จากการเพิ่มผลผลิต สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

สองล้านเหรียญสหรัฐ คือราคาที่ จ้าว ตันหยาง (Zhao Danyang) เศรษฐีนักลงทุนชาวฮ่องกง ยินดีจ่ายเพื่อแลกกับช่วงเวลารับประทานอาหารกลางวันหนึ่งมื้อกับชายที่ชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ที่ว่ากันว่าเป็นสุดยอดกูรูในแวดวงการเงินการลงทุนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ จัดประมูล "สิทธิ" ที่จะนั่งรับประทานอาหารกลางวันกับตัวเขาในร้านสเต็ก Smith & Wollensky กลางกรุงนิวยอร์กเป็นประจำทุกปี - ซึ่งในฐานะผู้ชนะการประมูลประจำปี 2008 - คุณ จ้าว ตันหยาง จึงได้รับสิทธิที่ว่านี้ไป โดยคุณลุง วอร์เรน นำเงินรายได้มอบให้กับมูลนิธิไกลด์ (Glide Foundation) เพื่อเป็นการกุศล

หากใครสงสัยว่าเหตุใดจึงมีผู้ยอมจ่ายเงินกว่า 70 ล้านบาท เพื่อรับประทานอาหารเพียงหนึ่งมื้อกับชายแก่ ท่าทางเชยๆคนหนึ่ง คำตอบที่อาจดูกำปั้นทุบดินสักหน่อยคงจะเป็นเพราะ "ผู้จ่ายยินดีจะจ่าย" และหากเราเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองต่อ "แรงจูงใจ" (Incentive) ก็คงทุบดินได้อีกครั้งว่าอาหารมื้อนั้นน่าจะมี "มูลค่า" (Value) สำหรับคุณ จ้าว ตันหยาง อยู่ไม่น้อย

ผู้บริหารมูลนิธิไกล์ดคงคาดเดาได้ไม่ยากว่า หากต้องการหาเงินหลายสิบล้านบาทโดย(แทบ)ปราศจากต้นทุน ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การเสนอขาย "สิทธิ" การรับประทานอาหารร่วมกับชายชราธรรมดาคนหนึ่งคงไม่สามารถทำได้แน่ๆ

ชื่อเสียงของ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" จึงเป็น "มูลค่าเพิ่ม" (Added Value) ให้กับอาหารมื้อนั้น ทำให้การกินสเต๊กกับชายชราที่ปกติอาจต้องมีราคาติดลบ (เพราะอาจต้อง "จ้าง" คนมากินเป็นเพื่อน) กลายเป็นมื้ออาหารที่มีราคาสูงถึง 2 ล้านเหรียญ

เช่นเดียวกับมูลนิธิไกล์ด ปัจจุบันธุรกิจเกือบทั้งโลกล้วนใช้หลักการ "สร้างมูลค่าเพิ่ม" ด้วยกันทั้งนั้น หลักการสร้างมูลเพิ่มคือหัวใจของธุรกิจยุคใหม่ มันคือหลักการที่สอนให้ผู้ผลิตมุ่งสร้าง "มูลค่า" ให้กับสินค้าของตน เพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภค และในเวลาเดียวกัน มันคือหลักการที่พยายามสอนให้ผู้บริโภคเข้าใจด้วยว่าสินค้าที่อยู่ในมือเรานั้นมีมูลค่ามากมายเพียงใด 

ตัวอย่างเช่น กว่าจะมาเป็นกาแฟสักแก้วหนึ่ง ต้องเริ่มต้นจากการปลูกเมล็ดกาแฟอย่างยากลำบากในพื้นที่ที่เหมาะสม การเก็บเกี่ยว การขนส่ง การอบคั่ว ต้องทำอย่างพิถีพิถัน การจัดเก็บ การบด-ชง ล้วนเป็นศิลปะที่ประณีตซับซ้อน หรือกระทั่งการเสิร์ฟและการดื่ม ก็ควรทำในร้านกาแฟที่มีบรรยากาศเหมาะสม

มูลค่าของของเหลวสีดำจึงไม่ได้อยู่ที่ความดำและกลิ่นที่หอมหวนเพียงอย่างเดียวหากแต่อยู่ที่ "เรื่องราว" ความเป็นมามากมาย กว่าที่จะมาเป็นกาแฟแสนอร่อยในร้านกาแฟสุดสวย ที่มีเก้าอี้แสนนุ่มและดนตรีแจ๊ซบรรเลงเบาๆให้ได้ผ่อนคลาย ซึ่งแน่นอนว่ามูลค่าเหล่านี้ย่อมทำให้ของเหลวจากเมล็ดกาแฟเพียงหยิบมือ อาจมีราคาสูงกว่าเมล็ดกาแฟหนึ่งกิโลกรัมจากไร่กาแฟอันห่างไกล

กว่าจะมาเป็นกาแฟสักถ้วยนั้นแสนยากและซับซ้อน จึงไม่แปลกอะไรที่จะต้องมีราคาสูง 

เช่นเดียวกับมื้อสเต็กและเมล็ดกาแฟ - คอมพิวเตอร์เม้าส์ (Mouse) สีขาวสวยงามยี่ห้อแอปเปิ้ล (Apple) ที่หากดูจากความสามารถในการใช้งาน (Function) แล้วแทบไม่ต่างจากเม้าส์ทั่วไป แต่ Mighty Mouse อันทรงพลังของ Apple ก็สามารถตั้งราคาขายได้ที่ 1,790 บาท คิดเป็นเกือบ 6 เท่าของเม้าส์ที่ใช้งานได้คล้ายๆกันจากลอจิเทค (Logitech)

ความเข้ากันได้กับเครื่องแมคอินทอช ดีไซน์ที่สวยหรู ยี่ห้อสินค้า ความทนทาน ฯลฯไม่ว่าสิ่งที่ทำให้เม้าส์ทรงพลังของแอปเปิ้ลแตกต่างจากเม้าส์ธรรมดาสามัญจะคืออะไร สิ่งเหล่านั้นล้วนช่วยสร้าง "มูลค่าเพิ่ม" ให้กับสินค้าจนผู้ซื้อ "ยินดีจ่าย" ส่วนต่างของราคาที่มากกว่าสินค้าอื่นอย่างเห็นได้ชัด

เราจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นหลักการที่สำคัญยิ่งในโลกธุรกิจปัจจุบัน เพราะมันคือหลักคิดพื้นฐานที่ทำให้ผู้ผลิตมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และใครที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า ย่อมมีรางวัลคือรายรับที่สูงกว่าคู่แข่งเป็นสิ่งตอบแทน

.....................

ย้อนกลับไปในอดีตไม่กี่สิบปี ดูเหมือนโลกธุรกิจจะไม่ได้แข่งขันกันสร้างมูลค่าเพิ่มเช่นทุกวันนี้

ธุรกิจในสมัยก่อนแข่งขันกัน "เพิ่มผลผลิต" หรือที่เรียกกันติดปากว่าเพิ่ม Productivity ซึ่งหมายถึงการมุ่งผลิตให้ได้มากขึ้น ดีขึ้น เร็วขึ้น โดยที่ใช้เวลาน้อยลง แรงงานน้อยลง หรือทรัพยาการต่างๆน้อยลง ส่วนสิ่งที่ผลิตออกมา "ดีกว่าเดิม" นั้นจะตรงใจผู้บริโภคหรือไม่ - เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ในทางเศรษฐศาสตร์ เรามักได้ยินกันเสมอว่าการเพิ่มผลผลิตคือหัวใจสำคัญที่สุดของการอยู่รอดในระยะยาว สิ่งนี้ดูจะเป็นความจริงกับทั้งปัจเจกบุคคล องค์กรธุรกิจ หรือกระทั่งสังคมมนุษย์โดยรวม เพราะหากมองจากภาพกว้างเราล้วนทราบดีว่าทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจใดๆล้วนมีจำกัดเสมอ (ที่ดินจำกัด แรงงานจำกัด เวลาจำกัด) แต่จำนวนผู้คนบนโลกนี้เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา เราจึงต้องผลิตเพื่อเลี้ยงคนให้ได้มากขึ้นด้วยต้นทุนเท่าเดิม หรือหากมองในระดับปัจเจก เราทุกคนล้วนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันแต่ภาระที่ต้องแบกรับล้วนเพิ่มมากขึ้น เมื่อพวกเราเติบโตขึ้นไปตามวัยและจังหวะของชีวิต

การเพิ่มผลผลิตในสมัยแรกๆ มุ่งคิดค้นการผลิตที่ให้ต้นทุนต่ำ ทำได้ในปริมาณมากๆ เพื่อเลี้ยงตลาดที่มีจำนวนคนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ตัวอย่างที่โด่งดังมากอันหนึ่งคือ ระบบสายพานการผลิต (Assembly Line) ของ เฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) อันเป็นตำนานในวงการรถยนต์ระดับโลก และแพร่หลายกลายเป็นรากฐานที่สำคัญของการผลิตสินค้าเชิงอุตสาหกรรมแทบทุกชนิดต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ในยุคที่ เฮนรี่ ฟอร์ด เริ่มต้นธุรกิจ รถยนต์ในสมัยนั้นสร้างและประกอบขึ้นทีละหนึ่งคัน ชิ้นส่วนจำนวนมากจะถูกผลิตขึ้นทีละชิ้นแล้วจึงนำมาประกอบกันขึ้นเป็นรถยนต์ ลักษณะการผลิตเช่นนี้ต้องการแรงงานที่มีความชำนาญสูง และมีความรู้หลายด้าน ทั้งการประกอบเครื่องยนต์ การติดตั้งระบบเพลา ล้อ เบรก การติดตั้งตัวถัง เบาะ ฯลฯ

ผลคือรถยนต์ในสมัยนั้นใช้เวลาหลายวันกว่าจะผลิตได้สักคันหนึ่ง มีต้นทุนการผลิตและราคาสูง คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชนชั้นกลางไม่สามารถซื้อหามาใช้ได้ รถยนต์ในวันนั้นจึงเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มสำหรับชนชั้นสูงและเศรษฐีผู้มีอันจะกิน

จนกระทั่ง เฮนรี่ ฟอร์ด คิดค้นระบบการผลิตแบบสายพาน (Assembly line) ขึ้นสำเร็จ เขาปรับเปลี่ยนให้ชิ้นส่วนรถยนต์ทุกชิ้นมีมาตรฐานเหมือนกันหมด ชิ้นส่วนของรถรุ่นเดียวกันต้องเหมือนกันทุกประการ สามารถนำไปประกอบกับรถคันอื่นๆอีกหลายร้อยคันได้ ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นต้องนำมาประกอบเข้ากันได้ง่าย ใช้ระบบสายพานลำเลียงในการประกอบชิ้นส่วน โดยรถยนต์แต่ละคันจะถูกประกอบขึ้นทีละชิ้น ก่อนจะส่งต่อไปบนสายพานให้ประกอบชิ้นส่วนถัดไป จนกระทั่งสำเร็จออกมาเป็นรถยนต์หนึ่งคัน

ด้วยการปรับระบบการผลิตเสียใหม่นี้เอง ทำให้ฟอร์ดสามารถผลิตรถยนต์ได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก จากที่เคยใช้เวลา 1 เดือนเต็มสำหรับการผลิตรถยนต์ 11 คัน ฟอร์ดใช้เวลาเพียง 93 นาที สำหรับการผลิตรถยนต์หนึ่งคัน แรงงานที่ทำงานไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากนัก 

ผลลัพธ์คือฟอร์ดสามารถผลิตรถยนต์ได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น ต้นทุนต่อรถยนต์หนึ่งคันลดลง ทำให้สามารถขายรถใน "ราคาที่เอื้อมถึง" ให้กับคนชั้นกลางซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าเดิมมากได้สำเร็จ 

ความสำเร็จของการเพิ่มผลผลิตหรือ Productivity ครั้งยิ่งใหญ่นี้ ทำให้เฮนรี่ ฟอร์ด เป็นเจ้าของบริษัทรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และหลักฐานที่ยืนยันว่าแนวคิด "การสร้างมูลค่าเพิ่ม" ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นในยุคนั้น คือคำพูดติดตลกของ เฮนรี่ ฟอร์ด เกี่ยวกับข้อจำกัดด้านการผลิตแบบสายพานของเขาเอง

เฮนรี่ ฟอร์ด กล่าวว่า  

ลูกค้าสามารถซื้อรถยนต์สีใดก็ได้ ตราบใดที่เขาต้องการรถยนต์สีดำ

(Any customer can have a car painted any color that he wants so long as it is black)  

........................... 

สำหรับโลกยุคมิลเลนเนียม ความคิดข้างต้นของฟอร์ดอาจถูกจัดเป็นสิ่งไม่ฉลาดนักในแวดวงธุรกิจ เพราะเราทราบกันดีในปัจจุบันว่ายิ่งเราเพิ่ม "ทางเลือก" ให้กับผู้บริโภคมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเรามากเท่านั้น ขนาดเครื่องเล่นไอพอด (iPod) ยังมีหลากสี และเฉพาะสีแดงยังมีราคาสูงกว่าสีอื่นเนื่องจากเป็นรุ่นที่มีจำนวนจำกัด (limited edition) 

หัวใจความสำเร็จของธุรกิจในยุค เฮนรี่ ฟอร์ด นั้นอยู่ที่ปริมาณการขาย (Volume) ซึ่งสัมพันธ์กับระดับราคา ยิ่งราคาถูกลง ยิ่งขายได้มากขึ้น รถยนต์ของฟอร์ดในยุคนั้นราคาต่ำลงทุกปี ในขณะที่ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว รายรับจึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แม้ราคาต่อหน่วยจะลดต่ำลงก็ตาม

ธุรกิจในยุคนั้นจึงแข่งขันกันผลิตสินค้าให้ถูกที่สุด โดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด ใครที่ใช้ทรัพยากรอย่างสุรุ่ยสุร่าย ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็จำต้องล้มหายตายจากไป 

อย่างไรก็ตาม ตลาดทุกวันนี้ ไม่เหมือนตลาดในยุคของฟอร์ด - โลกในวันนั้นเพิ่งพ้นจากสงคราม โครงสร้างพื้นฐานในสังคมยังมีช่องว่างของการพัฒนาอีกมาก เทคโนโลยียังไม่แพร่หลาย การเคลื่อนย้ายทุน สินค้า บริการ และข้อมูลข่าวสารระหว่างกันยังทำได้ยาก - ดังนั้นการเน้นผลิตเพื่อขายในเชิงปริมาณ (Volume) จึงยังสามารถทำได้ง่าย เพราะยังมีช่องว่างในตลาดอีกมหาศาล

โลกยุคหลังมิลเลนเนียมอยู่ในยุคที่ตลาดอิ่มตัวสูง สินค้าแทบทุกชนิดล้วนต้องดิ้นรนหาช่องทางแข่งขันของตนเอง หากแม้ใครที่เก่งพอจะสร้างสิ่งแปลกใหม่ขึ้นมาได้จริง ก็จะมีคนทำได้เช่นเดียวกันในเวลาไม่ถึงปี

ว่ากันด้วยเทคโนโลยีการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่ล้ำหน้าในวันนี้ (ซึ่งล้วนมีรากฐานมาจากระบบสายพานของ เฮนรี่ ฟอร์ด) หากตั้งใจจะทำกันอย่างจริงจัง แทบทุกคนบนโลกล้วนสามารถผลิตสินค้าในปริมาณมากๆและมีต้นทุนต่ำได้เหมือนกันทั้งนั้น


คำพูดติดตลกที่ว่า "อะไรๆก็ผลิตได้ที่เมืองจีน" อาจไม่เกินจริงนัก เพราะในโลกปัจจุบันหากคุณมีเงิน (และอำนาจ) มากพอ ย่อมสามารถหาซื้อเครื่องจักร ที่ดิน แรงงาน หรือกระทั่งวิชาความรู้ ในการผลิตอะไรก็ได้ ขนาดประเทศแสนยากจนอย่างเกาหลีเหนือ ยังหาทางผลิตระเบิดนิวเคลียร์จนประเทศร่ำรวยทั้งหลายต้องเดือดร้อนดังที่เห็น 

ปัญหาของโลกธุรกิจวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะผลิตอย่างไร แต่อยู่ที่จะผลิตอะไร ผลิตแล้วจะเอาไปขายใคร จะมีตลาดใหญ่เพียงพอหรือไม่ แล้วจะสร้างการเติบโตของรายได้อย่างไร ในเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว คู่แข่งก็จะผลิตได้เหมือนเราภายในเวลาอันสั้น เพราะอะไรก็ผลิตได้ในจีน อินเดีย หรือที่ไหนสักแห่ง ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง 

การเพิ่มผลผลิต / การสร้างมูลค่าเพิ่ม  – ทั้งคู่ต่างเป็นปรัชญาการผลิตที่มุ่งสร้าง "ผลลัพธ์" ให้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ทรัพยากรเท่าเดิมหรือน้อยลง

แต่ด้วยสังคมมนุษย์ในปัจจุบันใช้ "เงิน" เป็นตัววัด "บรรทัดสุดท้าย" หนทางที่จะได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้นจึงไม่ใช่การผลิตรถยนต์ให้ได้เร็วขึ้น หรือจำนวนมากขึ้นต่อเหล็กหนึ่งตัน (Productivity) เพียงอย่างเดียว อีกหนทางหนึ่งคือแม้การผลิตจะเป็นแบบเดิม แต่มุ่งหาทาง "ขาย" ให้ได้ราคาที่สูงขึ้น (Value Add) ก็สามารถเพิ่มผลลัพธ์ในบรรทัดสุดท้ายได้เหมือนกัน

แม้จะมีสองทางเลือก แต่ด้วยสภาพตลาดทุกวันนี้ เราอาจพบว่าบ่อยครั้งที่การเพิ่มผลผลิตทำได้ยากลำบากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรืออย่างน้อยก็อาจไม่คุ้มทุน ไม่คุ้มค่าเสียเวลา หรือไม่คุ้มเหนื่อย 

ตัวอย่างการเพิ่มผลผลิต - บริษัทอาจต้องลงทุน 100 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงโรงงาน ซื้อเครื่องจักรรุ่นใหม่ หาช่องทางผลิตสินค้าให้ได้มากขึ้่น 2 เท่าด้วยทรัพยากรเท่าเดิมซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง กำไรต่อชิ้นจะมากขึ้น แต่บริษัทจะเจอปัญหาที่สำคัญมากด้านการขาย เพราะนั่นหมายความว่าบริษัทจะต้องการตลาดที่ใหญ่กว่าเดิมอย่างน้อย 2 เท่าเพื่อระบายสินค้า และอาจต้องอดทนรอคอยกันหลายปีกว่าจะเพิ่มผลผลิตได้จริง 

ตัวอย่างการสร้างมูลค่าเพิ่ม - บริษัทเอาเงินลงทุน 100 ล้านบาทไปทำแผนการตลาดใหม่กับสินค้าเดิมที่มีอยู่ เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ สร้างแบรนด์ใหม่ Re-position สินค้าของตนเองใหม่ จ้างดีไซเนอร์มาออกแบบสินค้าให้โฉบเฉี่ยว จ้างดารานักแสดงมาเป็นพรีเซนเตอร์ เอาสินค้าไปแจกให้บุคคลชั้นสูงใช้ สร้างภาพลักษณ์สินค้าให้ผูกติดกับภาพลักษณ์ทางสังคมภายในเวลาไม่กี่เดือน บริษัทอาจขายสินค้าชนิดเดิมได้ในราคาที่สูงขึ้นสองเท่า 

ผลลัพธ์ของสองทางเลือกคือรายรับที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าด้วยเงินลงทุน 100 ล้านบาทเท่ากัน แต่ทางเลือกหนึ่งดูจะช้า ยุ่งยาก และมีความเสี่ยงด้านการขยายตลาด ในขณะที่อีกทางหนึ่งดูมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า อีกทั้งยังใช้เวลาสั้นกว่ามาก 

ด้วยทิศทางธุรกิจเช่นนี้ โลกปัจจุบันจึงนิยม "โยน" สิ่งที่ดูจะไม่สามารถเพิ่ม "ผลผลิต" ได้อีกแล้วไปให้คนอื่นทำแทน (เพราะคนอื่นอาจทำได้ถูกกว่าหรือไม่ก็สามารถกดต้นทุน" ได้ดีกว่า) ส่วนตัวเองหันมา "มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม" เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋า 

เสื้อผ้าแฟชั่นหนึ่งตัว ย่อมถูกออกแบบบนกระดาษโดยดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศส วางแผนการตลาดโดยวงการแฟชั่นอเมริกัน ผลิตขึ้นโดยโรงงานในประเทศจีนโดยใช้เส้นใยผ้าจากเนปาล 

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าโรงงานในจีนจะกดราคาแรงงานหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศสจะออกแบบได้ "โดนใจ" ผู้บริโภคทั่วโลกหรือเปล่า 

สังคมมนุษย์ในวันนี้ ดูจะไม่สนใจแข่งกันใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ให้ดีที่สุด เหมือนก่อน 

หากแต่กำลังแข่งกันสร้าง "ความพึงพอใจ" ระหว่างกันและกันแทน