"วิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ให้กับมนุษย์ซึ่งมีความต้องการอย่างไม่จำกัด" - ใครที่เคยได้ยินประโยคทำนองนี้มาบ้าง ย่อมทราบดีว่ามันคือนิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์
ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า – เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ตลกร้าย - เพราะรู้ทั้งรู้ว่าทรัพยากรมีจำกัด แถมก็รู้ดีว่าความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด แต่ก็ยังพยายามหาวิธีจัดการให้พออยู่กันไปได้ "เสมือน" ว่ามีความสุขดีกันถ้วนหน้า เปรียบเหมือนวันหนึ่งนักดาราศาสตร์ลุกขึ้นบอกว่า วิชาของพวกเขาคือความพยายามที่จะนับจำนวนดวงดาวให้ได้ว่ามีเท่าไหร่แน่ ทั้งที่พวกเขารู้ดีว่าในจักรวาลนี้มีดวงดาวมากมายไม่สิ้นสุด
เมื่อเศรษฐศาสตร์คือความรู้ทางการบริหารจัดการทรัพยากร คำว่า "ระบบเศรษฐกิจ" ก็หมายถึง "หลักการพื้นฐาน" ที่แต่ละสังคมใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรของตน เช่น ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์เชื่อว่ารัฐควรเป็นคนกลางทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรให้กับทุกคน รัฐจะบอกว่าใครควรบริโภคเมื่อไหร่ ใครควรผลิตอะไร เท่าไหร่ และอย่างไร ในขณะที่ระบบทุนนิยมเชื่อว่าควรปล่อยให้ทุกคนแข่งขันกันผลิตและเลือกบริโภคด้วยตนเองแบบตัวใครตัวมัน (ปัจเจก) ภายใต้ตลาดที่ทำงานอย่างอิสระ
ข้่อถกเถียงที่สำคัญเมื่อนักเศรษฐศาสตร์อภิปรายเรื่องหลักคิดของระบบเศรษฐกิจจึงมักวนเวียนอยู่กับประเด็นที่ว่า ระบบเหล่านั้นสามารถจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดได้อย่าง "มีประสิทธิภาพ" หรือไม่ (มีที่ดินเหลือว่างเปล่าไม่ได้ใช้งานไหม) และมีความต้องการของมนุษย์ที่ได้รับการตอบสนองน้อยไปหรือเปล่า (มีคนอยากทำนา แล้วยังหาพื้นที่ทำนาไม่ได้หรือเปล่า)
ตลอดประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ พวกเราผ่านการลองผิดลองถูกเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจกันมาหลายครั้ง บ้างก็ได้ผลดี บ้างก็ให้ผลเสีย แต่เราทุกคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 นี้ควรยอมรับได้แล้วว่า – ไม่ว่าเราจะชอบหรือชัง - เราก็กำลังอยู่ในโลกที่มีแนวคิดทุนนิยมเป็นแกนกลางในการตัดสินใจบริหารทรัพยากรทุกชนิด ตั้งแต่หาดทรายแสนงามริมทะเลอันดามัน ไปถึงแหล่งน้ำมันดิบใต้ทะเลลึกแถบขั้วโลกเหนือ
ปัจจุบันนี้ ในบางสังคมที่อยู่กับระบบทุนนิยมมายาวนานได้ "ก้าวหน้า" ไปกว่าคนอื่น พวกเขากำลังประสบปัญหาอย่างหนักกับข้อบกพร่องหลายประการของระบบทุนนิยม ปัญหาหลายอย่างที่สั่งสมมายาวนานได้แตกออกมาและแพร่กระจายต่อไปอย่างรวดเร็วด้วยพลังของโลกที่แบนราบ ซึ่งแม้พวกเขาจะตระหนักถึงข้อด้อยของระบบกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่ดูเหมือนพวกเขายังไม่อาจคิดหาระบบอื่นที่ดีกว่ามาทดแทนทุนนิยมได้ นอกเสียจากพยายามคิดหาสิ่งใหม่ๆมาอุดช่องโหว่ของระบบให้มันทำงานได้ดียิ่งขึ้น ด้วยหวังจะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่าง "สงบสุข" ต่อไปได้ ภายใต้ทรัพยากรอันจำกัดของโลกกลมๆใบนี้
สังคมที่ยังใหม่ต่อระบบทุนนิยมจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ "ที่มา" และพัฒนาการของมันดังที่สังคมอื่นเจอมาก่อน อีกทั้งต้องเรียนรู้ "ที่ไป" ของมันด้วยว่าหากเดินตามทางสายนี้ไปเรื่อยๆแล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อนำมาขบคิด เตรียมพร้อม และปรับตัวเองให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
สังคมที่จะทำเช่นนั้นได้จำเป็นต้องมี "ปัญญา" ของสมาชิกในสังคมเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการหันหลังปฏิเสธสิ่งที่เราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ชอบหน้า ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าหลีกหนีมันไม่พ้นนั้น ย่อมมิอาจช่วยอะไรได้ในระยะยาว
….....................
กับชีวิตคนเมือง - โดยเฉพาะชีวิตในเมืองที่ระบบขนส่งผู้คนครั้งละมากๆยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างกรุงเทพมหานคร - รถยนต์มักเป็นสิ่งที่คนส่วนมากยังเลือกที่จะเลือก แม้จะต้องแลกมาด้วยกำลังกายมากมายในการหาทรัพย์ และกำลังใจมากมายสำหรับออกเดินทางฝ่าการจราจรทุกเช้า
คนที่ใช้รถทราบดีว่า "ที่จอดรถ" เป็นทรัพยากรอันจำกัด ยิ่งหากเป็นที่จอดรถในย่านธุรกิจหรือห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หลายคนอาจเถียงด้วยซ้ำว่ามันไม่ใช่แค่จำกัดแต่เป็นทรัพยากรที่ถึงขั้นขาดแคลนไม่แพ้ป่าไม้และน้ำสะอาด
พื้นที่จอดรถในย่านธุรกิจมักสร้างขึ้นพร้อมกับตัวอาคาร สถาปนิกที่ดีจึงต้องออกแบบอาคารโดยคำนึงถึงพื้นที่จอดรถให้เหมาะสม เพราะหากออกแบบพื้นที่จอดรถให้มีน้อยเกินไปย่อมเดือดร้อนผู้คนในอาคารหรือผู้มาเยือนไปอีกนับสิบปี แต่หากออกแบบไว้มากเกินก็จะสูญเสียพื้นที่ใช้สอยอันมีมูลค่ามหาศาลไปอย่างเปล่าประโยชน์
การบริหารลานจอดรถในย่านธุรกิจอันเป็นทรัพยากรจำกัดอย่างหนึ่ง จึงอาจเป็นตัวอย่างที่ดี ในการสะท้อนภาพระบบเศรษฐกิจแบบต่างๆได้อย่างที่เราทันไม่คิด
ต่อไปนี้เป็นภาพจำลองระบบเศรษฐกิจแบบต่างๆ ภายในลานจอดรถ
หากอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบศักดินา ทุกคนจะได้สิทธิจอดรถในแต่ละเดือนลดหลั่นกันไปตามวงศ์วานว่านเครือของบุคคลผู้นั้น ใครที่เกิดมาพร้อมนามสกุล "ผู้ดี" อาจมีพื้นที่ "จองพิเศษ" ให้จอดรถได้เสมอตามอัธยาศัย ส่วนใครเกิดมาในตระกูล "ไพร่" ก็อาจต้องรอวันที่ผู้ดีไม่อยากเดินห้าง แล้วค่อยขอเช่าพื้นที่จอดรถของผู้ดีอีกทอดหนึ่ง
หากอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ทุกคนจะมีสิทธินำรถมาจอดได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งจำนวนครั้งและระยะเวลา เช่น อาจนำรถมาจอดได้เดือนละ 2 ครั้ง และจอดทิ้งไว้ได้เดือนละไม่เกิน 18 ชั่วโมง จะเห็นว่าการบริหารลานจอดรถเช่นนี้ิอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่ เพราะลานจอดรถจะมีพื้นที่ว่างอยู่เสมอเมื่อ "สิทธิ" ในวันนั้นเป็นของผู้ที่ไม่มีรถ หรือไม่ได้อยากนำรถมาจอดในวันดังกล่าว ขณะที่จะมีคนอีกมากที่ไม่มีที่จอดเพราะตัวเองใช้สิทธิของเดือนนั้นหมดไปแล้ว
หากอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบเผด็จการ ทุกคนจะได้สิทธิจอดรถตามแต่ว่าใครจะเป็นคนโปรดของหัวหน้าทีม รปภ. ประจำลานจอดรถ ใครเป็นคนโปรดน้อยก็อาจได้ที่จอดไม่บ่อยนัก ส่วนใครเป็นคนโปรดมากก็อาจได้ที่จอดไม่จำกัดเวลาหรือไม่จำกัดจำนวน – แน่นอน – ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องคิดถึงคำว่า "ประสิทธิภาพ" ในการจัดสรรทรัพยากรแต่อย่างใด
หากอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ทุกคนจะขับรถมาจากบ้านเพื่อแข่งกันหาที่จอดได้อย่างอิสระ ใครมาถึงก่อนก็ได้จอดก่อน ใครปาดหน้าใครสำเร็จก็ได้ที่จอดไป ส่วนใครที่ขับมาถึงแล้วแต่ปาดหน้าคนอื่นไม่ได้ ก็ต้องขับรถกลับบ้านไปในฐานะผู้แพ้โดยไม่มีสิทธิโต้แย้ง จะเห็นว่าการบริหารที่จอดรถเช่นนี้จะทำให้พื้นที่จอดรถเต็มอยู่เสมอ ซึ่งคนที่อยากจอดมากกว่า (และขับรถเก่งกว่าคนอื่น) ก็จะได้ที่จอดรถอยู่เสมอเช่นกัน
หากอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทุกคนอาจไม่จำเป็นต้องขับรถออกจากบ้านมาแย่งที่จอดกันให้เหนื่อย เราสามารถ "เสนอราคา" ค่าที่จอดของเราแข่งกับคนอื่นได้จากที่บ้าน ใครที่เสนอราคาดีกว่าก็ย่อมได้สิทธิในการจอดรถไปครอง ใครที่ไม่อาจสู้ราคาได้ก็นอนอยู่บ้านต่อไปและเฝ้าเก็บหอมรอบริบเพื่อโอกาสในวันหน้า การบริหารลานจอดรถเช่นนี้ดูจะมี "ประสิทธิภาพ" ดีกว่าแบบอื่นมาก เพราะลานจอดรถจะเต็มอยู่เสมอ เจ้าของพื้นที่ได้รายได้สูงที่สุดเสมอ ผู้ที่อยากจอด (และพร้อมจะจ่าย) ก็จะได้จอดเสมอเช่นกัน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาขับรถมาแก่งแย่งกันอีกด้วย

อย่างที่ทราบกัน โลกทุกวันนี้หมุนไปด้วยระบบทุนนิยมภายใต้ตลาดเสรี ความแตกต่างในแต่ละสังคมจึงอยู่ที่ระดับความ "เสรี" ของตลาดมิใช่ที่หลักคิด เพราะตลาดในปักกิ่งที่แม้จะดูเสรีน้อยกว่าตลาดในนิวยอร์กแต่ในแก่นแกนแล้วก็ใช้ทุนนิยมขับเคลื่อนเหมือนกันทั้งคู่
ลานจอดรถในยุคนี้ก็เช่นกัน เราจึงต้องแข่งขันกัน(อย่างเสรี)เพื่อหาที่จอดรถในสยามพารากอนยามบ่ายวันเสาร์พร้อมกับจ่ายเงินค่าที่จอดรถเหมือนคนอื่นๆ และอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าหากพิจารณาให้ดี ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าสามารถ "สะท้อน" ภาพกลไกต่างๆในตลาดทุนนิยมเสรีได้ไม่น้อย
หากไม่นำเอากลไกราคามาใช้ - แม้การแข่งขันเพื่อเข้าถึง "ที่ว่าง" ในลานจอดรถอาจดู "เป็นธรรม" เพราะต่างคนก็ต่างมีสิทธิแย่งพื้นที่จอดรถด้วยความสามารถของตนเอง ใครมาถึงก่อนย่อมได้เปรียบคนมาทีหลัง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือกรณีที่ "ผู้ชนะ" อาจจงใจ "บริโภค" ทรัพยากรอย่างไม่จำกัด ซึ่งทำให้คนอื่นหมดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรไปโดยสิ้นเชิง
ตัวอย่างเช่น ที่จอดรถตามมหาวิทยาลัยซึ่งมักไม่เก็บค่าจอดรถ เราจะเห็นนักศึกษานำรถไปจอดกันจนแน่นและทิ้งรถไว้ทั้งวัน เรียนเสร็จแล้วก็ยังไม่นำรถออกไป แต่อาจไปเดินช้อปปิ้งต่อเสียก่อนแล้วจึงกลับมานำรถกลับบ้านทีหลัง
ระบบลานจอดรถในย่านธุรกิจจึงมักมี "กลไกราคา" ที่คิดตามเวลาของการจอดรถเพื่อควบคุมการ "บริโภค" ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใครที่จอดไม่นานก็จ่ายเงินน้อย ใครอยากจอดนานก็ต้องจ่ายเงินมาก ด้วยเหตุนี้ค่าบริการจอดรถจึงไม่ได้มีขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรายได้ให้เจ้าของพื้นที่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกลไกควบคุมการใช้ทรัพยากรไปด้วยในตัว
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดเสรีจะนำเอากลไกราคามาใช้เพื่อควบคุมปริมาณการบริโภคทรัพยากรแล้ว ก็อาจมีบางกรณีที่คนในสังคมไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรได้อยู่ดี แม้เขาจะมีความสามารถที่จะ "จ่าย" ไม่ต่างจากคนอื่น
ตัวอย่างเช่น ผู้พิการหลายคนที่พอจะขับรถได้ ก็ไม่อาจแข่งขันหาที่จอดรถกับคนปกติได้อย่าง "เท่าเทียม" เป็นแน่ ในกรณีนี้ตลาดจึงจำเป็นต้องมีอำนาจรัฐและกฏหมายเข้ามาเป็นอีกกลไกหนึ่ง โดยกำหนดให้สำรองพื้นที่จอดรถบางส่วนไว้สำหรับผู้พิการ (Handicap Parking) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าตลาดที่ดี ไม่ควรสนใจแต่ผู้ชนะ แต่ควรให้ความใส่ใจกับคนที่มีความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่าปกติด้วยเช่นกัน
เพราะการแข่งขันเสรี อาจมิใช่การแข่งขันที่เป็นธรรมเสมอไป
ยิ่งไปกว่านั้น ลานจอดรถในโลกธุรกิจยุคใหม่มิได้เป็นเพียง "ทรัพยากรอันจำกัด" อีกต่อไป มันสามารถเป็นสิ่งอื่นอีกมากมายที่ช่วยเสริม "เทคนิค" การทำธุรกิจให้กับใครได้อีกหลายคน
ปัจจุบันนี้ ลานจอดรถหลายแห่งเปิดพื้นที่บางส่วนให้ธุรกิจทำความสะอาดรถยนต์ (Car Care) เข้ามาเช่าพื้นที่ตั้งศูนย์ดูแลรถยนต์ภายในอาคาร ผลลัพธ์คือใครก็ตามที่อยากล้างรถก็สามารถนำรถมาล้างได้ในระหว่างเดินช้อปปิ้งเพื่อประหยัดเวลาไปในตัว ในทางกลับกัน หากท่านอยากได้ที่จอดรถง่ายกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิม ไม่ต้องการแข่งขันหาที่จอดรถกับคนอื่นๆ ท่านก็สามารถเลือกที่จะ "จ่ายเพิ่ม" เพื่อให้ได้ที่จอดรถสบายๆ พร้อมได้รถที่สะอาดขึ้นแถวมาด้วยในคราวเดียวกัน ส่วนเจ้าของพื้นที่ก็ได้ส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าจอดรถปกติ
นอกจาก "ล้างรถ" ในฐานะบริการเสริมแล้ว สำหรับลูกค้าบางคนที่อาจเบื่อหน่ายกับการ "แข่งขัน" และต้องการพาตัวเองออกจากความวุ่นวาย ห้างสรรพสินค้าในยุคนี้มีบริการรับจอดรถ (Valet Parking) ไว้บริการ โดยเพียงขับรถพาตนเองมาให้ถึงประตูทางเข้าแล้วลงจากรถ ก็จะมีพนักงานในเครื่องแบบสุดหรูมารับรถของท่านเพื่อขับไปจอดในพื้นที่ซึ่งสำรองไว้โดยเฉพาะ ทำให้ท่านสามารถเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งได้ทันทีตั้งแต่ก้าวลงจากรถ ไม่ต้องเสียเวลาแข่งขันหาที่จอดกับคนอื่น - แน่นอน - บริการรับจอดรถส่วนใหญ่ต้อง "จ่าย" ค่าบริการเพิ่มขึ้่นจากราคาปกติ
เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้เจ้าของรถจะลงจากรถไปตั้งแต่นาทีแรกที่มาถึงห้างฯแล้ว แต่พื้นที่พิเศษของ Valet Parking ส่วนใหญ่มักอยู่ใกล้ประตูทางเข้าด้านหลัง อยู่ชั้นแรกของลานจอดรถ และตั้งอยู่ด้านหน้าลานจอดอย่างโดดเด่นเป็นสง่า เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวอาคาร ทั้งที่คนขับเข้ามาจอดและขับออกไปจากลานจอดเกือบทั้งหมดเป็นพนักงานรับรถ มิใช่เจ้าของรถแต่อย่างใด
บริการ Valet Parkingจึงอาจเป็นมากกว่าช่องทางเพิ่มรายได้จากพื้นที่จอดรถ มันยังเป็นเทคนิคการสร้าง "ความพึงพอใจ" ให้กับลูกค้าคนพิเศษที่มีเงินมากพอจะจ่ายเพิ่มให้กับความสะดวกสบาย และเป็นเทคนิค "สร้างความแตกต่าง" ระหว่างกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มออกจากกันอย่างเห็นผลได้ด้วยตา ตั้งแต่นาทีแรกที่มาเยือนห้างฯของเรา
ยิ่งไปกว่านั้น
บริษัทมากมายจับมือกับห้างสรรพสินค้าชื่อดังเพื่อ "สร้างความพิเศษ" ให้เกิดขึ้นในใจของลูกค้าตน โดยเสนอสิทธิที่จะได้ "ที่จอดรถพิเศษ" ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังมากมายทั่วกรุงเทพ เช่นสิทธิพิเศษของสมาชิกบัตรเครดิตระดับหรู หรือ สมาชิกระดับพิเศษของโทรศัพท์เคลื่อนที่
ตัวอย่างเช่น
สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ แพลตตินั่มซีเล็คท์ จะได้รับบริการที่จอดรถสำรองที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Central World, Siam Center, Siam Discovery โรงแรมหรูอย่าง Erawan หรือ Four Seasons (ส่วนสมาชิกที่ไม่ได้เป็นแพลตตินั่ม หรือไม่ได้ถูกซีเล็คท์ ก็อาจได้ที่จอดในสถานที่อื่นลดหลั่นกันไป)
ส่วนลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด แพลทินัม สามารถรับสิทธิจอดรถที่ เซ็นทรัล ชิดลม, ลาวิลล่า พหลโยธิน, เจ-อเวนิว ทองหล่อ 15,ดิ อเวนิว แจ้งวัฒนะ และเมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน (ส่วนสมาชิกที่ไม่ใช่ระดับแพลทินัม ก็อาจได้ที่จอดในสถานที่อื่นลดหลั่นกันไปเช่นกัน)


ด้วยกระแสที่ใครๆก็อยากเป็นคนพิเศษ ทำให้รายการพิเศษทำนองนี้มีกับบัตรเครดิตแทบทุกยี่ห้อหรือโทรศัพท์มือถือแทบทุกค่าย ทุกวันนี้ห้างสรรพสินค้าแทบทุกแห่งจึงมีพื้นที่สำรองไว้ให้ "สิทธิพิเศษ" มากมาย บางแห่งสำรองไว้เกือบ 50% ของพื้นที่ทั้งหมด ชนิดที่ลูกค้าธรรมดาสามัญชนเห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อสำรองความพิเศษไว้เยอะเพียงนี้ แล้วจะให้คนไม่พิเศษเอารถไปจอดที่ไหน
ด้วยความที่มนุษย์ทุกคนอยากแตกต่างและไม่มีใครชอบแข่งขันกันให้เหน็ดเหนื่อย ทำให้แม้โลกจะหมุนมาไกลถึงวันนี้ แต่ลานจอดรถในโลกทุนนิยมเสรีก็กำลังกลับไปใช้ระบบบริหารทรัพยากรคล้ายกับระบบศักดินาหรือเผด็จการในอดีต นั่นคือการก้มหน้า "สำรอง" ทรัพยากรไว้ให้ "คนพิเศษ" อยู่เสมอ
สิ่งที่พอจะแตกต่างอยู่บ้างอาจเป็นที่ "นิยาม" ความพิเศษของคนที่เปลี่ยนไป ไม่ได้วัดกันที่นามสกุล ชาติกำเนิด หรือความเป็นคนโปรดของผู้นำเผด็จการ หากแต่วัดกันที่ชนิดของบัตร โลโก้ของแบรนด์ สีของค่าย และความเป็นคนโปรดของกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลายแทน
ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า - โลกนี้มักเต็มไปด้วยเรื่องตลกร้ายอยู่บ่อยๆ
….....................
แม้ลานจอดรถและห้างสรรพสินค้าจะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งถึงที่สุดแล้วเจ้าของพื้นที่จะบริหารจัดการอย่างไรก็ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเขา แต่ลานจอดรถก็เหมือนทรัพยากรอันจำกัดอื่นๆ ทิศทางการบริหารลานจอดรถย่อมสะท้อนทิศทางการบริหารทรัพยากรในโลกนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย
ในโลกปัจจุบันที่ทุกสิ่งดูจะเสรี แต่หากมองให้ลึกลงไปอาจพบว่าหลายสิ่งไม่ได้เสรีอย่างที่คิด เพียงแต่การครอบงำตลาดและยึดครองทรัพยากรทั้งหลายกำลังเปลี่ยนมือจากผู้กุมอำนาจรัฐไปเป็นผู้กุมอำนาจทุน
ลานจอดรถที่ไม่เสรี ย่อมมิอาจบริหารทรัพยากรจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพได้ ในทางกลับกัน ลำพังการแข่งขันเสรีเพียงอย่างเดียว ก็ไม่อาจสร้างความเป็นธรรมของการกระจายทรัพยากรได้เช่นกัน
ที่ดิน แหล่งน้ำ โอกาสทางธุรกิจ โอกาสทางการศึกษา สิทธิพื้นฐานทางการแพทย์ สิทธิในการใช้ชีวิตอย่างเสรี สิ่งเหล่านี้มิใช่ลานจอดรถ หากแต่เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เราจึงต้องบริหารจัดการให้ "มีประสิทธิภาพ" ต่อส่วนรวมมากที่สุด
คำถามที่สำคัญคือ ทุกวันนี้เราบริหารทรัพยากรด้วยระบบทุนนิยมเสรี หรือ ทุนนิยมพวกพ้อง – และหากเป็นอย่างหลัง มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ใครสักคนจะได้เป็นพวกพ้องของใครอีกหลายคน
คำถามที่สำคัญคือ เราบริหารทรัพยากรอันจำกัดบนโลกนี้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน และเราต้องเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกกับการสนองความต้องการอันไม่สิ้นสุดของเรา – อาหารที่เหลือทิ้งจากบุฟเฟต์ในโรงแรมหรู กับความหิวโหยของคนยากจนในแอฟริกา อะไรคือทรัพยากรอันจำกัด และอะไรคือความต้องการอันไม่สิ้นสุด
คำถามที่สำคัญคือ เราควรบริโภคทรัพยากรที่รู้อยู่แล้วว่ามีจำกัดอย่างไร และควรหันมาฝึกบริหารความต้องการอันไม่สิ้นสุดของเราบ้างหรือไม่

