐานทางบัญชี (ผู้เขียนคิดว่าชุดมาตรฐานของโครงการ Global Reporting Initiative (GRI) ซึ่งมีบริษัทใช้แล้วหลายพันบริษัท น่าจะไปถึงตรงนั้นได้ก่อนใครเพื่อน) เมื่อถึงจุดนั้นเราก็จะสามารถแยกแยะได้ง่ายขึ้นว่าบริษัทไหนขี้โม้ บริษัทไหนไม่โม้แต่ทำจริง และบริษัทไหนไม่โม้ก็จริงแต่ก็ไม่ทำอะไรด้วย 3. ซีเอสอาร์เชิงรุกหรือซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์ (strategic CSR)
ในมุมมองของ ไมเคิล พอร์เตอร์ กูรูการบริหารจัดการชื่อดัง ซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์หมายถึงการนำประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือหลายฝ่ายสนใจหรือต้องการ มากำหนดเป็นกลยุทธ์ของบริษัทที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน นั่นหมายความว่า บริษัทจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ อยากเห็นอะไรจากบริษัท ประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตคืออะไร ซึ่งก็แปลว่าบริษัทจะต้องเข้าใจความหมายของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” (การพัฒนาในทางที่ไม่ลิดรอนศักยภาพของคนรุ่นหลังในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี) และสามารถถอดรหัสแนวคิดนี้ออกมาเป็นวิถี “ธุรกิจที่ยั่งยืน” ได้
สำหรับบริษัทน้ำมัน ประเด็นใหญ่ที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญหนีไม่พ้นภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมน้ำมันมีส่วนซ้ำเติมปัญหา ประกอบกับแนวโน้มที่ชัดเจนแล้วว่า โลกเราเหลือน้ำมันให้ใช้อีกเพียง 50-70 ปีเท่านั้น และการขุดเจาะน้ำมันก็น่าจะหยุดนานก่อนหน้านั้น เพราะน้ำมันที่เหลือในโลกจะอยู่แต่ในที่ยากๆ ที่ต้องใช้การลงทุนสูงมากในการขุดขึ้นมาจนไม่คุ้มค่า
ในสถานการณ์ที่ภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงกดดันให้ทุกภาคส่วนปรับตัวอย่างเร่งด่วน คิดคำนวณและแบกรับ “ต้นทุนคาร์บอน” ให้ได้ ประกอบกับความไม่ยั่งยืนของแหล่งวัตถุดิบ ทำให้การปรับตัวของธุรกิจน้ำมันเข้าสู่ธุรกิจ “พลังงานสะอาด” อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ มี “เหตุผลทางธุรกิจ” ที่ชัดเจนแล้วจากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน นั่นคือ เป็นทั้งสิ่งที่ลูกค้าเรียกร้องต้องการ และถูกกดดันด้วยความร่อยหรอของเชื้อเพลิงฟอสซิลใต้ผิวโลก ด้วยเหตุนี้ ซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์ที่มีเหตุผลทางธุรกิจที่สุดสำหรับบริษัทน้ำมัน จึงน่าจะเป็นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ใช้พลังงานสะอาดและช่วยลูกค้าประหยัดพลังงาน เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำใน “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ที่จำเป็นจะต้องเกิดภายในศตวรรษนี้ ค่อยๆ ย้ายจุดยืนของตัวเองออกจากอุตสาหกรรมล้าหลังที่กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” (โดยมีราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกความขาดแคลน) ศตวรรษสุดท้ายก่อนถึงจุดจบ ในประเทศที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีกำลังซื้อและค่อนข้างตื่นตัวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่เป็นซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์สามารถใช้ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นจุดขาย คิด “ราคาส่วนเพิ่ม” เหนือผลิตภัณฑ์ทั่วไปจากผู้บริโภคได้ แต่ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยที่ชนชั้นกลางยังเป็นคนส่วนน้อยและคนทั่วไปยังไม่เข้าใจความเร่งด่วนของปัญหาสิ่งแวดล้อม (เช่น คิดว่าแค่ใช้ถุงผ้าก็แก้ปัญหาโลกร้อนได้แล้ว) บริษัทที่ทำซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์จะต้องใช้ความพยายามและความอดทนค่อนข้างมากในการสร้างยอดขายจากประเด็นสิ่งแวดล้อม 4. กิจการเพื่อสังคม (social enterprise) กิจการเพื่อสังคม คือกิจการที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แต่ก็มีความยั่งยืนทางการเงินด้วย พูดง่ายๆ คือ ทำเพื่อกำไรของสังคมเป็นหลัก กำไรของตัวเองเป็นรอง ถ้าบริษัทน้ำมันอยากก่อตั้งกิจการเพื่อสังคมที่ใช้จุดแข็งของบริษัทให้เป็นประโยชน์ วิธีหนึ่งคือบริษัทอาจก่อตั้งกิจการรับซื้อขยะหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากชาวบ้าน มาแปลงเป็นพลังงานชีวมวล แล้วขายให้กับชุมชนในราคาถูก วิธีนี้จะช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านผู้มีรายได้น้อยและประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง (ปัญหาสังคม) อีกทั้งยังช่วยลดขยะและก๊าซเรือนกระจก (ปัญหาสิ่งแวดล้อม) ไปพร้อมกัน กิจการเพื่อสังคมที่ดีจะพยายามแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ เลือกวิธีที่แก้ปัญหาในทางที่ไม่ก่อปัญหาใหม่ ยกตัวอย่างกิจการที่ก่อปัญหาเช่น ถ้าบริษัทน้ำมันจัดตั้ง “ปั๊มชุมชน” ในหมู่บ้านต่างๆ โดยอ้างว่าเป็นกิจการเพื่อสังคมเพราะช่วยให้ชาวบ้านในชนบทห่างไกลได้ซื้อน้ำมันราคาถูก กรณีนี้ก็นับเป็นกิจการเพื่อสังคมที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากการผลิตน้ำมันซ้ำเติมภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การช่วยแก้ปัญหาสังคม (ชาวบ้านยากจน) จึงกลายเป็นว่าต้องแลกมาด้วยต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่าเดิม.
ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 ธันวาคม 2553

